
| แม่ไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจปกครองเสมอไปหรือไม่ เมื่อผลตรวจพันธุกรรมยืนยันผู้เป็นบิดาที่แท้จริง และฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูทำได้เพียงใดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ภายหลังการหย่า การพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมระหว่างเด็กกับบุคคลที่อ้างตนเป็นบิดา ตลอดจนขอบเขตของการฟ้องแย้งที่กฎหมายอนุญาตให้กระทำได้ในคดีครอบครัว ข้อพิพาทเกิดขึ้นจากการที่มารดาซึ่งได้รับสิทธิใช้อำนาจปกครองบุตรตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า ฟ้องขอให้ส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนแก่ตน ขณะที่ฝ่ายจำเลยต่อสู้คดีโดยอ้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลการตรวจพันธุกรรมและยื่นฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เคยจ่ายไป ศาลจึงต้องวินิจฉัยทั้งประเด็นผู้ที่สมควรใช้อำนาจปกครองเด็กผู้เยาว์ และประเด็นว่าฟ้องแย้งดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมจนสามารถรับไว้พิจารณาได้หรือไม่ โดยแก่นสำคัญของคดีอยู่ที่การคุ้มครองประโยชน์ของเด็กผู้เยาว์และการตีความหลักเกณฑ์เรื่องฟ้องแย้งตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาโจทก์ตั้งครรภ์และคลอดเด็กหญิงผู้เยาว์ หลังจากเด็กเกิดแล้ว โจทก์และจำเลยนำเด็กไปให้บิดามารดาของจำเลยเป็นผู้เลี้ยงดู ภายหลังทั้งสองฝ่ายจดทะเบียนหย่ากัน โดยมีบันทึกท้ายทะเบียนหย่าระบุให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว แม้เช่นนั้นเด็กยังคงอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดาจำเลย ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ รวมทั้งมีคำขอเกี่ยวกับการเพิกถอนการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรของจำเลย ในระหว่างการพิจารณาคดี คู่ความตกลงให้มีการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมระหว่างโจทก์ จำเลย เด็กหญิงผู้เยาว์ และบุคคลอีกคนหนึ่ง ผลการตรวจปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิงผู้เยาว์ ส่วนจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิงผู้เยาว์ จำเลยต่อสู้คดีและฟ้องแย้ง โดยขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์ ขอให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว และขอให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กที่จำเลยและครอบครัวได้ออกค่าใช้จ่ายไป ประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัย ประเด็นแรก คือ แม้ผลตรวจพันธุกรรมจะยืนยันว่าจำเลยไม่ใช่บิดาทางชีวภาพของเด็กผู้เยาว์ แต่โจทก์ในฐานะมารดาและผู้ที่ได้รับสิทธิใช้อำนาจปกครองตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า สมควรได้รับอำนาจปกครองเด็กต่อไปหรือไม่ ประเด็นที่สอง คือ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งได้จ่ายไปภายหลังทราบผลตรวจพันธุกรรม เป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ และสามารถรับไว้พิจารณาได้ตามกฎหมายหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตร ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิที่เกิดจากข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าซึ่งระบุให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียว และขอให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนมาอยู่ในความปกครองของตน การใช้สิทธิดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามข้อตกลงที่คู่สมรสได้ทำไว้โดยชอบในวันจดทะเบียนหย่า มิใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ศาลพิจารณาว่า แม้จำเลยจะอ้างว่าข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกิดจากการที่โจทก์เป็นผู้กรอกข้อความในเอกสาร แต่คำเบิกความดังกล่าวมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจหักล้างข้อความที่ปรากฏอยู่ในทะเบียนหย่าได้ เนื่องจากเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงเจตนาของคู่กรณีอย่างชัดแจ้งในขณะจดทะเบียนหย่า นอกจากนี้ ในระหว่างการพิจารณาคดี คู่ความได้ตกลงให้มีการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหญิง จ. กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผลการตรวจปรากฏว่า นาย ช. มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ส่วนจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้รับฟังได้ว่าจำเลยมิใช่บิดาทางชีวภาพของเด็กผู้เยาว์ ขณะที่โจทก์เป็นมารดาของเด็กผู้เยาว์โดยแน่นอน เมื่อพิจารณาถึงสภาพความเป็นอยู่ของโจทก์ ศาลรับฟังจากพยานหลักฐานว่าโจทก์ทำงานประจำ มีรายได้แน่นอน และมีความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์รวมทั้งจัดการศึกษาให้แก่บุตรได้ อีกทั้งการที่เด็กผู้เยาว์จะได้อยู่ในความดูแลของมารดาย่อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความอบอุ่น ความมั่นคงทางจิตใจ และความเป็นอยู่ในอนาคต ศาลจึงเห็นว่าการให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียว เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับประโยชน์ของเด็กผู้เยาว์มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยส่งมอบเด็กหญิง จ. คืนแก่โจทก์ คำวินิจฉัยเกี่ยวกับฟ้องแย้งและหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งของคดีคือ ฟ้องแย้งที่จำเลยยื่นขอให้โจทก์ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง จ. ที่จำเลยและครอบครัวได้จ่ายไปตลอดระยะเวลาที่เลี้ยงดูเด็กผู้เยาว์ ศาลฎีกาพิจารณาว่า คำฟ้องเดิมของโจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่อขอใช้อำนาจปกครองบุตรและขอให้ส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืน โดยอาศัยสิทธิตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าอุปการะเลี้ยงดูภายหลังจากทราบผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ศาลเห็นว่าฟ้องแย้งดังกล่าวอาศัยข้อเท็จจริงที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือเพิ่งปรากฏขึ้นในระหว่างการพิจารณาคดี และมีลักษณะเป็นการเรียกร้องให้โจทก์รับผิดชดใช้เงินแก่จำเลย อันเป็นข้อเรียกร้องที่มีวัตถุแห่งคดีแตกต่างจากคำฟ้องเดิมโดยสิ้นเชิง มิได้เกี่ยวเนื่องกับการวินิจฉัยว่าใครควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กผู้เยาว์ เมื่อฟ้องแย้งมิได้เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ซึ่งกำหนดให้ฟ้องแย้งต้องเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม ศาลจึงวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งในส่วนดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องแย้งในส่วนดังกล่าวยังไม่ถูกต้องในทางรูปแบบ เนื่องจากเมื่อฟ้องแย้งไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น ผลทางกระบวนพิจารณาที่ถูกต้องต้องเป็นการไม่รับฟ้องแย้ง มิใช่การพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาจึงแก้ไขคำพิพากษาโดยให้ไม่รับฟ้องแย้งเฉพาะส่วนที่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู และให้คืนค่าขึ้นศาลในส่วนดังกล่าวแก่จำเลย ทั้งนี้นอกจากที่แก้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต่อไป. วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คดีนี้สะท้อนให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ของเด็กผู้เยาว์เป็นอันดับแรก แม้ว่าคู่กรณีจะมีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับความเป็นบิดาหรือสิทธิในการเลี้ยงดูเด็ก แต่การพิจารณาของศาลมิได้มุ่งคุ้มครองสิทธิของผู้ใหญ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นสำคัญ หากแต่ต้องพิจารณาว่าการจัดให้เด็กอยู่ในความดูแลของบุคคลใดจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเด็กมากที่สุด ทั้งในด้านการดำรงชีวิต ความมั่นคงทางจิตใจ การศึกษา และอนาคตของเด็กผู้เยาว์ จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดี ศาลรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นมารดาของเด็กหญิง จ. และยังเป็นบุคคลที่ได้รับการกำหนดให้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า ประกอบกับโจทก์มีอาชีพสุจริต มีรายได้ประจำ และมีศักยภาพในการดูแลเด็กผู้เยาว์ต่อไปในอนาคต ศาลจึงให้น้ำหนักกับปัจจัยดังกล่าวในการวินิจฉัยว่าเด็กควรกลับไปอยู่ในความดูแลของโจทก์ อีกประการหนึ่ง คดีนี้แสดงให้เห็นว่าผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นบิดา เมื่อผลการตรวจยืนยันว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ย่อมเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลสามารถนำมาประกอบการพิจารณาสถานะและความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีกับเด็กผู้เยาว์ได้ อย่างไรก็ตาม ศาลมิได้วินิจฉัยโดยอาศัยผลตรวจพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่และประโยชน์ของเด็กผู้เยาว์ร่วมด้วย ในส่วนของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของบทบัญญัติเรื่องฟ้องแย้งที่ต้องการให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและอยู่ภายในขอบเขตของข้อพิพาทเดิม กฎหมายจึงกำหนดว่าฟ้องแย้งต้องมีความเกี่ยวพันกับคำฟ้องเดิมในลักษณะที่สามารถพิจารณารวมกันได้ หากเปิดโอกาสให้คู่ความนำข้อพิพาทใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในคดีเดิม ย่อมทำให้ประเด็นคดีขยายตัวเกินความจำเป็นและส่งผลให้กระบวนพิจารณาเกิดความล่าช้า เมื่อพิจารณาฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้ จะเห็นได้ว่าการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูมิได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นที่ว่าใครควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กผู้เยาว์ หากแต่เป็นข้อเรียกร้องทางทรัพย์สินที่เกิดขึ้นภายหลังจากทราบผลการตรวจพันธุกรรมแล้ว จึงเป็นข้อพิพาทอีกเรื่องหนึ่งที่มีฐานข้อเท็จจริงและวัตถุแห่งคดีแตกต่างจากคำฟ้องเดิมอย่างชัดเจน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับที่กฎหมายอนุญาตให้ยื่นเป็นฟ้องแย้งได้ แนวคำพิพากษาที่ปรากฏจากคดีนี้ แนววินิจฉัยที่สำคัญของคดีนี้ประการแรก คือ การใช้อำนาจปกครองบุตรภายหลังการหย่าจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและประโยชน์ของเด็กผู้เยาว์เป็นสำคัญ แม้จะมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความเป็นบิดาทางชีวภาพเกิดขึ้นในภายหลัง ศาลก็ยังคงพิจารณาความเหมาะสมของผู้ที่จะดูแลเด็กในระยะยาวเป็นหลัก ประการที่สอง บันทึกท้ายทะเบียนหย่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่แสดงเจตนาของคู่สมรสเกี่ยวกับสิทธิในการใช้อำนาจปกครองบุตร ผู้ที่ประสงค์จะโต้แย้งข้อความในเอกสารดังกล่าวย่อมต้องมีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ มิใช่อาศัยเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ เพื่อหักล้างข้อความที่ปรากฏในเอกสารทางราชการ ประการที่สาม ผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมสามารถใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นบิดาหรือความสัมพันธ์ทางสายเลือดได้อย่างมีน้ำหนัก แต่การตัดสินปัญหาเรื่องอำนาจปกครองบุตรยังคงต้องอาศัยการพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ โดยเฉพาะความสามารถในการเลี้ยงดูเด็กและประโยชน์ของเด็กผู้เยาว์ในอนาคต ประการที่สี่ ฟ้องแย้งที่จะรับไว้พิจารณาได้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมตามที่กฎหมายกำหนด หากเป็นข้อเรียกร้องที่เกิดจากข้อเท็จจริงใหม่และมีวัตถุแห่งคดีแตกต่างจากคำฟ้องเดิม ย่อมไม่อาจนำมาฟ้องแย้งในคดีเดียวกันได้ และศาลมีอำนาจสั่งไม่รับฟ้องแย้งในส่วนนั้น ประการสุดท้าย คดีนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างการไม่รับฟ้องแย้งกับการยกฟ้องแย้ง โดยหากฟ้องแย้งไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น ผลทางกระบวนพิจารณาที่ถูกต้องคือการไม่รับฟ้องแย้ง มิใช่การพิพากษายกฟ้องแย้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลฎีกาได้แก้ไขให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. ตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า และพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าโจทก์มีความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ จึงพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ สำหรับคำขออื่นให้ยก ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าโจทก์สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. ต่อไป และการวินิจฉัยเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยชอบแล้ว จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยอาศัยสิทธิตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่กำหนดให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียว อีกทั้งผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมยืนยันว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ขณะที่โจทก์เป็นมารดาและมีความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ จึงเห็นว่าการให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับประโยชน์ของเด็กผู้เยาว์ ส่วนฟ้องแย้งที่ขอให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น เป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงแก้ไขคำพิพากษาเป็นว่าไม่รับฟ้องแย้งในส่วนดังกล่าว และคืนค่าขึ้นศาลในส่วนนี้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการพิจารณาเรื่องอำนาจปกครองบุตรไม่ใช่การคุ้มครองสิทธิของผู้ใหญ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของเด็กผู้เยาว์เป็นสำคัญ แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังว่าบุคคลที่เคยเข้าใจว่าเป็นบิดาไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็ก ศาลก็ยังต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของผู้ที่จะทำหน้าที่ดูแล อบรม และส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในอนาคตประกอบกัน บันทึกท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรเป็นเอกสารสำคัญที่มีผลผูกพันคู่กรณี การโต้แย้งข้อความดังกล่าวจำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ มิอาจอาศัยเพียงคำกล่าวอ้างเพื่อหักล้างเจตนาที่แสดงไว้ในเอกสารทางราชการได้ ในด้านกระบวนพิจารณา คดีนี้ยืนยันหลักสำคัญว่า ฟ้องแย้งจะต้องเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมทั้งในด้านข้อเท็จจริงและวัตถุแห่งคดี หากเป็นข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงใหม่และมีลักษณะเป็นข้อพิพาทอีกเรื่องหนึ่ง ย่อมไม่อาจนำมารวมพิจารณาเป็นฟ้องแย้งในคดีเดิมได้ หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญต่อการรักษาขอบเขตของคดีให้ชัดเจน ลดความซับซ้อนของกระบวนพิจารณา และทำให้การวินิจฉัยข้อพิพาทเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่มุ่งให้ศาลพิจารณาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงภายในคดีเดียวกัน. ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ผู้ใดสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ภายหลังจากผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมยืนยันว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็ก และการวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยเคยจ่ายไปสามารถยื่นรวมเข้ามาในคดีเดิมได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ซึ่งเป็นมารดาและเป็นผู้ได้รับอำนาจปกครองตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า ยังคงมีสิทธิเรียกบุตรผู้เยาว์คืนได้ และฟ้องแย้งที่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสังเขป 1. อำนาจปกครองบุตรตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า หัวใจสำคัญของคดีอยู่ที่สิทธิในการใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. ซึ่งคู่กรณีได้ตกลงกันไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนหย่าว่าให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ศาลเห็นว่าการที่โจทก์ใช้สิทธิตามข้อตกลงดังกล่าวเพื่อเรียกบุตรผู้เยาว์คืน เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายและตามข้อตกลงที่มีผลผูกพันคู่กรณี ประกอบกับโจทก์เป็นมารดาของเด็กและมีความสามารถในการเลี้ยงดูบุตร จึงสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองต่อไป 2. ฟ้องแย้งต้องเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูภายหลังจากทราบผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมว่าตนไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็ก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นข้อพิพาทอีกเรื่องหนึ่ง มีฐานข้อเท็จจริงและวัตถุแห่งคดีแตกต่างจากคำฟ้องเดิมที่เกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรและการส่งมอบบุตรผู้เยาว์ จึงไม่เป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมตามมาตรา 177 วรรคสาม และไม่อาจรับไว้พิจารณาเป็นฟ้องแย้งในคดีเดียวกันได้ อธิบายหลักกฎหมายที่สำคัญ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม มาตรา 177 วรรคสาม มีหลักการสำคัญว่า ฟ้องแย้งที่จำเลยยื่นต่อสู้คดีจะต้องเป็นข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ ทั้งในด้านข้อเท็จจริง สิทธิที่อ้าง หรือวัตถุแห่งคดี เพื่อให้ศาลสามารถพิจารณาข้อพิพาททั้งหมดได้ภายในกรอบของคดีเดียวกัน อันเป็นการประหยัดเวลา ลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินคดี และป้องกันมิให้มีการนำข้อพิพาทที่ไม่เกี่ยวข้องกันเข้ามารวมไว้ในคดีเดียวจนทำให้การพิจารณายุ่งยากเกินความจำเป็น ในคดีนี้ คำฟ้องเดิมของโจทก์เป็นเรื่องอำนาจปกครองบุตรและการส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืน ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยเคยจ่ายไปภายหลังจากทราบผลตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมว่าตนมิใช่บิดาของเด็ก ศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องแย้งดังกล่าวเกิดจากข้อเท็จจริงใหม่ที่ปรากฏขึ้นระหว่างการพิจารณาคดี และมีลักษณะเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายหรือเงินชดใช้ ซึ่งแตกต่างจากประเด็นอำนาจปกครองบุตรโดยสิ้นเชิง จึงไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมตามที่กฎหมายกำหนด ผลทางกฎหมายจึงไม่ใช่การยกฟ้องแย้ง แต่เป็นการไม่รับฟ้องแย้งในส่วนนั้น เนื่องจากเป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ของมาตรา 177 วรรคสาม ตั้งแต่ต้น และศาลฎีกาได้แก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้องตามหลักกระบวนพิจารณา โดยสั่งไม่รับฟ้องแย้งในส่วนที่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู พร้อมคืนค่าขึ้นศาลในส่วนนั้นแก่จำเลย. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมที่ยืนยันว่าจำเลยไม่ใช่บิดาของเด็ก มีผลให้จำเลยหมดสิทธิในตัวเด็กโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ ผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างบุคคล แต่การที่ผลตรวจยืนยันว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็ก มิได้หมายความว่าศาลจะวินิจฉัยปัญหาเรื่องอำนาจปกครองบุตรโดยอาศัยผลตรวจดังกล่าวเพียงประการเดียว ศาลยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่นประกอบด้วย โดยเฉพาะประโยชน์ของเด็กผู้เยาว์ สภาพความเป็นอยู่ ความพร้อมในการเลี้ยงดู ความสามารถในการให้การศึกษา และความมั่นคงของผู้ที่จะทำหน้าที่ดูแลเด็กในอนาคต ในคดีนี้แม้ผลการตรวจจะยืนยันว่าจำเลยมิใช่บิดาทางพันธุกรรมของเด็กหญิง จ. แต่ศาลยังพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์เป็นมารดาของเด็ก ได้รับอำนาจปกครองตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า และมีความสามารถในการเลี้ยงดูบุตร จึงเห็นว่าการให้เด็กกลับไปอยู่ในความปกครองของโจทก์เป็นแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับประโยชน์ของเด็กผู้เยาว์มากที่สุด 2 คำถาม บันทึกท้ายทะเบียนหย่าที่กำหนดให้ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรมีผลผูกพันเพียงใด คำตอบ บันทึกท้ายทะเบียนหย่าเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงเจตนาของคู่สมรสเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ภายหลังการหย่า รวมถึงเรื่องอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เมื่อคู่สมรสได้ตกลงกันและมีการบันทึกไว้ในทะเบียนหย่าแล้ว ย่อมมีน้ำหนักเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิจารณาของศาล ผู้ที่ประสงค์จะโต้แย้งข้อความดังกล่าวจำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอเพื่อพิสูจน์ว่าข้อตกลงนั้นไม่ชอบหรือไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี ในคดีนี้จำเลยอ้างว่าข้อความเรื่องอำนาจปกครองเกิดจากการที่โจทก์เป็นผู้กรอกเอกสาร แต่ศาลเห็นว่าคำกล่าวอ้างดังกล่าวมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจหักล้างข้อความที่ปรากฏอยู่ในทะเบียนหย่าได้ จึงรับฟังตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าว่าโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียว 3 คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่รับฟ้องแย้งที่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู แม้จำเลยจะเป็นผู้ที่เลี้ยงดูเด็กมาโดยตลอด คำตอบ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจำเลยเคยออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าฟ้องแย้งดังกล่าวมีลักษณะเป็นฟ้องแย้งที่กฎหมายอนุญาตให้ยื่นในคดีเดียวกันได้หรือไม่ ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฟ้องแย้งต้องเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมทั้งในด้านข้อเท็จจริงและวัตถุแห่งคดี สำหรับคดีนี้คำฟ้องเดิมเป็นเรื่องอำนาจปกครองบุตรและการส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืน ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูภายหลังจากทราบผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมว่าตนไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็ก จึงเป็นข้อเรียกร้องอีกเรื่องหนึ่งที่มีฐานข้อเท็จจริงและวัตถุแห่งคดีแตกต่างจากคำฟ้องเดิม ศาลจึงเห็นว่าฟ้องแย้งดังกล่าวไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายและไม่อาจรับไว้พิจารณาในคดีเดียวกันได้ 4 คำถาม การไม่รับฟ้องแย้งแตกต่างจากการยกฟ้องแย้งอย่างไร คำตอบ การไม่รับฟ้องแย้งและการยกฟ้องแย้งเป็นผลทางกฎหมายที่แตกต่างกัน การยกฟ้องแย้งเกิดขึ้นเมื่อศาลรับฟ้องแย้งไว้พิจารณาแล้วและวินิจฉัยในเนื้อหาของข้อพิพาทจนเห็นว่าผู้ฟ้องแย้งไม่มีสิทธิได้รับตามคำขอ ส่วนการไม่รับฟ้องแย้งเกิดขึ้นเมื่อศาลเห็นตั้งแต่ต้นว่าฟ้องแย้งนั้นไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงไม่อาจเข้าสู่การพิจารณาในเนื้อหาได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมและไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ของกฎหมายตั้งแต่แรก ผลที่ถูกต้องจึงต้องเป็นการไม่รับฟ้องแย้ง ไม่ใช่การยกฟ้องแย้ง และด้วยเหตุนี้ศาลฎีกาจึงแก้ไขคำพิพากษาในส่วนดังกล่าวให้ถูกต้องตามหลักกระบวนพิจารณา 5 คำถาม หลักสำคัญที่สุดที่ศาลใช้พิจารณาเรื่องอำนาจปกครองบุตรในคดีนี้คืออะไร คำตอบ หลักสำคัญที่สุดที่ปรากฏจากคำพิพากษาคือการคุ้มครองประโยชน์ของเด็กผู้เยาว์เป็นอันดับแรก ศาลมิได้พิจารณาเพียงสถานะทางกฎหมายหรือความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของคู่กรณีเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่ของเด็ก ความพร้อมของผู้ที่จะเลี้ยงดูเด็ก ความสามารถในการให้การศึกษา และความมั่นคงในอนาคตของเด็กด้วย ในคดีนี้ศาลรับฟังว่าโจทก์เป็นมารดาของเด็ก ได้รับอำนาจปกครองตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า มีงานทำ มีรายได้แน่นอน และมีความสามารถในการดูแลเด็กต่อไปในอนาคต จึงเห็นว่าการให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียวและให้จำเลยส่งมอบเด็กคืนแก่โจทก์ เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับประโยชน์และสวัสดิภาพของเด็กผู้เยาว์มากที่สุดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดี. ข้อสังเกตเชิงวิชาการจากคำพิพากษา คดีนี้มีความน่าสนใจในทางวิชาการกฎหมายครอบครัวและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอยู่หลายประการ โดยประการแรก ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าในฐานะพยานหลักฐานที่แสดงเจตนาของคู่กรณีเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรอย่างชัดเจน แม้ต่อมาจะปรากฏข้อเท็จจริงใหม่จากผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมว่าจำเลยมิใช่บิดาทางชีวภาพของเด็ก ศาลก็ไม่ได้ถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุให้ข้อตกลงเรื่องอำนาจปกครองสิ้นผลไปโดยอัตโนมัติ แต่ยังคงพิจารณาถึงความเหมาะสมในการเลี้ยงดูเด็กและประโยชน์ของเด็กผู้เยาว์เป็นสำคัญ ข้อสังเกตประการที่สอง คือ บทบาทของพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในคดีครอบครัว ปัจจุบันการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นวิธีพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่มีความน่าเชื่อถือสูง คดีนี้แสดงให้เห็นว่าศาลพร้อมรับฟังผลการตรวจดังกล่าวเพื่อยืนยันหรือหักล้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นบิดา แต่ในขณะเดียวกันศาลก็ยังคงยึดหลักการสำคัญว่าเรื่องอำนาจปกครองบุตรเป็นคนละประเด็นกับเรื่องความสัมพันธ์ทางสายเลือด เพราะการกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะผลประโยชน์และสวัสดิภาพของเด็กผู้เยาว์ ข้อสังเกตประการที่สาม คือ การแยกความแตกต่างระหว่างข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะบุคคลและข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินอย่างชัดเจน คำฟ้องเดิมในคดีนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจปกครองบุตรและการส่งมอบเด็กผู้เยาว์คืน ซึ่งเป็นเรื่องสถานะและสิทธิในครอบครัว ขณะที่ฟ้องแย้งเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นข้อเรียกร้องทางทรัพย์สินที่เกิดขึ้นภายหลังจากทราบผลการตรวจพันธุกรรม ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าข้อเรียกร้องทั้งสองส่วนไม่มีความเกี่ยวข้องกันในลักษณะที่กฎหมายกำหนดให้สามารถพิจารณารวมกันได้ ข้อสังเกตประการที่สี่ คือ แนวทางของศาลฎีกาในการแก้ไขผลทางกระบวนพิจารณาให้ถูกต้อง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะวินิจฉัยสาระสำคัญของประเด็นฟ้องแย้งได้ถูกต้องแล้วว่าฟ้องแย้งดังกล่าวไม่อาจรับฟังได้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าผลทางกฎหมายที่ถูกต้องต้องเป็นการไม่รับฟ้องแย้ง ไม่ใช่การยกฟ้องแย้ง เพราะฟ้องแย้งขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดมาตั้งแต่ต้น คำวินิจฉัยในส่วนนี้จึงมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำฟ้องกับการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี ข้อสังเกตประการสุดท้าย คือ คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายครอบครัวมิได้มุ่งคุ้มครองสิทธิของผู้ใหญ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก แต่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและอนาคตของเด็กผู้เยาว์เป็นอันดับแรก ไม่ว่าข้อพิพาทระหว่างผู้ใหญ่จะมีความซับซ้อนเพียงใด หากศาลเห็นว่าบุคคลใดมีความพร้อมและเหมาะสมในการดูแลเด็กมากกว่า ศาลย่อมมีแนวโน้มที่จะกำหนดให้บุคคลนั้นเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ข้อสรุปของคดี จากข้อเท็จจริงทั้งหมด ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ในฐานะมารดาของเด็กหญิง จ. และผู้ได้รับอำนาจปกครองตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า เป็นบุคคลที่เหมาะสมในการใช้อำนาจปกครองเด็กผู้เยาว์ต่อไป แม้จะมีการตรวจพบว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กก็ตาม เนื่องจากโจทก์มีความสามารถในการเลี้ยงดูบุตร มีรายได้แน่นอน และการที่เด็กได้อยู่กับมารดาย่อมเป็นประโยชน์ต่อความเป็นอยู่และพัฒนาการในอนาคต ส่วนข้อเรียกร้องของจำเลยที่ขอให้โจทก์ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เคยจ่ายไปนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นข้อพิพาทอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงไม่อาจยื่นเป็นฟ้องแย้งในคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งในส่วนนั้น คำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กผู้เยาว์มาใช้ในการวินิจฉัยคดีครอบครัว ควบคู่กับการวางหลักเกณฑ์เรื่องขอบเขตของฟ้องแย้งในกระบวนพิจารณาความแพ่ง โดยยืนยันว่าฟ้องแย้งที่จะรับไว้พิจารณาได้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมตามที่กฎหมายกำหนด และไม่อาจนำข้อพิพาทอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นภายหลังเข้ามารวมอยู่ในคดีเดิมได้. บทสรุป คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญไว้ 2 ประการ ได้แก่ ประการแรก การพิจารณาอำนาจปกครองบุตรต้องคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กผู้เยาว์เป็นสำคัญ แม้จะปรากฏภายหลังว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็ก แต่เมื่อโจทก์เป็นมารดา ได้รับอำนาจปกครองตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า และมีความสามารถในการเลี้ยงดูบุตร ศาลย่อมมีเหตุผลเพียงพอที่จะกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองต่อไป ประการที่สอง คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบังคับใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ในเรื่องขอบเขตของฟ้องแย้ง โดยศาลฎีกาวางหลักว่า ข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงใหม่ในระหว่างพิจารณาคดี และมีวัตถุแห่งคดีแตกต่างจากคำฟ้องเดิม ย่อมไม่ใช่ฟ้องแย้งที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม แม้ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะมีความเชื่อมโยงกับคู่ความหรือข้อเท็จจริงบางส่วนในคดีเดียวกันก็ตาม ในเชิงปฏิบัติ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการดำเนินคดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับอำนาจปกครองบุตร การพิสูจน์ความเป็นบิดาด้วยผลตรวจพันธุกรรม และการพิจารณาว่าข้อเรียกร้องใดสามารถนำมาฟ้องแย้งรวมไว้ในคดีเดิมได้หรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อเรียกร้องทางทรัพย์สินเกิดขึ้นภายหลังจากการปรากฏข้อเท็จจริงใหม่ในระหว่างการพิจารณาคดี คดีนี้เป็นคดีสำคัญที่สะท้อนหลักการพื้นฐานของกฎหมายครอบครัวและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กล่าวคือ การกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรต้องมุ่งคุ้มครองประโยชน์ของเด็กผู้เยาว์เป็นสำคัญ ขณะที่การยื่นฟ้องแย้งต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามกฎหมายและต้องเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมอย่างแท้จริง ศาลฎีกายืนยันว่าโจทก์ซึ่งเป็นมารดาและเป็นผู้ได้รับอำนาจปกครองตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า มีสิทธิเรียกเด็กหญิง จ. คืนมาอยู่ในความปกครองของตนได้ และเมื่อพิจารณาจากสภาพความเป็นอยู่ ความสามารถในการเลี้ยงดู และประโยชน์ในอนาคตของเด็กแล้ว โจทก์เป็นผู้ที่เหมาะสมจะใช้อำนาจปกครองเด็กผู้เยาว์ต่อไป สำหรับฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยยื่นภายหลังทราบผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นข้อพิพาทอีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งในส่วนนั้น คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญทั้งในด้านการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กผู้เยาว์ การให้น้ำหนักแก่บันทึกท้ายทะเบียนหย่าและผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรม ตลอดจนการกำหนดขอบเขตของฟ้องแย้งตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้เป็นไปอย่างถูกต้องและชัดเจนตามหลักกฎหมาย. ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2560 โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอบังคับให้โจทก์มีอำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียวพร้อมทั้งให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนโจทก์ โดยเป็นการเรียกบุตรคืนโดยอาศัยอำนาจปกครองบุตรตามที่โจทก์กับจำเลยทำบันทึกไว้ท้ายทะเบียนหย่า จำเลยฟ้องแย้งโดยขอให้ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยต้องจ่ายไป ทั้งนี้หลังจากที่มีการทราบผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ฟ้องแย้งในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างพิจารณาคดีโดยเป็นการบังคับแก่โจทก์ให้ชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคนละเรื่องกับคำฟ้องของโจทก์ซึ่งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวพร้อมทั้งให้จำเลยส่งมอบบุตรคืนให้แก่โจทก์ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับเด็กหญิง จ. เป็นบุตรของจำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของโจทก์ ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง จ. ให้แก่จำเลยเป็นเงิน 240,000 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2554 โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ประมาณปลายเดือนเมษายน 2555 โจทก์มีเพศสัมพันธ์กับนาย ช. ต่อมาโจทก์ตั้งครรภ์และคลอดบุตรเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 ชื่อเด็กหญิง จ. ภายหลังคลอดบุตร โจทก์จำเลยนำเด็กหญิง จ. มาให้บิดามารดาจำเลยเป็นผู้เลี้ยงดูที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2556 โจทก์กับจำเลยตกลงจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน มีข้อบันทึกท้ายทะเบียนหย่าว่าโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร แต่บิดามารดาจำเลยยังคงอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง จ. มาโดยตลอด ในระหว่างการพิจารณาคดีคู่ความตกลงกันว่าให้ตรวจวิเคราะห์พันธุกรรม (DNA) ระหว่างโจทก์ จำเลย เด็กหญิง จ. และนาย ช. เพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา มารดา และบุตร ผลการตรวจปรากฏว่านาย ช. มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ส่วนจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์หรือจำเลยควรเป็นผู้มีสิทธิเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. คดีนี้โจทก์ฟ้องมีคำขอบังคับให้จำเลยส่งมอบเด็กหญิง จ. บุตรผู้เยาว์คืนแก่โจทก์โดยโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. ผู้เยาว์ตามข้อตกลงที่บันทึกไว้ตามทะเบียนการหย่าที่ระบุให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร และโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่าโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2556 ตามใบสำคัญการหย่าในการหย่าดังกล่าวมีข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าด้วยว่า โจทก์กับจำเลยได้แต่งงานกันมา 10 ปี มีบุตร 1 คน ให้บุตรคือเด็กหญิง จ. อยู่ในความปกครองของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ปรากฏตามทะเบียนการหย่า โจทก์ยื่นฟ้องในคดีนี้โดยอาศัยข้อตกลงปรากฏตามทะเบียนการหย่า เพื่อให้จำเลยส่งมอบเด็กหญิง จ. ผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ในฐานะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ไม่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยฎีกา ทั้งการที่จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความเกี่ยวกับข้อตกลงนี้ว่าเหตุผลที่มีข้อตกลงในท้ายทะเบียนหย่าให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์นั้นเพราะโจทก์เป็นผู้กรอกเอกสารดังกล่าวมีน้ำหนักน้อยไม่อาจฟังลบล้างบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า อันเป็นข้อความที่ปรากฏโดยมิใช่เป็นข้อความเขียน รวมถึงในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์กับจำเลยตกลงให้ตรวจวิเคราะห์พันธุกรรม ซึ่งปรากฏว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. โจทก์เป็นมารดาของเด็กหญิง จ. ทั้งปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ว่าปัจจุบันโจทก์ทำงานที่บริษัทพีอีเอ จำกัด กรุงเทพมหานคร มีรายได้เดือนละ 12,000 บาท โจทก์มีความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และให้การศึกษาได้ โจทก์ประกอบอาชีพสัมมาอาชีวะและมีรายได้ที่แน่นอนย่อมส่งผลดีที่จะได้รับความอบอุ่นจากมารดาและความเป็นอยู่ต่อไปในอนาคตอันเป็นประโยชน์ของเด็กหญิง จ. ผู้เยาว์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียวและให้จำเลยส่งมอบเด็กหญิง จ. คืนแก่โจทก์จึงชอบแล้ว ในส่วนฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องแย้งนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอบังคับให้โจทก์มีอำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียวพร้อมทั้งให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนโจทก์ โดยเป็นการเรียกบุตรคืนโดยอาศัยอำนาจปกครองบุตรตามที่โจทก์กับจำเลยทำบันทึกไว้ท้ายทะเบียนหย่า จำเลยฟ้องแย้งโดยขอให้ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยต้องจ่ายไป ทั้งนี้หลังจากที่มีการทราบผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ฟ้องแย้งในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างพิจารณาคดีโดยเป็นการบังคับแก่โจทก์ให้ชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคนละเรื่องกับคำฟ้องของโจทก์ซึ่งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 วรรคสาม มาตรา 6 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อฟ้องแย้งส่วนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม ชอบที่จะไม่รับฟ้องแย้ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องแย้งในส่วนนี้มา เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รับฟ้องแย้งในส่วนที่ขอค่าอุปการะเลี้ยงดู คืนค่าขึ้นศาลในส่วนนี้แก่จำเลย ทั้งสามศาล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
|




