
| อายุความค่าบริการสาธารณะหมู่บ้านจัดสรรกี่ปี และศาลคดีผู้บริโภคปรับบทอายุความสองปีได้หรือไม่เมื่อจำเลยยกอายุความห้าปี
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอายุความในการเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะของโครงการจัดสรรที่ดิน และการยกอายุความขึ้นต่อสู้ในคดีผู้บริโภค โดยโจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย จำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเป็นผู้ดูแลกับจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ โดยเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจนกว่าจะจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร จำเลยค้างชำระค่าบริการสาธารณะประจำปี 2558 ถึง 2560 ปีละ 13,400 บาท รวม 40,320 บาท โจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเงินดังกล่าว จำเลยให้การว่าหนี้ตามฟ้องมีอายุความห้าปี และสิทธิเรียกร้องส่วนที่ค้างชำระก่อนวันที่ 4 เมษายน 2560 ขาดอายุความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะที่ได้ทำ สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะจึงมีอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) มิใช่อายุความห้าปี แม้จำเลยจะไม่ได้ยกอายุความสองปีขึ้นต่อสู้โดยตรง แต่เมื่อคำให้การแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งแล้ว คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนจะขาดอายุความตามบทกฎหมายใดและอย่างไร เป็นหน้าที่ของศาลในคดีผู้บริโภคที่จะปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง สาระสำคัญที่สุดของคดี ผู้จัดสรรที่ดินซึ่งเป็นผู้ดูแลและจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ และเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ซื้อที่ดิน เป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำ สิทธิเรียกร้องค่าบริการสาธารณะตามข้อเท็จจริงในคดีนี้มีอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) จำเลยให้การว่าหนี้มีอายุความห้าปีและยกการขาดอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้อง แม้จะไม่ได้ระบุอายุความสองปีไว้ในคำให้การก็ตาม เมื่อจำเลยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งแล้ว คดีย่อมมีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนปัญหาว่าฟ้องขาดอายุความเรื่องใดและอย่างไร เป็นหน้าที่ของศาลในคดีผู้บริโภคที่จะปรับบทตามกฎหมายให้ถูกต้อง เมื่อโจทก์ฟ้องวันที่ 4 เมษายน 2565 เพื่อเรียกค่าบริการสาธารณะประจำปี 2558 ถึง 2560 สิทธิเรียกร้องจึงขาดอายุความสองปี คำถามที่น่าสนใจ 1. ค่าบริการสาธารณะของผู้จัดสรรที่ดินตามข้อเท็จจริงในคดีนี้มีอายุความกี่ปี 2. จำเลยยกอายุความห้าปี ศาลคดีผู้บริโภคสามารถปรับบทกฎหมายว่าเป็นอายุความสองปีได้หรือไม่ 3. เมื่อจำเลยยกการขาดอายุความขึ้นต่อสู้แล้ว การระบุกำหนดอายุความไม่ถูกต้องมีผลต่อประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ สรุปข้อเท็จจริง โจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและจำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่บุคคลทั่วไป โดยโจทก์เป็นผู้ดูแลกับจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ และจัดเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินในอัตราตามที่กำหนดจนกว่าจะจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยซื้อมาจากโจทก์และมีหน้าที่ชำระค่าบริการสาธารณะ แต่จำเลยค้างชำระค่าบริการสาธารณะประจำปี 2558 ถึง 2560 ปีละ 13,400 บาท รวมเป็นเงิน 40,320 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉยไม่ชำระ จึงฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 40,320 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่าหนี้ตามฟ้องมีอายุความห้าปี สิทธิเรียกร้องในส่วนที่จำเลยค้างชำระก่อนวันที่ 4 เมษายน 2560 ขาดอายุความ โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องและจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ที่ค้างตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2560 จนถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 8 เดือน 27 วัน รวมเป็นเงิน 9,968 บาท ปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ คดีโจทก์ขาดอายุความตามคำให้การของจำเลยหรือไม่ รวมทั้งเมื่อจำเลยยกอายุความห้าปีขึ้นต่อสู้โดยไม่ได้ยกอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ศาลจะปรับบทกฎหมายเรื่องอายุความให้ถูกต้องได้หรือไม่ คำวินิจฉัยและหลักกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและจำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่บุคคลทั่วไป โดยโจทก์เป็นผู้ดูแลกับจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ และเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจนกว่าจะจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะที่ได้ทำ สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะแก่โจทก์จึงมีอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) มิใช่มีอายุความห้าปีดังที่จำเลยให้การไว้ สำหรับปัญหาที่จำเลยยกอายุความห้าปีขึ้นต่อสู้โดยไม่ได้ยกอายุความสองปีนั้น แม้ปัญหาเรื่องอายุความในคดีแพ่งจำเลยจะต้องให้การต่อสู้คดีไว้ เพราะไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคซึ่งมีบทบัญญัติให้การดำเนินกระบวนพิจารณามีลักษณะไม่เคร่งครัดเหมือนคดีแพ่งทั่วไป พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 กำหนดให้การยื่นคำให้การสามารถกระทำด้วยวาจาได้ หรือหากยื่นคำให้การเป็นหนังสือและปรากฏว่ามีความไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญอย่างหนึ่งอย่างใด ศาลอาจมีคำสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องหรือให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้ เมื่อประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ และจำเลยให้การในปัญหาเรื่องอายุความว่าโจทก์ฟ้องเกินกว่าห้าปี ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าบริการสาธารณะที่เกินกว่าห้าปีจึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยจึงเป็นการแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ คดีจึงมีประเด็นปัญหาต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเรื่องใดและอย่างไร เป็นหน้าที่ของศาลในคดีผู้บริโภคที่จะปรับบทตามกฎหมายให้ถูกต้องต่อไป เมื่อสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะมีอายุความสองปี และจำเลยค้างชำระค่าบริการสาธารณะประจำปี 2558 ถึง 2560 ปีละ 13,400 บาท แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2565 สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงขาดอายุความสองปี วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้มีประเด็นกฎหมายสำคัญสองส่วนซึ่งต้องแยกพิจารณา ได้แก่ อายุความของสิทธิเรียกร้องค่าบริการสาธารณะ และผลของการที่จำเลยยกอายุความขึ้นต่อสู้แต่ระบุกำหนดอายุความไม่ตรงกับบทกฎหมายที่ใช้บังคับ ในส่วนของอายุความ ศาลพิจารณาจากลักษณะของสิทธิเรียกร้องตามข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินและเป็นผู้ดูแลกับจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ โดยเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ซื้อที่ดิน การเรียกค่าบริการดังกล่าวจึงเป็นการที่ผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำ สิทธิเรียกร้องจึงอยู่ภายใต้อายุความสองปีตามมาตรา 193/34 (1) ส่วนประเด็นทางวิธีพิจารณา ต้องแยกระหว่างการยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับการปรับบทกฎหมายเรื่องอายุความ อายุความในคดีแพ่งไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงต้องยกขึ้นต่อสู้เสียก่อน ศาลไม่อาจยกปัญหาอายุความขึ้นวินิจฉัยเองโดยที่จำเลยไม่ได้ต่อสู้ไว้ แต่คดีนี้จำเลยได้ยกการขาดอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องโดยชัดแจ้งแล้ว เพียงแต่จำเลยระบุว่าหนี้มีอายุความห้าปี ขณะที่บทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่สิทธิเรียกร้องตามข้อเท็จจริงกำหนดอายุความไว้สองปี เมื่อประเด็นเรื่องการขาดอายุความเกิดขึ้นจากคำฟ้องและคำให้การแล้ว การวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องนั้นอยู่ภายใต้อายุความตามบทบัญญัติใดจึงเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ลักษณะของกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคมีความสำคัญต่อการวินิจฉัยประเด็นนี้ เพราะมาตรา 26 กำหนดให้การยื่นคำให้การสามารถกระทำด้วยวาจาได้ และหากคำให้การเป็นหนังสือมีความไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญ ศาลอาจสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องหรือชัดเจนยิ่งขึ้นได้ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มีลักษณะไม่เคร่งครัดเหมือนคดีแพ่งทั่วไป อย่างไรก็ตาม หลักดังกล่าวมิได้หมายความว่าศาลคดีผู้บริโภคสามารถยกอายุความขึ้นวินิจฉัยเองได้ทุกกรณี เพราะศาลฎีกายังคงยืนยันว่าปัญหาอายุความในคดีแพ่งไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยยังคงต้องยกอายุความขึ้นต่อสู้เสียก่อน ความสำคัญของคดีนี้อยู่ที่เมื่อจำเลยได้ยกการขาดอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้โดยชัดแจ้งแล้ว การระบุกำหนดอายุความไม่ถูกต้องมิได้ทำให้ประเด็นเรื่องอายุความที่เกิดขึ้นแล้วหมดไป ผลของคำวินิจฉัยและข้อคิดทางกฎหมาย เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะที่ได้ทำ สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะจึงมีอายุความสองปีตามมาตรา 193/34 (1) และเมื่อโจทก์ฟ้องวันที่ 4 เมษายน 2565 เพื่อเรียกค่าบริการประจำปี 2558 ถึง 2560 สิทธิเรียกร้องตามฟ้องจึงขาดอายุความ ข้อสำคัญในทางวิธีพิจารณาคือ จำเลยต้องยกอายุความขึ้นต่อสู้ เพราะศาลไม่อาจยกปัญหาอายุความขึ้นวินิจฉัยเองได้ แต่เมื่อจำเลยได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งแล้ว แม้จะระบุกำหนดอายุความเป็นห้าปีแทนที่จะเป็นสองปี คดีย่อมมีประเด็นเรื่องอายุความแล้ว และเป็นหน้าที่ของศาลในคดีผู้บริโภคที่จะปรับบทตามกฎหมายให้ถูกต้อง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 40,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องวันที่ 4 เมษายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปีตามคำขอของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องค่าบริการสาธารณะมีอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) แม้จำเลยจะยกอายุความห้าปีขึ้นต่อสู้ แต่คำให้การได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งแล้ว คดีจึงมีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนจะขาดอายุความเรื่องใดและอย่างไรเป็นหน้าที่ของศาลในคดีผู้บริโภคที่จะปรับบทตามกฎหมายให้ถูกต้อง เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าบริการประจำปี 2558 ถึง 2560 ในวันที่ 4 เมษายน 2565 สิทธิเรียกร้องจึงขาดอายุความ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างหน้าที่ของจำเลยในการยกอายุความขึ้นต่อสู้กับหน้าที่ของศาลในการปรับบทกฎหมาย เมื่ออายุความไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เสียก่อน แต่ไม่จำเป็นว่าศาลจะต้องยึดถือกำหนดอายุความที่จำเลยระบุไว้ หากสาระของคำให้การแสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยประสงค์ยกการขาดอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องแล้ว เมื่อคดีมีประเด็นว่าฟ้องขาดอายุความหรือไม่ การพิจารณาว่าสิทธิเรียกร้องมีอายุความตามบทบัญญัติใดและมีกำหนดเวลาเท่าใด เป็นหน้าที่ของศาลในคดีผู้บริโภคที่จะปรับบทตามกฎหมายให้ถูกต้อง ดังนั้น การระบุอายุความห้าปีแทนที่จะเป็นสองปีจึงไม่ทำให้ประเด็นอายุความที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้โดยชัดแจ้งหมดไป ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับอายุความของสิทธิเรียกร้องค่าบริการสาธารณะของผู้จัดสรรที่ดิน และการยกอายุความขึ้นต่อสู้ในคดีผู้บริโภค โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องตามข้อเท็จจริงแห่งคดีมีอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) และเมื่อจำเลยได้ยกการขาดอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องโดยชัดแจ้งแล้ว แม้จะระบุกำหนดอายุความเป็นห้าปี ศาลในคดีผู้บริโภคย่อมปรับบทตามกฎหมายเรื่องอายุความให้ถูกต้องได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และมาตรา 26 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ อายุความค่าบริการสาธารณะสองปี ผู้จัดสรรที่ดินซึ่งเป็นผู้ดูแลกับจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ และเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ซื้อที่ดินตามข้อเท็จจริงแห่งคดี เป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำ สิทธิเรียกร้องให้ชำระค่าบริการดังกล่าวจึงมีอายุความสองปีตามมาตรา 193/34 (1) ศาลคดีผู้บริโภคปรับบทกฎหมายเรื่องอายุความ เมื่อจำเลยได้ยกการขาดอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องโดยชัดแจ้งแล้ว คดีย่อมมีประเด็นว่าฟ้องขาดอายุความหรือไม่ แม้จำเลยจะระบุกำหนดอายุความเป็นห้าปี แต่หากสิทธิเรียกร้องตามข้อเท็จจริงอยู่ภายใต้อายุความสองปี ย่อมเป็นหน้าที่ของศาลในคดีผู้บริโภคที่จะปรับบทตามกฎหมายให้ถูกต้อง หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษานี้มีประเด็นสำคัญที่ควรแยกพิจารณาเป็นสองส่วน คือ อายุความของสิทธิเรียกร้องค่าบริการสาธารณะ และขอบเขตของประเด็นอายุความที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ในคดีผู้บริโภค ในส่วนของอายุความ ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย จำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่บุคคลทั่วไป และเป็นผู้ดูแลกับจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ โดยเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจนกว่าจะจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะที่ได้ทำ สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ประเด็นที่สำคัญในทางวิธีพิจารณาคือ จำเลยให้การว่าหนี้ตามฟ้องมีอายุความห้าปี มิได้ยกอายุความสองปีตามมาตรา 193/34 (1) โดยตรง แม้ปัญหาเรื่องอายุความในคดีแพ่งไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และจำเลยต้องยกขึ้นต่อสู้ แต่จำเลยในคดีนี้ได้ยกปัญหาอายุความขึ้นแล้ว โดยให้การว่าโจทก์ฟ้องเกินกว่าห้าปีและค่าบริการสาธารณะส่วนที่เกินกว่าห้าปีขาดอายุความ คำให้การดังกล่าวจึงแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งว่าจำเลยประสงค์ยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เมื่อคดีเป็นคดีผู้บริโภค พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มีบทบัญญัติให้การดำเนินกระบวนพิจารณามีลักษณะไม่เคร่งครัดเหมือนคดีแพ่งทั่วไป โดยมาตรา 26 กำหนดให้การยื่นคำให้การสามารถกระทำด้วยวาจาได้ และหากยื่นคำให้การเป็นหนังสือแล้วปรากฏว่ามีความไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญอย่างหนึ่งอย่างใด ศาลอาจมีคำสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องหรือให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้ สาระสำคัญของคำพิพากษาจึงอยู่ที่การแยกระหว่างการยกอายุความขึ้นต่อสู้กับการปรับบทกฎหมายเรื่องอายุความ จำเลยมีหน้าที่ยกการขาดอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่เมื่อได้ยกประเด็นดังกล่าวโดยชัดแจ้งแล้ว การวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องนั้นมีอายุความตามบทบัญญัติใดและมีกำหนดกี่ปี เป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง การที่จำเลยระบุว่าอายุความห้าปีจึงมิได้จำกัดให้ศาลพิจารณาได้เฉพาะอายุความห้าปี เพราะสาระสำคัญของคำให้การคือจำเลยได้ยกการขาดอายุความขึ้นปฏิเสธสิทธิเรียกร้องของโจทก์แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีทำให้สิทธิเรียกร้องอยู่ภายใต้อายุความสองปี ศาลในคดีผู้บริโภคย่อมปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ อย่างไรก็ดี หลักในคำพิพากษานี้มิได้หมายความว่าศาลคดีผู้บริโภคสามารถยกอายุความขึ้นวินิจฉัยเองโดยไม่มีข้อต่อสู้ของจำเลย เพราะศาลฎีกายังคงยืนยันว่าอายุความในคดีแพ่งไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงยังต้องยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้เสียก่อน ความสำคัญของคดีนี้อยู่ที่จำเลยได้ยกการขาดอายุความขึ้นแล้ว เพียงแต่ระบุกำหนดอายุความไว้ไม่ตรงกับบทกฎหมายที่ใช้บังคับ คำพิพากษานี้จึงแสดงหลักทั้งในด้านกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีพิจารณา กล่าวคือ ในด้านกฎหมายสารบัญญัติ สิทธิเรียกร้องค่าบริการสาธารณะตามข้อเท็จจริงแห่งคดีมีอายุความสองปีตามมาตรา 193/34 (1) ส่วนในด้านวิธีพิจารณา เมื่อจำเลยได้ยกการขาดอายุความขึ้นต่อสู้โดยชัดแจ้งแล้ว แม้จะระบุกำหนดอายุความไม่ถูกต้อง ศาลในคดีผู้บริโภคย่อมปรับบทกฎหมายเรื่องอายุความให้ถูกต้องได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ค่าบริการสาธารณะของผู้จัดสรรที่ดินตามข้อเท็จจริงในคดีนี้มีอายุความกี่ปี คำตอบ สิทธิเรียกร้องค่าบริการสาธารณะในคดีนี้มีอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) เพราะโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะที่ได้ทำ 2. คำถาม จำเลยยกอายุความห้าปี แต่สิทธิเรียกร้องมีอายุความสองปี ศาลพิจารณาอายุความสองปีได้หรือไม่ คำตอบ ได้ เมื่อจำเลยได้ยกการขาดอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องโดยชัดแจ้งแล้ว คดีย่อมมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าฟ้องขาดอายุความหรือไม่ ส่วนปัญหาว่าฟ้องขาดอายุความเรื่องใดและอย่างไร เป็นหน้าที่ของศาลในคดีผู้บริโภคที่จะปรับบทตามกฎหมายให้ถูกต้อง 3. คำถาม ศาลสามารถยกอายุความในคดีแพ่งขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ เพราะปัญหาเรื่องอายุความในคดีแพ่งไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยต้องให้การยกอายุความขึ้นต่อสู้ แต่เมื่อจำเลยยกการขาดอายุความขึ้นเป็นประเด็นแล้ว ศาลย่อมปรับบทกฎหมายเรื่องอายุความให้ถูกต้องแก่ข้อเท็จจริงแห่งคดีได้ 4. คำถาม เหตุใดการระบุอายุความห้าปีแทนที่จะเป็นสองปีจึงไม่ทำให้ข้อต่อสู้เรื่องอายุความหมดไป คำตอบ เพราะจำเลยได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งว่าประสงค์ยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์แล้ว คดีจึงมีประเด็นว่าฟ้องขาดอายุความหรือไม่ เมื่อเป็นคดีผู้บริโภคซึ่งมีกระบวนพิจารณาที่มีลักษณะไม่เคร่งครัดเหมือนคดีแพ่งทั่วไป การพิจารณาว่าสิทธิเรียกร้องอยู่ภายใต้อายุความตามบทบัญญัติใดและมีกำหนดกี่ปีจึงเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทตามกฎหมายให้ถูกต้อง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2568 แม้ปัญหาเรื่องอายุความในคดีแพ่งจำเลยจะต้องให้การต่อสู้คดีไว้ เพราะไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ที่มีบทบัญญัติให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคมีลักษณะไม่เคร่งครัดเหมือนคดีแพ่งทั่วไป ซึ่งมาตรา 26 กำหนดให้การยื่นคำให้การสามารถกระทำด้วยวาจาได้หรือถ้ายื่นคำให้การเป็นหนังสือและปรากฏว่ามีความไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญอย่างหนึ่งอย่างใด ศาลก็อาจมีคำสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องหรือให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้ อีกทั้งประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ เมื่อจำเลยให้การในปัญหาเรื่องอายุความว่า โจทก์ฟ้องเกินกว่าห้าปี ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าบริการสาธารณะที่เกินกว่าห้าปีจึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยจึงเป็นการแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ คดีจึงมีประเด็นปัญหาต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเรื่องใด อย่างไร นั้น เป็นหน้าที่ของศาลในคดีผู้บริโภคที่จะปรับบทตามกฎหมายให้ถูกต้องต่อไป โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 40,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า หนี้ตามฟ้องมีอายุความห้าปี สิทธิเรียกร้องตามฟ้องในส่วนที่จำเลยค้างชำระก่อนวันที่ 4 เมษายน 2560 จึงขาดอายุความ โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องและจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องที่จำเลยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2560 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 8 เดือน 27 วัน รวมเป็นเงิน 9,968 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 40,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 เมษายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินโครงการตามฟ้อง จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องโดยซื้อมาจากโจทก์ จำเลยต้องชำระค่าบริการสาธารณะให้แก่โจทก์ แต่จำเลยค้างชำระค่าบริการสาธารณะประจำปี 2558 ถึง 2560 เป็นเงินปีละ 13,400 บาท รวมเป็นเงิน 40,320 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระค่าบริการสาธารณะดังกล่าวแก่โจทก์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามคำให้การของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ประกอบสำเนาโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดิน (แก้ไขครั้งที่ 1) ซึ่งจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงแล้วได้ความว่า โจทก์ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน เป็นผู้จัดสรรที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย และจำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโครงการตามฟ้องแก่บุคคลทั่วไป โดยโจทก์จะเป็นผู้ดูแลกับจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ โจทก์จะจัดเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินในอัตราตามฟ้องจนกว่าจะจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งโจทก์จะจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และจะคืนเงินที่เหลือแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โจทก์ย่อมเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะที่ได้ทำ สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะแก่โจทก์จึงมีอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ไม่ใช่มีอายุความห้าปีดังที่จำเลยให้การไว้ ส่วนปัญหาว่าจำเลยให้การโดยยกอายุความห้าปีขึ้นต่อสู้ โดยไม่ได้ยกอายุความสองปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) นั้น แม้ปัญหาเรื่องอายุความในคดีแพ่ง จำเลยจะต้องให้การต่อสู้คดีไว้ เพราะไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ก็ตาม แต่คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ที่มีบทบัญญัติให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคมีลักษณะไม่เคร่งครัดเหมือนคดีแพ่งทั่วไป ซึ่งมาตรา 26 กำหนดให้การยื่นคำให้การสามารถกระทำด้วยวาจาได้ หรือถ้ายื่นคำให้การเป็นหนังสือและปรากฏว่ามีความไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญอย่างหนึ่งอย่างใด ศาลก็อาจมีคำสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องหรือให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้ อีกทั้งประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ เมื่อจำเลยให้การในปัญหาเรื่องอายุความว่า โจทก์ฟ้องเกินกว่าห้าปี ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าบริการสาธารณะที่เกินกว่าห้าปี จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยจึงเป็นการแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์แล้ว คดีจึงมีประเด็นปัญหาต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเรื่องใด อย่างไร นั้น เป็นหน้าที่ของศาลในคดีผู้บริโภคที่จะปรับบทตามกฎหมายให้ถูกต้องต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะแก่โจทก์มีอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว การที่จำเลยค้างชำระค่าบริการสาธารณะประจำปี 2558 ถึง 2560 เป็นเงินปีละ 13,400 บาท และโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในวันที่ 4 เมษายน 2565 จึงขาดอายุความสองปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระค่าบริการสาธารณะตามฟ้อง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ![]() |




