
| คำสั่งเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรชั่วคราวจะยังมีผลอยู่หรือไม่ เมื่อภายหลังมีคำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรใหม่แตกต่างจากเดิม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของคำสั่งและคำพิพากษาที่กำหนดการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เป็นการชั่วคราว ตลอดจนปัญหาว่าหากภายหลังมีคำพิพากษาถึงที่สุดในอีกคดีหนึ่งซึ่งกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แตกต่างไปจากเดิมแล้ว คำสั่งหรือคำพิพากษาชั่วคราวดังกล่าวจะยังคงมีผลบังคับต่อไปได้หรือไม่ คดีนี้เกิดขึ้นจากข้อพิพาทระหว่างอดีตสามีภริยาซึ่งได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับการหย่า การแบ่งทรัพย์สิน การอุปการะเลี้ยงดูบุตร และการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ต่อมามีปัญหาเกี่ยวกับการส่งมอบและการดูแลบุตรผู้เยาว์ จนศาลมีคำสั่งให้ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเป็นการชั่วคราวเพื่อทดลองปกครองเลี้ยงดู อย่างไรก็ตาม ภายหลังศาลฎีกาในอีกคดีหนึ่งได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้คู่ความทั้งสองแยกกันใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์คนละคน ส่งผลให้เกิดปัญหาว่าคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างที่กำหนดให้บุคคลเดียวใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นการชั่วคราวนั้นจะยังคงมีผลอยู่หรือไม่ และศาลจะดำเนินการอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดกับคำสั่งที่มีอยู่เดิม อันเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาได้วางหลักไว้ในคดีนี้อย่างชัดเจน ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยากันได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม โดยตกลงหย่าขาดจากกัน พร้อมกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สิน การชำระหนี้ การแบ่งรถยนต์ การแบ่งเครื่องมือแพทย์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอย่างละเอียด รวมถึงกำหนดวิธีการพบปะ เยี่ยมเยียน และการส่งมอบบุตรระหว่างคู่ความทั้งสองฝ่าย ตลอดจนกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายเกี่ยวกับการศึกษาและสวัสดิภาพของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ต่อมาได้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการดูแลและการส่งมอบบุตรผู้เยาว์ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวเป็นการชั่วคราว โดยให้เป็นการทดลองปกครองเลี้ยงดูเป็นระยะเวลา 6 เดือน และกำหนดสิทธิของโจทก์ในการพบและรับบุตรผู้เยาว์ไปพักอาศัยเป็นการชั่วคราวตามช่วงเวลาที่กำหนด รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูในช่วงระหว่างการทดลองปกครองดังกล่าว ภายหลังเกิดข้อพิพาทเพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่งมอบเด็กชาย ป. และเด็กชาย ศ. โดยแต่ละฝ่ายต่างยื่นคำร้องกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลและข้อตกลงเกี่ยวกับการส่งมอบบุตรผู้เยาว์ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งกำหนดแนวทางการส่งมอบและการสลับกันดูแลบุตรผู้เยาว์ให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ต่อมาจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ก่อนที่โจทก์จะได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นฎีกา ได้ปรากฏว่าศาลฎีกาในอีกคดีหนึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ศ. แต่เพียงผู้เดียว ส่งผลให้สถานะทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเปลี่ยนแปลงไปจากคำสั่งชั่วคราวที่เคยกำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนแต่เพียงผู้เดียว จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างในคดีนี้ยังคงมีผลบังคับอยู่ต่อไปหรือไม่ และศาลควรมีคำสั่งอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญในคดีนี้มิได้อยู่ที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งมอบบุตรผู้เยาว์หรือการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความอีกต่อไป หากแต่อยู่ที่ผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาอีกคดีหนึ่งกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไว้เป็นการเฉพาะแล้ว กล่าวคือ ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ศ. แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่มีผลใช้บังคับในเรื่องเดียวกันโดยตรง เมื่อพิจารณาถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีนี้ที่เคยกำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวเป็นการชั่วคราวเพื่อทดลองปกครองเลี้ยงดู และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนดังกล่าว จึงทำให้คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองยังคงยึดโยงอยู่กับแนวทางที่ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนพร้อมกัน แต่เมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาในภายหลังกำหนดให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่ภายใต้การใช้อำนาจปกครองของคนละฝ่ายกันแล้ว ย่อมทำให้ฐานทางกฎหมายของคำสั่งชั่วคราวดังกล่าวหมดไปโดยปริยาย เพราะไม่อาจนำมาปฏิบัติหรือบังคับให้เป็นไปตามเดิมได้อีกต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่า หากยังคงปล่อยให้คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองคงอยู่ต่อไป แม้จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดในอีกคดีหนึ่งแล้ว ย่อมก่อให้เกิดสภาพที่มีผลทางกฎหมายขัดแย้งกัน กล่าวคือ คำพิพากษาหนึ่งกำหนดให้บิดาและมารดาแยกกันใช้อำนาจปกครองบุตรคนละคน ขณะที่คำสั่งอีกฉบับหนึ่งกลับกำหนดให้บุคคลฝ่ายเดียวใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองคนพร้อมกัน ผลเช่นนี้ย่อมไม่สามารถดำรงอยู่ควบคู่กันได้ในทางปฏิบัติและในทางกฎหมาย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยต่อไปว่า ฎีกาของโจทก์ในคดีนี้ไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลจะพิจารณาต่อไป เนื่องจากไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์ฎีกาไว้อย่างไร ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่กำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไว้แล้วได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ข้อพิพาทที่เป็นสาระสำคัญของคดีได้ถูกกำหนดโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในอีกคดีหนึ่งเรียบร้อยแล้ว การวินิจฉัยฎีกาในคดีนี้ต่อไปจึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางคดีหรือผลทางกฎหมายเพิ่มเติมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า การจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพียงอย่างเดียวโดยยังคงปล่อยให้คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองมีผลอยู่ ย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อให้สถานะทางกฎหมายเป็นไปโดยถูกต้องและสอดคล้องกันทั้งหมด ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรยกเลิกผลของคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเสียก่อน แล้วจึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ หลักสำคัญประการแรกที่ปรากฏในคดีนี้ คือ หลักที่ว่าศาลจะไม่วินิจฉัยข้อพิพาทที่หมดประโยชน์ในการพิจารณาแล้ว แม้ในทางรูปคดีจะยังมีฎีกาค้างพิจารณาอยู่ก็ตาม แต่หากข้อเท็จจริงหรือสถานะทางกฎหมายได้เปลี่ยนแปลงไปจนทำให้ผลแห่งคดีไม่อาจก่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติได้อีก ศาลย่อมมีอำนาจที่จะยุติการพิจารณาในส่วนนั้นได้ เพราะกระบวนพิจารณามีวัตถุประสงค์เพื่อระงับข้อพิพาทที่ยังมีผลกระทบต่อสิทธิของคู่ความ มิใช่เพื่อวินิจฉัยประเด็นทางทฤษฎีที่ไม่ก่อให้เกิดผลในทางกฎหมายอีกต่อไป หลักสำคัญประการที่สอง คือ หลักความสอดคล้องของคำพิพากษาและคำสั่งศาล ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่ความไว้แล้ว คำสั่งหรือคำพิพากษาใดที่มีเนื้อหาขัดแย้งกับผลของคำพิพากษาดังกล่าวย่อมไม่อาจดำรงผลบังคับต่อไปได้ เพราะจะก่อให้เกิดความสับสนในการบังคับคดีและการปฏิบัติตามกฎหมาย ศาลจึงต้องดำเนินการแก้ไขสถานะของคดีให้ถูกต้องและสอดคล้องกับผลของคำพิพากษาที่มีผลใช้บังคับสูงสุดในขณะนั้น หลักสำคัญประการที่สาม คือ หลักที่ว่าคำสั่งเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ซึ่งมีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวหรือเป็นการทดลองปกครองเลี้ยงดู ย่อมมีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่จำเป็นในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น และย่อมอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงได้เสมอเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ที่กำหนดสถานะของบุตรผู้เยาว์ไว้อย่างเด็ดขาดกว่าเดิม คำสั่งชั่วคราวจึงไม่อาจมีสถานะเหนือหรือขัดแย้งกับคำพิพากษาถึงที่สุดที่กำหนดสิทธิในการใช้อำนาจปกครองบุตรไว้โดยตรงได้ เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ แม้คดีนี้จะเกี่ยวข้องกับประเด็นการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นฎีกา แต่สาระสำคัญที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการรักษาความถูกต้องและความสอดคล้องของผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษาหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับบุคคลและสิทธิเดียวกัน กล่าวคือ เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดสิทธิในการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ระบบกฎหมายย่อมมุ่งหมายให้สิทธิและหน้าที่ของคู่ความเป็นไปตามคำพิพากษานั้นเพียงแนวทางเดียว เพื่อป้องกันปัญหาความสับสนในการบังคับคดีและเพื่อให้เกิดความแน่นอนของนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบุตรผู้เยาว์ ในส่วนของการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เจตนารมณ์สำคัญของกฎหมายมุ่งคุ้มครองประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์เป็นอันดับแรก การกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองจึงมิใช่เรื่องสิทธิของบิดาหรือมารดาเท่านั้น แต่เป็นกลไกทางกฎหมายที่มุ่งสร้างเสถียรภาพในการดำรงชีวิต การศึกษา การเลี้ยงดู และการพัฒนาของเด็ก ดังนั้นเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดรูปแบบการใช้อำนาจปกครองที่เหมาะสมแล้ว ย่อมต้องยึดถือแนวทางดังกล่าวเป็นหลักในการปฏิบัติและการบังคับคดีต่อไป ขณะเดียวกัน กระบวนพิจารณาความแพ่งยังมีหลักสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ศาลไม่ควรใช้เวลาและทรัพยากรในการวินิจฉัยประเด็นที่ไม่อาจก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้อีกต่อไป หากข้อพิพาทหมดสภาพแห่งการโต้แย้งหรือมีเหตุการณ์ภายหลังทำให้ผลแห่งคดีไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิทธิของคู่ความได้ การพิจารณาคดีต่อไปย่อมไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกระบวนพิจารณา ศาลจึงมีอำนาจดำเนินการให้คดีสิ้นสุดลงตามความเหมาะสมเพื่อให้เกิดความประหยัดและมีประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรม วิเคราะห์แนวทางวินิจฉัยที่ปรากฏในคดีนี้ แนวทางวินิจฉัยที่สำคัญที่สุดของคดีนี้ คือ การพิจารณาผลทางกฎหมายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังการพิพากษาของศาลล่าง กล่าวคือ แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะได้มีคำสั่งและคำพิพากษาเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ไว้แล้ว แต่เมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาอีกคดีหนึ่งซึ่งกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ในลักษณะที่แตกต่างออกไป ศาลฎีกาในคดีนี้มิได้มองเฉพาะสภาพข้อพิพาทในวันที่ศาลล่างมีคำพิพากษาเท่านั้น แต่พิจารณาถึงผลทางกฎหมายที่มีอยู่ในวันที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาด้วย แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับสภาพแห่งสิทธิที่มีอยู่จริงในปัจจุบันมากกว่าการยึดถือผลของคำสั่งเดิมโดยเคร่งครัด หากข้อเท็จจริงหรือฐานะทางกฎหมายได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว การคงผลของคำพิพากษาเดิมไว้ทั้งที่ไม่อาจนำไปปฏิบัติได้จริง ย่อมก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติและอาจทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคำพิพากษาหลายฉบับได้ อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ศาลฎีกามิได้เพียงวินิจฉัยว่าฎีกาของโจทก์หมดประโยชน์เท่านั้น แต่ยังพิจารณาต่อไปว่าหากจำหน่ายคดีโดยปล่อยให้คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างคงอยู่ จะก่อให้เกิดผลขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่มีอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นศาลจึงเลือกวิธีการยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองก่อน แล้วจึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ วิธีการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามของศาลในการจัดระเบียบผลทางกฎหมายให้สอดคล้องกันทั้งระบบ มิใช่เพียงยุติคดีเฉพาะหน้าเท่านั้น ในมุมของคดีครอบครัว แนวทางวินิจฉัยนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญว่า การกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เป็นเรื่องที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อเท็จจริงและประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์ที่ปรากฏในแต่ละช่วงเวลา คำสั่งชั่วคราวที่ใช้เพื่อทดลองการเลี้ยงดูจึงมิใช่สิทธิเด็ดขาดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากภายหลังมีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่กำหนดสถานะใหม่ คำสั่งชั่วคราวดังกล่าวย่อมสิ้นผลหรือไม่อาจนำมาบังคับใช้ได้ต่อไปตามสภาพของคดี กล่าวโดยสรุป แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้วางหลักสำคัญไว้ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก ศาลไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นที่หมดประโยชน์ในการพิจารณาแล้ว ประการที่สอง คำสั่งหรือคำพิพากษาที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังย่อมไม่อาจคงผลบังคับต่อไปได้ และประการที่สาม ศาลมีอำนาจดำเนินการแก้ไขสถานะของคดีให้สอดคล้องกับผลทางกฎหมายที่มีอยู่จริงในขณะที่มีคำพิพากษา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในการบังคับใช้กฎหมายและในการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งเกี่ยวกับการส่งมอบและการดูแลบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเด็กชาย ศ. คืนแก่โจทก์รับไปตามกำหนด และให้คู่ความทั้งสองปฏิบัติตามเงื่อนไขเกี่ยวกับการส่งมอบบุตรผู้เยาว์ การสลับกันดูแลบุตร และสิทธิในการพบปะบุตรตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น โดยมุ่งให้การปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์เป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความเคยตกลงกันไว้และได้รับรองโดยคำพิพากษาตามยอมของศาลแล้ว 2. ศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นพ้องกับแนววินิจฉัยของศาลชั้นต้น จึงพิพากษายืนตามคำสั่งเดิมทั้งหมด โดยเห็นว่าการกำหนดแนวทางการส่งมอบและการสลับกันดูแลบุตรผู้เยาว์ยังคงเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความได้ทำไว้ และยังไม่มีเหตุสมควรเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา ปรากฏว่ามีคำพิพากษาศาลฎีกาอีกคดีหนึ่งกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ศ. แต่เพียงผู้เดียว ส่งผลให้คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองซึ่งเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ในลักษณะชั่วคราวไม่อาจบังคับใช้ต่อไปได้อีก ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าฎีกาของโจทก์หมดประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลทางกฎหมายที่ขัดแย้งกัน จึงพิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง แล้วให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาความแพ่งว่า ศาลมิได้พิจารณาเพียงข้อพิพาทตามสภาพที่มีอยู่ในขณะเริ่มคดีเท่านั้น แต่สามารถคำนึงถึงเหตุการณ์หรือฐานะทางกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลังได้ หากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิ หน้าที่ หรือผลแห่งคำพิพากษาในคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณา เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดในอีกคดีหนึ่งซึ่งกำหนดสิทธิของคู่ความในเรื่องเดียวกันไว้อย่างชัดเจนแล้ว การคงผลของคำสั่งหรือคำพิพากษาเดิมที่มีเนื้อหาขัดแย้งกันย่อมไม่สอดคล้องกับหลักความแน่นอนแห่งกฎหมายและอาจก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับคดีได้ หลักกฎหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ คำสั่งเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ซึ่งมีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวหรือเป็นการทดลองปกครองเลี้ยงดู ย่อมมีผลใช้บังคับตามสถานการณ์ในช่วงเวลานั้นเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสิทธิถาวรของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อมีคำพิพากษาภายหลังที่กำหนดสถานะทางกฎหมายใหม่ คำสั่งชั่วคราวดังกล่าวย่อมต้องสิ้นผลหรือถูกยกเลิกเท่าที่ขัดกับคำพิพากษาที่มีผลใช้บังคับในภายหลัง นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักสำคัญว่า ศาลมีหน้าที่รักษาความสอดคล้องของระบบกฎหมายและผลของคำพิพากษา มิให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาหลายฉบับที่กำหนดสิทธิหน้าที่ของบุคคลในเรื่องเดียวกันแตกต่างกันจนไม่อาจปฏิบัติได้จริง หากปล่อยให้ผลของคำพิพากษาเหล่านั้นดำรงอยู่พร้อมกัน ย่อมก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายและกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าคำพิพากษาฉบับหลังได้กำหนดสิทธิของคู่ความไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจและหน้าที่ในการแก้ไขสถานะของคดีเดิมให้ถูกต้องและสอดคล้องกับผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลของคำสั่งใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เป็นการชั่วคราว เมื่อภายหลังมีคำพิพากษาถึงที่สุดในอีกคดีหนึ่งกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรไว้แตกต่างจากเดิม โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แยกกันใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์คนละคนแล้ว คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นการชั่วคราวย่อมไม่อาจบังคับใช้ได้อีกต่อไป และหากปล่อยให้ยังคงมีผลอยู่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งกับคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาจึงยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองก่อนจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสังเขป 1. ประโยชน์ในการพิจารณาคดี หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การพิจารณาว่า เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดในอีกคดีหนึ่งกำหนดสิทธิในการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ไว้แล้ว การวินิจฉัยฎีกาในคดีนี้จะยังสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ทางกฎหมายแก่คู่ความได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าผลทางกฎหมายในเรื่องดังกล่าวได้ถูกกำหนดไว้แล้วโดยคำพิพากษาที่มีผลใช้บังคับ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาต่อไป 2. ความขัดแย้งของผลคำพิพากษา คดีนี้วางหลักว่า ศาลต้องหลีกเลี่ยงการปล่อยให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาหลายฉบับที่กำหนดสิทธิในเรื่องเดียวกันไว้แตกต่างกันจนไม่อาจปฏิบัติได้จริง เมื่อคำพิพากษาภายหลังกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ใหม่แล้ว คำสั่งชั่วคราวเดิมที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาดังกล่าวย่อมไม่อาจคงผลบังคับต่อไปได้ ศาลจึงต้องยกเลิกผลของคำสั่งเดิมเพื่อให้สถานะทางกฎหมายมีความชัดเจนและเป็นเอกภาพ อธิบายหลักกฎหมายตามกฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) มาตรา 131 (2) เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเมื่อปรากฏว่าคดีไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาต่อไป หรือมีเหตุที่ทำให้การดำเนินคดีสิ้นความหมายในทางปฏิบัติ หลักการสำคัญของบทบัญญัตินี้มุ่งป้องกันไม่ให้กระบวนการพิจารณาดำเนินต่อไปโดยปราศจากประโยชน์ เพราะหน้าที่ของศาลคือการระงับข้อพิพาทที่ยังมีผลต่อสิทธิหน้าที่ของคู่ความ มิใช่การวินิจฉัยประเด็นที่หมดสภาพแห่งการโต้แย้งไปแล้ว คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำหลักดังกล่าวมาใช้ กล่าวคือ ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาอีกคดีหนึ่งกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ศ. แต่เพียงผู้เดียว ส่งผลให้ประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ซึ่งเป็นสาระสำคัญของคดีนี้ถูกกำหนดโดยคำพิพากษาที่มีผลใช้บังคับแล้ว การวินิจฉัยฎีกาต่อไปจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิทธิหรือหน้าที่ของคู่ความได้อีก ศาลฎีกาจึงเห็นว่าฎีกาของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป เพราะไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยในทางใด ผลทางกฎหมายก็ยังต้องเป็นไปตามคำพิพากษาที่กำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ไว้แล้ว หลักตามมาตรา 131 (2) จึงสะท้อนแนวคิดเรื่องความประหยัดและประสิทธิภาพของกระบวนพิจารณา โดยไม่ปล่อยให้ศาลต้องใช้เวลาในการวินิจฉัยข้อพิพาทที่ไม่ก่อให้เกิดผลในทางกฎหมายอีกต่อไป ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 มาตรา 252 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลฎีกาในการแก้ไขผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล่างให้ถูกต้องและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและผลทางกฎหมายที่ปรากฏในคดี หลักการสำคัญของมาตรานี้มุ่งรักษาความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรมและป้องกันมิให้เกิดผลทางกฎหมายที่ขัดแย้งกัน ในคดีนี้ แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าฎีกาของโจทก์หมดประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป แต่ศาลมิได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความทันที เพราะหากทำเช่นนั้น คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองซึ่งกำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นการชั่วคราวจะยังคงมีผลอยู่ในทางรูปคดี ทั้งที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาอีกคดีหนึ่งกำหนดให้คู่ความแยกกันใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์คนละคนแล้ว ศาลฎีกาจึงใช้อำนาจแก้ไขผลของคดีให้ถูกต้อง โดยยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเสียก่อน แล้วจึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ วิธีดำเนินการดังกล่าวทำให้ผลทางกฎหมายทั้งหมดสอดคล้องกัน และไม่ก่อให้เกิดปัญหาว่าจะต้องถือปฏิบัติตามคำสั่งฉบับใด สาระสำคัญของมาตรา 252 ที่สะท้อนจากคดีนี้ คือ ศาลฎีกามิได้มีหน้าที่เพียงวินิจฉัยข้อกฎหมายตามที่คู่ความยกขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่รักษาความเป็นเอกภาพของผลคำพิพากษาและความถูกต้องของระบบกฎหมายโดยรวม เมื่อปรากฏว่าคำสั่งหรือคำพิพากษาเดิมไม่อาจดำรงอยู่ได้เนื่องจากขัดกับผลของคำพิพากษาที่มีผลใช้บังคับอยู่แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจแก้ไขสถานะของคดีให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางกฎหมาย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างชัดเจน แน่นอน และไม่ก่อให้เกิดความสับสนแก่คู่ความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษา คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม คำสั่งให้บุคคลหนึ่งใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เป็นการชั่วคราวถือเป็นคำสั่งถาวรหรือไม่ คำตอบ คำสั่งให้บุคคลหนึ่งใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เป็นการชั่วคราวมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางในการดูแลบุตรผู้เยาว์ในระหว่างที่ข้อพิพาทยังไม่สิ้นสุดหรือเพื่อทดลองสภาพการปกครองเลี้ยงดูในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น คำสั่งดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในภายหลัง คดีนี้ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวเป็นการชั่วคราวโดยเป็นการทดลองปกครองเลี้ยงดู แต่ต่อมาเมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาอีกคดีหนึ่งกำหนดให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แยกกันใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์คนละคน คำสั่งชั่วคราวดังกล่าวจึงไม่อาจบังคับใช้ได้อีกต่อไป แสดงให้เห็นว่าคำสั่งลักษณะนี้มิใช่การกำหนดสิทธิเด็ดขาดหรือถาวร แต่ขึ้นอยู่กับสถานะทางกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา 2 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าฎีกาของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการพิพากษาของศาลล่าง โดยปรากฏว่ามีคำพิพากษาศาลฎีกาอีกคดีหนึ่งกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไว้แล้วอย่างชัดเจน กล่าวคือ ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ศ. เมื่อสิทธิของคู่ความในเรื่องดังกล่าวได้รับการกำหนดโดยคำพิพากษาที่มีผลใช้บังคับแล้ว ไม่ว่าศาลฎีกาในคดีนี้จะวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาไปในแนวทางใด ผลทางกฎหมายก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากคำพิพากษาที่มีอยู่ก่อนแล้วได้ ศาลจึงเห็นว่าการพิจารณาฎีกาต่อไปไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติหรือในทางกฎหมายแก่คู่ความ และไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานะของการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ที่ถูกกำหนดไว้โดยคำพิพากษาถึงที่สุดได้ 3 คำถาม หากมีคำพิพากษาหลายฉบับเกี่ยวกับเรื่องเดียวกัน ศาลจะดำเนินการอย่างไรเพื่อป้องกันความขัดแย้ง คำตอบ หลักสำคัญของกระบวนการยุติธรรมคือไม่ควรปล่อยให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาหลายฉบับที่กำหนดสิทธิหน้าที่ของบุคคลในเรื่องเดียวกันแตกต่างกันจนไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ในคดีนี้คำสั่งของศาลล่างกำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นการชั่วคราว ขณะที่คำพิพากษาศาลฎีกาอีกคดีหนึ่งกำหนดให้คู่ความแยกกันใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์คนละคน หากปล่อยให้ผลของคำสั่งทั้งสองแนวทางดำรงอยู่พร้อมกันจะก่อให้เกิดความไม่ชัดเจนในการปฏิบัติและการบังคับคดี ศาลฎีกาจึงเลือกวิธีการยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเสียก่อน แล้วจึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เพื่อให้ผลทางกฎหมายทั้งหมดสอดคล้องกันและไม่เกิดความสับสนแก่คู่ความในอนาคต 4 คำถาม การจำหน่ายคดีออกจากสารบบความหมายความว่าคู่ความฝ่ายใดแพ้คดีหรือไม่ คำตอบ การจำหน่ายคดีออกจากสารบบความไม่ได้หมายความว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้แพ้คดีเสมอไป แต่เป็นวิธีดำเนินกระบวนพิจารณาในกรณีที่ปรากฏเหตุซึ่งทำให้ศาลไม่จำเป็นต้องพิจารณาข้อพิพาทนั้นต่อไป ในคดีนี้เหตุที่ศาลฎีกาจำหน่ายคดีออกจากสารบบความมิได้เกิดจากการวินิจฉัยว่าฝ่ายใดมีสิทธิดีกว่ากัน แต่เกิดจากการที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาอีกคดีหนึ่งกำหนดเรื่องการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ไว้แล้ว ทำให้ข้อพิพาทในคดีนี้หมดความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกายังได้ยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองก่อนจำหน่ายคดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลทางกฎหมายที่ขัดแย้งกัน จึงเป็นการดำเนินการเพื่อรักษาความถูกต้องของระบบกฎหมายมากกว่าการชี้ขาดแพ้ชนะของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 5 คำถาม เมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาภายหลัง คำสั่งชั่วคราวของศาลที่มีอยู่ก่อนจะสิ้นผลโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ หลักที่ปรากฏจากคดีนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาในภายหลังกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่ความในเรื่องเดียวกันไว้อย่างชัดเจนแล้ว คำสั่งหรือคำพิพากษาเดิมที่มีเนื้อหาขัดแย้งกับคำพิพากษาดังกล่าวย่อมไม่อาจบังคับใช้ได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในทางกระบวนพิจารณา ศาลยังจำเป็นต้องดำเนินการให้สถานะของคดีและผลของคำสั่งเดิมมีความถูกต้องและสอดคล้องกับคำพิพากษาที่มีผลใช้บังคับอยู่ คดีนี้ศาลฎีกามิได้เพียงวินิจฉัยว่าคำสั่งชั่วคราวหมดความหมายเท่านั้น แต่ยังยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเสียก่อน แล้วจึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เพื่อให้ผลทางกฎหมายทั้งหมดเป็นไปในแนวทางเดียวกันและไม่เกิดปัญหาในการตีความหรือการบังคับคดีในอนาคต อันเป็นการรักษาความชัดเจนและความแน่นอนของนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่ความและบุตรผู้เยาว์ 6 คำถาม เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับการไม่ให้คำพิพากษาหลายฉบับขัดแย้งกัน คำตอบ ความแน่นอนของกฎหมายเป็นหลักพื้นฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรม หากมีคำพิพากษาหรือคำสั่งหลายฉบับกำหนดสิทธิหน้าที่ของบุคคลในเรื่องเดียวกันแตกต่างกัน ย่อมก่อให้เกิดความสับสนว่าแท้จริงแล้วคู่ความจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งใด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องถือผลของคำพิพากษาฉบับใดเป็นหลัก คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะคำสั่งของศาลล่างกำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคน ขณะที่คำพิพากษาศาลฎีกาอีกคดีหนึ่งกำหนดให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แยกกันใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์คนละคน หากปล่อยให้ผลของทั้งสองคดียังคงอยู่พร้อมกัน จะเกิดความไม่แน่นอนในการปฏิบัติ ศาลฎีกาจึงต้องแก้ไขสถานะของคดีให้ถูกต้อง เพื่อให้ผลทางกฎหมายมีเอกภาพและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง 7 คำถาม คดีนี้มีความสำคัญต่อคดีครอบครัวเกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์อย่างไร คำตอบ คดีนี้มีความสำคัญในฐานะแนวทางอธิบายผลทางกฎหมายของคำสั่งเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ที่มีลักษณะเป็นการชั่วคราว โดยแสดงให้เห็นว่าคำสั่งทดลองปกครองเลี้ยงดูหรือคำสั่งที่กำหนดแนวทางดูแลบุตรในระหว่างมีข้อพิพาทนั้น ไม่ใช่สิทธิเด็ดขาดหรือสิทธิถาวรของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นมาตรการที่ศาลกำหนดขึ้นตามสภาพข้อเท็จจริงในขณะนั้น เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือมีข้อเท็จจริงใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป สถานะของคำสั่งดังกล่าวย่อมเปลี่ยนแปลงตามได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนว่า ในคดีครอบครัว ศาลจะคำนึงถึงสถานการณ์ทางกฎหมายที่เป็นปัจจุบันและผลที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มากกว่าการยึดถือรูปแบบของคำสั่งเดิมที่ไม่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงหรือคำพิพากษาที่มีผลใช้บังคับอยู่ในภายหลัง 8 คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคดีนี้คืออะไร คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคดีนี้คือ เมื่อข้อพิพาทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลถูกกำหนดผลทางกฎหมายโดยคำพิพากษาที่มีผลใช้บังคับในอีกคดีหนึ่งแล้ว และผลดังกล่าวทำให้การวินิจฉัยในคดีเดิมไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์แก่คู่ความได้อีก ศาลย่อมไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อพิพาทนั้นต่อไป นอกจากนี้ ศาลยังมีหน้าที่ต้องป้องกันไม่ให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ขัดแย้งกันดำรงอยู่พร้อมกันในระบบกฎหมาย เพราะจะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในการใช้สิทธิและการบังคับคดี คดีนี้จึงวางหลักว่า เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ไว้แตกต่างจากคำสั่งชั่วคราวเดิม คำสั่งชั่วคราวดังกล่าวย่อมไม่อาจบังคับใช้ได้อีก และศาลสามารถยกคำสั่งเดิมพร้อมจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพื่อให้ผลทางกฎหมายทั้งหมดสอดคล้องกันได้ บทสรุปของคดี คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ภายหลังการหย่า ซึ่งเดิมคู่ความได้กำหนดสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตรไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมรับรองข้อตกลงดังกล่าว ต่อมาเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการส่งมอบและการดูแลบุตรผู้เยาว์ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นการชั่วคราวโดยทดลองปกครองเลี้ยงดู และกำหนดแนวทางการพบปะและการส่งมอบบุตรผู้เยาว์ระหว่างคู่ความ ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นฎีกา ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาอีกคดีหนึ่งกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ศ. แต่เพียงผู้เดียว ส่งผลให้สถานะทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดสิทธิของคู่ความในเรื่องเดียวกันไว้แล้ว คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นการชั่วคราวย่อมไม่อาจบังคับใช้ได้อีกต่อไป เพราะหากยังคงผลของคำสั่งดังกล่าวไว้จะก่อให้เกิดความขัดแย้งกับคำพิพากษาที่มีผลใช้บังคับอยู่แล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าฎีกาของโจทก์หมดประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป แต่เพื่อให้ผลทางกฎหมายทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน จึงพิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง แล้วจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา คดีนี้จึงวางหลักสำคัญว่า เมื่อมีเหตุการณ์ภายหลังที่ทำให้ข้อพิพาทหมดความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาต่อไป ศาลสามารถจำหน่ายคดีออกจากสารบบความได้ และหากคำสั่งหรือคำพิพากษาเดิมมีเนื้อหาขัดแย้งกับผลของคำพิพากษาที่มีผลใช้บังคับอยู่ ศาลย่อมมีอำนาจยกเลิกผลของคำสั่งหรือคำพิพากษาดังกล่าวเพื่อรักษาความถูกต้อง ความแน่นอน และความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมาย ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าคำสั่งเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ที่มีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวย่อมเปลี่ยนแปลงได้เสมอตามข้อเท็จจริงและผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในภายหลัง โดยเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้สถานะทางกฎหมายของบุตรผู้เยาว์มีความชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้จริงตามคำพิพากษาที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น คดีนี้เกี่ยวกับผลของคำสั่งใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เป็นการชั่วคราว เมื่อภายหลังมีคำพิพากษาถึงที่สุดในอีกคดีหนึ่งกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรใหม่แตกต่างจากเดิม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นการชั่วคราวไม่อาจบังคับใช้ได้อีกต่อไป เนื่องจากขัดกับผลของคำพิพากษาที่มีผลใช้บังคับแล้ว จึงพิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง พร้อมจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยวางหลักสำคัญเกี่ยวกับประโยชน์ในการพิจารณาคดี การจำหน่ายคดี และการป้องกันไม่ให้มีผลคำพิพากษาที่ขัดแย้งกันในระบบกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2998/2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. และเด็กชาย ศ. บุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวเป็นการชั่วคราวโดยเป็นการทดลองปกครองเลี้ยงดู ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนนี้ แต่เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2565 ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ศ. แต่เพียงผู้เดียวแยกออกจากกันเช่นนี้แล้ว ย่อมมีผลทำให้คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการชั่วคราวนั้น ไม่อาจบังคับได้ต่อไป เนี่องจากต้องปฏิบัติไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป แต่หากจะจำหน่ายคดีโดยยังคงผลของคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไว้ในคดีนี้ จะเป็นการขัดแย้งกับผลของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2565 ที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แยกกันใช้อำนาจในการปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง จึงเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้ให้ถูกต้องเสียด้วย พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง แล้วให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความของศาลฎีกา คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันภายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 เวลา 14 นาฬิกา ณ สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ไปจดทะเบียนหย่าขอถือเอาคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการแสดงเจตนาของฝ่ายนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินเลขที่ 95/50 เป็นชื่อของ เด็กชาย ศ. และเด็กชาย ป. บุตรผู้เยาว์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันเมื่อครบกำหนดไถ่ถอนจำนองและให้โจทก์มีสิทธิอาศัยได้ โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระค่างวดรายเดือนกันคนละครึ่ง โดยโจทก์จะโอนเงินค่างวดดังกล่าวเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 เป็นเงินเดือนละ 21,451 บาท ภายในวันที่ 3 ของทุกเดือน เริ่มงวดแรกวันที่ 3 มิถุนายน 2560 และจำเลยที่ 1 จะทำการซ่อมแซมบ้านให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยโดยเร็วที่สุดและตกลงให้บ้านพร้อมที่ดินเลขที่ 55/69 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 3567 เป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ 6,000,000 บาท โดยจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็ค จำนวน 3,000,000 บาท ภายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 และจำนวน 3,000,000 บาท ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2560 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงให้รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญา ส่วนรถยนต์ยี่ห้อซูซุกิ รุ่นสวิฟ และรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์จะส่งมอบรถทั้งสองคันดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมเอกสารการโอนภายใน 30 วัน นับแต่วันนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งเครื่องมือแพทย์ตามวิชาชีพของแต่ละฝ่ายคนละครึ่ง โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 จะมาตรวจสอบและส่งมอบเครื่องมือแพทย์ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 เวลา 13 นาฬิกา ตามบัญชีเครื่องมือแพทย์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่แนบท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองร่วมกัน โดยให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองพักอาศัยอยู่กับฝ่ายโจทก์และตกลงให้โจทก์มีอำนาจกำหนดถิ่นที่อยู่ของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองโดยให้อยู่ที่บ้านเลขที่ 95/50 ให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจในการเลือกสถานที่ในการศึกษาภาคบังคับของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยคำนึงถึงประโยชน์และความสะดวกของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นที่ตั้ง โดยจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายชำระค่าการศึกษาทั้งหมดให้แก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสอง และโจทก์มีอำนาจในการเลือกสถานที่ในการศึกษาเสริมของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองศึกษาที่โรงเรียน ฮ. จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 100,000 บาท งวดแรกชำระภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2560 และงวดถัดไปชำระภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชี นางรัสรินทร์ จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรี โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเรื่องการเยี่ยมและการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยโจทก์ตกลงส่งบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่จำเลยที่ 1 ครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม 2560 เวลา 9.30 นาฬิกา ที่ห้างสรรพสินค้า ท. และส่งบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคืนโจทก์ในวันเดียวกันภายในเวลา 20 นาฬิกา และครั้งต่อไปส่งมอบทุกวันอาทิตย์ เวลา 9.30 นาฬิกา ที่ห้างสรรพสินค้า ท. และจำเลยที่ 1 จะนำบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปส่งที่โรงเรียนในวันจันทร์ เว้นแต่สถานที่ที่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น ในช่วงปิดภาคเรียนย่อยให้แบ่งเป็นสองช่วงเท่า ๆ กันและโจทก์ยินยอมให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่กับจำเลยที่ 1 หนึ่งช่วงสลับกัน ในช่วงปิดภาคเรียนใหญ่ปี 2560 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่กับโจทก์และจำเลยที่ 1 สลับกันฝ่ายละสัปดาห์ ส่วนในช่วงปิดภาคเรียนใหญ่ปีถัด ๆ ไปให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่กับจำเลยที่ 1 เป็นระยะเวลาสองสัปดาห์สลับกันกับฝ่ายโจทก์จนกว่าจะเปิดภาคเรียน หากบุตรผู้เยาว์ทั้งสองหรือคนหนึ่งประสงค์จะอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกินกว่าสองสัปดาห์ อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องให้ความยินยอม และมีข้อตกลงเพิ่มเติมว่าเมื่อบุตรผู้เยาว์ทั้งสองมีอายุมากขึ้นและมีความพร้อม โจทก์ยินยอมให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่กับจำเลยที่ 1 ติดต่อกันเป็นระยะเวลาที่เท่า ๆ กัน ในการที่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะไปกับโจทก์หรือจำเลยที่ 1 ที่มีคู่สมรสของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ด้วย อีกฝ่ายจะต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ โดยบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะต้องยินยอมไปด้วย หากบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอายุ 15 ปี บริบูรณ์ ไม่ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ห้ามคู่ความทั้งสองฝ่ายว่ากล่าวให้ร้ายแก่กัน โจทก์ตกลงมอบหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 1,469,500 บาท ให้แก่เด็กชาย ศ. และจำเลยที่ 1 ตกลงมอบหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาล ร. จำนวน 725,700 บาท ให้แก่เด็กชาย ป. เมื่อบุตรผู้เยาว์ทั้งสองบรรลุนิติภาวะ โจทก์และจำเลยที่ 1 ยินยอมถอนฟ้อง ถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาทุกคดี และไม่ติดใจดำเนินคดีกันในภายหน้าอีก และจะนำคำร้องขอถอนฟ้องหรือถอนแจ้งความร้องทุกข์มามอบให้อีกฝ่ายภายใน 7 วัน นับแต่วันกระทำการดังกล่าวและจะนำหลักฐานแถลงเข้าสำนวนให้ศาลทราบ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมกันตามข้อ 1 ถึงข้อ 12 โดยไม่ติดใจเรียกร้องอย่างหนึ่งอย่างใดต่อกันอีก หากผิดนัดข้อหนึ่งข้อใดยินยอมให้โจทก์หรือจำเลยที่ 1 บังคับคดีได้ทันที เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวเป็นการชั่วคราวโดยเป็นการทดลองปกครองเลี้ยงดูเป็นระยะเวลา 6 เดือน ให้โจทก์ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่จำเลยที่ 1 ในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 25 สิงหาคม 2560) โดยโจทก์สามารถรับบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปพักค้างคืนกับโจทก์ได้ในคืนวันอาทิตย์และให้โจทก์ไปส่งบุตรผู้เยาว์ทั้งสองที่โรงเรียนในวันจันทร์ ในช่วงการทดลองปกครองเลี้ยงดูนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 8 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2561 ว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนการส่งมอบเด็กชาย ป. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าอนุญาตให้เลื่อนการส่งมอบเด็กชาย ป. ได้เพียงจนถึงวันพาเด็กชาย ป. ไปตรวจติดตามอาการที่โรงพยาบาลตามวันนัดของแพทย์โรงพยาบาล ส. ในวันที่ 25 ธันวาคม 2560 เท่านั้น ให้โจทก์ส่งมอบเด็กชาย ป. พร้อมยารักษาโรคที่จำเป็นคืนจำเลยที่ 1 ในวันที่ 26 ธันวาคม 2560 เมื่อถึงกำหนดโจทก์มิได้นำเด็กชาย ป. มาส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์มีเจตนาฝ่าฝืนคำสั่งศาล ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์ส่งมอบเด็กชาย ป. ให้แก่จำเลยที่ 1 ในทันที โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2561 ว่า ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองทดลองพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 เป็นระยะเวลา 6 เดือน โจทก์สามารถพบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ทุกวันอาทิตย์ และโจทก์ต้องส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคืนแก่จำเลยที่ 1 ทุกเช้าวันจันทร์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไม่ส่งมอบเด็กชาย ศ. ให้แก่โจทก์ ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเด็กชาย ศ. ส่งมอบให้แก่โจทก์ทุกวันอาทิตย์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด และให้เด็กชาย ศ. อาศัยอยู่กับโจทก์เพื่อชดเชยที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ส่งมอบเด็กชาย ศ. ให้โจทก์ตามกำหนดระหว่างที่โรงเรียนหยุดปีใหม่เป็นเวลา 9 วัน จำเลยที่ 1 และโจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้านของอีกฝ่าย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเด็กชาย ศ. คืนแก่โจทก์รับไปในวันนี้ที่ศาล ในรอบอื่นให้ส่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ห้างสรรพสินค้า ท. และให้โจทก์ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 26 มีนาคม 2561 ที่บ้านพักของจำเลยที่ 1 และสลับกันดูแลบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้เป็นไปตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวเป็นการชั่วคราวโดยเป็นการทดลองปกครองเลี้ยงดู ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนนี้ แต่เมื่อปรากฏว่าศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ 1781/2565 ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง เด็กชาย ศ. แต่เพียงผู้เดียวแยกออกจากกันเช่นนี้แล้ว ย่อมมีผลทำให้คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการชั่วคราวนั้น ไม่อาจบังคับได้อีกต่อไป เนื่องจากต้องปฏิบัติไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป แต่หากจะจำหน่ายคดีโดยยังให้คงผลของคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไว้ในคดีนี้ จะเป็นการขัดแย้งกับผลของคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ 1781/2565 ที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แยกกันใช้อำนาจในการปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง จึงเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้เสียให้ถูกต้องเสียด้วย พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง แล้วให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความของศาลฎีกา
|




