
| ผู้เยาว์ถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินได้หรือไม่ หากยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาล กรณีการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์และผลผูกพันตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของผู้เยาว์และขอบเขตอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครองในการดำเนินนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การทำบันทึกข้อตกลงให้ผู้เยาว์ถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดิน ซึ่งมีผลทำให้สิทธิในทรัพย์สินของผู้เยาว์ลดลงและส่งผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าวตกเป็นของบุคคลอื่นเพียงผู้เดียว แม้ว่าผู้เยาว์จะร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวพร้อมกับมารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองก็ตาม แต่หากยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน การกระทำดังกล่าวจะมีผลผูกพันผู้เยาว์หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงหลักกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์ในกรณีที่มีการจัดการทรัพย์สินอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ไม่เปิดโอกาสให้หลีกเลี่ยงการขออนุญาตจากศาลผ่านการให้ผู้เยาว์ร่วมทำนิติกรรมกับผู้แทนโดยชอบธรรม สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยทั้งหกได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน โดยโจทก์ยินยอมไม่เรียกร้องสิทธิในที่ดินมรดกบางส่วนที่นายเร่งครอบครองอยู่ และยอมให้จำเลยทั้งหกจดทะเบียนรับมรดกในที่ดินดังกล่าว ส่วนจำเลยทั้งหกตกลงถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินที่มีชื่อร่วมกับโจทก์ พร้อมทั้งจะได้รับค่าตอบแทนจากโจทก์ อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังเป็นผู้เยาว์ จึงมีการตกลงกันว่าจะรอให้ทั้งสองบรรลุนิติภาวะก่อนแล้วจึงดำเนินการถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดิน ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 5 และที่ 6 บรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์ได้ติดต่อให้จำเลยทั้งหกดำเนินการตามข้อตกลง แต่จำเลยทั้งหกไม่ดำเนินการตามที่ตกลงไว้ โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งหกจดทะเบียนถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดิน และหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ฝ่ายจำเลยทั้งหกให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดิน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย อีกทั้งในขณะทำบันทึกจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังเป็นผู้เยาว์และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เข้าทำนิติกรรมดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยยังอ้างว่าไม่เคยได้รับค่าตอบแทนตามที่โจทก์กล่าวอ้าง และยกข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องและอายุความขึ้นต่อสู้คดีด้วย ข้อเท็จจริงที่เป็นยุติในชั้นฎีกาปรากฏว่า เมื่อมีการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว จำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังเป็นผู้เยาว์ และข้อความในบันทึกระบุว่าจำเลยทั้งหกจะถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ อันเป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การวินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันผู้เยาว์หรือไม่ และผู้ใช้อำนาจปกครองสามารถดำเนินการเช่นนั้นได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนหรือไม่. คำวินิจฉัยของศาลและการวิเคราะห์หลักกฎหมาย ประเด็นที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยมีเพียงประการเดียว คือ บันทึกข้อตกลงที่โจทก์และจำเลยทั้งหกทำร่วมกันนั้นมีผลผูกพันจำเลยที่ 5 และที่ 6 หรือไม่ โดยข้อเท็จจริงที่เป็นยุติคือ ขณะทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว จำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังเป็นผู้เยาว์ และข้อความในบันทึกกำหนดให้จำเลยทั้งหกถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ ซึ่งหากดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ย่อมมีผลทำให้ที่ดินส่วนดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การถอนชื่อของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ออกจากโฉนดที่ดินดังกล่าว ไม่ใช่เพียงการแก้ไขรายการทางทะเบียนหรือการแสดงเจตนาทั่วไปเท่านั้น แต่เป็นการกระทำที่ส่งผลให้สิทธิในทรัพย์สินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ลดลงหรือสิ้นสุดลงบางส่วน เพราะผู้เยาว์ย่อมสูญเสียสิทธิในที่ดินที่ตนมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมอยู่เดิม การกระทำดังกล่าวจึงมีผลกระทบโดยตรงต่อฐานะทางทรัพย์สินของผู้เยาว์ ศาลฎีกาเห็นว่าการถอนชื่อดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความด้วย เนื่องจากเป็นการตกลงระงับข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่กรณี โดยต่างฝ่ายต่างยอมสละหรือปรับเปลี่ยนสิทธิของตนตามที่ตกลงกันไว้ ดังนั้นนิติกรรมดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่กฎหมายให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ เมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้ทรัพย์สินของผู้เยาว์เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์สิ้นสุดลงบางส่วน และเป็นการประนีประนอมยอมความ จึงเป็นกรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองไม่สามารถดำเนินการได้เอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (2) และ (12) การอนุญาตจากศาลจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่อาจส่งผลเสียหายต่อประโยชน์ของผู้เยาว์ในอนาคต ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า แม้ผู้เยาว์จะได้ร่วมลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงพร้อมกับผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม ก็ไม่อาจถือได้ว่าการกระทำดังกล่าวมีผลสมบูรณ์โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน เพราะหากตีความเช่นนั้น จะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายได้โดยง่าย กล่าวคือ ผู้ใช้อำนาจปกครองอาจหลีกเลี่ยงการขออนุญาตจากศาลเพียงโดยให้ผู้เยาว์ร่วมลงนามในนิติกรรมด้วย ซึ่งเป็นผลที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองทรัพย์สินและประโยชน์ของผู้เยาว์ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาและผู้ใช้อำนาจปกครองของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้รับอนุญาตจากศาลให้ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 5 และที่ 6 และเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลนำมาใช้วินิจฉัย หลักกฎหมายสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ กฎหมายถือว่าผู้เยาว์ยังไม่มีความสามารถเต็มที่ในการจัดการทรัพย์สินของตนเอง โดยเฉพาะทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงหรือเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ จึงกำหนดกลไกควบคุมผ่านผู้ใช้อำนาจปกครองและศาล เพื่อป้องกันมิให้ผู้เยาว์เสียประโยชน์จากการทำนิติกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของตน ในคดีนี้ ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะรูปแบบของการกระทำว่ามีลักษณะเป็นการถอนชื่อออกจากโฉนดเท่านั้น แต่พิจารณาถึงผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าวด้วย กล่าวคือ เมื่อถอนชื่อออกจากโฉนดแล้ว ผู้เยาว์ย่อมหมดสิทธิในทรัพย์สินส่วนดังกล่าว ผลในทางเนื้อหาจึงเท่ากับเป็นการทำให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์สิ้นสุดลงบางส่วน อันเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับการควบคุมอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ศาลยังให้ความสำคัญกับเจตนารมณ์ของกฎหมายมากกว่ารูปแบบภายนอกของนิติกรรม โดยวินิจฉัยว่าการที่ผู้เยาว์ร่วมลงนามกับผู้แทนโดยชอบธรรมไม่ใช่เหตุที่ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการขออนุญาตจากศาลได้ หลักคิดดังกล่าวสะท้อนแนวทางตีความกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ และป้องกันไม่ให้ข้อกำหนดที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองผู้เยาว์ถูกลดทอนความสำคัญลงด้วยวิธีการทางรูปแบบ เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 จากเหตุผลที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ จะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์สำคัญของมาตรา 1574 คือการสร้างหลักประกันว่าการจัดการทรัพย์สินสำคัญของผู้เยาว์จะไม่ถูกดำเนินการโดยขาดการตรวจสอบจากองค์กรที่เป็นกลาง กล่าวคือ ศาลจะทำหน้าที่พิจารณาว่านิติกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เยาว์หรือไม่ก่อนที่จะอนุญาตให้ดำเนินการ กฎหมายจึงมิได้ให้อำนาจแก่ผู้ใช้อำนาจปกครองในการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ได้อย่างเสรีในทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อเป็นการทำให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ลดลง สิ้นสุดลง หรือเป็นการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สิน เพราะการกระทำลักษณะดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางทรัพย์สินของผู้เยาว์ในระยะยาว คำวินิจฉัยในคดีนี้จึงสะท้อนหลักสำคัญว่า การคุ้มครองผู้เยาว์ตามกฎหมายไม่ได้มุ่งพิจารณาเพียงว่าผู้เยาว์ได้ลงลายมือชื่อหรือผู้แทนโดยชอบธรรมได้ให้ความยินยอมหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่ามีการปฏิบัติตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้ครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะการได้รับอนุญาตจากศาลในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องขออนุญาตก่อนดำเนินการ หากไม่มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว นิติกรรมย่อมไม่อาจมีผลผูกพันผู้เยาว์ได้ แม้ว่าผู้เยาว์และผู้แทนโดยชอบธรรมจะร่วมกันแสดงเจตนาไว้แล้วก็ตาม. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกจดทะเบียนถอนชื่อออกจากโฉนดเลขที่ 5253 ตำบลแควใหญ่ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ตามที่โจทก์ฟ้องร้อง หากจำเลยทั้งหกไม่ดำเนินการตามคำพิพากษา ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหกในการจดทะเบียนถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินดังกล่าว 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยที่ 1 ถอนชื่อออกจากโฉนดเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่รับมาจากนายเฉลียว และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ถอนชื่อออกจากโฉนดในส่วนที่รับมรดกจากนายเฉลียวเช่นเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งขณะทำบันทึกข้อตกลงยังเป็นผู้เยาว์นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าบันทึกข้อตกลงไม่มีผลผูกพัน จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อความในบันทึกข้อตกลงที่กำหนดให้จำเลยทั้งหกถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดิน มีผลทำให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้เยาว์สิ้นสุดลงบางส่วน และยังมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ อันเป็นนิติกรรมที่ผู้ใช้อำนาจปกครองไม่อาจกระทำได้เอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลก่อนตามกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่ามารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองได้รับอนุญาตจากศาล บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 5 และที่ 6 แม้ผู้เยาว์จะร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงพร้อมกับผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวและกฎหมายทรัพย์สินว่า แม้ผู้ใช้อำนาจปกครองจะมีหน้าที่จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ แต่กฎหมายมิได้ให้อำนาจดังกล่าวอย่างไม่มีขอบเขต ในกรณีที่การกระทำนั้นมีผลทำให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ลดลง สูญสิ้น หรือมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สิน กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนเสมอ สาระสำคัญของคดีมิได้อยู่ที่การพิจารณาว่าผู้เยาว์ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นนิติกรรมประเภทที่กฎหมายเห็นว่ามีความเสี่ยงต่อประโยชน์ของผู้เยาว์หรือไม่ หากเป็นนิติกรรมที่อยู่ในขอบเขตของมาตรา 1574 ผู้ใช้อำนาจปกครองย่อมต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนดำเนินการ มิฉะนั้นนิติกรรมย่อมไม่อาจผูกพันผู้เยาว์ได้ คำพิพากษานี้ยังตอกย้ำหลักการตีความกฎหมายโดยยึดเจตนารมณ์แห่งบทบัญญัติเป็นสำคัญ กล่าวคือ ศาลจะไม่ยอมให้มีการหลีกเลี่ยงกระบวนการควบคุมของศาลด้วยการให้ผู้เยาว์ร่วมลงนามในนิติกรรมกับผู้แทนโดยชอบธรรม เพราะหากยอมรับแนวทางดังกล่าว ย่อมทำให้ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามกฎหมายหมดความหมาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การถอนชื่อผู้เยาว์ออกจากโฉนดที่ดินตามบันทึกข้อตกลง ซึ่งมีผลทำให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์สิ้นสุดลงบางส่วน และมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความนั้น จะมีผลผูกพันผู้เยาว์ได้หรือไม่ หากผู้ใช้อำนาจปกครองยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาลตามกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (2) และ มาตรา 1574 (12) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสังเขป 1. การทำให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์สิ้นสุดลงบางส่วน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการถอนชื่อผู้เยาว์ออกจากโฉนดที่ดินมิใช่เพียงการแก้ไขรายการทางทะเบียน แต่มีผลทำให้ผู้เยาว์สูญเสียสิทธิในทรัพย์สินที่ตนมีอยู่เดิม จึงถือเป็นการทำให้ทรัพย์สินของผู้เยาว์สิ้นสุดลงบางส่วน อันเป็นนิติกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมตามมาตรา 1574 2. การประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ บันทึกข้อตกลงในคดีนี้มีลักษณะเป็นการตกลงระงับข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน โดยแต่ละฝ่ายยอมเปลี่ยนแปลงหรือสละสิทธิบางประการ จึงเข้าลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นนิติกรรมที่ผู้ใช้อำนาจปกครองไม่อาจดำเนินการแทนผู้เยาว์ได้เอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลก่อนตามที่กฎหมายกำหนด จากคำพิพากษานี้จึงสรุปได้ว่า แม้ผู้เยาว์จะร่วมลงลายมือชื่อในเอกสาร และแม้ผู้แทนโดยชอบธรรมจะให้ความยินยอมก็ตาม หากนิติกรรมดังกล่าวเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน แต่ไม่มีการขออนุญาต นิติกรรมนั้นย่อมไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ และไม่อาจนำมาใช้บังคับสิทธิแก่ผู้เยาว์ได้ตามกฎหมาย. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ผู้ใช้อำนาจปกครองสามารถตกลงถอนชื่อผู้เยาว์ออกจากโฉนดที่ดินได้เองหรือไม่ คำตอบ ผู้ใช้อำนาจปกครองแม้จะมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถดำเนินการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ได้ทุกกรณีตามดุลพินิจของตนเอง หากการกระทำนั้นมีผลทำให้สิทธิในทรัพย์สินของผู้เยาว์ลดลง สิ้นสุดลง หรือเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่กระทบต่อประโยชน์ของผู้เยาว์ กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์หรือการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ คดีนี้ศาลเห็นว่าการถอนชื่อผู้เยาว์ออกจากโฉนดมีผลทำให้ผู้เยาว์สูญเสียสิทธิในที่ดินบางส่วน จึงเป็นนิติกรรมที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมาย แม้มารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจะร่วมดำเนินการด้วยก็ไม่เพียงพอ หากยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาล การกระทำนั้นย่อมไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ หลักการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์สินของผู้เยาว์ถูกโอน ลดทอน หรือเปลี่ยนแปลงไปโดยปราศจากการตรวจสอบถึงประโยชน์ที่ผู้เยาว์จะได้รับอย่างแท้จริงจากองค์กรที่เป็นกลางคือศาล 2 คำถาม เหตุใดการถอนชื่อผู้เยาว์ออกจากโฉนดที่ดินจึงถือเป็นเรื่องสำคัญตามกฎหมาย คำตอบ การมีชื่ออยู่ในโฉนดที่ดินย่อมสะท้อนถึงสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลนั้น เมื่อมีการถอนชื่อออกจากโฉนด ย่อมส่งผลต่อสิทธิในทรัพย์สินโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการลดลงหรือสิ้นสุดลงของสิทธิที่มีอยู่เดิม ศาลฎีกาในคดีนี้จึงมิได้พิจารณาเพียงรูปแบบภายนอกว่าคู่กรณีเพียงไปดำเนินการทางทะเบียนเท่านั้น แต่พิจารณาถึงผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจริงจากการกระทำดังกล่าว โดยเห็นว่าหากผู้เยาว์ถูกถอนชื่อออกจากโฉนด ย่อมทำให้สิทธิในที่ดินส่วนที่เกี่ยวข้องหมดไปหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงกำหนดกลไกควบคุมเป็นพิเศษและกำหนดให้ศาลเข้ามาตรวจสอบก่อนที่จะมีการดำเนินการดังกล่าว หลักการนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์มิให้ได้รับความเสียหายจากการตัดสินใจของบุคคลอื่น และเพื่อให้มั่นใจว่าการจัดการทรัพย์สินนั้นสอดคล้องกับประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ตามที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองไว้ 3 คำถาม หากผู้เยาว์ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงด้วยตนเองแล้ว นิติกรรมจะสมบูรณ์หรือไม่ คำตอบ การที่ผู้เยาว์ลงลายมือชื่อในเอกสารหรือบันทึกข้อตกลงด้วยตนเอง ไม่ได้ทำให้นิติกรรมที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลกลายเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์โดยอัตโนมัติ ศาลฎีกาในคดีนี้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า หากเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องขออนุญาตจากศาลก่อน การที่ผู้เยาว์ร่วมลงนามกับผู้แทนโดยชอบธรรมก็ไม่อาจใช้แทนการขออนุญาตจากศาลได้ เพราะหากยอมรับแนวคิดดังกล่าว จะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงข้อกำหนดของกฎหมายได้โดยง่าย กล่าวคือ ผู้ใช้อำนาจปกครองอาจเพียงให้ผู้เยาว์ร่วมลงลายมือชื่อในเอกสารแล้วอ้างว่าเป็นการแสดงเจตนาร่วมกัน ซึ่งจะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้เยาว์ ดังนั้นในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน การมีลายมือชื่อของผู้เยาว์จึงไม่สามารถทำให้นิติกรรมดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ได้หากยังขาดการอนุญาตจากศาล 4 คำถาม การประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์หมายถึงอะไรในคดีนี้ คำตอบ จากข้อเท็จจริงในคดีนี้ คู่กรณีได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน โดยแต่ละฝ่ายยอมรับเงื่อนไขบางประการและยินยอมเปลี่ยนแปลงสิทธิของตนตามที่ตกลงกันไว้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความ เพราะเป็นการตกลงระงับข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่กรณี เมื่อการประนีประนอมยอมความดังกล่าวเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ และมีผลทำให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ลดลงหรือสิ้นสุดลงบางส่วน จึงเข้าลักษณะเป็นนิติกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายโดยเฉพาะ กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนดำเนินการ เพื่อให้ศาลตรวจสอบว่าข้อตกลงนั้นก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เยาว์หรือไม่ และเพื่อป้องกันมิให้ผู้เยาว์เสียสิทธิในทรัพย์สินโดยขาดความคุ้มครองตามกฎหมาย 5 คำถาม หากผู้ใช้อำนาจปกครองไม่ได้ขออนุญาตจากศาลก่อนทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ จะเกิดผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการขออนุญาตจากศาลเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับนิติกรรมบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ โดยเฉพาะนิติกรรมที่มีผลกระทบต่อสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สิน หากผู้ใช้อำนาจปกครองดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน แม้จะมีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันและแม้ผู้เยาว์จะร่วมลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวด้วยก็ตาม นิติกรรมนั้นก็อาจไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ได้ ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยว่าการถอนชื่อผู้เยาว์ออกจากโฉนดที่ดินมีผลทำให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์สิ้นสุดลงบางส่วน จึงเป็นกรณีที่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการขออนุญาตดังกล่าว บันทึกข้อตกลงจึงไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ หลักการนี้สะท้อนว่ากระบวนการอนุญาตของศาลเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์โดยตรง 6 คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่ยอมรับแนวคิดที่ว่าผู้เยาว์สามารถร่วมทำข้อตกลงกับผู้แทนโดยชอบธรรมแทนการขออนุญาตจากศาลได้ คำตอบ ศาลฎีกาให้เหตุผลสำคัญว่าหากยอมรับให้ผู้เยาว์สามารถร่วมลงลายมือชื่อในนิติกรรมพร้อมกับผู้แทนโดยชอบธรรมและถือว่าเพียงพอโดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลแล้ว ย่อมทำให้ข้อกำหนดของกฎหมายที่วางไว้เพื่อคุ้มครองผู้เยาว์หมดความหมาย เพราะผู้ใช้อำนาจปกครองสามารถหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบของศาลได้โดยง่าย เพียงให้ผู้เยาว์ร่วมลงนามในเอกสารเท่านั้น กฎหมายจึงกำหนดให้การอนุญาตจากศาลเป็นเงื่อนไขที่แยกต่างหากและไม่อาจใช้การแสดงเจตนาของผู้เยาว์หรือผู้แทนโดยชอบธรรมมาทดแทนได้ หลักคิดดังกล่าวสะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการคุ้มครองผู้เยาว์ซึ่งอาจยังขาดประสบการณ์และความสามารถในการประเมินผลกระทบของนิติกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินสำคัญของตนเอง ศาลจึงต้องเข้ามามีบทบาทตรวจสอบว่าการกระทำนั้นก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เยาว์จริงหรือไม่ก่อนที่จะยอมให้มีผลตามกฎหมาย 7 คำถาม การที่ศาลกล่าวว่าการถอนชื่อออกจากโฉนดทำให้ทรัพย์สินของผู้เยาว์สิ้นสุดลงบางส่วนมีความหมายอย่างไร คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาจากผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจริงจากการถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดิน มิได้พิจารณาเฉพาะรูปแบบภายนอกของการดำเนินการทางทะเบียนเท่านั้น เมื่อผู้เยาว์มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินอยู่เดิม การถอนชื่อออกย่อมส่งผลให้สิทธิในที่ดินส่วนนั้นหมดไปหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จึงถือได้ว่าทรัพย์สินของผู้เยาว์สิ้นสุดลงบางส่วนตามความหมายที่ศาลวินิจฉัย การตีความเช่นนี้สอดคล้องกับหลักคุ้มครองผู้เยาว์ เพราะหากมองว่าการถอนชื่อเป็นเพียงขั้นตอนทางทะเบียนโดยไม่คำนึงถึงผลทางกฎหมาย ก็อาจทำให้เกิดการลดทอนสิทธิในทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยไม่ผ่านการควบคุมของศาลได้ คดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับสาระและผลของนิติกรรมมากกว่ารูปแบบภายนอก และใช้แนวทางดังกล่าวในการคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์อย่างเคร่งครัด 8 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ผลผูกพันของบันทึกข้อตกลงต่อจำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งขณะทำข้อตกลงยังเป็นผู้เยาว์ เมื่อพิจารณาเนื้อหาของบันทึกข้อตกลงแล้ว ศาลเห็นว่าการถอนชื่อออกจากโฉนดมีผลทำให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์สิ้นสุดลงบางส่วน และยังมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ จึงเป็นนิติกรรมที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนดำเนินการ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองได้รับอนุญาตดังกล่าว ดังนั้นบันทึกข้อตกลงจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 5 และที่ 6 ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับเหตุผลของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสอง และวินิจฉัยว่าฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่งผลให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนนี้คงอยู่ต่อไปตามเดิม อธิบายหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดข้อจำกัดอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครองในการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ โดยแม้ว่าผู้ใช้อำนาจปกครองจะมีหน้าที่ดูแลและบริหารทรัพย์สินแทนผู้เยาว์ แต่กฎหมายเห็นว่าการกระทำบางประเภทมีผลกระทบต่อสิทธิและฐานะทางทรัพย์สินของผู้เยาว์อย่างมีนัยสำคัญ จึงกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนดำเนินการ เพื่อให้มีการตรวจสอบว่าการกระทำนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์อย่างแท้จริง สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 1574 (2) และ (12) มาใช้วินิจฉัย โดยเห็นว่าการถอนชื่อผู้เยาว์ออกจากโฉนดที่ดินเป็นการกระทำที่มีผลทำให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์สิ้นสุดลงบางส่วน และยังมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ จึงเป็นนิติกรรมที่ผู้ใช้อำนาจปกครองไม่สามารถดำเนินการได้เองโดยลำพัง สาระสำคัญของมาตรา 1574 คือการป้องกันมิให้ทรัพย์สินของผู้เยาว์ถูกจำหน่าย โอน สละ ลดทอน หรือเปลี่ยนแปลงสิทธิไปโดยขาดการตรวจสอบจากศาล เนื่องจากผู้เยาว์ยังไม่มีความสามารถเต็มที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง กฎหมายจึงกำหนดให้ศาลทำหน้าที่เป็นกลไกคุ้มครองเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่านิติกรรมที่เสนอขออนุญาตนั้นก่อให้เกิดประโยชน์หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เยาว์ ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้เน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยวินิจฉัยว่าการที่ผู้เยาว์ร่วมลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงพร้อมกับผู้แทนโดยชอบธรรม ไม่อาจใช้แทนการขออนุญาตจากศาลได้ เพราะหากยอมรับแนวทางดังกล่าว จะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงข้อกำหนดของมาตรา 1574 ได้โดยง่าย และส่งผลให้ระบบการคุ้มครองผู้เยาว์ที่กฎหมายวางไว้หมดความหมาย ดังนั้น หลักสำคัญของมาตรา 1574 ที่ปรากฏจากคดีนี้ คือ เมื่อการกระทำใดเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์หรือเป็นการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนเสมอ หากไม่มีการขออนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด นิติกรรมนั้นย่อมไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ แม้ว่าผู้เยาว์จะร่วมแสดงเจตนาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมจะให้ความยินยอมแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้การจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์เป็นไปตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์และสอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองบุคคลซึ่งยังไม่สามารถดูแลผลประโยชน์ของตนเองได้อย่างสมบูรณ์. หมายเหตุทางวิชาการเกี่ยวกับคดีนี้ คดีนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่ประเด็นพิพาทในชั้นฎีกาเหลือเพียงปัญหาว่า บันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งหกมีผลผูกพันจำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะทำนิติกรรมหรือไม่ โดยข้อเท็จจริงสำคัญอื่นได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และไม่มีการฎีกาโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว สาระสำคัญที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญมิใช่อยู่ที่การมีอยู่ของบันทึกข้อตกลง แต่เป็นผลทางกฎหมายของบันทึกข้อตกลงนั้น กล่าวคือ เมื่อข้อความในบันทึกกำหนดให้จำเลยถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดิน ผลที่เกิดขึ้นย่อมทำให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ลดลงหรือสิ้นสุดลงบางส่วน ศาลจึงพิจารณาจากผลที่แท้จริงของนิติกรรมมากกว่าชื่อเรียกหรือรูปแบบของเอกสาร อีกประการหนึ่ง คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการคุ้มครองผู้เยาว์ตามกฎหมายมิได้จำกัดอยู่เพียงกรณีที่ผู้แทนโดยชอบธรรมกระทำการแทนผู้เยาว์ฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่รวมถึงกรณีที่ผู้เยาว์เข้าร่วมทำนิติกรรมด้วยตนเองด้วย หากเป็นนิติกรรมที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน การมีส่วนร่วมของผู้เยาว์ในนิติกรรมนั้นก็ไม่ทำให้ข้อกำหนดของกฎหมายหมดไป แนวคิดสำคัญที่ปรากฏในคำวินิจฉัยคือ การตีความกฎหมายโดยยึดเจตนารมณ์แห่งบทบัญญัติเป็นสำคัญ ศาลฎีกาเห็นว่าหากยอมรับให้ผู้แทนโดยชอบธรรมสามารถหลีกเลี่ยงการขออนุญาตจากศาลได้เพียงเพราะให้ผู้เยาว์ร่วมลงลายมือชื่อในเอกสาร ย่อมทำให้มาตรการคุ้มครองผู้เยาว์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ถูกลดทอนประสิทธิภาพลงอย่างมาก คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำมาตรา 1574 มาใช้ในทางปฏิบัติ โดยศาลมิได้พิจารณาเพียงว่าคู่กรณีมีเจตนาตกลงกันหรือไม่ แต่พิจารณาว่ากระบวนการที่กฎหมายกำหนดเพื่อคุ้มครองผู้เยาว์ได้รับการปฏิบัติครบถ้วนหรือไม่ หากยังไม่มีการขออนุญาตจากศาลในกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ นิติกรรมนั้นย่อมไม่อาจผูกพันผู้เยาว์ได้ บทสรุปของคดี จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้ ศาลฎีกาวางหลักว่า การถอนชื่อผู้เยาว์ออกจากโฉนดที่ดินซึ่งมีผลทำให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์สิ้นสุดลงบางส่วน และมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ เป็นนิติกรรมที่อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (2) และ (12) ผู้ใช้อำนาจปกครองจึงไม่อาจดำเนินการได้เอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลก่อน แม้ผู้เยาว์จะร่วมลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงพร้อมกับผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม ก็ไม่อาจถือเป็นการทดแทนการอนุญาตจากศาลได้ เพราะจะเป็นการเปิดช่องให้หลีกเลี่ยงข้อกำหนดของกฎหมายและขัดต่อเจตนารมณ์ในการคุ้มครองผู้เยาว์ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการขออนุญาตจากศาลก่อนทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว บันทึกข้อตกลงจึงไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ และไม่อาจนำมาใช้บังคับให้ผู้เยาว์ถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 คำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของหลักการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ และยืนยันว่าการดำเนินนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์หรือการประนีประนอมยอมความที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้เยาว์ จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นนิติกรรมดังกล่าวย่อมไม่อาจมีผลผูกพันผู้เยาว์ได้ตามกฎหมาย. ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8535/2547 ข้อความตามบันทึกข้อตกลงที่ว่า จำเลยทั้งหกขอถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินพิพาทในเฉพาะส่วนของ ส. นั้น ย่อมมีผลทำให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว การถอนชื่อจำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ออกจากโฉนดดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการกระทำให้สิ้นสุดลงบางส่วนซึ่งทรัพย์สินของผู้เยาว์อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และเป็นการประนีประนอมยอมความ จึงเป็นนิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 (2) และ (12) เมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรมต้องห้ามโดยกฎหมายมิให้ทำนิติกรรมดังกล่าว ซึ่งหมายรวมถึงทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์โดยลำพังแล้ว จะถือว่าการที่ผู้เยาว์ทำนิติกรรมพร้อมกับผู้แทนโดยชอบกรรม มีผลว่าผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตให้ทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องมาขออนุญาตจากศาล ซึ่งเป็นการผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 5 และที่ 6 ผู้เยาว์ได้รับอนุญาตจากศาล บันทึกข้อตกลงการถอนชื่อจากโฉนดที่ดินดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 5 และที่ 6 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยทั้งหกตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ไม่เอาที่ดินมรดกส่วนที่นายเร่งครอบครองแทนโจทก์ยอมให้จำเลยทั้งหกจดทะเบียนรับมรดกที่ดินที่มีชื่อนายเร่งทั้งหมด ส่วนจำเลยทั้งหกยอมถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินที่ลงชื่อร่วมกับโจทก์ไว้พร้อมรับเงินค่าตอบแทนไปจากโจทก์ แต่ในสัญญาไม่ได้กำหนดระยะเวลาที่จะไปจดทะเบียนถอนชื่อเนื่องจากรอให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 บรรลุนิติภาวะเสียก่อน เมื่อจำเลยที่ 5 และที่ 6 บรรลุนิติภาวะ โจทก์ติดต่อให้จำเลยทั้งหกดำเนินการถอนชื่อ แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกจดทะเบียนถอนชื่อที่ลงร่วมกับโจทก์เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2523 ออกจากโฉนดเลขที่ 5253 ตำบลแควใหญ่ (บึงเสนาท) อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหก จำเลยทั้งหกให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้จำเลยทั้งหกถอนชื่อออกจากที่โฉนดที่ดิน บันทึกตามฟ้องไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย และขณะทำบันทึกดังกล่าวจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังเป็นผู้เยาว์ ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ทำบันทึก จำเลยทั้งหกไม่เคยรับค่าตอบแทนจากโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกจดทะเบียนถอนชื่อออกจากโฉนดเลขที่ 5253 ตำบลแควใหญ่ (บึงสนาท) อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนถอนชื่อออกจากโฉนดเลขที่ 5253 ตำบลแควใหญ่ (บึงเสนาท) อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ที่ลงไว้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2537 เฉพาะที่ดินส่วนที่เด็กชายสำลิด โคกโต รับมรดกของนายเฉลียว โคกโต และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ถอนชื่อที่ลงไว้ในโฉนดที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2543 เฉพาะที่ดินส่วนที่รับมรดกของนายเฉลียวเช่นกัน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2537 โจทก์กับจำเลยทั้งหกทำบันทึกข้อตกลง โดยจำเลยทั้งหกขอถอนชื่อออกจากโฉนดเลขที่ 39 หน้าสำรวจ 127 (โฉนดเลขที่ 5253) ในเฉพาะส่วนของนายสวัสดิ์ โคกโต แต่ส่วนอื่นคงเดิมขณะทำบันทึกดังกล่าว จำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังเป็นผู้เยาว์ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีเพียงประการเดียวว่า บันทึกข้อตกลงผูกพันจำเลยที่ 5 และที่ 6 หรือไม่ เห็นว่า ข้อความตามบันทึกข้อตกลงที่ว่า จำเลยทั้งหกขอถอนชื่อออกจากโฉนดเลขที่ 39 หน้าสำรวจ 127 ในเฉพาะส่วนของนายสวัสดิ์นั้น ย่อมมีผลทำให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่ผู้เดียว การถอนชื่อจำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ออกจากโฉนดดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำให้สุดสิ้นลงบางส่วนซึ่งทรัพย์สินของผู้เยาว์อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และเป็นการประนีประนอมยอมความเป็นนิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 1574 (2) และ (12) เมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรมต้องห้ามโดยกฎหมาย มิให้ทำนิติกรรมดังกล่าว ซึ่งหมายรวมถึงทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์โดยลำพังแล้ว จะถือว่าการที่ผู้เยาว์ทำนิติกรรมพร้อมกับผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลว่าผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตให้ทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน ก็เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องมาขออนุญาตจากศาลซึ่งเป็นการผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 5 และที่ 6 ผู้เยาว์ได้รับอนุญาตจากศาล บันทึกข้อตกลงจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 5 และที่ 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน
|




