ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้องคดีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ได้หรือไม่ เมื่อความผิดเป็นความผิดต่อรัฐตามกฎหมายคุ้มครองเด็ก

ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้องคดีได้เมื่อใด, ความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กเป็นความผิดต่อรัฐหรือไม่, ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาคือใคร, ราษฎรฟ้องคดีอาญาแทนรัฐได้หรือไม่, ความหมายของผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4), ผู้ปกครองบังคับหรือชักจูงเด็กมีความผิดอย่างไร, ความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็กตามกฎหมายคุ้มครองเด็ก, อำนาจฟ้องคดีอาญาของผู้เสียหายมีหลักเกณฑ์อย่างไร, ความแตกต่างระหว่างความผิดต่อรัฐกับความผิดต่อเอกชน, ผู้ปกครองมีความผิดแล้ว 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความอำนาจฟ้องคดีอาญาของผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และการกำหนดลักษณะของความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ว่าเป็นความผิดต่อรัฐหรือเป็นความผิดต่อเอกชน โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่า เมื่อมีการกล่าวหาว่าผู้ปกครองหรือบุคคลใดบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือมีพฤติการณ์ที่เสี่ยงต่อการกระทำความผิด บุคคลผู้ได้รับผลกระทบสามารถเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาได้หรือไม่

ศาลได้อธิบายถึงเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กว่า เป็นกฎหมายที่มุ่งกำหนดมาตรการให้รัฐมีหน้าที่โดยตรงในการปกป้อง คุ้มครอง และส่งเสริมสวัสดิภาพของเด็ก เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กและความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ดังนั้น เมื่อมีการฝ่าฝืนบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็ก ความเสียหายที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองจึงเป็นความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะและต่อหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองเด็ก ทำให้รัฐเป็นผู้เสียหายโดยตรงตามกฎหมาย และเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญา ส่วนบุคคลทั่วไปไม่อาจอ้างตนเป็นผู้เสียหายเพื่อฟ้องคดีอาญาได้ แม้ว่าศาลจะเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิฟ้องคดีแพ่งใหม่ตามกฎหมายก็ตาม

สาระสำคัญที่สุดของคดี

ศาลวินิจฉัยว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) เป็นความผิดต่อรัฐ เนื่องจากกฎหมายมุ่งคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและกำหนดให้รัฐเป็นผู้มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองเด็ก ดังนั้น รัฐจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงและเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ส่วนบุคคลทั่วไปไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาในฐานะโจทก์ แม้ยังสามารถดำเนินคดีส่วนแพ่งใหม่ได้ตามกฎหมาย

คำถามที่น่าสนใจ

1. ผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีอาญาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กได้ทุกกรณีหรือไม่

2. ความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก มาตรา 26 (3) เหตุใดศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นความผิดต่อรัฐ

3. เมื่อไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ผู้เสียหายยังสามารถใช้สิทธิฟ้องคดีแพ่งได้หรือไม่

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 และมาตรา 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็ก อันเป็นการบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายจำนวน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสอง

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญของคดีมิใช่อยู่ที่การพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า โจทก์มีฐานะเป็น "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมีอำนาจฟ้องคดีอาญาในข้อหาดังกล่าวหรือไม่

ลักษณะของข้อกล่าวหาเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ห้ามมิให้ผู้ใดบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือมีพฤติการณ์ที่น่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด โดยบทบัญญัตินี้มุ่งลงโทษการกระทำของผู้กระทำต่อเด็ก มิใช่ลงโทษเด็ก และมิได้กำหนดให้ต้องรอจนเด็กกระทำความผิดเสียก่อนจึงจะเกิดความรับผิด

ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงต้องพิจารณาต่อไปว่า เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะเช่นนี้ บุคคลผู้กล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจะมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองได้หรือไม่ หรือเป็นความผิดที่กฎหมายกำหนดให้รัฐเป็นผู้เสียหายโดยตรงแต่เพียงผู้เดียว

ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย

ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยมีเพียงประเด็นเดียว แต่เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีอาญา กล่าวคือ

บุคคลผู้ฟ้องคดีมีฐานะเป็น "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมีอำนาจฟ้องคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) หรือไม่

การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกันทั้งนิยามของคำว่า "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก เพื่อวิเคราะห์ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายต่อบุคคลใด หรือเป็นความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะที่รัฐเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง

หากศาลเห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย แม้ข้อกล่าวหาจะเป็นความผิดจริง โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา และศาลไม่อาจพิจารณาเนื้อหาของข้อกล่าวหาในส่วนความผิดอาญาต่อไปได้ เพราะอำนาจฟ้องเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการดำเนินคดีอาญา

หลักกฎหมายที่ศาลนำมาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเริ่มต้นจากการพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ซึ่งบัญญัติความหมายของคำว่า "ผู้เสียหาย" ว่า หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิด รวมทั้งบุคคลซึ่งกฎหมายให้อำนาจจัดการแทนได้

อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายมิได้พิจารณาเพียงว่าบุคคลใดได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ถูกละเมิดนั้นมุ่งคุ้มครองสิทธิของบุคคลใดเป็นสำคัญ

สำหรับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) ศาลเห็นว่าเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองเด็กในฐานะทรัพยากรสำคัญของประเทศ และกำหนดมาตรการเชิงป้องกันมิให้เด็กตกอยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการกระทำความผิด จึงมิใช่กฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้ฟ้องเป็นการเฉพาะ

ศาลยังพิจารณาประกอบกับโครงสร้างทั้งหมดของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ซึ่งกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการสงเคราะห์เด็ก การคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก การส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา รวมทั้งการจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองเด็กเพื่อเป็นกลไกของรัฐในการดำเนินการตามกฎหมาย แสดงให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้กำหนดให้รัฐเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการปกป้องคุ้มครองเด็ก

เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่ศาลใช้ประกอบการวินิจฉัย

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โดยเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงระบบการคุ้มครองเด็กให้เหมาะสมกับสภาพสังคม และกำหนดมาตรการของรัฐในการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ พัฒนา และฟื้นฟูเด็ก โดยยึดถือประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ กฎหมายยังมุ่งส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ป้องกันมิให้เด็กถูกทารุณกรรม ถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หรือถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการคุ้มครองเด็ก

จากเจตนารมณ์ดังกล่าว ศาลจึงเห็นว่า ความผิดตามมาตรา 26 (3) เป็นความผิดที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือมีความเสี่ยงต่อการกระทำความผิด แม้เด็กจะยังมิได้กระทำความผิดใดเกิดขึ้นก็ตาม ความรับผิดทางอาญาจึงเกิดจากการกระทำของผู้กระทำเอง มิใช่เกิดจากการกระทำของเด็ก

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเสียหายที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองจึงเป็นความเสียหายต่อหน้าที่ของรัฐในการปกป้องและคุ้มครองเด็ก ทำให้รัฐเป็นผู้เสียหายโดยตรง และเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญา ส่วนบุคคลทั่วไปไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาในความผิดดังกล่าว แม้ว่าจะยังสามารถใช้สิทธิฟ้องคดีแพ่งตามกฎหมายได้ในภายหลังก็ตาม

วิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1. การตีความคำว่า "ผู้เสียหาย" ต้องพิจารณาจากเจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความผิด

ศาลฎีกาเริ่มต้นการวินิจฉัยจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ซึ่งกำหนดความหมายของคำว่า "ผู้เสียหาย" ว่า หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิด รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าการจะวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นผู้เสียหาย ไม่อาจพิจารณาเฉพาะบทนิยามดังกล่าวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาประกอบกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความผิดนั้นด้วย หากกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ของรัฐ ผู้เสียหายโดยตรงย่อมเป็นรัฐ แต่หากกฎหมายมุ่งคุ้มครองสิทธิของเอกชน บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดจึงจะมีฐานะเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้ ดังนั้น การตีความคำว่า "ผู้เสียหาย" จึงต้องพิจารณาควบคู่กับลักษณะและวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่กำหนดความผิด ไม่ใช่พิจารณาแต่เพียงว่ามีบุคคลใดได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นั้นหรือไม่

2. พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กเป็นกฎหมายที่กำหนดหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองเด็ก

ศาลฎีกาพิจารณาโครงสร้างของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ทั้งฉบับแล้วเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวมิได้มุ่งคุ้มครองสิทธิของบุคคลใดเป็นการเฉพาะ แต่มีวัตถุประสงค์ให้รัฐเป็นผู้ดำเนินการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ พัฒนา และฟื้นฟูเด็ก โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ อีกทั้งยังกำหนดมาตรการเกี่ยวกับเด็กที่พึงได้รับการสงเคราะห์ เด็กที่พึงได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพ การส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา ตลอดจนจัดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองเด็กเพื่อเป็นกลไกหลักของรัฐในการดำเนินงานตามกฎหมาย นอกจากนี้ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติยังระบุถึงความจำเป็นในการปรับปรุงมาตรการคุ้มครองเด็กให้เหมาะสมกับสภาพสังคม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนเพื่อป้องกันมิให้เด็กถูกทารุณกรรม ถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หรือถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม จึงเห็นได้ชัดว่ากฎหมายฉบับนี้มุ่งกำหนดหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองเด็กเป็นหลัก มิใช่กฎหมายที่สร้างสิทธิฟ้องคดีอาญาให้แก่บุคคลทั่วไป

3. ความผิดตามมาตรา 26 (3) สำเร็จตั้งแต่มีการกระทำต้องห้าม แม้เด็กยังไม่ได้กระทำความผิด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) มีลักษณะเป็นบทบัญญัติเชิงป้องกัน กล่าวคือ ความรับผิดทางอาญาเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กได้กระทำความผิดจริงเสียก่อน ความรับผิดตามบทบัญญัตินี้จึงเกิดจากการกระทำของผู้กระทำเอง มิใช่เกิดจากการกระทำของเด็ก หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อมิให้เด็กเข้าสู่กระบวนการกระทำความผิดในอนาคต ดังนั้น แม้จะยังไม่มีผลเสียหายเกิดขึ้นแก่เด็กในทางข้อเท็จจริง ความผิดก็ถือว่าสำเร็จแล้วเมื่อองค์ประกอบตามกฎหมายครบถ้วน และผู้กระทำต้องรับผิดจากการกระทำของตนเองโดยตรง

4. เหตุใดรัฐจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง และผลของการไม่มีอำนาจฟ้อง

เมื่อศาลเห็นว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กเป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและกำหนดให้รัฐมีหน้าที่โดยตรงในการปกป้องคุ้มครองเด็ก การฝ่าฝืนมาตรา 26 (3) จึงเป็นการกระทบต่อหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองเด็ก รัฐจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงตามกฎหมาย และเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญาแต่เพียงผู้เดียว บุคคลทั่วไปแม้จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่เป็นผู้เสียหายตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาในฐานะโจทก์ เมื่ออำนาจฟ้องเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการดำเนินคดีอาญา ศาลจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เพราะคดีไม่อาจดำเนินต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกายังเห็นสมควรคุ้มครองสิทธิของโจทก์ในส่วนแพ่ง โดยวินิจฉัยไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะนำคดีส่วนแพ่งไปฟ้องใหม่ตามกฎหมาย แม้ว่าคดีแพ่งที่ยื่นมาพร้อมคดีอาญาจะตกไปเนื่องจากการยกฟ้องในส่วนอาญาก็ตาม ทั้งนี้เพื่อมิให้การวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องในคดีอาญาส่งผลกระทบต่อสิทธิเรียกร้องทางแพ่งของผู้ฟ้องเกินสมควร.

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า ข้อกล่าวหาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย มิใช่ความผิดที่กฎหมายรับรองให้บุคคลทั่วไปเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้โดยตรง เมื่อโจทก์ไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา คดีส่วนแพ่งที่ยื่นมาพร้อมกับคดีอาญาย่อมตกไปตามกฎหมาย ศาลจึงพิพากษายกฟ้องทั้งคดี

2. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว

โจทก์อุทธรณ์โดยโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณาแล้วเห็นพ้องกับเหตุผลของศาลชั้นต้นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) เป็นความผิดต่อรัฐ และรัฐเป็นผู้เสียหายโดยตรงตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาในฐานะผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) กำหนดให้ผู้เสียหายหมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิด แต่การพิจารณาว่าใครเป็นผู้เสียหายต้องพิจารณาประกอบกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความผิดด้วย พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่มุ่งกำหนดหน้าที่ของรัฐในการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ พัฒนา และฟื้นฟูเด็ก โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ความผิดตามมาตรา 26 (3) จึงเป็นความผิดที่เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้กระทำเองทันทีเมื่อมีการบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด แม้เด็กจะยังมิได้กระทำความผิดก็ตาม ความผิดดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเป็นผู้เสียหายโดยตรงและเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาแต่เพียงผู้เดียว โจทก์ไม่เป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน แต่เพื่อคุ้มครองสิทธิของโจทก์ ศาลไม่ตัดสิทธิที่จะนำคดีส่วนแพ่งไปฟ้องใหม่ตามกฎหมาย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า การพิจารณาว่าบุคคลใดเป็น "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จะพิจารณาเพียงว่าบุคคลนั้นได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดหรือไม่ไม่ได้ แต่ต้องวิเคราะห์ถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความผิดประกอบกันด้วย หากบทบัญญัตินั้นมุ่งคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือกำหนดหน้าที่ของรัฐเป็นสำคัญ ผู้เสียหายโดยตรงย่อมเป็นรัฐ แม้จะมีเอกชนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ก็ตาม เอกชนย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาในฐานะผู้เสียหาย เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

นอกจากนี้ คำพิพากษายังแสดงให้เห็นถึงลักษณะของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ว่าเป็นกฎหมายเชิงป้องกัน มิใช่กฎหมายที่รอให้เกิดความเสียหายแก่เด็กก่อนจึงลงโทษผู้กระทำ ความรับผิดทางอาญาตามมาตรา 26 (3) เกิดขึ้นตั้งแต่มีการบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กกระทำความผิดจริง หลักการดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองเด็กในเชิงป้องกันและยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องในคดีอาญา กล่าวคือ ก่อนพิจารณาเนื้อหาของข้อกล่าวหา ศาลต้องตรวจสอบก่อนว่าผู้ฟ้องมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายหรือไม่ หากไม่มีอำนาจฟ้อง คดีอาญาย่อมไม่อาจดำเนินต่อไปได้ แม้ว่าจะมีข้อกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดก็ตาม อย่างไรก็ดี การไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาไม่ได้หมายความว่าสิทธิทางแพ่งของผู้เสียหายจะสิ้นสุดลงเสมอไป หากกฎหมายเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งได้ ผู้เสียหายยังคงสามารถดำเนินคดีแพ่งใหม่เพื่อคุ้มครองสิทธิของตนได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายต่อไป

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) เป็นความผิดต่อรัฐหรือเป็นความผิดต่อเอกชน และผู้ใดมีฐานะเป็น "ผู้เสียหาย" ที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กเป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและกำหนดให้รัฐมีหน้าที่โดยตรงในการปกป้องคุ้มครองเด็ก ดังนั้น เมื่อมีการกระทำอันฝ่าฝืนมาตรา 26 (3) ความผิดย่อมเกิดขึ้นจากการกระทำของผู้กระทำเอง แม้เด็กจะยังไม่ได้กระทำความผิด และรัฐเป็นผู้เสียหายโดยตรงเพียงผู้เดียว เอกชนจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาในฐานะผู้เสียหาย แม้ว่ายังคงมีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งได้ตามกฎหมาย

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสรุป

ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4)

หลักสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความคำว่า "ผู้เสียหาย" ว่าไม่ได้หมายถึงบุคคลทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ แต่หมายถึงบุคคลที่กฎหมายซึ่งบัญญัติความผิดนั้นมุ่งคุ้มครองโดยตรง หากกฎหมายมุ่งคุ้มครองประโยชน์ของรัฐ รัฐย่อมเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ส่วนเอกชนไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จะได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าวก็ตาม

พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3)

บทบัญญัตินี้มีลักษณะเป็นกฎหมายเชิงป้องกัน โดยกำหนดความรับผิดแก่ผู้ที่บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด ความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการกระทำดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กกระทำความผิดจริง เนื่องจากกฎหมายมุ่งปกป้องเด็กและประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ จึงถือเป็นความผิดต่อรัฐ และรัฐเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญา

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

เหตุใดบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาเอง

คำตอบ

การมีอำนาจฟ้องคดีอาญาไม่ได้พิจารณาเพียงว่าบุคคลใดได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ แต่ต้องพิจารณาว่ากฎหมายที่บัญญัติความผิดนั้นมุ่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้ใดเป็นสำคัญ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มีวัตถุประสงค์ให้รัฐเป็นผู้ดำเนินการคุ้มครอง สงเคราะห์ พัฒนา และฟื้นฟูเด็ก เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กและประโยชน์สาธารณะ เมื่อมีผู้ฝ่าฝืนมาตรา 26 (3) จึงถือว่าเป็นการกระทบต่อหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองเด็ก รัฐจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงตามกฎหมาย แม้บุคคลอื่นจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ยังไม่ถือว่าเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้ด้วยตนเอง การดำเนินคดีอาญาในลักษณะนี้จึงเป็นอำนาจของรัฐผ่านพนักงานอัยการหรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะและคุ้มครองเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ มิใช่เพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเฉพาะ

2. คำถาม

หากเด็กยังไม่ได้กระทำความผิด ผู้ปกครองหรือบุคคลที่ชักจูงเด็กจะมีความผิดได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ เพราะพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นกฎหมายเชิงป้องกัน ความรับผิดทางอาญาเกิดขึ้นตั้งแต่ผู้กระทำได้บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กได้ลงมือกระทำความผิดจริง ความผิดในกรณีนี้จึงมิได้เกิดจากการกระทำของเด็ก แต่เกิดจากพฤติกรรมของผู้กระทำเองที่ฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมาย หลักการดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่ต้องการป้องกันอันตรายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดโอกาสที่เด็กจะเข้าสู่กระบวนการกระทำความผิด และคุ้มครองพัฒนาการของเด็กทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม โดยไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหายขึ้นก่อนจึงจะใช้มาตรการทางอาญาเข้าดำเนินการ

3. คำถาม

เมื่อศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา คดีส่วนแพ่งจะเป็นอย่างไร

คำตอบ

โดยหลักแล้ว เมื่อโจทก์นำคดีแพ่งมาฟ้องรวมกับคดีอาญา สิทธิเรียกร้องในส่วนแพ่งย่อมอาศัยอำนาจฟ้องคดีอาญาเป็นพื้นฐาน หากศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา คดีส่วนแพ่งที่ยื่นรวมมาด้วยย่อมตกไปตามกระบวนพิจารณา อย่างไรก็ตาม การที่คดีแพ่งตกไปในลักษณะดังกล่าวมิใช่เป็นการวินิจฉัยถึงเนื้อหาของสิทธิเรียกร้องในทางแพ่งว่าไม่มีมูล หากแต่เป็นผลสืบเนื่องจากการขาดอำนาจฟ้องในคดีอาญาเท่านั้น ในคดีนี้ศาลฎีกาได้พิจารณาถึงผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ จึงวินิจฉัยไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะนำคดีส่วนแพ่งไปฟ้องใหม่ตามกฎหมาย การวินิจฉัยเช่นนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า แม้การดำเนินคดีอาญาจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้เพราะขาดอำนาจฟ้อง แต่สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งยังอาจได้รับการพิจารณาในคดีใหม่ หากเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายแพ่งและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาจึงไม่ใช่เหตุให้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งระงับไปโดยอัตโนมัติ

4. คำถาม

หลักการที่ศาลใช้วินิจฉัยในคดีนี้สามารถนำไปใช้กับความผิดตามกฎหมายอื่นได้หรือไม่

คำตอบ

หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้มีความสำคัญต่อการตีความเรื่องอำนาจฟ้องในคดีอาญาโดยทั่วไป กล่าวคือ การพิจารณาว่าผู้ใดเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จะต้องวิเคราะห์ร่วมกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความผิดในแต่ละกรณี ไม่สามารถอาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดเท่านั้น หากกฎหมายมุ่งคุ้มครองประโยชน์ของรัฐหรือประโยชน์สาธารณะ รัฐย่อมเป็นผู้เสียหายโดยตรงและเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญา แต่หากกฎหมายมุ่งคุ้มครองสิทธิของเอกชน บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดย่อมมีฐานะเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องคดีได้ หลักการดังกล่าวจึงสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการตีความกฎหมายอาญาฉบับอื่นที่มีลักษณะคุ้มครองประโยชน์สาธารณะได้ โดยต้องพิจารณาเป็นรายบทบัญญัติและยึดถือวัตถุประสงค์ของกฎหมายเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเฉพาะผลกระทบที่เกิดแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง

5. คำถาม

สาระสำคัญที่สุดของคำพิพากษานี้คืออะไร และมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานกฎหมายอย่างไร

คำตอบ

สาระสำคัญที่สุดของคำพิพากษานี้คือ การวางหลักเกณฑ์ในการตีความคำว่า "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โดยศาลฎีกายืนยันว่าการมีฐานะเป็นผู้เสียหายไม่ได้เกิดขึ้นเพราะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าบทบัญญัติที่กำหนดความผิดนั้นมุ่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้ใดเป็นสำคัญ สำหรับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) ศาลเห็นว่าเป็นกฎหมายที่กำหนดมาตรการของรัฐในการปกป้องและคุ้มครองเด็ก จึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเป็นผู้เสียหายโดยตรง และเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาแต่เพียงผู้เดียว แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติงานของทนายความ พนักงานอัยการ และผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย เพราะแสดงให้เห็นว่าก่อนยื่นฟ้องคดีอาญาจะต้องตรวจสอบอำนาจฟ้องของผู้ร้องทุกข์หรือผู้ฟ้องคดีเสียก่อน หากบุคคลผู้ฟ้องไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่ามีการกระทำที่อาจเป็นความผิด คดีอาญาก็ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ การตรวจสอบอำนาจฟ้องจึงเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการพิจารณาองค์ประกอบความผิดของคดีเอง

อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความหมายของคำว่า "ผู้เสียหาย" ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่าบุคคลใดมีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในฐานะผู้ฟ้องคดี โดยผู้เสียหายหมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิด รวมทั้งบุคคลอื่นที่กฎหมายให้อำนาจจัดการแทนได้ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นผู้เสียหายมิได้อาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่าบุคคลนั้นได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิด แต่ต้องพิจารณาประกอบกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่บัญญัติความผิดนั้นด้วย หากกฎหมายมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิของเอกชน บุคคลผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงย่อมเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา แต่หากกฎหมายมุ่งคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ของรัฐ ผู้เสียหายโดยตรงย่อมเป็นรัฐ มิใช่เอกชนที่ได้รับผลกระทบ หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะอำนาจฟ้องเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการดำเนินคดีอาญา หากผู้ฟ้องไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) ศาลย่อมไม่อาจรับวินิจฉัยเนื้อหาของข้อกล่าวหาได้ แม้ข้อเท็จจริงจะบ่งชี้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นก็ตาม

พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3)

พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) เป็นบทบัญญัติที่ห้ามมิให้บุคคลใดบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้เด็กเข้าสู่พฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายในอนาคต บทบัญญัตินี้จึงมีลักษณะเป็นกฎหมายเชิงป้องกัน ความรับผิดทางอาญาเกิดขึ้นตั้งแต่ผู้กระทำมีพฤติการณ์ตามที่กฎหมายห้ามไว้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กกระทำความผิดจริง ความรับผิดจึงเกิดจากการกระทำของผู้กระทำเอง มิใช่เป็นผลจากการกระทำของเด็ก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทบัญญัตินี้เป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและกำหนดให้รัฐมีหน้าที่โดยตรงในการปกป้องคุ้มครองเด็ก เมื่อมีการฝ่าฝืนมาตรา 26 (3) รัฐจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงและเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญาแต่เพียงผู้เดียว ส่วนเอกชนแม้จะได้รับผลกระทบก็ไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้ด้วยตนเอง หลักกฎหมายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่มุ่งให้การคุ้มครองเด็กเป็นภารกิจของรัฐและให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสียหายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่เด็กจะเข้าสู่การกระทำความผิดหรือได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงในอนาคต

บทสรุป

คำพิพากษานี้วางหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการมีอำนาจฟ้องคดีอาญา โดยยืนยันว่าการพิจารณาว่าบุคคลใดเป็น "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จะต้องพิจารณาควบคู่กับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความผิด ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าบุคคลนั้นได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์หรือไม่ หากกฎหมายมุ่งคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือกำหนดหน้าที่ของรัฐเป็นสำคัญ ผู้เสียหายโดยตรงย่อมเป็นรัฐ แม้เอกชนจะได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าวก็ไม่ได้มีฐานะเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา

สำหรับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นบทบัญญัติที่มุ่งป้องกันมิให้เด็กตกอยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการกระทำความผิด โดยความรับผิดทางอาญาเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด แม้เด็กจะยังไม่ได้กระทำความผิดก็ตาม ความรับผิดดังกล่าวจึงเกิดจากการกระทำของผู้กระทำเอง มิใช่เป็นผลจากการกระทำของเด็ก และเมื่อกฎหมายกำหนดให้การคุ้มครองเด็กเป็นหน้าที่ของรัฐ ความผิดดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเป็นผู้เสียหายโดยตรงและเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญาแต่เพียงผู้เดียว

แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากแสดงให้เห็นว่า ก่อนพิจารณาองค์ประกอบความผิดหรือพยานหลักฐาน ศาลจะต้องตรวจสอบก่อนว่าผู้ฟ้องมีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่ หากผู้ฟ้องไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย คดีอาญาย่อมไม่อาจดำเนินต่อไปได้ แม้ข้อกล่าวหาจะมีมูลเพียงใดก็ตาม อย่างไรก็ตาม การไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญามิได้หมายความว่าสิทธิเรียกร้องในทางแพ่งจะสิ้นสุดลงเสมอไป หากกฎหมายเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิทางแพ่งได้ ผู้เสียหายยังสามารถนำคดีส่วนแพ่งไปฟ้องใหม่เพื่อคุ้มครองสิทธิของตนได้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความเรื่อง "ผู้เสียหาย" และ "อำนาจฟ้อง" ในคดีอาญา โดยเน้นว่าการวินิจฉัยต้องยึดถือเจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความผิดเป็นหลัก และเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายซึ่งมุ่งคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือกำหนดให้รัฐเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงในการบังคับใช้กฎหมาย.

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7749/2568 

พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2549 มาตรา 26 ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่ากระทำความผิดเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็กในหมวด 2 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวความรับผิดของผู้ปกครองเกิดขึ้นทันทีที่บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด แม้ว่าเด็กจะยังไม่ได้กระทำความผิดขึ้น ความรับผิดทางอาญาของผู้ปกครองในบทบัญญัตินี้เป็นความรับผิดอันเนื่องมาจากการกระทำของตัวผู้ปกครองเองไม่ใช่ความผิดจากการกระทำของเด็ก เมื่อมีการกระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวเกิดขึ้น รัฐซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองดูแลเด็กจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงที่มีอำนาจฟ้อง ความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ ซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26, 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมา เป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ราษฎรฟ้องเองไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และทำให้คำขอส่วนแพ่งตกไปด้วย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ได้มีคำอธิบายความหมายของผู้เสียหายไว้ว่า หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 ซึ่งข้อกล่าวหาตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 ที่บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้... (3) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด..." นั้น เป็นบทบัญญัติที่ต้องการเอาโทษแก่ผู้ใดก็ตามที่กระทำการดังกล่าว โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติเจาะจงให้บุคคลทั่วไปเป็นผู้เสียหายได้เป็นการเฉพาะ และแม้จะไม่มีบทบัญญัติห้ามราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องไว้โดยชัดแจ้งก็ตาม แต่ด้วยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ มุ่งให้ความคุ้มครองแก่เด็กทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงการสงเคราะห์ การคุ้มครองสวัสดิภาพ การพัฒนาและฟื้นฟู ทั้งนี้โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ เพื่อให้เด็กได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และมีพัฒนาการที่เหมาะสม อันเป็นการส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันครอบครัว รวมทั้งป้องกันมิให้เด็กถูกทารุณกรรม ตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หรือถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งมีบทบัญญัติมุ่งเน้นการปฏิบัติต่อเด็กในหมวด 2 เด็กที่พึงได้รับการสงเคราะห์ตามมาตรา 32 ซึ่งมีบทบัญญัติการสงเคราะห์เด็กในหมวด 3 เด็กที่พึงได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพตามมาตรา 40 ซึ่งมีบทบัญญัติการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กในหมวด 4 และนักเรียนและนักศึกษาซึ่งมีบทบัญญัติการส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษาในหมวด 7 และกำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองเด็ก อันเป็นกลไกหลักในการปกป้องคุ้มครองเด็ก พระราชบัญญัตินี้จึงเป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองเด็ก และกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ดังจะเห็นได้จากเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ว่า สาระสำคัญและรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ และส่งเสริมความประพฤติเด็กไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน สมควรกำหนดขั้นตอน และปรับปรุงวิธีการปฏิบัติต่อเด็กให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และมีพัฒนาการที่เหมาะสม อันเป็นการส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันครอบครัว รวมทั้งป้องกันมิให้เด็กถูกทารุณกรรม ตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หรือถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และสมควรปรับปรุงวิธีการส่งเสริมความร่วมมือในการคุ้มครองเด็กระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น ดังที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัตินี้ เมื่อตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่ากระทำความผิดเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็กในหมวด 2 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวความรับผิดของผู้ปกครองเกิดขึ้นทันทีที่บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด แม้ว่าเด็กจะยังไม่ได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ความรับผิดทางอาญาของผู้ปกครองในบทบัญญัตินี้เป็นความรับผิดอันเนื่องมาจากการกระทำของตัวผู้ปกครองเองไม่ใช่ความรับผิดจากการกระทำของเด็ก เมื่อมีการกระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวเกิดขึ้น รัฐซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองดูแลเด็กจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงที่มีอำนาจฟ้อง ความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐ ซึ่งรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อปรากฏว่า โจทก์ได้ฟ้องในคดีส่วนแพ่งมาด้วย แต่คดีส่วนแพ่งตกไป จึงเห็นสมควรให้โอกาสโจทก์ไปฟ้องคดีใหม่

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีส่วนแพ่งใหม่

ผู้เสียหาย, อำนาจฟ้อง, ผู้เสียหายตามกฎหมาย, ความผิดต่อรัฐ, คดีคุ้มครองเด็ก, พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก, ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), มาตรา 26 (3), คดีอาญา, ฟ้องคดีอาญา, สิทธิฟ้องคดี, ผู้ปกครอง, คุ้มครองเด็ก, เด็ก, กฎหมายคุ้มครองเด็ก




อธิบาย “อำนาจฟ้อง” ตามกฎหมาย – ความหมาย & กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นิติบุคคลฟ้องคดีอาญาฐานผู้ประกอบวิชาชีพออกแบบอาคารโดยมิชอบได้หรือไม่ เมื่อความเสียหายเป็นเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินและไม่ใช่อันตรายต่อชีวิตหรือร่างกาย
ฟ้องเรียกเงินกู้ที่เกิดจากสวัสดิการซื้อบ้านตามสัญญาจ้างงาน ต้องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อนฟ้องศาลหรือไม่ และศาลจะมีอำนาจรับฟ้องเพียงใด
ฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมทำได้หรือไม่ หากมีคดีตั้งผู้จัดการมรดกอยู่ก่อน ศาลฎีกาวางหลักฟ้องซ้อนและอำนาจฟ้องไว้อย่างไร
สิทธิฟ้องของผู้ไร้ความสามารถและการแก้ไขข้อบกพร่องตามกฎหมายฟ้องคดีละเมิดแทนได้หรือไม่เมื่อยังไม่มีผู้อนุบาล
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิร้องทุกข์แทนผู้ตายได้หรือไม่ เมื่อความผิดเกิดก่อนตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยอำนาจฟ้องในคดียักยอกทรัพย์อย่างไร
คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีเองได้หรือไม่ ผู้พิทักษ์มีอำนาจเพียงใด และผลทางกฎหมายของการฟ้องโดยไม่มีอำนาจฟ้อง
ซื้อสลากกินแบ่งเกินราคาแล้วไม่ได้รับของ ฟ้องเอาเงินคืนได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัด ผู้ที่ร่วมกระทำผิดกฎหมายไม่ถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้อง
การฟ้องคดีผู้บริโภคและอำนาจฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการบรรยายฟ้องผิดสัญญา
อำนาจฟ้องคดีแบ่งมรดกและการฟ้องผู้จัดการมรดกผิดตัว,ป.พ.พ. มาตรา 1364,(ฎีกา 4727/2566)
อำนาจไต่สวน ป.ป.ช. หลังพ้นตำแหน่ง เกิน 2 ปี 5 ปี ยังฟ้องคดีทุจริตได้หรือไม่(ฎีกา 5076-5079/2566)
บริษัทประกันฟ้องเรียกค่าเสียหายซ้ำได้หรือไม่? ผู้ก่อเหตุชำระแล้วหนี้ระงับหรือยัง และเจ้าของรถต้องร่วมรับผิดหรือไม่ในคดีละเมิด
อำนาจฟ้อง & สอบสวนคดีอาญา,นับโทษ, มาตรา 120, (ฎีกา 659-661/2567)