
| การริบอาวุธปืนของกลางเมื่อศาลยกฟ้อง ปัญหาคำสั่งเกี่ยวกับทรัพย์สินที่กฎหมายห้ามมีไว้ในครอบครอง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในกระบวนพิจารณาคดีอาญาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาลในการมีคำสั่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลาง โดยเฉพาะกรณีอาวุธปืนซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าเป็นทรัพย์สินที่ห้ามมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้องจำเลยแล้วก็ตาม คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักกฎหมายอาญาที่มุ่งคุ้มครองความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสังคมเป็นสำคัญ โดยแยกพิจารณาระหว่างผลแห่งความรับผิดทางอาญาของตัวบุคคลกับการจัดการทรัพย์สินที่เป็นของกลางในคดี ซึ่งหากเป็นทรัพย์ที่กฎหมายกำหนดว่ามีไว้เป็นความผิด ศาลย่อมมีอำนาจและหน้าที่ต้องมีคำสั่งริบเพื่อมิให้ทรัพย์ดังกล่าวกลับไปก่ออันตรายแก่สังคมอีก คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 และมาตรา 215 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ว่าศาลต้องวินิจฉัยเรื่องของกลางให้ครบถ้วน แม้ผลคดีในส่วนความผิดของจำเลยจะเปลี่ยนแปลงไปในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม และยังเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพิจารณาคดีอาวุธปืนและคดีอาญาที่มีทรัพย์สินต้องห้ามเป็นของกลางในทางปฏิบัติ สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7 และมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และมาตรา 92 พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งริบอาวุธปืนของกลาง ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่าจำเลยกำลังกระทำความผิดบริเวณหลังบ้าน จึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบจำเลยนั่งอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำหลังบ้าน และได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จากการตรวจค้นพบกระสุนปืนขนาด .32 LONG อยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลย และพบอาวุธปืนพกชนิดประกอบขึ้นเอง ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน วางอยู่บริเวณด้านขวาของห้องน้ำ จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน และในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้ซื้ออาวุธปืนดังกล่าวมาไว้เพื่อป้องกันตัวและทรัพย์สิน เก็บอาวุธปืนไว้ในห้องน้ำ และพกกระสุนปืนติดตัวในวันเกิดเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ลงโทษจำคุก และมีคำสั่งริบอาวุธปืนของกลาง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับยกฟ้องโจทก์โดยมิได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลาง โจทก์จึงฎีกา ประเด็นคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญเป็นลำดับ ดังนี้ ประเด็นแรก ศาลฎีกาพิจารณาว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปตรวจค้นบ้านของจำเลยเป็นการปฏิบัติราชการโดยชอบหรือไม่ ศาลเห็นว่า แม้รายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของการแจ้งเหตุจะมีความแตกต่างกันบ้างระหว่างคำเบิกความในชั้นพิจารณากับคำให้การชั้นสอบสวน แต่สาระสำคัญคือมีการแจ้งทางโทรศัพท์ว่าจำเลยกำลังกระทำความผิด และเจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปยังที่เกิดเหตุทันที จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ประเด็นที่สอง ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์ โดยเห็นว่า พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ตรวจค้นพบอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางโดยตรง เป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง อีกทั้งไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ประเด็นที่สาม ศาลฎีกาพิจารณาคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวน เห็นว่าได้มีการแจ้งสิทธิและดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 มาตรา 134/3 และมาตรา 134/4 อย่างครบถ้วน คำให้การดังกล่าวจึงสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และเป็นพยานที่สนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ให้มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้น ประเด็นที่สี่ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อแก้ตัวของจำเลยและพยานฝ่ายจำเลย เห็นว่ามีลักษณะขัดต่อเหตุผลและพฤติการณ์แห่งคดี เป็นเรื่องเลื่อนลอย ง่ายต่อการกล่าวอ้าง และไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ จากพยานหลักฐานทั้งหมด ศาลฎีกาฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางโดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำจึงเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักการพิสูจน์ความผิดในคดีอาญา โดยพิจารณาน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยอย่างรอบคอบ และใช้หลักการรับฟังพยานโดยพิจารณาความสมเหตุสมผลแห่งพฤติการณ์เป็นสำคัญ ในประเด็นการรับฟังคำให้การรับสารภาพ ศาลฎีกายืนยันหลักการว่า หากการสอบสวนเป็นไปโดยชอบ มีการแจ้งสิทธิผู้ต้องหาอย่างครบถ้วน คำให้การในชั้นสอบสวนย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ แม้จำเลยจะกลับคำให้การในชั้นพิจารณาภายหลังก็ตาม นอกจากนี้ ศาลฎีกายังยึดหลักว่าการครอบครองอาวุธปืนไม่จำเป็นต้องเป็นการถือไว้ในมือโดยตรง หากปรากฏว่าจำเลยมีอำนาจควบคุม ยึดถือ หรือเข้าถึงอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนได้โดยสะดวก ก็ถือว่าเป็นการครอบครองตามกฎหมาย เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง บทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 วางหลักไว้ชัดเจนว่า ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติว่ามีไว้เป็นความผิด ศาลต้องมีคำสั่งริบ โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้ใดหรือคดีจะลงเอยอย่างไรในส่วนความรับผิดของบุคคล ขณะเดียวกัน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) และมาตรา 215 กำหนดหน้าที่ของศาลให้ต้องวินิจฉัยเรื่องของกลางให้ครบถ้วน เพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์ที่เป็นอันตรายต่อสังคมกลับเข้าสู่การครอบครองของเอกชน แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในลักษณะเดียวกันนี้ได้วางบรรทัดฐานมาโดยต่อเนื่องว่า แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องจำเลยด้วยเหตุใดก็ตาม หากของกลางเป็นทรัพย์ที่กฎหมายห้ามมีไว้ในครอบครอง ศาลย่อมต้องมีคำสั่งริบเพื่อประโยชน์แห่งความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษจำคุกตามที่กฎหมายบัญญัติ และมีคำสั่งริบอาวุธปืนของกลางเนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายห้ามมีไว้ในครอบครอง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย แต่ไม่ได้มีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งเกี่ยวกับอาวุธปืนของกลางที่โจทก์ร้องขอให้ริบ ศาลฎีกาพิพากษากลับ เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษายกฟ้อง ก็ยังมีหน้าที่ต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลาง เมื่ออาวุธปืนเป็นทรัพย์ที่กฎหมายบัญญัติว่ามีไว้เป็นความผิด จึงต้องมีคำสั่งริบ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำหลักกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของกลาง โดยเฉพาะทรัพย์ที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่าห้ามมีไว้ในครอบครอง หลักการดังกล่าวแยกขาดจากประเด็นความรับผิดทางอาญาของตัวบุคคลอย่างเด็ดขาด ศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยให้เห็นว่า อำนาจหน้าที่ของศาลในการมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลางมิใช่เป็นเรื่องตามดุลพินิจ หากแต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัยให้ครบถ้วนทุกกรณี โดยไม่อาจละเลยเพียงเพราะศาลเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิดหรือพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอในส่วนความรับผิดของบุคคล นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 และมาตรา 215 ซึ่งมุ่งคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับการกำจัดทรัพย์อันตรายออกจากสังคมมากกว่าการพิจารณาเพียงผลแพ้ชนะของคู่ความในคดีอาญา สำหรับการพิจารณาคดีในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้เป็นแนวทางที่ชัดเจนสำหรับศาลและผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายว่า การพิจารณาคดีอาญาที่มีทรัพย์ต้องห้ามเป็นของกลาง ศาลจำต้องวินิจฉัยคำขอเกี่ยวกับทรัพย์ดังกล่าวให้แล้วเสร็จ มิฉะนั้นอาจถือเป็นการวินิจฉัยไม่ครบถ้วนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม หากศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลยังสามารถสั่งริบอาวุธปืนของกลางได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากอาวุธปืนเป็นทรัพย์ที่กฎหมายบัญญัติว่ามีไว้เป็นความผิด ศาลมีหน้าที่ต้องสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 แม้ผลคดีในส่วนความผิดของจำเลยจะเป็นการยกฟ้องก็ตาม 2. คำถาม การที่ศาลไม่วินิจฉัยเรื่องของกลางถือเป็นข้อบกพร่องทางกฎหมายหรือไม่ คำตอบ ถือเป็นการวินิจฉัยไม่ครบถ้วนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้ศาลต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลางทุกกรณี 3. คำถาม คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนสามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ คำตอบ สามารถใช้ได้ หากการสอบสวนเป็นไปโดยชอบ มีการแจ้งสิทธิผู้ต้องหาและดำเนินการตามกฎหมายอย่างครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 4. คำถาม การครอบครองอาวุธปืนต้องถืออาวุธไว้กับตัวโดยตรงหรือไม่จึงจะถือว่ามีความผิด คำตอบ ไม่จำเป็น หากปรากฏว่าผู้ต้องหามีอำนาจควบคุม ยึดถือ หรือเข้าถึงอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนได้โดยสะดวก ก็ถือว่าเป็นการครอบครองตามกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7491/2568 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับอาวุธปืนของกลางที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งริบด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่ามีไว้เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32 จึงให้ริบ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 92 ขอให้ริบอาวุธปืนของกลางและเพิ่มโทษตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอเพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามกฎหมายอาวุธปืนฯ มาตรา 7 และ 72 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามเป็น 1 ปี 4 เดือน ต่อมาลดโทษหนึ่งในสี่เนื่องจากมีเหตุบรรเทาโทษ คงจำคุก 1 ปี และสั่งริบอาวุธปืนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่าจำเลยกำลังกระทำความผิด จึงเดินทางไปตรวจสอบและพบจำเลยอยู่บริเวณหลังบ้าน ตรวจค้นพบกระสุนปืนในกระเป๋ากางเกงของจำเลย และพบอาวุธปืนพกชนิดประกอบขึ้นเองไม่มีทะเบียนวางอยู่ในห้องน้ำ จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ศาลเห็นว่าการที่พยานโจทก์เดินทางไปตรวจค้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ คำเบิกความของพยานโจทก์ซึ่งเป็นประจักษ์พยานมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ประกอบกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนซึ่งได้มีการแจ้งสิทธิและดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยครบถ้วน จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ข้อแก้ตัวและพยานฝ่ายจำเลยมีลักษณะขัดต่อเหตุผล ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ศาลฎีกาฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษายกฟ้อง ก็ยังมีหน้าที่ต้องวินิจฉัยเรื่องของกลาง การไม่สั่งริบอาวุธปืนของกลางจึงเป็นการไม่ชอบ เมื่ออาวุธปืนเป็นทรัพย์ที่กฎหมายบัญญัติว่ามีไว้เป็นความผิด ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ริบ และพิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น |



.jpg)
