
| ฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อมีผู้จัดการมรดกและทายาทร่วมกันถือครองทรัพย์ ศาลฎีกาวางหลักแยกคดีมรดกกับคดีจัดการมรดกอย่างชัดเจน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในทางกฎหมายมรดก คือ การจำแนกประเภทของคดีระหว่าง “คดีมรดก” กับ “คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อกำหนดอายุความในการฟ้องร้อง โดยเฉพาะกรณีที่มีทั้งผู้จัดการมรดกและทายาทหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง และมีการโอนทรัพย์มรดกโดยมิได้รวมทายาทบางรายเข้าเป็นผู้รับโอน ศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากทายาทด้วยกัน ย่อมเป็น “คดีมรดก” แม้จะมีผู้จัดการมรดกถูกฟ้องร่วมด้วยก็ตาม ซึ่งส่งผลให้อายุความต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติมาตรา 1754 ไม่ใช่มาตรา 1733 วรรคสอง อีกทั้งยังวินิจฉัยต่อไปถึงหลักการ “อายุความสะดุดหยุดลง” และ “การเริ่มนับอายุความใหม่” จากพฤติการณ์การครอบครองทรัพย์และการแสดงเจตนาโดยปริยายของทายาท อันเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต้องขาดอายุความในที่สุด คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความอายุความในคดีมรดกที่มีข้อเท็จจริงซับซ้อนและมีการจัดการทรัพย์โดยไม่ครบถ้วน สรุปข้อเท็จจริง นายณรงค์ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งใช้ประกอบกิจการโรงแรม และมีทายาทโดยธรรม 3 คน ได้แก่ โจทก์ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งนางสมวงศ์เป็นผู้จัดการมรดก และได้มีการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกให้แก่ผู้จัดการมรดกและทายาทบางราย โดยมิได้โอนให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทรายหนึ่ง ต่อมาได้มีการไถ่ถอนจำนองและโอนทรัพย์ระหว่างทายาทกันเอง รวมทั้งมีการดำเนินคดีอื่นเกี่ยวกับการเพิกถอนนิติกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์ดังกล่าว ขณะเดียวกันโจทก์ยังคงอยู่อาศัยในทรัพย์มรดกช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะออกไปอยู่ที่อื่น ภายหลังโจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสามแบ่งมรดก โดยขอให้โอนที่ดินและแบ่งรายได้จากโรงแรมให้แก่ตนในสัดส่วนหนึ่งในสี่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญ 2 ส่วน คือ ประเด็นที่หนึ่ง ลักษณะของคดี ศาลเห็นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาท เพื่อขอแบ่งทรัพย์มรดก เป็น “คดีมรดก” ไม่ใช่ “คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก” แม้จะฟ้องผู้จัดการมรดกร่วมด้วยก็ตาม เพราะสิทธิเรียกร้องเป็นการเรียกทรัพย์จากทายาทโดยตรง จึงต้องอยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1754 ประเด็นที่สอง อายุความ ศาลพิจารณาว่า อายุความเริ่มต้นตั้งแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย แต่มีเหตุให้ “สะดุดหยุดลง” เนื่องจากมีการตั้งผู้จัดการมรดก และยังมีพฤติการณ์ที่ทายาทยอมรับให้โจทก์ครอบครองทรัพย์มรดกอยู่ อย่างไรก็ตาม ต่อมามีพฤติการณ์สำคัญ คือ ผู้จัดการมรดกและทายาทรายอื่นแสดงเจตนาไม่ยอมรับสิทธิของโจทก์อีกต่อไป เช่น การแจ้งธนาคารไม่ให้ส่งมอบเอกสารแก่โจทก์ และการโอนทรัพย์กันเอง พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการสิ้นสุดเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ดังนั้น อายุความจึงเริ่มนับใหม่ และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีเกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันดังกล่าว ย่อมขาดอายุความ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การแยก “ประเภทคดี” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำหนดอายุความ กล่าวคือ คดีจัดการมรดก เป็นคดีเกี่ยวกับการกระทำของผู้จัดการมรดก เช่น การบริหารทรัพย์ การทำบัญชี หรือการใช้อำนาจหน้าที่ ซึ่งอยู่ภายใต้อายุความ 5 ปี คดีมรดก เป็นคดีที่ทายาทเรียกร้องสิทธิในทรัพย์มรดก เช่น การขอแบ่งทรัพย์ หรือเรียกคืนทรัพย์จากทายาทรายอื่น ซึ่งอยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1754 ศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่า ต้องพิจารณาจาก “ลักษณะสิทธิเรียกร้อง” ไม่ใช่ “ตัวบุคคลที่ถูกฟ้อง” ดังนั้น แม้มีผู้จัดการมรดกเป็นจำเลยร่วม ก็ไม่ทำให้คดีเปลี่ยนประเภทได้ นอกจากนี้ ศาลยังอธิบายหลัก “อายุความสะดุดหยุดลง” ว่าการกระทำใดที่แสดงโดยปริยายว่ายอมรับสิทธิของอีกฝ่าย เช่น การปล่อยให้ครอบครองทรัพย์ ย่อมทำให้อายุความหยุดนับ แต่หากมีการแสดงเจตนาในทางตรงกันข้ามอย่างชัดเจน เช่น ปฏิเสธสิทธิ หรือโอนทรัพย์โดยไม่ยอมรับสิทธิของอีกฝ่าย ย่อมทำให้อายุความเริ่มนับใหม่ เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวฎีกาที่เกี่ยวข้อง มาตรา 1754 มีเจตนารมณ์เพื่อจำกัดระยะเวลาการเรียกร้องสิทธิในทรัพย์มรดกให้เกิดความแน่นอนในความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน มิให้มีการโต้แย้งสิทธิย้อนหลังเป็นเวลานาน ส่วนมาตรา 193/14 และ 193/15 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งยังแสดงพฤติการณ์ยอมรับสิทธิอยู่ โดยไม่ให้เสียสิทธิจากอายุความในช่วงเวลาดังกล่าว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในลักษณะเดียวกันมักย้ำหลักว่า การตีความอายุความต้องพิจารณาทั้ง “ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครอง” และ “พฤติการณ์แสดงเจตนา” ควบคู่กัน ไม่อาจพิจารณาเพียงระยะเวลาโดยลำพัง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทและในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ในสัดส่วนหนึ่งในสี่ และให้ยกคำขออื่น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โดยเห็นว่าโจทก์เป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิในทรัพย์มรดกและยังไม่ขาดอายุความ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องว่าคดีเป็นกรณีเกี่ยวกับการจัดการมรดกและสิทธิของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับคำขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนที่ดินและแบ่งรายได้จากโรงแรม เนื่องจากเห็นว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีมรดกซึ่งต้องอยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1754 และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเหตุสะดุดหยุดลงสิ้นสุดแล้วและโจทก์ฟ้องเกินกำหนดหนึ่งปี สิทธิเรียกร้องจึงขาดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่าการจำแนกประเภทของคดีเป็นสาระสำคัญในทางกฎหมายที่มีผลโดยตรงต่อสิทธิเรียกร้องของคู่ความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีมรดกซึ่งกฎหมายได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะเพื่อความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์ในทรัพย์สิน การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยยึดถือ “ลักษณะของสิทธิเรียกร้อง” เป็นเกณฑ์ มิใช่ “ฐานะของบุคคลที่ถูกฟ้อง” เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายทั่วไปและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นอกจากนี้ หลักเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงมิได้มีผลถาวร หากเหตุแห่งการยอมรับสิทธิสิ้นสุดลงแล้ว ย่อมทำให้อายุความเริ่มนับใหม่ทันที ผู้มีสิทธิต้องใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นย่อมเสียสิทธิเรียกร้องโดยเด็ดขาด อันเป็นการตอกย้ำหลักความแน่นอนแห่งกฎหมายและความมั่นคงแห่งทรัพย์สินในระบบกฎหมายแพ่ง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการจำแนกประเภทของคดีและการนับอายุความ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากทายาทเป็น “คดีมรดก” ตามมาตรา 1754 มิใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามมาตรา 1733 วรรคสอง แม้จะมีผู้จัดการมรดกถูกฟ้องร่วมด้วยก็ตาม สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 คดีมรดกตามมาตรา 1754 เป็นการเรียกร้องสิทธิในทรัพย์มรดกระหว่างทายาทโดยตรง ซึ่งกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ เมื่อพ้นกำหนดแล้วสิทธิเรียกร้องย่อมระงับทันที ไม่อาจอาศัยการตีความขยายให้เป็นคดีประเภทอื่นเพื่อยืดอายุความได้ 2 อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับใหม่ แม้จะมีเหตุให้อายุความหยุดนับ เช่น การยอมรับสิทธิหรือการครอบครองแทน แต่เมื่อมีพฤติการณ์แสดงเจตนาไม่ยอมรับสิทธิอีกต่อไป อายุความย่อมเริ่มนับใหม่ทันที ผู้มีสิทธิต้องใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นย่อมขาดอายุความ คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม การฟ้องแบ่งมรดกระหว่างทายาทถือเป็นคดีประเภทใด และมีผลต่ออายุความอย่างไร คำตอบ การฟ้องแบ่งมรดกระหว่างทายาทเป็นคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก แม้ว่าจะมีผู้จัดการมรดกเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีหรือถูกฟ้องร่วมด้วยก็ตาม หลักในการพิจารณาว่าคดีใดเป็นคดีมรดกหรือคดีจัดการมรดกนั้น ต้องพิจารณาจากลักษณะของสิทธิเรียกร้องเป็นสำคัญ หากเป็นการเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์หรือโอนกรรมสิทธิ์ในฐานะทายาท ย่อมเป็นคดีมรดก ซึ่งอยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1754 ที่กำหนดระยะเวลาไว้โดยเฉพาะ แตกต่างจากคดีจัดการมรดกซึ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์ของผู้จัดการมรดกและมีอายุความยาวกว่า การจำแนกประเภทคดีผิดย่อมทำให้การคำนวณอายุความคลาดเคลื่อนและอาจทำให้สิทธิเรียกร้องของคู่ความขาดอายุความได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ผู้มีสิทธิควรพิจารณาประเภทคดีให้ถูกต้องก่อนดำเนินคดีเพื่อรักษาสิทธิของตนตามกฎหมายให้ครบถ้วนสมบูรณ์ 2 คำถาม การมีผู้จัดการมรดกในคดีทำให้คดีแบ่งมรดกกลายเป็นคดีจัดการมรดกหรือไม่ คำตอบ การมีผู้จัดการมรดกเป็นคู่ความในคดีมิได้ทำให้คดีเปลี่ยนลักษณะเป็นคดีจัดการมรดกโดยอัตโนมัติ เนื่องจากกฎหมายให้พิจารณาที่สาระของสิทธิเรียกร้องเป็นหลัก หากโจทก์ฟ้องเพื่อเรียกทรัพย์มรดกจากทายาทด้วยกัน ย่อมเป็นคดีมรดก แม้ว่าจะฟ้องผู้จัดการมรดกร่วมด้วยก็ตาม เพราะผู้จัดการมรดกอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในข้อเท็จจริงหรือการโอนทรัพย์ แต่สิทธิเรียกร้องหลักยังคงเป็นการแบ่งมรดกระหว่างทายาท ดังนั้น การตีความว่าคดีเป็นคดีจัดการมรดกเพียงเพราะมีผู้จัดการมรดกเป็นจำเลยจึงไม่ถูกต้อง หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดอายุความและผลทางคดี เนื่องจากหากตีความผิดอาจทำให้คู่ความเสียสิทธิเรียกร้องโดยไม่อาจเยียวยาได้ในภายหลัง 3 คำถาม อายุความสะดุดหยุดลงในคดีมรดกเกิดขึ้นได้ในกรณีใดบ้าง คำตอบ อายุความสะดุดหยุดลงในคดีมรดกอาจเกิดขึ้นได้เมื่อมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่าฝ่ายที่ถูกเรียกร้องยอมรับสิทธิของผู้มีสิทธิ เช่น การยอมให้ครอบครองทรัพย์มรดก การไม่โต้แย้งสิทธิ หรือการกระทำอื่นที่ส่อถึงการยอมรับสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การสะดุดหยุดลงดังกล่าวมีผลทำให้ระยะเวลาที่ผ่านมาไม่นำมานับรวมในอายุความ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่ามีการยอมรับสิทธิหรือไม่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี โดยศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม มิใช่เพียงการกระทำใดการกระทำหนึ่งเพียงลำพัง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้มีสิทธิไม่ให้เสียสิทธิจากการที่อีกฝ่ายหนึ่งยังคงยอมรับสิทธิอยู่ 4 คำถาม เมื่อเหตุแห่งการสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลง อายุความจะนับอย่างไร คำตอบ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงแล้ว กฎหมายกำหนดให้อายุความเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่เหตุการณ์ดังกล่าวสิ้นสุด โดยไม่นำระยะเวลาที่ผ่านมาก่อนหน้ามารวมคำนวณอีกต่อไป หลักการนี้มีผลสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากผู้มีสิทธิต้องติดตามพฤติการณ์ของคู่กรณีอย่างใกล้ชิด หากอีกฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาไม่ยอมรับสิทธิอีกต่อไป เช่น การปฏิเสธสิทธิ การโอนทรัพย์ หรือการกระทำที่ตัดขาดความสัมพันธ์ทางสิทธิ ย่อมถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนับอายุความใหม่ทันที หากผู้มีสิทธิไม่ดำเนินการฟ้องร้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องขาดอายุความโดยเด็ดขาด และไม่อาจนำมาฟ้องร้องได้อีกในภายหลัง 5 คำถาม การครอบครองทรัพย์มรดกของทายาทมีผลต่ออายุความอย่างไร คำตอบ การครอบครองทรัพย์มรดกของทายาทมีผลโดยตรงต่อการพิจารณาว่าอายุความได้สะดุดหยุดลงหรือไม่ โดยหากทายาทฝ่ายหนึ่งครอบครองทรัพย์มรดกโดยที่ทายาทอื่นมิได้โต้แย้งหรือยังยอมรับสิทธิอยู่ ย่อมอาจถือเป็นการยอมรับสิทธิเรียกร้องโดยปริยาย ซึ่งเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การครอบครองดังกล่าวต้องพิจารณาควบคู่กับพฤติการณ์โดยรวม เช่น การแสดงเจตนาของผู้ครอบครอง การใช้ประโยชน์ในทรัพย์ และความสัมพันธ์ระหว่างทายาท หากต่อมามีการแสดงเจตนาไม่ยอมรับสิทธิ เช่น การขับไล่ การโอนทรัพย์โดยไม่ยอมรับสิทธิของผู้อื่น หรือการปฏิเสธสิทธิอย่างชัดแจ้ง ย่อมทำให้เหตุแห่งการสะดุดหยุดลงสิ้นสุด และอายุความเริ่มนับใหม่ทันที ดังนั้น การครอบครองเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องพิจารณาร่วมกับพฤติการณ์อื่นประกอบด้วย 6 คำถาม หากฟ้องคดีมรดกเกินกำหนดอายุความแล้วจะมีผลอย่างไร คำตอบ หากผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกฟ้องคดีเกินกำหนดอายุความที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องดังกล่าวย่อมขาดอายุความโดยเด็ดขาดตามหลักกฎหมายแพ่ง ซึ่งหมายความว่าไม่อาจบังคับให้คู่กรณีชำระหนี้หรือโอนทรัพย์ตามคำฟ้องได้อีก แม้ว่าจะมีข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องเป็นทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแน่นอนในความสัมพันธ์ทางกฎหมายและป้องกันไม่ให้มีการฟ้องร้องย้อนหลังเป็นเวลานานจนเกิดความไม่เป็นธรรมแก่ฝ่ายที่ถูกฟ้อง ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาเรื่องอายุความเมื่อมีการยกขึ้นต่อสู้โดยฝ่ายจำเลย และหากศาลเห็นว่าขาดอายุความแล้ว ย่อมต้องยกฟ้องโดยไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้อเท็จจริงอื่นต่อไป ดังนั้น ผู้มีสิทธิควรใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด 7 คำถาม การแสดงเจตนาโดยปริยายว่ารับรองสิทธิเรียกร้องมีลักษณะอย่างไร คำตอบ การแสดงเจตนาโดยปริยายว่ารับรองสิทธิเรียกร้องเป็นพฤติการณ์ที่มิได้กล่าวโดยตรงแต่สามารถตีความได้ว่าผู้กระทำยอมรับสิทธิของอีกฝ่าย เช่น การยอมให้ครอบครองทรัพย์ การไม่โต้แย้งสิทธิ การแบ่งผลประโยชน์ หรือการกระทำอื่นที่แสดงถึงการยอมรับความมีอยู่ของสิทธิเรียกร้องดังกล่าว การพิจารณาว่าพฤติการณ์ใดเข้าลักษณะดังกล่าวต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี โดยศาลจะพิจารณาจากความต่อเนื่องของการกระทำและเจตนาที่แฝงอยู่ มิใช่เพียงการกระทำเพียงครั้งเดียว ทั้งนี้ การแสดงเจตนาโดยปริยายมีผลทางกฎหมายสำคัญคือทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ซึ่งส่งผลต่อระยะเวลาการใช้สิทธิของคู่ความ ดังนั้น การกระทำใด ๆ ที่อาจตีความได้ว่าเป็นการยอมรับสิทธิควรพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันผลกระทบทางกฎหมาย 8 คำถาม เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดอายุความในคดีมรดกไว้โดยเฉพาะ คำตอบ กฎหมายกำหนดอายุความในคดีมรดกไว้โดยเฉพาะเพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนในสิทธิในทรัพย์สินของทายาทและบุคคลภายนอก เนื่องจากทรัพย์มรดกมักเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่ายและอาจมีการโอนเปลี่ยนมือหลายครั้ง หากไม่มีการกำหนดระยะเวลาจำกัดในการฟ้องร้อง อาจก่อให้เกิดข้อพิพาทย้อนหลังเป็นเวลานานและกระทบต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจและสังคม หลักอายุความจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดขอบเขตของการใช้สิทธิ และกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิรีบดำเนินการภายในระยะเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังเป็นการคุ้มครองฝ่ายที่ครอบครองทรัพย์โดยสุจริตไม่ให้ต้องเผชิญกับการเรียกร้องที่ล่าช้าเกินควร อันสอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมและความแน่นอนแห่งกฎหมายในระบบกฎหมายแพ่ง หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 มาตรา 193/14 มาตรา 193/15 มาตรา 1733 วรรคสอง มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง มาตรา 193/9 วางหลักทั่วไปเกี่ยวกับอายุความว่า หากสิทธิเรียกร้องมิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นย่อมขาดอายุความโดยเด็ดขาด ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานที่ใช้บังคับกับสิทธิเรียกร้องทุกประเภท รวมถึงสิทธิในทรัพย์มรดก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแน่นอนในความสัมพันธ์ทางกฎหมายและป้องกันการฟ้องร้องย้อนหลังที่ล่าช้าเกินสมควร มาตรา 193/14 กำหนดเหตุแห่งการสะดุดหยุดลงของอายุความ โดยเฉพาะกรณีที่มีการกระทำใด ๆ อันแสดงโดยปราศจากข้อสงสัยว่าผู้ถูกเรียกร้องยอมรับสิทธิของผู้มีสิทธิ เช่น การยอมให้ครอบครองทรัพย์หรือการไม่โต้แย้งสิทธิ ซึ่งในคดีมรดกมักพบในกรณีที่ทายาทบางรายยังยอมให้ทายาทอีกรายใช้ประโยชน์ในทรัพย์มรดกอยู่ มาตรา 193/15 วางหลักต่อเนื่องว่า เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ผ่านมาก่อนหน้านั้นไม่นำมานับรวม และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเมื่อใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น หลักการนี้มีผลสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการคำนวณระยะเวลาใหม่ทั้งหมด มาตรา 1733 วรรคสอง กำหนดอายุความสำหรับคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกไว้ห้าปี ซึ่งใช้กับกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการมรดก เช่น การบริหารจัดการทรัพย์ การทำบัญชี หรือการกระทำเกินอำนาจหน้าที่ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง กำหนดอายุความสำหรับคดีมรดก ซึ่งเป็นการเรียกร้องสิทธิในทรัพย์มรดกระหว่างทายาทโดยตรง โดยมีระยะเวลาจำกัดและมีลักษณะเป็นบทบัญญัติเฉพาะที่ต้องนำมาใช้ก่อนบททั่วไป การประสานบทบัญญัติเหล่านี้ต้องพิจารณาอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ต้องเริ่มจากการจำแนกประเภทคดีให้ถูกต้องก่อนว่าเป็นคดีมรดกหรือคดีจัดการมรดก จากนั้นจึงพิจารณาว่ามีเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือไม่ และหากมี เหตุนั้นสิ้นสุดลงเมื่อใด เพื่อคำนวณการเริ่มนับอายุความใหม่อย่างถูกต้อง หากตีความคลาดเคลื่อนย่อมทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการใช้บทบัญญัติเรื่องอายุความอย่างเคร่งครัดในทางปฏิบัติ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10692/2558 คดีจัดการมรดกกับคดีมรดกเป็นคดีคนละประเภทกัน กฎหมายบัญญัติแยกไว้คนละส่วนและให้อยู่ในบังคับการฟ้องร้องคนละมาตรา อายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกมีอายุความห้าปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ส่วนคดีมรดกมีอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 จำเลยที่ 2 และที่ 3มิใช่ผู้จัดการมรดกแต่เป็นทายาทและถูกโจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดก ย่อมเป็นคดีมรดก อันมีอายุความตามมาตรา 1754 แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องจะได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเข้ามาด้วย ก็หาอาจทำให้สิทธิเรียกร้องแบ่งมรดกของโจทก์จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทกลับเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกไปได้ไม่ ป.พ.พ. มาตรา 193/9 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องใดๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ" มาตรา 193/14 บัญญัติว่า "อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้ (1)... กระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง..." และมาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ" วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใดให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น" โจทก์เรียกร้องเอาทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยู่ในบังคับอายุความตามมาตรา 1754 และอยู่ในบังคับตามมาตรา 193/9 มาตรา 193/14 และมาตรา 193/15 ดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่า ณ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2537 ศาลตั้ง ส. เป็นผู้จัดการมรดกของ ณ. เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 จึงทำให้อายุความมรดกสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 แม้ต่อมา ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกจะจดทะเบียนโอนมรดกพิพาทให้แก่ตนเองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ณ. เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2538 โดยไม่ได้โอนแก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์ยังครอบครองทรัพย์มรดกโดยอาศัยในบ้าน ว. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกพิพาทอยู่ จึงเป็นกรณีที่ ส. จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยอันแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับว่าโจทก์ยังครอบครองมรดกอยู่อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามมาตรา 193/14 แต่เมื่อมีข้อเท็จจริงว่า ส. ไถ่ถอนจำนองโดย ส. มีหนังสือแจ้งธนาคารผู้รับจำนองว่า ไม่ให้ธนาคารมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินให้แก่โจทก์ และโอนที่ดินส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3พฤติการณ์ดังกล่าวของ ส. จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการแสดงเจตนาไม่ยึดถือมรดกแทนโจทก์ต่อไปนับแต่วันที่ธนาคารได้แจ้งแก่โจทก์อย่างช้าไม่เกินวันที่ไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร ดังนั้น การครอบครองทรัพย์มรดกของโจทก์อันเป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงย่อมสิ้นสุดลงไม่ถือว่าโจทก์ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่แบ่งต่อไปนับแต่วันนั้น อายุความจึงเริ่มนับใหม่ในวันดังกล่าวตามมาตรา 193/15 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินหนึ่งปี ย่อมขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันแบ่งแยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องหนึ่งในสี่ส่วนให้โจทก์และแบ่งรายได้สุทธิของโรงแรมทุกเดือนหนึ่งในสี่ส่วนให้โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าการแบ่งทรัพย์มรดกแล้วเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การและจำเลยที่ 2 กับที่ 3 แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งเรียกนางวิยดา ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทและในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28001 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์หนึ่งในสี่ส่วน ให้ยกคำขออื่น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า นายณรงค์และนางสมวงศ์ เป็นสามีภริยากันชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ จำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2537 นายณรงค์ถึงแก่ความตาย นายณรงค์มีทรัพย์สินที่เป็นมรดกคือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3977 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง คือ ตึกแถวสามชั้นครึ่ง เลขที่ 467 หมู่ที่ 2 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ชื่อบ้านวงศ์ดารินทร์ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพโดยทำเป็นโรงแรมขนาด 15 ห้อง ซึ่งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนายณรงค์ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ขณะที่นายณรงค์ยังมีชีวิตอยู่ในวงเงิน 1,400,000 บาท ที่พิพาทกันคดีนี้ นายณรงค์ไม่ได้ทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ศาลจังหวัดชลบุรีมีคำสั่งตั้งนางสมวงศ์เป็นผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ตามสำเนาคำสั่ง คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1467/2538 หมายเลขแดงที่ 1589/2538 ของศาลจังหวัดชลบุรี นางสมวงศ์จดทะเบียนรับโอนมรดกในฐานะผู้จัดการมรดก นางสมวงศ์ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ตนเองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทของนายณรงค์โดยมรดกพิพาทยังติดจำนองอยู่ นางสมวงศ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเป็นเงิน 846,609.64 บาท แล้วนางสมวงศ์จดทะเบียนโอนเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารเป็นประกันการกู้เงินในวงเงิน 1,000,000 บาท หลังจากนั้นเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 28001 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี แทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3977 ซึ่งนายณรงค์ได้ยื่นคำขอและนำรังวัดไว้ก่อนตายครั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ไถ่ถอนจำนอง นอกจากนี้ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายณรงค์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันฟ้องโจทก์ กรมที่ดินและธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) รวม 3 คน ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2788 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ระหว่างนายณรงค์กับโจทก์และเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมจำนองที่ดินระหว่างโจทก์และธนาคารทหารไทยจำกัด (มหาชน) โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ปลอมหนังสือมอบอำนาจของนายณรงค์ขณะที่ยังมีชีวิตแล้วโอนที่ดินเป็นของโจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว แล้วนำไปจำนองไว้แก่ธนาคาร ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการให้และจำนองตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 250/2544 หมายเลขแดงที่ 1114/2546 โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว) แต่ผู้เดียวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้และจำนองตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 53/2547 หมายเลขแดงที่ 2095/2549 ของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว) แต่ผู้เดียวฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมว่า คดีตามคำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีมรดกซึ่งมีอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือไม่ เห็นว่า คดีจัดการมรดกกับคดีมรดกเป็นคดีคนละประเภทกัน กฎหมายบัญญัติแยกไว้คนละส่วนและให้อยู่ในบังคับการฟ้องร้องคนละมาตรา โดยอายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ส่วนคดีมรดกจะมีอายุความตามมาตรา 1754 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่ผู้จัดการมรดกแต่เป็นทายาทและถูกโจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดก ย่อมเป็นคดีมรดกอันมีอายุความตามมาตรา 1754 แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องจะได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเข้ามาด้วยก็หาอาจทำให้สิทธิเรียกร้องแบ่งมรดกของโจทก์จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทกลับเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกไปได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีจัดการมรดกมิใช่คดีมรดกมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ย้อนสำนวน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องใดๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ" มาตรา 193/14 บัญญัติว่า "อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้ (1) กระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง" และมาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ" วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใดให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น" การที่โจทก์เรียกร้องเอาทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยู่ในบังคับตามมาตรา 1754 ดังวินิจฉัยมาแล้ว ยังอยู่ในบังคับตามมาตรา 193/9 มาตรา 193/14 และมาตรา 193/15 ดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่านายณรงค์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2537 การที่ศาลตั้งนางสมวงศ์เป็นผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 จึงทำให้อายุความมรดกสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 แม้นางสมวงศ์ในฐานะผู้จัดการมรดกจะจดทะเบียนโอนมรดกพิพาทให้แก่ตนเองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายณรงค์เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2538 โดยไม่ได้โอนแก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์ยังครอบครองทรัพย์มรดกโดยอาศัยในบ้านวงศ์ดารินทร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกพิพาทอยู่ จึงเป็นกรณีที่นางสมวงศ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยอันแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับโจทก์ยังครอบครองมรดกอยู่อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามมาตรา 193/14 เช่นกัน อนึ่ง แม้โจทก์จะออกจากบ้านวงศ์ดารินทร์ไปอยู่ที่อื่น เมื่อปี 2541 ก็ยังถือว่าโจทก์ครอบครองทรัพย์มรดกอยู่โดยนางสมวงศ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยึดถือไว้แทน คำเบิกความของจำเลยที่ 2 สอดคล้องกับเอกสารโดยเฉพาะเอกสาร เป็นเอกสารราชการที่เจ้าพนักงานรับรองความถูกต้องจึงฟังได้ว่ามีเหตุการณ์ตามเอกสารจริงและฟังได้ว่า โจทก์คงทราบเรื่องจากธนาคารฯแล้ว ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า นางสมวงศ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอรับโอนมรดกมาเป็นของตนขณะทรัพย์มรดกยังติดจำนอง ต่อมาได้ไถ่ถอนจำนองเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2543 หลังจากมีหนังสือแจ้งธนาคารฯ เพียง 2 เดือนเศษ และในวันเดียวกันนั้น นางสมวงศ์ได้โอนส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 พฤติการณ์ดังกล่าวของนางสมวงศ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการแสดงเจตนาไม่ยึดถือมรดกแทนโจทก์ต่อไปนับแต่วันที่ธนาคารฯ ได้แจ้งแก่โจทก์ว่าจะไม่มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ตามที่นางสมวงศ์แจ้งอย่างช้าไม่เกินวันที่ 17 มกราคม 2543 คือวันที่ไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร ดังนั้น เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงย่อมสิ้นสุดนับแต่วันดังกล่าวอย่างช้าไม่เกินวันที่ 17 มกราคม 2543 การครอบครองทรัพย์มรดกของโจทก์ย่อมสิ้นสุดลงไม่ถือว่าโจทก์ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่แบ่งต่อไปนับแต่วันนั้น อายุความจึงเริ่มนับใหม่ในวันดังกล่าวตามมาตรา 193/15 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 จึงเกิน 1 ปี ย่อมขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาว่าทรัพย์มรดกพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายณรงค์และนางสมวงศ์หรือไม่ กับปัญหาว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมไปจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28001 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์หนึ่งในสี่และที่ขอให้แบ่งรายได้สุทธิของโรงแรมทุกเดือนหนึ่งในสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
|




.jpg)