ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้แทนโดยชอบธรรมสามารถขายที่ดินของผู้เยาว์ได้หรือไม่ ศาลพิจารณาหลักเกณฑ์อะไร และเมื่อใดจึงถือว่าเป็นประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์

ผู้แทนโดยชอบธรรมขายที่ดินของผู้เยาว์ได้หรือไม่, ศาลอนุญาตขายทรัพย์สินของผู้เยาว์กรณีใด, หลักเกณฑ์การขายที่ดินของผู้เยาว์ตามกฎหมาย, ประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ในการจัดการทรัพย์สิน, การขออนุญาตศาลขายที่ดินของผู้เยาว์, เหตุจำเป็นในการขายทรัพย์สินของผู้เยาว์, การคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามกฎหมายไทย, ผู้เยาว์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน, การพิจารณาความจำเป็นในการขายที่ดินของผู้เยาว์, สิทธิของผู้เยาว์ในทรัพย์สิน, การจัดการทรัพย์สินแทนผู้เยาว์, ประโยชน์ของผู้เยาว์, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ผู้แทนโดยชอบธรรมจะสามารถทำนิติกรรมขายที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เยาว์ได้หรือไม่ โดยศาลให้ความสำคัญกับหลักการคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงความประสงค์ของผู้แทนโดยชอบธรรมหรือความยินยอมของบิดามารดาเท่านั้น หากแต่ต้องพิจารณาว่าการจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวมีเหตุจำเป็นอย่างแท้จริง มีความเร่งด่วนเพียงใด และจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เยาว์มากกว่าการคงไว้ซึ่งทรัพย์สินหรือไม่

จากข้อเท็จจริงในคดี ผู้แทนโดยชอบธรรมขออนุญาตศาลขายที่ดินของผู้เยาว์โดยอ้างเหตุเกี่ยวกับการเตรียมทุนการศึกษาและการสำรองเงินไว้ใช้ในอนาคต แต่เมื่อศาลพิจารณาสภาพความเป็นอยู่ของผู้เยาว์ ฐานะทางการเงินของผู้แทนโดยชอบธรรม เงินค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ผู้เยาว์ได้รับ รวมถึงความจำเป็นในการใช้เงินตามที่อ้างแล้ว กลับเห็นว่ายังไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเพียงพอที่จะต้องจำหน่ายทรัพย์สินของผู้เยาว์ อีกทั้งการขายยังอาจทำให้ผู้เยาว์ได้รับประโยชน์ลดลงจากค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ และผู้เยาว์มีอายุใกล้บรรลุนิติภาวะจนสามารถตัดสินใจจัดการทรัพย์สินของตนเองได้ในเวลาไม่นาน ศาลจึงเห็นว่าการเก็บรักษาที่ดินไว้เพื่อให้ผู้เยาว์เป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเองในอนาคต เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับประโยชน์ของผู้เยาว์มากกว่า ทั้งยังสะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์อย่างรอบคอบ และไม่อนุญาตให้มีการจำหน่ายทรัพย์สินเพียงเพราะเห็นว่าอาจเป็นประโยชน์ในอนาคต หากยังไม่มีเหตุจำเป็นที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนจากข้อเท็จจริงในคดี

สรุปข้อเท็จจริง

ผู้ร้องซึ่งเป็นมารดาของผู้เยาว์ยื่นคำร้องขออนุญาตศาลเพื่อทำนิติกรรมขายที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เยาว์ โดยระบุว่าผู้ร้องและผู้เยาว์ประสงค์จะจำหน่ายที่ดินในราคาที่ตกลงกับผู้ซื้อ และขอให้ศาลอนุญาตให้ดำเนินการดังกล่าว ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วกลับมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ผู้ร้องจึงฎีกาต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้อนุญาตขายที่ดินของผู้เยาว์

ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ปรากฏว่า ที่ดินของผู้เยาว์ตั้งอยู่ในบริเวณชุมชน มีสภาพเป็นที่อยู่อาศัย สามารถเข้าออกได้ แม้ทางเข้าจะค่อนข้างแคบและรถสวนกันไม่ได้ แต่ศาลเห็นว่าเป็นเพียงข้อจำกัดด้านความสะดวก มิใช่ข้อบกพร่องที่ทำให้มูลค่าของที่ดินลดต่ำกว่าราคาประเมินของทางราชการ อีกทั้งผู้ร้องมิได้นำพยานหลักฐานมาแสดงว่าราคาที่ตกลงขายเป็นราคาที่เหมาะสมหรือเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เยาว์

นอกจากนี้ ผู้ร้องยังเบิกความว่าผู้ขายและผู้ซื้อจะร่วมกันรับภาระค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ ค่าอากรแสตมป์ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยส่วนที่เป็นภาระของผู้ร้องจะหักจากเงินที่ได้รับจากการขายที่ดินของผู้เยาว์ ส่งผลให้จำนวนเงินสุทธิที่ผู้เยาว์จะได้รับลดลง ศาลจึงเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวทำให้ผู้เยาว์เสียประโยชน์มากขึ้นกว่าการคงถือครองทรัพย์สินไว้

เมื่อพิจารณาฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ศาลรับฟังว่าผู้ร้องมีอาชีพเป็นนางพยาบาล มีรายได้ประจำรวมประมาณเดือนละ 50,000 บาท แม้จะต้องรับภาระอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตนเอง แต่ก็ยังมีหน้าที่บริหารจัดการรายได้ให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ไม่อาจถือได้ว่ามีเหตุเดือดร้อนทางการเงินจนจำเป็นต้องจำหน่ายทรัพย์สินของผู้เยาว์ อีกทั้งผู้เยาว์ยังได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งเมื่อพิจารณาตามฐานะและวัยของผู้เยาว์แล้ว หากใช้จ่ายอย่างเหมาะสมและเก็บออมบางส่วนเพื่อการศึกษา ก็ยังไม่ถึงขั้นขัดสนหรือขาดแคลน

ส่วนเหตุผลที่ผู้ร้องอ้างว่าต้องการขายที่ดินเพื่อนำเงินไปเป็นทุนการศึกษาของผู้เยาว์ สำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน และรองรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของพี่ชายผู้เยาว์นั้น ศาลเห็นว่าเหตุผลดังกล่าวยังไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วนหรือเหตุฉุกเฉินที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งหากผู้เยาว์มีความจำเป็นต้องศึกษาต่อ ก็ยังอาจได้รับการสนับสนุนจากบิดา หรือได้รับความช่วยเหลือด้านทุนการศึกษาจากหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนได้ จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำทรัพย์สินสำคัญของผู้เยาว์ออกจำหน่ายเพื่อนำเงินไปฝากธนาคารไว้ล่วงหน้า

ศาลยังพิจารณาประกอบด้วยว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยชอบ แม้จะได้รับมาจากการยกให้ของบิดามารดา และแม้บิดาของผู้เยาว์จะไม่คัดค้านการขายก็ตาม แต่ผู้เยาว์มีอายุประมาณ 18 ปีเศษ ใกล้จะบรรลุนิติภาวะและสามารถใช้สิทธิบริหารจัดการทรัพย์สินของตนเองได้ในเวลาอันใกล้ ประกอบกับแนวโน้มราคาที่ดินมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามกาลเวลา ศาลจึงเห็นว่าการคงทรัพย์สินไว้เพื่อให้ผู้เยาว์เป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเองเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์มากกว่าการอนุญาตให้จำหน่ายทรัพย์สินในขณะที่ยังไม่มีเหตุจำเป็นอย่างแท้จริง

คำวินิจฉัยของศาล

ศาลวินิจฉัยว่าประเด็นสำคัญของคดีมิใช่อยู่ที่ผู้แทนโดยชอบธรรมและผู้เยาว์มีความประสงค์จะขายที่ดินหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่าการขายทรัพย์สินดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์อย่างแท้จริงและมีเหตุจำเป็นเพียงพอที่จะให้ศาลอนุญาตหรือไม่ โดยศาลต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญเหนือความสะดวกหรือความต้องการของบุคคลอื่น

ศาลพิจารณาลักษณะของที่ดินแล้วเห็นว่า แม้ทางเข้าออกจะค่อนข้างแคบและรถยนต์สวนกันไม่ได้ แต่ที่ดินยังตั้งอยู่ในบริเวณชุมชน อยู่ไม่ห่างจากถนนใหญ่ มีสภาพเป็นที่อยู่อาศัย และสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ ข้อจำกัดดังกล่าวจึงเป็นเพียงเรื่องความสะดวกในการเข้าออก มิใช่เหตุที่ทำให้มูลค่าที่ดินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งผู้ร้องไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเห็นได้ว่าราคาที่ตกลงซื้อขายเป็นราคาที่เหมาะสมหรือเป็นราคาที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เยาว์

ศาลยังเห็นว่าข้อตกลงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ไม่ก่อให้เกิดผลดีแก่ผู้เยาว์ เนื่องจากผู้ร้องตกลงรับภาระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรแสตมป์ และภาษีหัก ณ ที่จ่ายบางส่วน โดยนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักออกจากเงินค่าขายที่ดินของผู้เยาว์ ส่งผลให้จำนวนเงินที่ผู้เยาว์จะได้รับลดลงโดยตรง จึงถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้เยาว์เสียประโยชน์จากการขายทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น

เมื่อพิจารณาสถานะทางการเงินของผู้ร้อง ศาลเห็นว่าผู้ร้องมีรายได้ประจำที่มั่นคงและมีจำนวนค่อนข้างมาก แม้จะมีภาระอุปการะบิดามารดา แต่ก็เป็นภาระที่ต้องบริหารจัดการตามความจำเป็น มิใช่เหตุที่จะนำทรัพย์สินของผู้เยาว์มาใช้แก้ไขปัญหาทางการเงินของผู้แทนโดยชอบธรรม ขณะเดียวกันผู้เยาว์ยังได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งหากใช้จ่ายอย่างเหมาะสมก็ยังเพียงพอต่อการดำรงชีพและสามารถเก็บออมไว้เป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับเหตุผลที่อ้างว่าต้องการขายที่ดินเพื่อนำเงินไปเป็นทุนการศึกษาและเงินสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉินนั้น ศาลเห็นว่ายังไม่ใช่ความจำเป็นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และยังไม่ปรากฏเหตุฉุกเฉินที่ทำให้ผู้เยาว์ต้องรีบจำหน่ายทรัพย์สินเพื่อแก้ไขปัญหา อีกทั้งหากในอนาคตผู้เยาว์มีความจำเป็นต้องศึกษาต่อ ก็ยังอาจได้รับความช่วยเหลือจากบิดา หรืออาจขอรับทุนสนับสนุนด้านการศึกษาจากหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนได้ จึงไม่อาจถือได้ว่าการขายที่ดินเป็นวิธีการเดียวที่จะทำให้ผู้เยาว์ได้รับโอกาสทางการศึกษา

ศาลยังให้น้ำหนักกับอายุของผู้เยาว์ซึ่งมีอายุประมาณ 18 ปีเศษและจะบรรลุนิติภาวะในเวลาอันใกล้ เมื่อถึงเวลานั้นผู้เยาว์ย่อมมีสิทธิบริหารจัดการทรัพย์สินของตนเองตามกฎหมาย การปล่อยให้ผู้เยาว์เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเก็บรักษา จำหน่าย หรือใช้ประโยชน์จากที่ดินด้วยตนเอง จึงสอดคล้องกับประโยชน์ของผู้เยาว์ในระยะยาวมากกว่าการให้ผู้แทนโดยชอบธรรมจำหน่ายทรัพย์สินในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อศาลเห็นว่าราคาที่ดินมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ การเก็บรักษาทรัพย์สินไว้จึงอาจสร้างประโยชน์แก่ผู้เยาว์ได้มากกว่าการขายในขณะนี้

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ว่า การที่ผู้แทนโดยชอบธรรมมีอำนาจจัดการทรัพย์สินแทนผู้เยาว์ มิได้หมายความว่าสามารถจำหน่ายทรัพย์สินของผู้เยาว์ได้ทุกกรณี หากเป็นการทำนิติกรรมที่มีผลกระทบต่อทรัพย์สินสำคัญของผู้เยาว์ ศาลมีหน้าที่ตรวจสอบอย่างเคร่งครัดว่าการกระทำนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์โดยแท้จริง มิใช่เพื่อประโยชน์หรือความสะดวกของผู้แทนโดยชอบธรรมหรือบุคคลอื่น

หลักที่ศาลนำมาใช้ในคดีนี้แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาประโยชน์ของผู้เยาว์ต้องอาศัยข้อเท็จจริงรอบด้าน ทั้งมูลค่าของทรัพย์สิน ความเหมาะสมของราคาซื้อขาย ความจำเป็นในการใช้เงิน ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ความสามารถในการหารายได้ของผู้แทนโดยชอบธรรม แหล่งเงินสนับสนุนอื่นที่ผู้เยาว์สามารถได้รับ รวมทั้งโอกาสที่ผู้เยาว์จะสามารถจัดการทรัพย์สินของตนเองได้ในอนาคต เมื่อข้อเท็จจริงทั้งหมดแสดงให้เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนและการขายอาจทำให้ผู้เยาว์เสียประโยชน์ ศาลจึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้จำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าว

เจตนารมณ์ของกฎหมายและการนำมาปรับใช้กับคดี

หลักกฎหมายที่ศาลนำมาปรับใช้ในคดีนี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์มิให้ถูกจำหน่ายโดยปราศจากเหตุอันสมควร แม้ว่าผู้แทนโดยชอบธรรมจะเป็นผู้ใช้อำนาจจัดการทรัพย์สินแทนผู้เยาว์ แต่การจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์สินสำคัญของผู้เยาว์จะต้องได้รับการตรวจสอบจากศาลก่อนทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าการทำนิติกรรมนั้นก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เยาว์อย่างแท้จริง มิใช่เป็นการนำทรัพย์สินของผู้เยาว์มาใช้เพื่อตอบสนองความจำเป็นหรือความสะดวกของผู้แทนโดยชอบธรรมหรือบุคคลอื่น

จากข้อเท็จจริงในคดี ศาลเห็นว่าความจำเป็นที่ผู้ร้องอ้างยังไม่ใช่เหตุจำเป็นเร่งด่วน ผู้เยาว์ยังมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาเป็นประจำ และผู้ร้องเองก็มีรายได้ประจำที่มั่นคง อีกทั้งยังมีช่องทางอื่นในการสนับสนุนการศึกษาของผู้เยาว์โดยไม่จำเป็นต้องจำหน่ายที่ดิน ดังนั้น การอนุญาตให้ขายที่ดินในขณะดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ต้องการรักษาทรัพย์สินของผู้เยาว์ไว้จนกว่าจะมีความจำเป็นที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน

ศาลยังให้ความสำคัญกับประโยชน์ระยะยาวของผู้เยาว์มากกว่าประโยชน์เฉพาะหน้า โดยเห็นว่าผู้เยาว์มีอายุใกล้บรรลุนิติภาวะและสามารถจัดการทรัพย์สินของตนเองได้ในเวลาอันใกล้ การเปิดโอกาสให้ผู้เยาว์เป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองเมื่อมีความพร้อมทางกฎหมาย ย่อมสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของผู้เยาว์มากกว่าการตัดสินใจแทนในช่วงเวลาที่ผู้เยาว์ยังไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตนเอง

แนววินิจฉัยของศาลในคดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การพิจารณาอนุญาตให้ขายทรัพย์สินของผู้เยาว์มิใช่เป็นเพียงการตรวจสอบว่าผู้แทนโดยชอบธรรมมีอำนาจดำเนินการหรือไม่ แต่เป็นการตรวจสอบอย่างรอบด้านว่าการทำนิติกรรมดังกล่าวเป็นประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์จริงหรือไม่ หากยังมีทางเลือกอื่นที่สามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์ได้ดีกว่า ศาลย่อมมีอำนาจปฏิเสธคำขอเพื่อรักษาทรัพย์สินของผู้เยาว์ไว้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วเห็นว่า เหตุผลที่ผู้ร้องนำมาอ้างยังไม่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องขายที่ดินของผู้เยาว์ อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่าการขายจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เยาว์ จึงมีคำสั่งยกคำร้องขออนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมขายที่ดินของผู้เยาว์

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าการขายที่ดินมีความจำเป็นหรือเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์มากกว่าการเก็บรักษาทรัพย์สินไว้ จึงพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินยังมีสภาพและทำเลที่เหมาะสม ผู้ร้องไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าราคาซื้อขายเป็นราคาที่เหมาะสม อีกทั้งการแบ่งรับภาระค่าใช้จ่ายในการโอนยังทำให้ผู้เยาว์ได้รับเงินลดลง เหตุผลเรื่องทุนการศึกษาและเงินสำรองยังไม่ใช่เหตุจำเป็นเร่งด่วน ผู้ร้องมีรายได้มั่นคง ผู้เยาว์ยังได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดา และยังสามารถขอรับความช่วยเหลือด้านทุนการศึกษาได้ ประกอบกับผู้เยาว์มีอายุใกล้บรรลุนิติภาวะและสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองได้ในเวลาอันใกล้ อีกทั้งราคาที่ดินมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ การเก็บรักษาที่ดินไว้จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์มากกว่า ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องขายที่ดินของผู้เยาว์

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นว่าหลักการคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นหลักสำคัญสูงสุดในการพิจารณาอนุญาตให้ผู้แทนโดยชอบธรรมจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ การมีอำนาจปกครองหรือได้รับความยินยอมจากบิดามารดาไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลอนุญาตให้จำหน่ายทรัพย์สินได้ หากยังไม่ปรากฏความจำเป็นที่แท้จริงและไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าการขายจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เยาว์มากกว่าการคงรักษาทรัพย์สินไว้ ศาลย่อมมีอำนาจปฏิเสธคำร้องเพื่อรักษาสิทธิและทรัพย์สินของผู้เยาว์ในระยะยาว อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้เยาว์ซึ่งยังไม่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของผู้แทนโดยชอบธรรมในการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ โดยศาลวินิจฉัยว่าการอนุญาตให้ขายทรัพย์สินของผู้เยาว์จะกระทำได้ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่ามีความจำเป็นอย่างแท้จริงและเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เยาว์เท่านั้น หากเหตุผลที่อ้างยังไม่ใช่เหตุจำเป็นเร่งด่วน หรือยังมีแนวทางอื่นที่สามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์ได้ดีกว่า ศาลย่อมไม่อนุญาตให้จำหน่ายทรัพย์สิน แม้ว่าบิดามารดาจะเห็นชอบตรงกันก็ตาม

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความสั้น ๆ

ประเด็นสำคัญที่หนึ่ง

การขายทรัพย์สินของผู้เยาว์ต้องเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เยาว์

ศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรอบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฐานะทางการเงินของผู้แทนโดยชอบธรรม ความจำเป็นในการใช้เงิน ความเหมาะสมของราคาซื้อขาย ค่าใช้จ่ายที่ทำให้ผู้เยาว์ได้รับเงินลดลง ตลอดจนผลประโยชน์ที่ผู้เยาว์จะได้รับในอนาคต หากยังไม่ปรากฏว่าการขายก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าการเก็บรักษาทรัพย์สินไว้ ศาลย่อมไม่อนุญาตให้ขาย

ประเด็นสำคัญที่สอง

ความจำเป็นต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้

การอ้างว่าจะนำเงินไปเป็นทุนการศึกษา เงินสำรอง หรือค่าใช้จ่ายในอนาคต ยังไม่เพียงพอหากข้อเท็จจริงแสดงว่าผู้เยาว์ยังได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู มีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่นคง และยังมีช่องทางอื่นในการได้รับความช่วยเหลือ ศาลจึงถือว่ายังไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องจำหน่ายทรัพย์สินของผู้เยาว์ก่อนถึงเวลาที่ผู้เยาว์สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

อธิบายหลักกฎหมาย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574

มาตรานี้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการที่ผู้แทนโดยชอบธรรมจะดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ในกรณีที่เป็นการทำนิติกรรมสำคัญซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิหรือทรัพย์สินของผู้เยาว์ โดยต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน เพื่อให้ศาลตรวจสอบว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์อย่างแท้จริง หลักการสำคัญของมาตรานี้มิได้มุ่งคุ้มครองสิทธิของผู้แทนโดยชอบธรรม แต่เป็นการคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินของผู้เยาว์ซึ่งยังไม่มีความสามารถเต็มที่ในการจัดการทรัพย์สินของตนเอง ดังนั้น ศาลจะพิจารณาจากความจำเป็น เหตุผลประกอบ ผลได้ผลเสีย และผลกระทบที่จะเกิดแก่ผู้เยาว์ในระยะยาวเป็นสำคัญ หากยังไม่ปรากฏเหตุจำเป็นหรือการทำนิติกรรมอาจทำให้ผู้เยาว์เสียประโยชน์ ศาลย่อมมีอำนาจไม่อนุญาต แม้ว่าผู้แทนโดยชอบธรรมหรือบิดามารดาจะยินยอมพร้อมใจกันก็ตาม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม

ผู้แทนโดยชอบธรรมสามารถขายที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เยาว์ได้ทุกกรณีหรือไม่

คำตอบ

ผู้แทนโดยชอบธรรมไม่สามารถขายที่ดินของผู้เยาว์ได้ทุกกรณี แม้จะเป็นบิดาหรือมารดาที่มีอำนาจปกครอง และแม้ผู้เยาว์จะเห็นชอบหรือบิดามารดาอีกฝ่ายจะไม่คัดค้านก็ตาม เพราะการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์เป็นการทำนิติกรรมที่กระทบต่อทรัพย์สินสำคัญของผู้เยาว์ ศาลจึงต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกว่าการขายดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เยาว์อย่างแท้จริงหรือไม่ ในคดีนี้ศาลเห็นว่าผู้เยาว์ยังมีที่อยู่อาศัย มีค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดา ผู้ร้องมีรายได้ประจำที่มั่นคง และเหตุผลที่อ้างยังไม่ใช่เหตุจำเป็นเร่งด่วน อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่าราคาซื้อขายเป็นราคาที่เหมาะสมที่สุด รวมถึงการขายยังทำให้ผู้เยาว์ได้รับเงินลดลงจากค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ ศาลจึงวินิจฉัยว่ายังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้ขายที่ดิน และเห็นว่าการเก็บรักษาทรัพย์สินไว้เพื่อให้ผู้เยาว์ตัดสินใจด้วยตนเองเมื่อบรรลุนิติภาวะจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์มากกว่า

2 คำถาม

การนำเงินค่าขายที่ดินไปเป็นทุนการศึกษาของผู้เยาว์ถือเป็นเหตุจำเป็นที่ศาลจะอนุญาตให้ขายทรัพย์สินหรือไม่

คำตอบ

การอ้างว่าจะนำเงินไปเป็นทุนการศึกษาหรือเก็บไว้ใช้ในอนาคตไม่ได้ทำให้ศาลอนุญาตโดยอัตโนมัติ ศาลจะพิจารณาว่าผู้เยาว์มีความจำเป็นต้องใช้เงินในขณะนั้นจริงหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบว่ามีช่องทางอื่นที่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้หรือไม่ ในคดีนี้ศาลเห็นว่าผู้เยาว์ยังได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาเป็นประจำ ผู้ร้องมีรายได้ประจำที่มั่นคง และหากผู้เยาว์มีความจำเป็นต้องศึกษาต่อก็ยังอาจได้รับความช่วยเหลือจากบิดาหรือขอรับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐและเอกชนได้ จึงถือว่ายังไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องขายที่ดินเพื่อนำเงินไปฝากธนาคารไว้เป็นทุนการศึกษา ศาลจึงให้ความสำคัญกับการรักษาทรัพย์สินของผู้เยาว์ไว้มากกว่าการเปลี่ยนทรัพย์สินเป็นเงินสดโดยยังไม่มีความจำเป็นที่พิสูจน์ได้จากข้อเท็จจริงในคดี

3 คำถาม

เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับอายุของผู้เยาว์ในการพิจารณาอนุญาตขายที่ดิน

คำตอบ

อายุของผู้เยาว์เป็นข้อเท็จจริงที่มีความสำคัญต่อการพิจารณาว่าควรให้ผู้แทนโดยชอบธรรมจัดการทรัพย์สินแทนต่อไปหรือควรรอให้ผู้เยาว์เป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง ในคดีนี้ผู้เยาว์มีอายุประมาณสิบแปดปีเศษและจะบรรลุนิติภาวะในเวลาอันใกล้ ศาลจึงเห็นว่าอีกไม่นานผู้เยาว์จะมีสิทธิบริหารจัดการทรัพย์สินของตนเองตามกฎหมาย การเร่งขายที่ดินในช่วงเวลาดังกล่าวจึงอาจทำให้ผู้เยาว์สูญเสียโอกาสในการตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเอง ประกอบกับศาลยังเห็นว่าราคาที่ดินมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ การเก็บรักษาทรัพย์สินไว้จึงอาจก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เยาว์ในอนาคตมากกว่าการขายในช่วงเวลาที่ผู้เยาว์ยังไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตนเองได้อย่างสมบูรณ์

4 คำถาม

ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่าการขายทรัพย์สินของผู้เยาว์เป็นประโยชน์หรือไม่

คำตอบ

ศาลมิได้พิจารณาเพียงเหตุผลที่ผู้แทนโดยชอบธรรมกล่าวอ้างเท่านั้น แต่พิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรอบทั้งหมด ทั้งสภาพและมูลค่าของทรัพย์สิน ความเหมาะสมของราคาซื้อขาย ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายทรัพย์สิน ความจำเป็นในการใช้เงิน ฐานะทางการเงินของผู้แทนโดยชอบธรรม เงินค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ผู้เยาว์ได้รับ ตลอดจนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้เยาว์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เมื่อข้อเท็จจริงในคดีแสดงว่ายังไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ผู้เยาว์ยังมีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่นคง และการขายยังอาจทำให้ผู้เยาว์ได้รับผลประโยชน์ลดลง ศาลจึงเห็นว่าการเก็บรักษาที่ดินไว้ยังเป็นแนวทางที่คุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์ได้ดีกว่าการอนุญาตให้จำหน่ายทรัพย์สินในขณะนั้น

5 คำถาม

หลักสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคำพิพากษานี้คืออะไร

คำตอบ

หลักสำคัญที่สุดของคำพิพากษานี้คือ การคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ต้องได้รับความสำคัญเหนือความประสงค์ของผู้แทนโดยชอบธรรมหรือบุคคลอื่นทุกกรณี การที่ผู้แทนโดยชอบธรรมมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์มิได้หมายความว่าสามารถจำหน่ายทรัพย์สินได้ตามความเห็นของตนเอง แต่ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าการทำนิติกรรมนั้นมีความจำเป็นอย่างแท้จริงและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เยาว์มากกว่าการรักษาทรัพย์สินไว้ หากข้อเท็จจริงยังแสดงว่าผู้เยาว์มีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่นคง มีแหล่งเงินอุปการะเพียงพอ ยังไม่มีเหตุฉุกเฉิน และการเก็บรักษาทรัพย์สินไว้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ในระยะยาวมากกว่า ศาลย่อมมีอำนาจปฏิเสธคำร้องเพื่อคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินของผู้เยาว์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายอย่างแท้จริง

บทสรุป

การขออนุญาตขายที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เยาว์มิใช่เรื่องที่ศาลจะอนุญาตเพียงเพราะผู้แทนโดยชอบธรรมหรือบิดามารดาเห็นพ้องต้องกัน แต่ศาลจะพิจารณาอย่างเคร่งครัดว่าการจำหน่ายทรัพย์สินนั้นมีความจำเป็นอย่างแท้จริงและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เยาว์หรือไม่ หากผู้เยาว์ยังมีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่นคง มีรายได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงพอ และยังไม่มีเหตุฉุกเฉินที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ศาลย่อมให้ความสำคัญกับการรักษาทรัพย์สินไว้มากกว่าการเปลี่ยนทรัพย์สินเป็นเงินสด

คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการอ้างเหตุเพื่อเตรียมเงินสำหรับการศึกษา การเก็บไว้ใช้ในอนาคต หรือการสำรองเงินในกรณีฉุกเฉิน จะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ามีความจำเป็นในปัจจุบันและไม่มีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า หากยังสามารถใช้แหล่งเงินอื่นหรือได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ศาลย่อมเห็นว่ายังไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้จำหน่ายทรัพย์สินของผู้เยาว์

อีกประเด็นสำคัญที่คำพิพากษานี้ย้ำไว้อย่างชัดเจน คือ การพิจารณาประโยชน์ของผู้เยาว์มิได้จำกัดอยู่เพียงผลประโยชน์ในปัจจุบัน แต่รวมถึงผลประโยชน์ในอนาคตด้วย เมื่อผู้เยาว์มีอายุใกล้บรรลุนิติภาวะและสามารถจัดการทรัพย์สินของตนเองได้ในเวลาอันใกล้ ประกอบกับทรัพย์สินยังมีแนวโน้มเพิ่มมูลค่า การเปิดโอกาสให้ผู้เยาว์เป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเองเมื่อมีความสามารถเต็มตามกฎหมาย ย่อมสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินของผู้เยาว์มากกว่าการจำหน่ายทรัพย์สินก่อนเวลาอันสมควร

บทเรียนสำคัญจากคำพิพากษานี้คือ การใช้อำนาจของผู้แทนโดยชอบธรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลทุกครั้งที่กฎหมายกำหนด และภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่ผู้ร้องที่จะต้องแสดงให้ศาลเห็นอย่างชัดเจนว่าการทำนิติกรรมนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์มากกว่าการคงรักษาทรัพย์สินไว้ หากยังมีข้อสงสัยหรือยังไม่ปรากฏเหตุจำเป็นเพียงพอ ศาลย่อมมีอำนาจไม่อนุญาตเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

บทความนี้เหมาะสำหรับผู้ปกครอง ผู้แทนโดยชอบธรรม ทนายความ นักกฎหมาย นักศึกษา และผู้ที่ต้องการศึกษาหลักกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ในการขออนุญาตศาลขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ หลักการคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ และแนวทางการพิจารณาของศาลในการวินิจฉัยว่าการทำนิติกรรมดังกล่าวควรได้รับอนุญาตหรือไม่จากข้อเท็จจริงของแต่ละคดีเป็นสำคัญ

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2203/2541 

ผู้ร้องและผู้เยาว์มีบ้านอยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งไม่มีปัญหาเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย ผู้ร้องประกอบอาชีพเป็นหลักฐานและมีรายได้ประจำเดือนละ 50,000 บาทแม้จะต้องใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูแก่บิดามารดาของผู้ร้อง แต่ก็ต้องกันรายได้ให้เหลือเพียงพอแก่การครองชีพของผู้ร้องบ้าง การที่พี่ชายของผู้เยาว์มีโครงการจะศึกษาต่อระดับปริญญาโท และผู้เยาว์ต้องการเงินไปฝากธนาคารไว้เพื่อเป็นทุนการศึกษา และสำรองเก็บไว้ใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินนั้น มิใช่เป็น เรื่องจำเป็นเร่งด่วนหรือเป็นเหตุฉุกเฉินที่ผู้เยาว์จำเป็น จะต้องขายที่ดินเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย ผู้เยาว์ได้รับเงิน ค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาผู้เยาว์เดือนละ 10,000 บาท เมื่อคำนึงถึงฐานะและวัยของผู้เยาว์แล้ว เงินจำนวนดังกล่าว หากใช้จ่ายพอประมาณและแบ่งเก็บไว้บ้างบางส่วนเป็นค่าใช้จ่าย ในการศึกษาคงไม่ถึงกับขัดสนหรือเดือดร้อนแม้ที่ดินของผู้เยาว์ จะได้มาจากการยกให้ของผู้ร้องและบิดาผู้เยาว์ และบิดาผู้เยาว์ ไม่ขัดข้องที่จะขายที่ดินก็ตาม แต่ผู้เยาว์มีอายุ 18 ปีเศษแล้ว อีกไม่นานก็จะบรรลุนิติภาวะและสามารถจัดการทรัพย์สินของตนเอง ได้ เพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ในอนาคต สมควรปล่อยให้ผู้เยาว์ ได้มีโอกาสตัดสินใจด้วยตนเองเมื่อถึงเวลาอันควร อันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์มากกว่า เพราะราคาที่ดิน มีแต่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงยังไม่มีเหตุที่จะอนุญาต ให้ผู้ร้องทำนิติกรรมขายที่ดินของผู้เยาว์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นมารดาของนางสาวสนิฎา อินทรโยธา ผู้เยาว์ ผู้เยาว์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19843 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ผู้ร้องและผู้เยาว์ประสงค์จะขายที่ดินดังกล่าวในราคา 1,025,000 บาท ขออนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมขายที่ดินของผู้เยาว์

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวน ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมขายที่ดินของผู้เยาว์ตามคำร้องขอของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินที่จะขายมีสภาพแวดล้อมเป็นที่อยู่อาศัยและตั้งอยู่ในเขตชุมนุมชนไม่ห่างจากถนนใหญ่มากนักสภาพของที่ดินมีทางเข้าออกสู่ที่ดินได้ แม้จะเป็นทางแคบรถสวนกันไม่ได้ก็เป็นเพียงทำให้ขาดความสะดวกสบายไปบ้างเท่านั้นไม่ถึงกับจะทำให้ราคาที่ดินต่ำกว่าราคาประเมินของทางราชการและผู้ร้องมิได้นำสืบแสดงให้เห็นถึงราคาที่ดินในละแวกดังกล่าวว่าราคาที่ผู้ร้องตกลงจะขายนั้นเป็นราคาที่สมควรและเหมาะสมแล้วทั้งได้ความจากคำเบิกความของผู้ร้องว่า ผู้ร้องและผู้จะซื้อตกลงที่จะออกค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินค่าอากรแสตมป์ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย กับผู้ซื้อคนละครึ่ง โดยในส่วนของผู้ร้องจะหักจากเงินที่ได้จากการขายที่ดินของผู้เยาว์ ข้อตกลงดังกล่าวยิ่งทำให้เงินค่าขายที่ดินที่จะได้รับลดน้อยลงอีก จึงเป็นการทำให้ผู้เยาว์เสียประโยชน์มากขึ้น และเมื่อพิจารณาถึงเหตุผลแวดล้อมอื่น ๆ ตามทางนำสืบของผู้ร้องแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องและผู้เยาว์มีบ้านอยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ไม่มีปัญหาเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัย ผู้ร้องประกอบอาชีพนางพยาบาลเป็นหลักฐานและมีรายได้ประจำแน่นอนมั่นคงรวมแล้วเดือนละ 50,000 บาทซึ่งเป็นจำนวนมากพอสมควร แม้จะต้องใช้จ่ายส่วนตัวในการให้การอุปการะเลี้ยงดูแก่บิดามารดาผู้ร้องบ้าง ก็ควรเป็นไปตามความจำเป็นและตามสภาพโดยต้องกันรายได้ให้เหลือเพียงพอแก่การครองชีพของผู้ร้องบ้าง มิใช่จะต้องส่งเสียเป็นจำนวนมากจนถึงกับทำให้ผู้ร้องต้องได้รับความเดือดร้อนไม่พอใช้จ่ายส่วนตัวดังอ้างและจากรายงานแสดงข้อเท็จจริงในคดีของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลาง ผู้ร้องให้ถ้อยคำว่าพี่ชายของผู้เยาว์มีโครงการจะศึกษาต่อระดับปริญญาโทผู้ร้องจึงต้องการเงินทุนสำรองเก็บไว้ใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน ส่วนผู้เยาว์เบิกความว่าเงินที่ได้มาจะนำไปฝากธนาคารไว้เพื่อเป็นทุนการศึกษาเท่านั้นกรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหรือเป็นเหตุฉุกเฉินที่ผู้เยาว์จำเป็นจะต้องขายที่ดินเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายแม้จะมีข้อตกลงว่าบิดาผู้เยาว์จะงดส่งเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูเมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแต่หากที่ผู้เยาว์มีความจำเป็นต้องศึกษาเล่าเรียนต่อและชี้แจงเหตุผลให้บิดาผู้เยาว์ทราบเชื่อว่าในฐานะบิดากับบุตรย่อมจะต้องมีความยินดีในความก้าวหน้าของบุตรและให้การส่งเสริมช่วยเหลือตามสมควร คงไม่ปล่อยให้เป็นภาระแก่ผู้ร้องโดยลำพังคนเดียวผู้เยาว์ได้รับเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาผู้เยาว์เดือนละ 10,000 บาท เมื่อคำนึงถึงฐานะและวัยของผู้เยาว์เช่นบุคคลอื่นโดยปกติทั่วไปแล้ว เงินจำนวนดังกล่าวหากใช้จ่ายแต่พอประมาณและแบ่งเก็บไว้บ้างบางส่วนเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาของผู้เยาว์เชื่อว่าคงไม่ถึงกับขัดสนหรือเดือดร้อนนอกจากนี้ ในปัจจุบันรัฐและเอกชนบางส่วนมีนโยบายให้ความสำคัญแก่การศึกษาของเยาวชนในชาติโดยช่วยเหลือให้การอุดหนุนเงินทุนแก่นักศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ กัน โดยมิได้ค้ากำไรซึ่งผู้เยาว์อาจร้องขอรับความช่วยเหลือดังกล่าวได้ไม่ยากหากมีความจำเป็นถึงขนาด กรณีจึงยังไม่จำเป็นที่จะต้องขายที่ดินของผู้เยาว์แล้วนำเงินมาฝากธนาคารไว้เป็นทุนการศึกษาดังอ้างและโดยเหตุผลแม้ที่ดินของผู้เยาว์จะได้มาจากการยกให้ของผู้ร้องและบิดาผู้เยาว์ และบิดาผู้เยาว์ไม่ขัดข้องที่จะขายที่ดินก็ตาม แต่ผู้เยาว์มีอายุมากพอสมควรแล้วอีกไม่นานก็จะบรรลุนิติภาวะและสามารถจัดการทรัพย์สินของตนเองได้ เพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ในอนาคต จึงเห็นควรจะปล่อยให้ผู้เยาว์ได้มีโอกาสตัดสินใจด้วยตนเองเมื่อถึงเวลาอันควรซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์มากกว่า เพราะราคาที่ดินมีแต่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆจึงยังไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมขายที่ดินของผู้เยาว์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน

ผู้แทนโดยชอบธรรมขายที่ดินของผู้เยาว์ได้หรือไม่  การขอขายที่ดินของผู้เยาว์ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ามีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์อย่างแท้จริง  หากผู้เยาว์ยังมีที่อยู่อาศัย มีค่าอุปการะเลี้ยงดู และยังไม่มีเหตุเร่งด่วนในการใช้เงิน ศาลอาจเห็นว่ายังไม่สมควรขายทรัพย์สิน  ทนายลีนนท์ โทร.0859604258




อำนาจปกครองบุตร

แม่ไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจปกครองเสมอไปหรือไม่ เมื่อผลตรวจพันธุกรรมยืนยันผู้เป็นบิดาที่แท้จริง และฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูทำได้เพียงใดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
คำสั่งเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรชั่วคราวจะยังมีผลอยู่หรือไม่ เมื่อภายหลังมีคำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรใหม่แตกต่างจากเดิม
ผู้เยาว์ถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินได้หรือไม่ หากยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาล กรณีการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์และผลผูกพันตามกฎหมาย
ผู้ใช้อำนาจปกครองทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนผู้เยาว์ได้หรือไม่ หากไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน
ตั้งผู้ปกครองผู้เยาว์ได้เมื่อใด? เจาะลึกกฎหมายไทย มาตรา 1585 และคำพิพากษาศาล
พ่อเสียชีวิตแล้วใครมีอำนาจปกครองบุตร? พร้อมคำตอบเรื่องค่าเลี้ยงดูและคดีถูกจำหน่ายเมื่อไม่มีผู้รับช่วงคดี
คดีหย่า & อำนาจปกครองบุตร, ศาลชี้ขาดสิทธิเลี้ยงดูบุตร (ฎีกา 5535/2558)
สิทธิเลี้ยงดูบุตร & สวัสดิภาพเด็ก, ศาลชี้ขาดสิทธิอำนาจปกครองบุตร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7407/2556: สิทธิผู้ใช้อำนาจปกครองไม่อาจสละให้ผู้อื่น และบทบาทของ “บิดามิชอบด้วยกฎหมาย” ในคดีเยาวชน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2460/2539: บิดายังมีอำนาจปกครอง แม้ถูกพิพากษาประหารชีวิตจากการฆ่ามารดาผู้เยาว์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7547/2561: การเพิ่มชื่อสกุลของบิดาเป็นชื่อรองของบุตร แม้ไม่มีอำนาจปกครอง
ผู้ใช้อำนาจปกครองยื่นอนุญาโตตุลาการแทนผู้เยาว์โดยไม่ขออนุญาตศาลก่อน เป็นโมฆะหรือไม่ และบุคคลภายนอกมีสิทธิอ้างได้หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยอำนาจปกครองบุตรหลังหย่า: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8087/2543
ศาลฎีกา 7072/2559: สิทธิขอค่าเลี้ยงชีพ-อำนาจปกครองบุตรหลังหย่าในบริบทสามีใหม่