ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องเรียกเงินกู้ที่เกิดจากสวัสดิการซื้อบ้านตามสัญญาจ้างงาน ต้องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อนฟ้องศาลหรือไม่ และศาลจะมีอำนาจรับฟ้องเพียงใด

ฟ้องคดีโดยไม่ผ่านอนุญาโตตุลาการได้หรือไม่, ผลของสัญญาอนุญาโตตุลาการต่ออำนาจฟ้องคดี, เงินกู้ซื้อบ้านที่เกิดจากสวัสดิการการทำงาน, ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างงานระหว่างประเทศ, การจำหน่ายคดีเพื่อให้ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ, สัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ, ข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญาหลัก, ผลผูกพันของข้อตกลงระงับข้อพิพาท, อำนาจศาลตามภูมิลำเนาของจำเลย, การตีความข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ, เงินกู้ที่เกิดจากสวัสดิการพนักงาน, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลผูกพันของสัญญาอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทเกี่ยวกับหนี้เงินกู้ซื้อบ้านที่เกิดขึ้นจากสวัสดิการตามสัญญาจ้างงานระหว่างประเทศ โดยมีประเด็นสำคัญว่าหากคู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่า ข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาจะต้องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะสามารถนำข้อพิพาทดังกล่าวมาฟ้องต่อศาลได้ทันทีหรือไม่

คดีนี้เริ่มต้นจากบริษัทผู้ว่าจ้างซึ่งจดทะเบียนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฟ้องเรียกเงินกู้ซื้อที่ดินและบ้านจากอดีตพนักงานและคู่สมรสของพนักงาน โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้เงินกู้จำนวนหลายล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาที่มาของหนี้ดังกล่าวกลับพบว่า เงินกู้ดังกล่าวมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสวัสดิการการทำงานและสิทธิในการได้รับวงเงินซื้อบ้านตามสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ ซึ่งในสัญญาดังกล่าวมีข้อกำหนดให้ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาต้องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการที่นครดูไบก่อน

ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยถึงขอบเขตการบังคับใช้สัญญาอนุญาโตตุลาการ ความสัมพันธ์ระหว่างข้อพิพาทเรื่องเงินกู้กับสัญญาจ้างงาน ตลอดจนผลของข้อตกลงดังกล่าวต่อการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลไทย รวมทั้งวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อนตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญา อันเป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายอนุญาโตตุลาการและการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ข้อพิพาทเรื่องหนี้เงินกู้ซื้อบ้านที่เกิดจากสวัสดิการตามสัญญาจ้างงานระหว่างประเทศ เป็นข้อพิพาทที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการหรือไม่ และเมื่อคู่สัญญาได้ตกลงให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยข้อพิพาทก่อนแล้ว คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะมีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้โดยตรงหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลไทยได้ตามหลักภูมิลำเนาของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 แต่เมื่อข้อพิพาทเรื่องเงินกู้มีที่มาจากสวัสดิการการทำงานตามสัญญาซึ่งมีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการอยู่แล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินการตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อนที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ 

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4

เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจศาลในการรับฟ้องคดี โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ได้ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การมีอำนาจศาลรับฟ้องไม่ได้หมายความว่าโจทก์จะสามารถดำเนินคดีต่อไปได้เสมอ หากยังมีข้อจำกัดตามสัญญาอนุญาโตตุลาการที่คู่สัญญาตกลงกันไว้

2 พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 14

มาตรา 11 รับรองความมีผลใช้บังคับของสัญญาอนุญาโตตุลาการที่คู่สัญญาตกลงให้ข้อพิพาทในอนาคตเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ส่วนมาตรา 14 กำหนดกลไกให้ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน หากข้อพิพาทดังกล่าวอยู่ภายใต้ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการที่ใช้บังคับได้ 

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้

1 สัญญาอนุญาโตตุลาการ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงที่กำหนดให้ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาต้องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน เป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการที่ชอบด้วยกฎหมายและมีผลผูกพันคู่สัญญา เมื่อข้อพิพาทเรื่องเงินกู้มีความเกี่ยวข้องกับสัญญาดังกล่าว คู่สัญญาจึงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวก่อนใช้สิทธิฟ้องคดี

2 ข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญา

แม้หนี้ที่ฟ้องร้องจะเป็นหนี้เงินกู้ แต่ศาลฎีกาพิจารณาถึงที่มาของหนี้ดังกล่าวและเห็นว่าเงินกู้เกิดจากสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่กำหนดไว้ในสัญญาการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ จึงถือเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญาโดยตรงและอยู่ภายใต้เงื่อนไขการระงับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการเช่นเดียวกัน 

ข้อเท็จจริงและความเป็นมาของข้อพิพาท

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจให้บริการด้านที่ปรึกษากฎหมายและที่ปรึกษาทางธุรกิจ โดยมีนายจอร์จเป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทนบริษัท ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์ซึ่งเข้าทำงานภายใต้สัญญาจ้างงานระหว่างประเทศ

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากันจำนวน 2 ฉบับ โดยสัญญาฉบับแรกเป็นสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ ซึ่งจำเลยที่ 1 เริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2561 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำสาธารณรัฐอิรัก ส่วนสัญญาฉบับที่สองเป็นสัญญาว่าจ้างงาน ซึ่งจำเลยที่ 1 เริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 ในตำแหน่งธุรการประจำสำนักงานในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ก่อนการทำสัญญาดังกล่าว โจทก์ได้ส่งจดหมายทางอีเมลเสนอการจ้างงานให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 โดยเสนอให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำกรุงแบกแดด สาธารณรัฐอิรัก พร้อมกำหนดค่าตอบแทนรายเดือนและสวัสดิการต่าง ๆ รวมถึงวงเงินสินเชื่อสำหรับการซื้อบ้านของครอบครัว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำเลยที่ 1 ตกลงเข้าทำงานกับโจทก์

ต่อมาในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อกรรมการของโจทก์และผู้จัดการฝ่ายการเงินของโจทก์ผ่านแอปพลิเคชันสื่อสารและจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อขอกู้ยืมเงินจากโจทก์สำหรับนำไปซื้อที่ดินและสร้างบ้านเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัว

ภายหลังจากการติดต่อดังกล่าว โจทก์ได้โอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสองรวมจำนวน 4 ครั้ง ผ่านระบบโอนเงินระหว่างประเทศ โดยการโอนครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 เป็นเงินจำนวน 8,803.50 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งประกอบด้วยค่าตอบแทนการทำงานและเงินกู้ล่วงหน้าส่วนหนึ่ง ส่วนการโอนเงินครั้งต่อ ๆ มา โจทก์ได้โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 1 ตามคำขอของจำเลยที่ 1 เพื่อใช้เป็นเงินสำหรับการซื้อที่ดินและบ้านสำหรับครอบครัวของจำเลยทั้งสอง

เมื่อรวมยอดเงินที่โอนทั้งหมดแล้ว โจทก์อ้างว่าได้ให้เงินแก่จำเลยทั้งสองเป็นจำนวนรวม 248,803.30 ดอลลาร์สหรัฐ และต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ชำระคืนเงินดังกล่าวตามที่ตกลงกันไว้ จึงถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง 

เนื้อหาสำคัญของสัญญาและเหตุแห่งการฟ้องคดี

ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่สัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาฉบับแรกระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดเฉพาะหน้าที่ในการทำงานและค่าตอบแทนเท่านั้น แต่ยังมีการกำหนดสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการซื้อบ้าน การบังคับใช้กฎหมาย และการระงับข้อพิพาทเอาไว้อย่างชัดเจน

ในส่วนของสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการซื้อบ้าน สัญญากำหนดว่า ที่ปรึกษาจะได้รับสิทธิวงเงินสำหรับการซื้อบ้านสำหรับครอบครัวภายหลังผ่านช่วงทดลองงานตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดเพิ่มเติมว่า หากสัญญาสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้รับสวัสดิการจะต้องชำระยอดคงค้างของสินเชื่อเพื่อการซื้อบ้านคืนแก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้

ขณะเดียวกัน สัญญายังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาท โดยกำหนดให้ข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญา และไม่สามารถตกลงกันได้โดยสุจริต ต้องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ โดยให้มีอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนเป็นผู้ชี้ขาดภายใต้กฎของสถาบันอนุญาโตตุลาการที่กำหนด และกำหนดสถานที่ดำเนินกระบวนการไว้ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 ลาออกจากการทำงาน จำเลยที่ 1 เคยยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลของรัฐฟุญัยเราะฮ์ เพื่อเรียกร้องค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ โดยโจทก์เองก็ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติงานภายใต้สัญญาดังกล่าวจริง

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างยอมรับและยึดถือสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศเป็นสัญญาหลักที่ใช้บังคับระหว่างกัน และเมื่อเงินกู้ซื้อบ้านที่เป็นเหตุแห่งคดีเกิดขึ้นจากสิทธิประโยชน์และสวัสดิการตามสัญญาฉบับดังกล่าว ข้อพิพาทเกี่ยวกับหนี้เงินกู้จึงมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับสัญญาดังกล่าวด้วย

ต่อมาโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลไทย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,034,937 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้เงินกู้สำหรับซื้อที่ดินและบ้านที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของสามีภริยา

จำเลยทั้งสองต่อสู้คดีโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากข้อพิพาทดังกล่าวอยู่ภายใต้ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ และจำเลยทั้งสองยังยื่นคำร้องขอให้ศาลชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและเขตอำนาจศาลอีกด้วย อันเป็นจุดเริ่มต้นของข้อพิพาททางกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องนำมาวินิจฉัยในคดีนี้ต่อไป 

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาและเหตุผลในการวินิจฉัย

ประเด็นเรื่องอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4

ปัญหาแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นหรือไม่

ศาลฎีกาเริ่มวินิจฉัยจากหลักเกณฑ์เรื่องเขตอำนาจศาลก่อน โดยพิจารณาจากคำฟ้องและพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลที่จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล โดยมีเอกสารรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยทั้งสองประกอบการฟ้อง

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นว่าในด้านเขตอำนาจศาลนั้น โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลไทยได้ และศาลชั้นต้นมีอำนาจรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้ตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 4 มิได้หมายความว่าคดีจะสามารถดำเนินต่อไปในศาลได้เสมอไป หากยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายหรือข้อผูกพันตามสัญญาที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้า ซึ่งในคดีนี้ก็คือสัญญาอนุญาโตตุลาการนั่นเอง 

ข้อพิพาทเงินกู้ซื้อบ้านเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญาหลักหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การพิจารณาว่า หนี้เงินกู้ที่โจทก์นำมาฟ้องนั้นเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศหรือไม่

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วพบว่า เงินกู้ที่เป็นเหตุแห่งคดีมิได้เกิดขึ้นโดยอิสระจากความสัมพันธ์ในการทำงาน แต่เกิดขึ้นจากสวัสดิการด้านสินเชื่อเพื่อการซื้อบ้านที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานของบริษัท

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนเริ่มงาน โจทก์ได้เสนอสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับวงเงินซื้อบ้านให้แก่จำเลยที่ 1 และต่อมาสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศก็มีข้อกำหนดเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับเงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน รวมถึงกำหนดหน้าที่ชำระคืนยอดคงค้างเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า หนี้เงินกู้ดังกล่าวมิใช่ธุรกรรมเงินกู้ทั่วไปที่แยกต่างหากจากสัญญาจ้างงาน แต่เป็นสิทธิประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศโดยตรง

ดังนั้น เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการชำระคืนเงินกู้ ข้อพิพาทดังกล่าวจึงถือเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญาหลักตามถ้อยคำในสัญญาอนุญาโตตุลาการด้วย 

ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการมีผลใช้บังคับตามกฎหมายหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า ข้อกำหนดในสัญญาที่ระบุให้ข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาต้องถูกส่งเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นั้น มีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11

ศาลเห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการที่คู่สัญญาตกลงให้บุคคลซึ่งมิใช่ตุลาการของศาลเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแทนการดำเนินคดีในศาล ซึ่งเป็นวิธีระงับข้อพิพาทที่กฎหมายไทยรับรอง

จึงถือเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายและสามารถใช้บังคับได้

ศาลฎีกายังไม่รับฟังข้อโต้แย้งของโจทก์ที่อ้างว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงในคดีที่โจทก์อ้างอิงมาเปรียบเทียบไม่ตรงกับข้อเท็จจริงของคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาใช้เปลี่ยนแปลงผลการวินิจฉัยได้ 

การตีความมาตรา 14 แม้จำเลยมิได้ยื่นคำร้องเป็นการเฉพาะ

ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งในคดีนี้คือ จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลจำหน่ายคดีตามรูปแบบที่กำหนดไว้ในมาตรา 14 โดยตรง

อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 ได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การอย่างชัดแจ้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากยังมิได้ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อนฟ้องคดี

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะไม่มีคำร้องแยกต่างหาก แต่เนื้อหาของคำให้การดังกล่าวสะท้อนเจตนาอย่างชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะอาศัยสิทธิตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ และประสงค์ให้ศาลพิจารณาว่าควรจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนหรือไม่

ยิ่งกว่านั้น ศาลชั้นต้นได้เปิดโอกาสให้คู่ความสืบพยานในประเด็นดังกล่าวแล้ว

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ในทางสาระสำคัญถือว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนการไต่สวนตามมาตรา 14 แล้ว แม้จะมิได้มีคำร้องตามรูปแบบโดยเคร่งครัดก็ตาม 

สถานะของจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้เป็นคู่สัญญาอนุญาโตตุลาการ

สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยแตกต่างออกไป

ศาลยอมรับว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ และมิได้เป็นคู่สัญญาอนุญาโตตุลาการ

ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอาศัยสัญญาอนุญาโตตุลาการเพื่อขอให้จำหน่ายคดีได้โดยตรงเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ผูกพันอยู่กับผลการวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อย่างแยกไม่ออก

เนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้เงินกู้ที่ใช้ซื้อที่ดินและบ้านสำหรับครอบครัว และเงินกู้บางส่วนก็ถูกโอนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ตามคำขอของจำเลยที่ 1

หากอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าไม่มีหนี้หรือมีหนี้เพียงใด ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อการพิจารณาความรับผิดของจำเลยที่ 2

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเพื่อหลีกเลี่ยงคำวินิจฉัยที่อาจขัดแย้งกัน สมควรให้คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 รอผลคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเสียก่อน 

เหตุผลที่ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต่างพิพากษายกฟ้องโจทก์

แต่ศาลฎีกาเห็นว่า วิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องตามกฎหมายมิใช่การยกฟ้อง

เนื่องจากข้อพิพาทดังกล่าวยังมิได้เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการตามที่คู่สัญญาตกลงกันไว้

ดังนั้น แทนที่จะยกฟ้อง ศาลควรจำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้คู่สัญญาไปดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน

เมื่อกระบวนการดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว จึงค่อยดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับผลของคำพิพากษาศาลล่าง และมีคำพิพากษาแก้ไขในประเด็นสำคัญดังกล่าว 

คำพิพากษาของศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นว่า

ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ เพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา

ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลชั้นต้นไว้ก่อนเช่นกัน และเมื่อคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดแล้ว ให้คู่ความแถลงต่อศาลเพื่อหยิบยกคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ขึ้นพิจารณาต่อไป

ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ และนอกจากที่แก้ไขดังกล่าวให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเหตุผลเชิงลึกของคำพิพากษา

วิเคราะห์หลักกฎหมายเรื่องอำนาจศาลกับอำนาจฟ้องเป็นคนละเรื่องกัน

ประเด็นสำคัญประการแรกที่คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน คือ การมีอำนาจศาลตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิได้หมายความว่าโจทก์จะมีสิทธิดำเนินคดีต่อศาลได้เสมอไป

ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีเขตอำนาจรับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) เพราะจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไปกลับพบว่า คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่า หากเกิดข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญา จะต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน

ดังนั้น แม้ศาลจะมีอำนาจรับฟ้องตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่สิทธิในการดำเนินคดีต่อศาลกลับถูกจำกัดไว้ด้วยข้อตกลงของคู่สัญญาที่กฎหมายรับรอง

หลักการนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า

อำนาจศาล เป็นเรื่องของกฎหมาย

แต่อำนาจฟ้องหรือสิทธิในการนำข้อพิพาทเข้าสู่ศาลในกรณีที่มีสัญญาอนุญาโตตุลาการ เป็นเรื่องของเงื่อนไขที่คู่สัญญาตกลงกันและกฎหมายให้ความคุ้มครอง

ศาลฎีกาจึงแยกการพิจารณาสองเรื่องนี้ออกจากกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ศาลมีอำนาจรับฟ้อง แต่ยังไม่ถึงเวลาที่โจทก์จะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ เพราะยังต้องปฏิบัติตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อนตามที่ได้ตกลงกันไว้ 

วิเคราะห์เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545

คำพิพากษานี้สะท้อนเจตนารมณ์สำคัญของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 อย่างชัดเจน

กฎหมายฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมให้คู่สัญญาสามารถเลือกวิธีระงับข้อพิพาทด้วยตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากระบวนการศาลในทุกกรณี

เมื่อคู่สัญญาตกลงกันแล้วว่าจะให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ กฎหมายย่อมต้องเคารพเจตนารมณ์ดังกล่าว

หากศาลยังคงรับพิจารณาคดีต่อไปโดยไม่คำนึงถึงข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ ก็จะทำให้ข้อตกลงดังกล่าวหมดความหมายและขัดต่อหลักเสรีภาพในการทำสัญญา

ศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับเจตนารมณ์ร่วมของคู่สัญญา โดยพิจารณาว่าข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการมิใช่เพียงข้อความประกอบสัญญา แต่เป็นข้อตกลงสำคัญที่กฎหมายรับรองและต้องได้รับความเคารพเช่นเดียวกับเงื่อนไขอื่นในสัญญา

แนววินิจฉัยนี้สอดคล้องกับแนวทางสากลที่มุ่งลดการแทรกแซงของศาลในกรณีที่คู่สัญญาเลือกใช้อนุญาโตตุลาการเป็นช่องทางหลักในการระงับข้อพิพาท 

วิเคราะห์เหตุผลที่ศาลฎีกาเลือกจำหน่ายคดีแทนการยกฟ้อง

จุดที่สำคัญที่สุดของคำพิพากษานี้คือ ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกฟ้อง

เหตุผลสำคัญคือ การยกฟ้องย่อมมีความหมายว่าศาลได้วินิจฉัยข้อพิพาทเสร็จเด็ดขาดแล้ว

แต่ในคดีนี้ ข้อพิพาทยังไม่เคยผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามที่กฎหมายกำหนดและตามที่คู่สัญญาตกลงกันไว้

ดังนั้น หากศาลยกฟ้องโดยเด็ดขาด อาจส่งผลให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับสิทธิของคู่สัญญาในการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการภายหลัง

ศาลฎีกาจึงเลือกใช้วิธีจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

การจำหน่ายคดีมีผลเพียงระงับการพิจารณาในศาลไว้ก่อน โดยมิได้ตัดสิทธิของคู่สัญญาในการดำเนินกระบวนการระงับข้อพิพาทตามที่กฎหมายกำหนด

แนวทางดังกล่าวทำให้เกิดความสมดุลระหว่างการเคารพข้อตกลงอนุญาโตตุลาการกับการคุ้มครองสิทธิของคู่ความในอนาคต

จึงถือเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมาตรา 14 มากกว่าการพิพากษายกฟ้องโดยเด็ดขาด 

วิเคราะห์ปัญหาของบุคคลที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาอนุญาโตตุลาการ

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ สถานะของจำเลยที่ 2

ตามหลักทั่วไป สัญญาย่อมมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น

เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ลงนามในสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ และมิได้เป็นคู่สัญญาอนุญาโตตุลาการ จึงไม่อาจถูกบังคับให้เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการได้โดยตรง

ศาลฎีกาก็รับรองหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม คดีนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้เดียวกันกับจำเลยที่ 1

หากปล่อยให้ศาลดำเนินคดีกับจำเลยที่ 2 ต่อไปในขณะที่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังไม่ผ่านการชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ อาจเกิดผลวินิจฉัยที่ขัดแย้งกันได้

ตัวอย่างเช่น ศาลอาจวินิจฉัยว่ามีหนี้ แต่อนุญาโตตุลาการอาจวินิจฉัยว่าไม่มีหนี้ หรือมีหนี้คนละจำนวน

ศาลฎีกาจึงเลือกแนวทางประนีประนอมโดยไม่บังคับให้จำเลยที่ 2 เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ แต่ให้จำหน่ายคดีไว้ก่อนจนกว่าจะทราบผลคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

แนวทางดังกล่าวช่วยป้องกันความขัดแย้งของคำวินิจฉัย และสร้างความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่ายมากกว่า 

ผลกระทบของคำพิพากษานี้ต่อธุรกิจระหว่างประเทศและสัญญาข้ามพรมแดน

คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำธุรกิจระหว่างประเทศ

โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทต่างประเทศว่าจ้างพนักงานหรือผู้บริหารชาวไทย และมีการกำหนดสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น เงินกู้ซื้อบ้าน เงินช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย หรือสวัสดิการทางการเงินอื่น ๆ

ศาลฎีกาแสดงให้เห็นว่า การพิจารณาข้อพิพาทจะไม่ยึดติดกับชื่อเรียกของนิติสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว

แม้คดีจะถูกฟ้องในฐานะหนี้เงินกู้ แต่หากเงินกู้นั้นมีที่มาจากสิทธิประโยชน์ตามสัญญาจ้างงานหรือสัญญาหลัก ศาลก็พร้อมที่จะมองย้อนกลับไปยังต้นกำเนิดของสิทธิและหน้าที่ดังกล่าว

ผลคือ ข้อพิพาทที่ดูเหมือนเป็นหนี้เงินกู้ทั่วไป อาจถูกตีความว่าเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญาหลักและต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ

แนววินิจฉัยนี้จึงเป็นคำเตือนสำคัญสำหรับผู้ประกอบธุรกิจและผู้ร่างสัญญาระหว่างประเทศว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการอาจมีผลครอบคลุมกว้างกว่าที่คาดคิด และอาจส่งผลต่อสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ 

หลักกฎหมาย

ข้อ 1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 เป็นบทบัญญัติพื้นฐานที่ใช้กำหนดว่า ศาลใดมีอำนาจรับฟ้องและพิจารณาคดีแพ่ง โดยหลักสำคัญของมาตราดังกล่าวคือ การให้โจทก์มีสิทธินำคดีไปฟ้องยังศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลนั้น เนื่องจากกฎหมายมุ่งคุ้มครองสิทธิของจำเลยไม่ให้ต้องเดินทางไปต่อสู้คดีในสถานที่ห่างไกลโดยไม่จำเป็น และเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปด้วยความสะดวกและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

เจตนารมณ์ของมาตรา 4 มิได้มุ่งกำหนดเพียงสถานที่ฟ้องคดีเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความกับศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี เพื่อให้เกิดความแน่นอนในกระบวนการยุติธรรม และป้องกันการเลือกฟ้องในศาลที่ไม่เกี่ยวข้องกับคู่ความหรือข้อพิพาท

สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นตามหลักฐานทะเบียนราษฎรที่โจทก์นำส่งต่อศาล โจทก์จึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลดังกล่าวได้ตามมาตรา 4 (1)

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญอีกประการหนึ่งว่า การมีอำนาจศาลตามมาตรา 4 ไม่ได้หมายความว่าโจทก์จะมีสิทธิดำเนินคดีในศาลต่อไปได้เสมอไป เพราะอำนาจศาลกับสิทธิในการใช้กระบวนการศาลเป็นคนละเรื่องกัน

กล่าวคือ ศาลอาจมีอำนาจรับฟ้องตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่หากคู่สัญญาได้ตกลงกันโดยชอบด้วยกฎหมายให้ใช้วิธีระงับข้อพิพาทอย่างอื่นก่อน เช่น อนุญาโตตุลาการ ศาลก็อาจต้องงดเว้นการพิจารณาคดีไว้ก่อน เพื่อให้คู่สัญญาปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว

ดังนั้น มาตรา 4 จึงเป็นเพียงบทบัญญัติที่ตอบคำถามว่า ศาลใดมีอำนาจรับฟ้อง แต่ไม่ได้ตอบคำถามว่าคดีนั้นควรได้รับการพิจารณาในศาลทันทีหรือไม่ เพราะยังต้องพิจารณากฎหมายและข้อตกลงอื่นที่เกี่ยวข้องประกอบกันด้วย ซึ่งคดีนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการแยกหลักเรื่องอำนาจศาลออกจากหลักเรื่องสิทธิในการใช้กระบวนการศาลอย่างชัดเจนที่สุดคดีหนึ่ง 

ข้อ 2 พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11

มาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 เป็นบทบัญญัติที่รับรองสถานะทางกฎหมายของสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยกำหนดให้คู่สัญญาสามารถตกลงกันได้ว่า หากเกิดข้อพิพาทขึ้นในปัจจุบันหรือในอนาคต จะให้นำข้อพิพาทนั้นเข้าสู่การวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการแทนการดำเนินคดีในศาล

เจตนารมณ์ของมาตรา 11 คือ การเคารพเสรีภาพในการแสดงเจตนาของคู่สัญญา เพราะในทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจระหว่างประเทศ คู่สัญญามักต้องการความรวดเร็ว ความเป็นกลาง และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการระงับข้อพิพาท จึงเลือกใช้ระบบอนุญาโตตุลาการแทนศาล

กฎหมายจึงรับรองให้ข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันเสมือนหนึ่งเป็นสัญญาประเภทอื่นที่คู่สัญญาต้องปฏิบัติตาม

ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาข้อสัญญาที่กำหนดให้ข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ ต้องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภายใต้กฎของ LCIA

ศาลเห็นว่าข้อสัญญาดังกล่าวมีองค์ประกอบครบถ้วนของสัญญาอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 11 เพราะเป็นการตกลงให้บุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่ศาลเป็นผู้วินิจฉัยข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาเน้นย้ำ คือ การพิจารณาว่าข้อพิพาทนั้นเกี่ยวข้องกับสัญญาหลักหรือไม่

แม้โจทก์จะฟ้องในฐานะหนี้เงินกู้ แต่ศาลพิจารณาแล้วพบว่าเงินกู้ดังกล่าวเกิดจากสิทธิประโยชน์เรื่องวงเงินซื้อบ้านซึ่งกำหนดไว้ในสัญญาการทำงาน จึงถือเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญาหลัก

เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับสัญญาหลัก ย่อมตกอยู่ภายใต้สัญญาอนุญาโตตุลาการเช่นเดียวกัน

หลักการสำคัญที่ได้จากคดีนี้คือ ศาลจะไม่พิจารณาเพียงชื่อเรียกของนิติสัมพันธ์หรือชื่อของคำฟ้อง แต่จะพิจารณาถึงที่มาที่แท้จริงของสิทธิและหน้าที่ที่เป็นเหตุแห่งข้อพิพาท หากสิทธิหรือหน้าที่นั้นมีรากฐานมาจากสัญญาที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทดังกล่าวก็ย่อมต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงนั้นด้วย 

ข้อ 3 พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14

มาตรา 14 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดผลทางกระบวนพิจารณาของสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยบัญญัติว่า หากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งนำข้อพิพาทที่อยู่ภายใต้สัญญาอนุญาโตตุลาการมาฟ้องต่อศาล อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิร้องขอให้ศาลจำหน่ายคดีเพื่อให้กลับไปดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามที่ตกลงกันไว้

เจตนารมณ์ของมาตรา 14 คือ การคุ้มครองประสิทธิภาพของสัญญาอนุญาโตตุลาการ เพราะหากกฎหมายรับรองให้มีสัญญาอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 11 แต่ไม่มีมาตรการบังคับให้ปฏิบัติตาม ก็จะทำให้ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ

มาตรา 14 จึงทำหน้าที่เป็นกลไกบังคับให้คู่สัญญาเคารพวิธีระงับข้อพิพาทที่ตนได้เลือกไว้ล่วงหน้า

ในคดีนี้มีประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำร้องขอจำหน่ายคดีเป็นเอกเทศตามรูปแบบที่มาตรา 14 กำหนดไว้โดยตรง

แต่จำเลยที่ 1 ได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากยังไม่ได้ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยคำนึงถึงสาระสำคัญมากกว่ารูปแบบ กล่าวคือ เมื่อจำเลยได้แสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าประสงค์จะอาศัยสิทธิตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ และศาลชั้นต้นได้สืบพยานในประเด็นดังกล่าวแล้ว ก็ถือได้ว่าศาลได้ดำเนินการไต่สวนตามมาตรา 14 แล้ว

แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความว่า การพิจารณาต้องมุ่งไปที่เจตนาและเนื้อหาสาระที่แท้จริงของการใช้สิทธิ มากกว่าการยึดติดกับรูปแบบทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ คำพิพากษายังแสดงให้เห็นว่า ผลตามมาตรา 14 ที่เหมาะสมในกรณีดังกล่าวคือ การจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ มิใช่การพิพากษายกฟ้อง เพราะข้อพิพาทยังมิได้เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการตามที่กฎหมายและสัญญากำหนด

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลล่างจากการยกฟ้องมาเป็นการจำหน่ายคดี และเปิดโอกาสให้คู่สัญญาไปดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน ซึ่งถือเป็นการบังคับใช้มาตรา 14 ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายอย่างแท้จริง 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีมีปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ เนื่องจากข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับข้อตกลงอนุญาโตตุลาการที่คู่สัญญาได้กำหนดไว้ในสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 4

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิเคราะห์แล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า ข้อพิพาทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสัญญาที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พร้อมคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนเป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลไทยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 เนื่องจากจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล แต่ข้อพิพาทเรื่องเงินกู้ซื้อบ้านเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศซึ่งมีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการอยู่แล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ และให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความไว้ก่อน เมื่อมีคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแล้วจึงให้คู่ความแถลงต่อศาลเพื่อยกคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ขึ้นพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า การมีอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิได้หมายความว่าคู่ความจะมีสิทธิดำเนินคดีต่อศาลได้ทันทีเสมอไป หากคู่สัญญาได้ตกลงกันโดยชอบด้วยกฎหมายให้ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการเป็นวิธีระงับข้อพิพาทก่อน ศาลย่อมต้องเคารพและบังคับให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของสัญญา

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังแสดงให้เห็นว่า การพิจารณาว่าข้อพิพาทอยู่ภายใต้สัญญาอนุญาโตตุลาการหรือไม่ ต้องพิจารณาจากที่มาของสิทธิและหน้าที่ที่เป็นเหตุแห่งข้อพิพาท มิใช่พิจารณาเพียงชื่อเรียกของนิติสัมพันธ์หรือฐานแห่งการฟ้องคดี หากสิทธิเรียกร้องมีรากฐานมาจากสัญญาที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทดังกล่าวย่อมต้องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน

อีกประการหนึ่ง คำพิพากษานี้ยังแสดงหลักการสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองประสิทธิภาพของสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยศาลให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระและเจตนาของคู่ความมากกว่ารูปแบบทางเทคนิคของคำร้อง ส่งผลให้มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการได้รับการบังคับใช้อย่างสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายและหลักความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณา 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม

เมื่อสัญญากำหนดให้ใช้อนุญาโตตุลาการ คู่สัญญายังสามารถฟ้องคดีต่อศาลได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักแล้วการที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ในสัญญาว่า หากเกิดข้อพิพาทจะต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน ย่อมเป็นข้อตกลงที่กฎหมายรับรองและมีผลผูกพันคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น คู่สัญญาจึงต้องปฏิบัติตามวิธีการระงับข้อพิพาทที่ตกลงกันไว้ก่อน การนำคดีมาฟ้องต่อศาลโดยตรงอาจทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายยกข้อต่อสู้เรื่องสัญญาอนุญาโตตุลาการขึ้นอ้างได้ อย่างไรก็ตาม การมีสัญญาอนุญาโตตุลาการไม่ได้ทำให้ศาลหมดอำนาจรับฟ้องโดยอัตโนมัติ เพราะศาลยังมีอำนาจพิจารณาว่าข้อพิพาทดังกล่าวอยู่ภายใต้สัญญาอนุญาโตตุลาการจริงหรือไม่ และมีเหตุที่ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ หรือไม่สามารถปฏิบัติได้หรือไม่ หากไม่มีเหตุเช่นว่านั้น ศาลย่อมต้องเคารพเจตนาของคู่สัญญาและให้คู่สัญญาไปดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อนตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา

2 คำถาม

การมีอำนาจศาลตามภูมิลำเนาของจำเลย หมายความว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องคดีได้เสมอหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะอำนาจศาลและสิทธิในการดำเนินคดีเป็นคนละเรื่องกัน แม้โจทก์จะมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่หากมีข้อตกลงทางกฎหมายหรือเงื่อนไขในสัญญาที่กำหนดให้ต้องดำเนินการบางอย่างก่อนใช้สิทธิฟ้องคดี คู่สัญญาก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวก่อน ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลไทยได้ตามหลักภูมิลำเนาของจำเลย แต่เมื่อข้อพิพาทอยู่ภายใต้ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิดำเนินคดีต่อศาลในทันทีจนกว่าจะผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามที่ตกลงกันไว้ หลักการนี้แสดงให้เห็นว่าการมีอำนาจศาลมิได้ทำให้ข้อผูกพันตามสัญญาหมดผลบังคับใช้ และศาลยังคงต้องคุ้มครองเสรีภาพในการทำสัญญาของคู่กรณีตามที่กฎหมายรับรองไว้

3 คำถาม

ศาลจะพิจารณาอย่างไรว่าข้อพิพาทเรื่องเงินกู้เกี่ยวข้องกับสัญญาที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการหรือไม่

คำตอบ

ศาลจะไม่พิจารณาเพียงชื่อเรียกของข้อพิพาทหรือฐานแห่งการฟ้องคดีเท่านั้น แต่จะพิจารณาถึงที่มาของสิทธิและหน้าที่ที่เป็นเหตุให้เกิดข้อพิพาทด้วย หากข้อพิพาทนั้นมีต้นกำเนิดจากสัญญาที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ หรือเป็นสิทธิประโยชน์ หน้าที่ หรือภาระผูกพันที่เกิดขึ้นตามสัญญาดังกล่าว ข้อพิพาทนั้นย่อมอาจถือเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญาได้ แม้ว่าการฟ้องร้องจะอยู่ในรูปของการเรียกชำระหนี้เงินกู้หรือสิทธิเรียกร้องประเภทอื่นก็ตาม ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาว่าเงินกู้ซื้อบ้านเกิดจากสวัสดิการการทำงานที่กำหนดไว้ในสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ จึงถือว่าข้อพิพาทเกี่ยวกับหนี้เงินกู้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับสัญญาหลัก และต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการเช่นเดียวกัน หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความสัญญาทางธุรกิจและสัญญาระหว่างประเทศ

4 คำถาม

หากจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอจำหน่ายคดีตามรูปแบบของกฎหมาย ศาลยังสามารถบังคับใช้สัญญาอนุญาโตตุลาการได้หรือไม่

คำตอบ

โดยทั่วไปกฎหมายกำหนดให้คู่สัญญาที่ประสงค์จะอาศัยสัญญาอนุญาโตตุลาการยื่นคำร้องต่อศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่ในการพิจารณาคดี ศาลมิได้คำนึงถึงรูปแบบเพียงอย่างเดียว หากพฤติการณ์ของคู่ความแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประสงค์จะอาศัยสิทธิตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ และได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้คดีไว้โดยชัดแจ้ง ศาลอาจพิจารณาจากสาระสำคัญของการใช้สิทธิมากกว่ารูปแบบทางเทคนิค ในคดีนี้แม้จำเลยมิได้ยื่นคำร้องแยกต่างหาก แต่ได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าควรต้องดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน และศาลชั้นต้นได้สืบพยานในประเด็นดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าในทางสาระสำคัญถือว่ามีการดำเนินการตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว และสามารถบังคับใช้ผลของสัญญาอนุญาโตตุลาการได้

5 คำถาม

บุคคลที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาอนุญาโตตุลาการสามารถอาศัยข้อตกลงอนุญาโตตุลาการเพื่อให้ศาลจำหน่ายคดีได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักกฎหมายสัญญา ข้อตกลงย่อมมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น บุคคลภายนอกที่มิได้เข้าทำสัญญาหรือมิได้แสดงเจตนาเข้าผูกพันตนเองกับสัญญา ย่อมไม่อาจได้รับสิทธิหรือถูกบังคับตามสัญญาดังกล่าวได้ เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติเป็นอย่างอื่น ดังนั้น หากบุคคลใดมิได้เป็นคู่สัญญาอนุญาโตตุลาการ บุคคลนั้นย่อมไม่อาจอ้างสิทธิให้ศาลจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม หากความรับผิดของบุคคลดังกล่าวมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับข้อพิพาทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ศาลอาจใช้ดุลพินิจเพื่อรอผลการชี้ขาดก่อน เพื่อป้องกันการมีคำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกันและเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย ซึ่งเป็นแนวทางที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญในคดีนี้

6 คำถาม

เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่พิพากษายกฟ้องเหมือนศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

คำตอบ

การพิพากษายกฟ้องกับการจำหน่ายคดีมีผลทางกฎหมายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ การยกฟ้องมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยคดีจนเสร็จสิ้นในประเด็นที่นำมาฟ้อง ขณะที่การจำหน่ายคดีเป็นเพียงการนำคดีออกจากสารบบความชั่วคราวเพื่อให้มีการดำเนินการบางประการก่อนแล้วจึงกลับมาพิจารณาต่อได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าข้อพิพาทยังไม่ผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ จึงยังไม่สมควรวินิจฉัยคดีให้เสร็จเด็ดขาดด้วยการยกฟ้อง เพราะอาจกระทบต่อสิทธิของคู่สัญญาในการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามสัญญา ศาลฎีกาจึงเลือกวิธีจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการตามข้อตกลงก่อน อันเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายอนุญาโตตุลาการและหลักความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณา

7 คำถาม

สัญญาอนุญาโตตุลาการในคดีระหว่างประเทศมีผลใช้บังคับในประเทศไทยได้หรือไม่

คำตอบ

สัญญาอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในคดีระหว่างประเทศสามารถมีผลใช้บังคับในประเทศไทยได้ หากข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และมีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามที่กฎหมายรับรอง หลักการสำคัญคือการเคารพเจตนาของคู่สัญญาที่เลือกวิธีระงับข้อพิพาทด้วยตนเอง ไม่ว่าจะกำหนดสถานที่พิจารณาไว้ในประเทศไทยหรือต่างประเทศก็ตาม ในคดีนี้คู่สัญญาตกลงให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภายใต้กฎที่กำหนดไว้ในสัญญา ศาลฎีกาเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทที่กฎหมายไทยรับรอง จึงสามารถใช้บังคับได้ หลักการนี้มีความสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศ เพราะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่สัญญาต่างชาติว่าข้อตกลงเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย

8 คำถาม

บทเรียนสำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบธุรกิจควรได้รับจากคำพิพากษานี้คืออะไร

คำตอบ

บทเรียนสำคัญที่สุดจากคำพิพากษานี้คือ ผู้ประกอบธุรกิจไม่ควรมองข้ามข้อกำหนดเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทในสัญญา เพราะแม้ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นภายหลังจะดูเหมือนเป็นหนี้เงินกู้ หนี้ค่าสินค้า หรือสิทธิเรียกร้องประเภทอื่น แต่หากสิทธิและหน้าที่ดังกล่าวมีต้นกำเนิดจากสัญญาที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทนั้นอาจต้องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อนเสมอ ผู้ประกอบธุรกิจจึงควรตรวจสอบเนื้อหาของสัญญาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะขอบเขตของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการและผลทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับสาระสำคัญของนิติสัมพันธ์มากกว่ารูปแบบภายนอก ดังนั้น การวางโครงสร้างสัญญาและการกำหนดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ควรทำอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันข้อพิพาทและลดความเสี่ยงในการดำเนินคดีในอนาคต

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9161/2568 

ตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โดยโจทก์ได้แนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยทั้งสองมาท้ายคำแถลงขอปิดหมายในชั้นส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งระบุว่า จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาตามที่อยู่ในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นอันเป็นศาลที่จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

สัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศมีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องเงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน การบังคับใช้กฎหมายและเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ โดยข้อ 8 ระบุว่า เงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน ที่ปรึกษาจะได้รับสิทธิวงเงินในการซื้อบ้านสำหรับครอบครัว หลังจากช่วงทดลองงาน 90 วัน ข้อ 12 ค. 6. ระบุว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาฉบับนี้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ที่ปรึกษาจะต้องชำระยอดคงค้างสำหรับสินเชื่อในการซื้อบ้านซึ่งออกให้โดยโจทก์ภายใน 30 วัน หลังการบอกเลิกสัญญา และข้อ 13 ก. 1. ระบุว่า ข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ซึ่ง (1) อยู่นอกเหนือขอบเขตของส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง และ (2) ไม่ได้รับการแก้ไขโดยความพยายามโดยสุจริตของคู่สัญญา จะต้องถูกส่งให้กับคณะผู้พิจารณาซึ่งประกอบด้วยอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนภายใต้กฎของ LCIA 2. สถานที่สำหรับอนุญาโตตุลาการจะอยู่ในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3. คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการถือเป็นที่สิ้นสุด เป็นข้อสรุปและไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ยกเว้นในกรณีที่มีการฉ้อโกงหรืออนุญาโตตุลาการมิได้เปิดเผยถึงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งข้อตกลงข้อ 13 ก. ดังกล่าวสามารถใช้บังคับได้เพราะเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งที่คู่กรณีตกลงให้บุคคลที่ไม่ใช่ตุลาการทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแทนตุลาการในศาล ข้อตกลงนี้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายไทย ดังนี้ ข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ตกลงกันว่าจะเสนอข้อพิพาททางแพ่งที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดมีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11

คดีได้ความว่า ก่อนมีการทำสัญญาดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2561 โจทก์ส่งจดหมายทางอีเมลเสนองานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำสาธารณรัฐอิรักในกรุงแบกแดดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้ค่าตอบแทนรายเดือนพร้อมสวัสดิการรวมทั้งวงเงินสินเชื่อของบริษัทสำหรับการซื้อบ้านอันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ตกลงเข้าทำงานกับโจทก์ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ลาออกจากงานแล้ว เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นของรัฐฟุญัยเราะฮ์เป็นคดีแรงงานขอบังคับให้โจทก์ชำระเงินค่าตอบแทนที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ทำงานกับโจทก์ แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยึดถือสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศปฏิบัติและบังคับระหว่างกัน เมื่อการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินและบ้านเกิดจากการให้สวัสดิการการทำงานตามสัญญา ข้อ 8 และภายหลังเกิดข้อพิพาทในหนี้การกู้ยืมเงิน ข้อพิพาทจากการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกี่ยวข้องกับสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงต้องใช้สิทธิด้วยการเสนอข้อพิพาทให้คณะผู้พิจารณาซึ่งประกอบไปด้วยอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภายใต้กฎของ LCIA ตัดสินชี้ขาดก่อน ตามสัญญาข้อ 13 และข้อ 14 และตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง

คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องมิได้ทำคำร้องยื่นต่อศาลให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีภายในกำหนดระยะเวลาตามความในมาตรา 14 ดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การโต้แย้งไว้แล้วว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดตามสัญญา และศาลชั้นต้นได้พิจารณาคดีสืบพยานในเรื่องดังกล่าวด้วย ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวนตามมาตรา 14 แล้ว สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาพิพาท จึงไม่อาจอาศัยข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวในการจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นได้ อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินและบ้านเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของจำเลยทั้งสอง โดยโจทก์โอนเงินกู้ครั้งที่ 2 ถึงที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 1 ตามคำขอของจำเลยที่ 1 จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยาต้องรับผิดร่วมกัน ซึ่งเมื่ออนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทอย่างไรแล้ว ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อความรับผิดของจำเลยที่ 2 ไปด้วย ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนพิจารณา และก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่าย จึงเห็นสมควรจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 เพื่อรอฟังผลของคำชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เสียก่อน หากทราบผลของคำชี้ขาดดังกล่าวแล้ว จึงค่อยยกคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ขึ้นพิจารณาต่อไป

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 8,034,937 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปีของต้นเงิน 7,437,831.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นเรื่องเขตอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ในประเด็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้บริการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ที่ปรึกษาธุรกิจ จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีนายจอร์จเป็นกรรมการของโจทก์ โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาจ้างแรงงานสองฉบับ สัญญาฉบับที่หนึ่งเรียกว่าสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ จำเลยที่ 1 เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2561 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการที่สาธารณรัฐอิรัก ส่วนสัญญาฉบับที่สองเรียกว่าสัญญาว่าจ้างงาน จำเลยที่ 1 เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 ตำแหน่งธุรการ ประจำอยู่ที่สำนักงานเมืองดูไบ รัฐฟุญัยเราะฮ์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำเลยที่ 1 ขณะที่ยังเป็นพนักงานของโจทก์ได้ติดต่อด้วยการส่งข้อความถึงกรรมการของโจทก์และผู้จัดการฝ่ายการเงินของโจทก์ ผ่านทางแอปพลิเคชันวอตส์แอปป์และไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ขอกู้เงินจากโจทก์เพื่อนำไปซื้อที่ดินและบ้าน สำหรับจำเลยทั้งสองเองโจทก์ได้โอนเงินเข้าบัญชีจำเลยทั้งสองรวม 4 ครั้ง ตามรายการโอนเงินผ่านธนาคารระหว่างประเทศ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญา

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โดยโจทก์ได้แนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยทั้งสองมาท้ายคำแถลงขอปิดหมายในชั้นส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งระบุว่า จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาตามที่อยู่ในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นอันเป็นศาลที่จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์โอนเงินให้จำเลยที่ 1 เพื่อนำไปซื้อที่ดินและสร้างบ้าน 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 248,803.30 ดอลลาร์สหรัฐ โดยโอนเงินครั้งที่หนึ่งเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 โจทก์โอนเงินผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารระหว่างประเทศจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 8,803.50 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นค่าตอบแทนเดือนพฤศจิกายน 2561 และเงินกู้ยืมล่วงหน้างวดแรก 3,803.50 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งวันที่โอนเงินดังกล่าวเกิดก่อนวันทำสัญญาฉบับที่สอง และสัญญาดังกล่าวก็ไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเงิน การโอนเงินให้กู้ยืมดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับที่สอง แต่เป็นการโอนเงินหลังวันทำสัญญาฉบับที่หนี่งซึ่งเป็นสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ มีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องเงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน การบังคับใช้กฎหมายและเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ โดยข้อ 8 ระบุว่า เงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน ที่ปรึกษาจะได้รับสิทธิวงเงินในการซื้อบ้านสำหรับครอบครัว (โดยขึ้นอยู่กับสิทธิยึดหน่วง ข้อกำหนด และเงื่อนไขต่าง ๆ ) หลังจากช่วงทดลองงาน 90 วัน ข้อ 12 ค. 6. ระบุว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาฉบับนี้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ที่ปรึกษาจะต้องชำระยอดคงค้างสำหรับสินเชื่อในการซื้อบ้านซึ่งออกให้โดยโจทก์ภายใน 30 วัน หลังการบอกเลิกสัญญา และข้อ 13 ก. 1. ระบุว่า ข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ซึ่ง (1) อยู่นอกเหนือขอบเขตของส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง และ (2) ไม่ได้รับการแก้ไขโดยความพยายามโดยสุจริตของคู่สัญญา จะต้องถูกส่งให้กับคณะผู้พิจารณาซึ่งประกอบด้วยอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนภายใต้กฎของ LCIA 2. สถานที่สำหรับอนุญาโตตุลาการจะอยู่ในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3. คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการถือเป็นที่สิ้นสุด เป็นข้อสรุปและไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ยกเว้นในกรณีที่มีการฉ้อโกงหรืออนุญาโตตุลาการมิได้เปิดเผยถึงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งข้อตกลงข้อ 13 ก. ดังกล่าวสามารถใช้บังคับได้เพราะเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งที่คู่กรณีตกลงให้บุคคลที่ไม่ใช่ตุลาการทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแทนตุลาการในศาล ข้อตกลงนี้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายไทย ดังนี้ ข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ตกลงกันว่าจะเสนอข้อพิพาททางแพ่งที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดมีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 ประกอบกับก่อนมีการทำสัญญาดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 โจทก์ส่งจดหมายทางอีเมลเสนองานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำสาธารณรัฐอิรักในกรุงแบกแดดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้ค่าตอบแทนรายเดือนพร้อมสวัสดิการรวมทั้งวงเงินสินเชื่อของบริษัทสำหรับการซื้อบ้าน อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ตกลงเข้าทำงานกับโจทก์ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ลาออกจากงานแล้ว เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นของรัฐฟุญัยเราะฮ์เป็นคดีแรงงานขอบังคับให้โจทก์ชำระเงินค่าตอบแทนที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ทำงานกับโจทก์ แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยึดถือสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศปฏิบัติและบังคับระหว่างกัน เมื่อการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินและบ้านเกิดจากการให้สวัสดิการการทำงานตามสัญญา ข้อ 8 และภายหลังเกิดข้อพิพาทในหนี้การกู้ยืมเงิน ข้อพิพาทจากการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกี่ยวข้องกับสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงต้องใช้สิทธิด้วยการเสนอข้อพิพาทให้คณะผู้พิจารณาซึ่งประกอบไปด้วยอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภายใต้กฎของ LCIA ตัดสินชี้ขาดก่อน ตามสัญญาข้อ 13 และข้อ 14 และตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 กับกรณีต้องบังคับตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจไม่ช้ากว่าวันยื่นคำให้การหรือภายในระยะเวลาที่มีสิทธิยื่นคำให้การตามกฎหมายให้มีคำสั่งจำหน่ายคดี เพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ และเมื่อศาลทำการไต่สวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ก็ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย" คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องมิได้ทำคำร้องยื่นต่อศาลให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีภายในกำหนดระยะเวลาตามความในมาตรา 14 ดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การโต้แย้งไว้แล้วว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดตามสัญญา และศาลชั้นต้นได้พิจารณาคดีสืบพยานในเรื่องดังกล่าวด้วย ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวนตามมาตรา 14 แล้ว สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาพิพาท จึงไม่อาจอาศัยข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวในการจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นได้ อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินและบ้านเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของจำเลยทั้งสอง โดยโจทก์โอนเงินกู้ครั้งที่ 2 ถึงที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 1 ตามคำขอของจำเลยที่ 1 จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยาต้องรับผิดร่วมกัน ซึ่งเมื่ออนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทอย่างไรแล้ว ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อความรับผิดของจำเลยที่ 2 ไปด้วย ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนพิจารณา และก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่าย จึงเห็นสมควรจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 เพื่อรอฟังผลของคำชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เสียก่อน หากทราบผลของคำชี้ขาดดังกล่าวแล้ว จึงค่อยยกคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ขึ้นพิจารณาต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาททางอนุญาโตตุลาการถือเป็นข้อตกลงที่เป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เทียบตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2734/2545 นั้น ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ และให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความของศาลชั้นต้น หากคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดแล้ว ให้คู่ความแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อหยิบยกคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ขึ้นพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

ฟ้องเรียกหนี้ได้ทันทีจริงหรือ หากในสัญญากำหนดให้ต้องไปอนุญาโตตุลาการก่อน แม้เจ้าหนี้จะฟ้องคดีต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ได้ตามกฎหมาย แต่หากข้อพิพาทเกิดจากสัญญาที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ เจ้าหนี้อาจยังไม่มีสิทธิดำเนินคดีในศาลทันที




อธิบาย “อำนาจฟ้อง” ตามกฎหมาย – ความหมาย & กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นิติบุคคลฟ้องคดีอาญาฐานผู้ประกอบวิชาชีพออกแบบอาคารโดยมิชอบได้หรือไม่ เมื่อความเสียหายเป็นเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินและไม่ใช่อันตรายต่อชีวิตหรือร่างกาย
ฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมทำได้หรือไม่ หากมีคดีตั้งผู้จัดการมรดกอยู่ก่อน ศาลฎีกาวางหลักฟ้องซ้อนและอำนาจฟ้องไว้อย่างไร
สิทธิฟ้องของผู้ไร้ความสามารถและการแก้ไขข้อบกพร่องตามกฎหมายฟ้องคดีละเมิดแทนได้หรือไม่เมื่อยังไม่มีผู้อนุบาล
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิร้องทุกข์แทนผู้ตายได้หรือไม่ เมื่อความผิดเกิดก่อนตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยอำนาจฟ้องในคดียักยอกทรัพย์อย่างไร
คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีเองได้หรือไม่ ผู้พิทักษ์มีอำนาจเพียงใด และผลทางกฎหมายของการฟ้องโดยไม่มีอำนาจฟ้อง
ซื้อสลากกินแบ่งเกินราคาแล้วไม่ได้รับของ ฟ้องเอาเงินคืนได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัด ผู้ที่ร่วมกระทำผิดกฎหมายไม่ถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้อง
การฟ้องคดีผู้บริโภคและอำนาจฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการบรรยายฟ้องผิดสัญญา
อำนาจฟ้องคดีแบ่งมรดกและการฟ้องผู้จัดการมรดกผิดตัว,ป.พ.พ. มาตรา 1364,(ฎีกา 4727/2566)
อำนาจไต่สวน ป.ป.ช. หลังพ้นตำแหน่ง เกิน 2 ปี 5 ปี ยังฟ้องคดีทุจริตได้หรือไม่(ฎีกา 5076-5079/2566)
บริษัทประกันฟ้องเรียกค่าเสียหายซ้ำได้หรือไม่? ผู้ก่อเหตุชำระแล้วหนี้ระงับหรือยัง และเจ้าของรถต้องร่วมรับผิดหรือไม่ในคดีละเมิด
อำนาจฟ้อง & สอบสวนคดีอาญา,นับโทษ, มาตรา 120, (ฎีกา 659-661/2567)