
| ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ตนเองได้หรือไม่ ฟ้องเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกเมื่อพ้นกำหนดอายุความยังมีสิทธิเรียกร้องหรือไม่ หลักกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการมรดกและการเรียกมรดกของทายาท
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการจัดการมรดก อำนาจของผู้จัดการมรดก สิทธิของทายาทผู้รับมรดกแทนที่ การสละมรดก และอายุความในการฟ้องคดีมรดก โดยมีประเด็นสำคัญว่าการตกลงรับเงินจากทายาทรายอื่นก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จะถือเป็นการสละสิทธิรับมรดกได้หรือไม่ รวมทั้งเมื่อผู้จัดการมรดกได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองและทายาทบางราย พร้อมครอบครองทรัพย์ดังกล่าวเป็นเวลายาวนานโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง การจัดการมรดกถือว่าเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ และหากทายาทหรือผู้รับมรดกแทนที่เห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องใช้สิทธิฟ้องร้องภายในกำหนดเวลาเพียงใด คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการสละมรดกกับการตกลงแบ่งผลประโยชน์ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ซึ่งกฎหมายกำหนดหลักไว้อย่างชัดเจนว่า สิทธิในการรับมรดกของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่อาจสละหรือโอนล่วงหน้าได้ ขณะเดียวกันยังสะท้อนหลักกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการมรดกว่า เมื่อผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการแบ่งและโอนทรัพย์มรดกครบถ้วนจนไม่มีทรัพย์สินอื่นต้องจัดการต่อ และผู้รับโอนได้ครอบครองทรัพย์เป็นเวลานานโดยไม่มีทายาทรายใดคัดค้าน ย่อมมีผลให้การจัดการมรดกถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว การใช้สิทธิฟ้องร้องของทายาทจึงต้องอยู่ภายใต้กำหนดอายุความที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิฉะนั้นแม้จะอ้างว่าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่ถูกต้อง ก็อาจหมดสิทธิฟ้องร้องได้เพราะขาดอายุความ ทั้งในส่วนการฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดก และในส่วนการเรียกมรดกระหว่างทายาทด้วยกันเอง ซึ่งเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่ผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกทุกคนควรศึกษาและทำความเข้าใจก่อนดำเนินคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกในภายหลัง สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสงบ ซึ่งเป็นบุตรคนหนึ่งของนางพาหรือคำภา เจ้าของมรดก โดยนายสงบถึงแก่ความตายก่อนนางพาหรือคำภาประมาณหนึ่งเดือน ต่อมานางพาหรือคำภาถึงแก่ความตายโดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินจำนวน 3 แปลง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการมรดก และดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลง โดยโอนที่ดินสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 2 และโอนที่ดินอีกหนึ่งแปลงให้แก่ตนเองในฐานะผู้จัดการมรดก การโอนดังกล่าวเกิดขึ้นโดยอาศัยข้อตกลงระหว่างทายาทในครอบครัวซึ่งมีการตกลงมอบเงินสดให้แก่พี่น้องบางคน รวมทั้งนายสงบบิดาของโจทก์ ก่อนที่เจ้ามรดกจะถึงแก่ความตาย และหลังจากการโอนกรรมสิทธิ์แล้ว จำเลยทั้งสองได้เข้าครอบครองและใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวมาเป็นเวลาประมาณยี่สิบปี โดยไม่ปรากฏว่ามีทายาทรายใดคัดค้านหรือโต้แย้งการครอบครองตลอดระยะเวลาดังกล่าว ต่อมาโจทก์ในฐานะผู้รับมรดกแทนที่นายสงบเห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกทั้งหมดถูกโอนไปเป็นของจำเลยทั้งสอง ทั้งที่โจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่บิดาของตน จึงยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงกลับคืนสู่กองมรดก ขอให้กำจัดสิทธิของจำเลยทั้งสองในการรับมรดก และขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ตามสัดส่วนที่ควรได้รับ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองต่อสู้คดีโดยยืนยันว่าทายาททุกฝ่ายได้ตกลงกันแล้วก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โดยนายสงบ นายรักชาติ และนายพิภพ ต่างได้รับเงินสดคนละ 50,000 บาท และยินยอมไม่รับที่ดินอันเป็นมรดก ทำให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ได้รับโอนที่ดินดังกล่าว อีกทั้งเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์และครอบครองทรัพย์มาเป็นเวลานานโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ย่อมถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว นอกจากนี้ยังยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความขึ้นอ้าง โดยเห็นว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องภายหลังจากการจัดการมรดกเสร็จสิ้นและภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลานานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีสิทธิฟ้องร้องอีกต่อไป ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย ประเด็นแรก คือ การที่นายสงบบิดาของโจทก์ได้รับเงินสดก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จะถือว่าเป็นการสละสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกได้หรือไม่ และข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์ในฐานะผู้รับมรดกแทนที่เพียงใด ประเด็นที่สอง คือ การที่ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองและทายาทอีกคนหนึ่ง โดยไม่มีการแบ่งทรัพย์ให้แก่โจทก์หรือทายาทรายอื่น จะถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวมีผลต่อการเริ่มนับอายุความในการฟ้องคดีอย่างไร ประเด็นที่สาม คือ หากโจทก์เห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย การฟ้องให้ผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์ใหม่และการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยกัน ต้องอยู่ภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายหรือไม่ และเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องภายหลังจากการจัดการมรดกเสร็จสิ้นและภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลาหลายปี สิทธิเรียกร้องดังกล่าวยังคงมีอยู่หรือได้ขาดอายุความไปแล้ว คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับการสละมรดกและสิทธิของผู้รับมรดกแทนที่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่านายสงบ นายรักชาติ และนายพิภพ ได้รับเงินสดจากจำเลยทั้งสองคนละ 50,000 บาท จริงตามที่จำเลยกล่าวอ้าง อย่างไรก็ตาม การได้รับเงินดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่นางพาหรือคำภาซึ่งเป็นเจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ และนายสงบถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกประมาณหนึ่งเดือน การตกลงรับเงินจึงเป็นเพียงการแบ่งผลประโยชน์หรือข้อตกลงระหว่างบุคคลก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเท่านั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการสละมรดกตามกฎหมาย เพราะสิทธิในการรับมรดกของบุคคลจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วเท่านั้น การสละหรือจำหน่ายสิทธิรับมรดกของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่จึงไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการรับเงินของนายสงบก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ไม่ทำให้สิทธิในการรับมรดกของนายสงบหรือสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับมรดกแทนที่สิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ใช่การสละมรดกตามกฎหมาย แต่ประเด็นดังกล่าวยังไม่ทำให้โจทก์ได้รับชัยชนะในคดี เพราะยังต้องพิจารณาต่อไปว่าการใช้สิทธิฟ้องร้องของโจทก์อยู่ภายในกำหนดอายุความที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลชี้ขาดคดีนี้ทั้งหมด คำวินิจฉัยเกี่ยวกับการจัดการมรดกและอายุความในการฟ้องผู้จัดการมรดก แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าการรับเงินของนายสงบก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไม่ใช่การสละมรดกตามกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดแล้ว ศาลเห็นว่าภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองและจำเลยที่ 2 ตามข้อตกลงระหว่างทายาทซึ่งรวมถึงนายสงบบิดาของโจทก์ด้วย อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์มรดกอื่นที่ต้องนำมาจัดแบ่งเพิ่มเติม และหลังจากการโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2548 จำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวในฐานะเจ้าของต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณยี่สิบปี โดยไม่มีทายาทรายใดคัดค้านหรือโต้แย้ง จึงถือได้ว่าการจัดการมรดกได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วนับแต่วันที่มีการโอนทรัพย์มรดกดังกล่าว ศาลฎีกาอธิบายว่า หากทายาทหรือผู้รับมรดกแทนที่เห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเห็นว่าผู้จัดการมรดกยังมีหน้าที่ต้องแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ตนเพิ่มเติม การใช้สิทธิเรียกร้องย่อมเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการมรดกโดยตรง จึงต้องฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้นับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง การปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเป็นเวลานานจนพ้นกำหนดอายุความ ย่อมทำให้สิทธิฟ้องร้องระงับไป แม้ว่าผู้ฟ้องจะอ้างว่าการแบ่งทรัพย์มรดกเดิมไม่ถูกต้องก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2548 แต่โจทก์เพิ่งนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 ซึ่งเกินกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าคดีในส่วนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเพื่อขอให้แบ่งทรัพย์มรดกใหม่และเพิกถอนการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการมรดก เป็นคดีที่ขาดอายุความแล้ว โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิฟ้องร้องในส่วนนี้ได้อีก คำวินิจฉัยเกี่ยวกับอายุความในการเรียกมรดกระหว่างทายาท สำหรับการฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าลักษณะของคดีเป็นข้อพิพาทระหว่างทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกันเอง จึงเป็นคดีมรดกโดยตรง การใช้สิทธิเรียกร้องทรัพย์มรดกในส่วนของตนต้องอยู่ภายใต้กำหนดอายุความที่กฎหมายกำหนด ทั้งในส่วนกำหนดเวลาปกติและกำหนดเวลาสูงสุดที่กฎหมายตัดสิทธิไว้โดยเด็ดขาด ศาลเห็นว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แต่โจทก์เพิ่งยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 ซึ่งเป็นเวลาผ่านไปเกินสิบปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย แม้จะพิจารณาในแง่มุมใดก็ล่วงพ้นกำหนดเวลาสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 2 จึงระงับไปเพราะขาดอายุความเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาชี้ให้เห็นว่ากฎหมายมรดกกำหนดอายุความไว้เพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนแก่สถานะของทรัพย์มรดกและความสัมพันธ์ทางกฎหมายของทายาท เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว บุคคลซึ่งครอบครองทรัพย์มรดกย่อมสามารถเชื่อมั่นในสถานะสิทธิของตนได้ และไม่ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องโดยไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น แม้ผู้ฟ้องจะเห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกเดิมไม่เป็นธรรมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากปล่อยเวลาให้พ้นกำหนดอายุความ สิทธิในการดำเนินคดีย่อมสิ้นสุดลงตามบทบัญญัติของกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่ศาลนำมาวินิจฉัย คดีนี้สะท้อนให้เห็นหลักกฎหมายมรดกที่สำคัญหลายประการ โดยประการแรก สิทธิในการรับมรดกเป็นสิทธิที่ยังไม่เกิดขึ้นตราบใดที่เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นการตกลงสละสิทธิหรือโอนสิทธิรับมรดกล่วงหน้าจึงไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย แม้บุคคลจะได้รับเงินหรือผลประโยชน์จากการตกลงดังกล่าวก็ตาม เพราะสิทธิในมรดกจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วเท่านั้น ประการที่สอง การจัดการมรดกย่อมถือว่าเสร็จสิ้นเมื่อผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการแบ่งและโอนทรัพย์มรดกครบถ้วนจนไม่มีทรัพย์สินอื่นต้องจัดการต่อ และผู้รับโอนได้เข้าครอบครองทรัพย์ตามการแบ่งนั้นโดยไม่มีข้อโต้แย้งจากทายาทรายอื่นเป็นเวลานาน การกล่าวอ้างภายหลังว่าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจทำให้การจัดการมรดกกลับกลายเป็นยังไม่เสร็จสิ้นได้ หากผู้มีสิทธิไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องร้องภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้ ประการสุดท้าย คดีนี้แสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติเรื่องอายุความในคดีมรดกมีลักษณะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงแก่การจัดการทรัพย์มรดก โดยกฎหมายมุ่งให้ทายาทใช้สิทธิของตนภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้การแบ่งทรัพย์มรดกมีความแน่นอนและไม่ก่อให้เกิดข้อพิพาทยืดเยื้อเป็นเวลาหลายสิบปี เมื่อผู้มีสิทธิละเลยไม่ดำเนินคดีภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด แม้จะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความถูกต้องของการแบ่งทรัพย์มรดก สิทธิฟ้องร้องก็ย่อมระงับไปตามกฎหมาย ส่งผลให้ศาลฎีกาพิพากษากลับและยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับผลตามคำขอที่ฟ้อง และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสามแปลง แปลงละ 1 ใน 5 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ส่วนคำขออื่นให้ยก และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนโจทก์ พร้อมกำหนดค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามที่ศาลกำหนด 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การรับเงินของบิดาโจทก์ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายจะไม่ถือเป็นการสละมรดกตามกฎหมาย แต่เมื่อผู้จัดการมรดกได้โอนทรัพย์มรดกตามข้อตกลงระหว่างทายาท และไม่มีทรัพย์มรดกอื่นต้องจัดการเพิ่มเติม อีกทั้งจำเลยทั้งสองครอบครองทรัพย์ดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณยี่สิบปีโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ย่อมถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว หากโจทก์เห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมต้องใช้สิทธิฟ้องภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติ แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องภายหลังจากการจัดการมรดกเสร็จสิ้นและภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลานานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงขาดอายุความทั้งในส่วนข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการมรดกและการเรียกมรดกระหว่างทายาท ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า สิทธิในการรับมรดกจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วเท่านั้น บุคคลจึงไม่อาจสละหรือโอนสิทธิรับมรดกของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ การตกลงรับเงินหรือผลประโยชน์ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายจึงไม่มีผลเป็นการสละมรดกตามกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะรับฟังได้ว่าเกิดขึ้นจริงก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์และความแน่นอนของการจัดการมรดก โดยถือว่าเมื่อผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการแบ่งและโอนทรัพย์มรดกครบถ้วน ไม่มีทรัพย์สินอื่นต้องจัดการต่อ และผู้รับโอนได้ครอบครองทรัพย์โดยเปิดเผยต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีทายาทรายใดโต้แย้ง การจัดการมรดกย่อมถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว การอ้างภายหลังว่าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจทำให้ระยะเวลาอายุความเริ่มนับใหม่หรือทำให้การจัดการมรดกกลับเป็นยังไม่เสร็จสิ้นได้ สาระสำคัญของคดีจึงไม่ได้อยู่ที่การพิจารณาว่าการแบ่งทรัพย์มรดกถูกต้องหรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่ศาลให้ความสำคัญกับการใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพราะอายุความเป็นข้อจำกัดในการใช้สิทธิที่มีผลโดยตรงต่อความมั่นคงของทรัพย์สินและสิทธิของทายาท หากผู้มีสิทธิปล่อยเวลาให้ล่วงเลยจนพ้นกำหนด แม้จะมีเหตุโต้แย้งเกี่ยวกับความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการจัดการมรดก สิทธิฟ้องร้องก็ย่อมระงับไปตามกฎหมาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การตกลงรับเงินจากทายาทรายอื่นก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จะถือเป็นการสละมรดกได้หรือไม่ และเมื่อผู้จัดการมรดกได้โอนทรัพย์มรดกจนการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ทายาทที่เห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องใช้สิทธิฟ้องร้องภายในกำหนดอายุความเพียงใด หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว สิทธิในการดำเนินคดีย่อมระงับไป แม้ว่าจะอ้างว่าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่ถูกต้องก็ตาม สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความสั้น ๆ การสละมรดกก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย กฎหมายกำหนดว่าบุคคลไม่อาจสละหรือจำหน่ายสิทธิในการรับมรดกของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ เพราะสิทธิรับมรดกยังไม่เกิดขึ้น การตกลงรับเงินหรือผลประโยชน์ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายจึงไม่มีผลเป็นการสละมรดกตามกฎหมาย อายุความฟ้องคดีมรดกและการจัดการมรดก เมื่อผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งและโอนทรัพย์มรดกจนการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ที่เห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องใช้สิทธิฟ้องร้องภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติ หากปล่อยให้พ้นกำหนดอายุความ สิทธิในการฟ้องร้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกและการเรียกมรดกย่อมระงับลง แม้จะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของการแบ่งทรัพย์มรดกก็ตาม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม การรับเงินจากทายาทคนอื่นก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ถือว่าเป็นการสละสิทธิรับมรดกหรือไม่ คำตอบ การรับเงินหรือการตกลงรับผลประโยชน์จากทายาทคนอื่นก่อนที่เจ้ามรดกจะถึงแก่ความตาย ยังไม่ถือว่าเป็นการสละสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวสิทธิในการรับมรดกยังไม่เกิดขึ้น สิทธิของทายาทจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วเท่านั้น ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่ามีการมอบเงินให้แก่บุคคลซึ่งต่อมาจะเป็นทายาทจริง การรับเงินดังกล่าวก็เป็นเพียงข้อตกลงหรือการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างบุคคลในขณะที่เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ ไม่อาจมีผลทำให้สิทธิรับมรดกระงับหรือสิ้นสุดลงได้ ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าการรับเงินของบิดาโจทก์ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ไม่ใช่การสละมรดกตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม แม้ประเด็นดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อโจทก์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้โจทก์ชนะคดี เพราะศาลยังต้องพิจารณาต่อไปว่าการใช้สิทธิฟ้องร้องเป็นไปภายในกำหนดอายุความที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลชี้ขาดคดีในที่สุด 2 คำถาม เมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองและทายาทบางรายแล้ว การจัดการมรดกจะถือว่าเสร็จสิ้นเมื่อใด คำตอบ การจัดการมรดกมิได้พิจารณาเฉพาะว่าผู้จัดการมรดกได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนตามที่ทายาททุกฝ่ายเห็นชอบหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าทรัพย์มรดกทั้งหมดได้ถูกจัดการและแบ่งปันจนเสร็จสิ้นแล้วหรือยัง หากผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการโอนทรัพย์มรดกทั้งหมด ไม่มีทรัพย์สินอื่นเหลือให้ต้องจัดการเพิ่มเติม และผู้รับโอนได้เข้าครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีทายาทรายใดคัดค้าน ย่อมถือได้ว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว แม้ว่าภายหลังจะมีทายาทบางรายเห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่เป็นธรรมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม ข้อโต้แย้งดังกล่าวไม่ทำให้การจัดการมรดกกลับกลายเป็นยังไม่เสร็จสิ้น หากประสงค์จะโต้แย้งการดำเนินการของผู้จัดการมรดก ย่อมต้องใช้สิทธิฟ้องร้องภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิใช่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปเป็นเวลาหลายปีแล้วจึงนำคดีมาฟ้องภายหลัง เพราะอายุความเป็นข้อจำกัดสำคัญในการใช้สิทธิของทายาทตามกฎหมายมรดก 3 คำถาม หากทายาทเห็นว่าผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์มรดกไม่ถูกต้อง จะสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกใหม่ได้ตลอดเวลาหรือไม่ คำตอบ ไม่สามารถฟ้องได้ตลอดเวลา เพราะแม้ทายาทจะเห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย สิทธิในการฟ้องร้องก็ยังอยู่ภายใต้กำหนดอายุความที่กฎหมายบัญญัติไว้ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดจนไม่มีทรัพย์สินอื่นต้องจัดการเพิ่มเติม และผู้รับโอนได้ครอบครองทรัพย์ดังกล่าวเป็นเวลายาวนานโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง ย่อมถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว หากทายาทหรือผู้รับมรดกแทนที่เห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องรีบใช้สิทธิฟ้องร้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มิใช่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเป็นเวลาหลายปีแล้วจึงนำคดีมาฟ้อง เพราะเมื่อพ้นกำหนดอายุความ สิทธิในการขอให้ผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์มรดกใหม่หรือเพิกถอนการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการมรดกย่อมระงับไปตามกฎหมาย แม้ผู้ฟ้องจะเชื่อว่าตนมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกก็ตาม ศาลย่อมไม่อาจให้ความคุ้มครองสิทธิดังกล่าวได้เมื่อสิทธิฟ้องร้องได้ขาดอายุความแล้ว 4 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้อง ทั้งที่วินิจฉัยว่าการรับเงินก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไม่ใช่การสละมรดก คำตอบ เหตุผลสำคัญคือ ประเด็นเรื่องการสละมรดกกับประเด็นเรื่องอายุความเป็นคนละเรื่องกัน แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าการรับเงินก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไม่มีผลเป็นการสละมรดก และสิทธิของผู้รับมรดกแทนที่ไม่ได้สิ้นสุดลงเพราะเหตุนี้ แต่ศาลยังต้องพิจารณาต่อไปว่าการใช้สิทธิฟ้องร้องเป็นไปภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการจัดการมรดกได้เสร็จสิ้นมานาน และเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่โจทก์เพิ่งนำคดีมาฟ้องภายหลังจากพ้นกำหนดอายุความทั้งในส่วนข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการมรดกและในส่วนการเรียกมรดกระหว่างทายาท ศาลจึงเห็นว่าสิทธิในการดำเนินคดีได้ระงับไปตามกฎหมายแล้ว ดังนั้น แม้โจทก์จะมีเหตุโต้แย้งเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์มรดกหรือมีข้อกฎหมายบางประการที่รับฟังได้ แต่เมื่อไม่ใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามกระบวนการยุติธรรมอีกต่อไป หลักอายุความจึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศาลฎีกาพิพากษากลับและยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด 5 คำถาม คดีนี้ให้ข้อคิดสำคัญแก่ทายาทและผู้จัดการมรดกในทางปฏิบัติอย่างไร คำตอบ คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการมรดกมิใช่เพียงการแบ่งทรัพย์สินให้แก่ทายาทเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิของทุกฝ่ายภายใต้กรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ผู้จัดการมรดกควรดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกด้วยความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ส่วนทายาทหรือผู้รับมรดกแทนที่ต้องติดตามการจัดการมรดกและตรวจสอบสิทธิของตนโดยไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยเป็นเวลานาน หากเห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่ถูกต้องหรือกระทบสิทธิของตน ควรรีบดำเนินการตามกฎหมายภายในกำหนดอายุความ เพราะเมื่อการจัดการมรดกเสร็จสิ้นและพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว แม้จะมีเหตุให้เชื่อว่าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลก็อาจไม่สามารถให้ความคุ้มครองสิทธิได้อีก คดีนี้จึงตอกย้ำว่าการรู้สิทธิของตนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องใช้สิทธินั้นภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดด้วย จึงจะสามารถรักษาสิทธิในทรัพย์มรดกของตนไว้ได้อย่างสมบูรณ์ อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1619 มาตรา 1619 วางหลักสำคัญว่า บุคคลจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนสิทธิในการรับมรดกของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้ เพราะสิทธิในการรับมรดกยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าเจ้ามรดกจะถึงแก่ความตาย บทบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้มีการตกลงเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม ความขัดแย้งในครอบครัว หรือการแสวงหาประโยชน์จากผู้ที่จะเป็นเจ้ามรดกในอนาคต หลักกฎหมายดังกล่าวจึงถือว่าการสละสิทธิรับมรดกก่อนสิทธิจะเกิดขึ้นเป็นนิติกรรมที่ไม่มีผลตามกฎหมาย ในคดีนี้ ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าบิดาของโจทก์ได้รับเงินสดจากจำเลยจริงก่อนที่เจ้ามรดกจะถึงแก่ความตาย อย่างไรก็ตาม การรับเงินดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ สิทธิในการรับมรดกจึงยังไม่เกิดขึ้น การตกลงดังกล่าวจึงเป็นเพียงการแบ่งผลประโยชน์หรือข้อตกลงระหว่างบุคคลในขณะนั้น ไม่อาจถือว่าเป็นการสละมรดกตามมาตรา 1619 ได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าการรับเงินก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไม่มีผลทำให้สิทธิรับมรดกของบิดาโจทก์หรือสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับมรดกแทนที่สิ้นสุดลง สาระสำคัญของมาตรา 1619 จึงอยู่ที่การคุ้มครองสิทธิในอนาคตของทายาท โดยไม่เปิดโอกาสให้บุคคลทำข้อตกลงล่วงหน้าเกี่ยวกับมรดกของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะหากกฎหมายยอมรับการสละสิทธิหรือการโอนสิทธิในลักษณะดังกล่าว ย่อมก่อให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการสืบมรดก และอาจส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นที่มีสิทธิรับมรดกเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ดังนั้น การใช้สิทธิหรือการสละสิทธิเกี่ยวกับมรดกจึงต้องเกิดขึ้นภายหลังสิทธิในการรับมรดกเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 มาตรา 1733 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับการจัดการมรดก โดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพย์มรดกมีความมั่นคงและเกิดความแน่นอนในทางกฎหมาย เมื่อผู้จัดการมรดกได้ปฏิบัติหน้าที่จนเสร็จสิ้นแล้ว บุคคลที่เห็นว่าการจัดการดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องรีบใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นสิทธิในการฟ้องร้องจะระงับไปตามอายุความ ไม่อาจปล่อยให้ข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการมรดกดำรงอยู่ได้ตลอดไป คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกได้โอนทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ตนเองและจำเลยอีกคนหนึ่งตามข้อตกลงระหว่างทายาท อีกทั้งไม่มีทรัพย์มรดกอื่นที่ต้องดำเนินการแบ่งเพิ่มเติม และผู้รับโอนได้ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณยี่สิบปีโดยไม่มีทายาทรายใดโต้แย้ง จึงถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วนับแต่วันที่จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดก หากโจทก์เห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมต้องใช้สิทธิฟ้องร้องภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 1733 ศาลฎีกายังวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การกล่าวอ้างภายหลังว่าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่ถูกต้อง ไม่อาจทำให้การจัดการมรดกกลับกลายเป็นยังไม่เสร็จสิ้น หรือทำให้อายุความเริ่มนับใหม่ได้ เพราะกฎหมายให้ความสำคัญกับความมั่นคงของการจัดการมรดก เมื่อผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการเสร็จสิ้นและไม่มีการโต้แย้งภายในกำหนดเวลา สิทธิในการฟ้องร้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกย่อมระงับลง แม้ภายหลังจะมีผู้เห็นว่าการดำเนินการเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม หลักกฎหมายนี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างความแน่นอนแก่การจัดการทรัพย์มรดก และลดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นเป็นเวลายาวนานภายหลังการแบ่งมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 มาตรา 1748 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกี่ยวกับการแบ่งปันทรัพย์มรดก โดยมีเจตนารมณ์ให้การแบ่งทรัพย์สินของเจ้ามรดกเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และให้ทายาทแต่ละคนได้รับสิทธิในทรัพย์มรดกตามส่วนที่ตนมีสิทธิ ทั้งยังเป็นหลักที่ใช้ควบคุมการดำเนินงานของผู้จัดการมรดกในการนำทรัพย์สินของกองมรดกออกแบ่งหรือโอนให้แก่ทายาท เมื่อมีการแบ่งทรัพย์มรดกแล้ว การดำเนินการดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันแก่ทายาททุกฝ่าย เว้นแต่จะมีผู้ใช้สิทธิฟ้องร้องภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขการแบ่งทรัพย์มรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในคดีนี้ แม้ศาลฎีกาจะมิได้วินิจฉัยโดยตรงว่าการแบ่งทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ถูกต้องหรือไม่ตามหลักการแบ่งทรัพย์มรดก แต่ศาลได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการโอนที่ดินทั้งสามแปลงจนไม่มีทรัพย์มรดกอื่นต้องจัดการเพิ่มเติม และจำเลยทั้งสองได้ครอบครองทรัพย์ดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณยี่สิบปีโดยไม่มีทายาทรายใดโต้แย้ง จึงถือว่าการจัดการมรดกและการแบ่งทรัพย์มรดกได้เสร็จสิ้นแล้ว หากทายาทเห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่เป็นไปตามสิทธิของตน ย่อมต้องรีบใช้สิทธิฟ้องร้องภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติ มิใช่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนพ้นอายุความแล้วจึงมาขอให้ศาลเพิกถอนการแบ่งทรัพย์มรดกในภายหลัง หลักกฎหมายตามมาตรา 1748 จึงสะท้อนให้เห็นว่า ความถูกต้องของการแบ่งทรัพย์มรดกกับการใช้สิทธิฟ้องร้องเป็นคนละประเด็นกัน แม้ทายาทจะเชื่อว่าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่เป็นธรรมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากไม่ใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิในการโต้แย้งหรือขอแก้ไขการแบ่งทรัพย์มรดกย่อมระงับลง การตีความในลักษณะดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การแบ่งทรัพย์มรดกมีความมั่นคงแน่นอน และเพื่อป้องกันมิให้ข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกเกิดขึ้นซ้ำอีกหลังจากที่การจัดการมรดกได้เสร็จสิ้นไปเป็นเวลานานแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 มาตรา 1754 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับอายุความในการฟ้องคดีมรดก โดยกำหนดให้ทายาทผู้มีสิทธิเรียกร้องมรดกต้องใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หรือนับแต่วันที่ทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ทั้งยังบัญญัติกำหนดเวลาสูงสุดไว้โดยเด็ดขาดว่า ไม่ว่าในกรณีใดจะไม่สามารถฟ้องร้องได้เมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย บทบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สิทธิในทรัพย์มรดกมีความมั่นคงแน่นอน และเพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานจนกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของการถือครองทรัพย์สิน ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นข้อพิพาทระหว่างทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน จึงเป็นคดีมรดกที่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1754 โดยเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แต่โจทก์เพิ่งยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 ซึ่งเป็นเวลาผ่านไปเกินกว่าสิบปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายอย่างชัดเจน แม้โจทก์จะอ้างว่าตนมีสิทธิได้รับมรดกแทนที่บิดา หรือเห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่อาจทำให้สิทธิฟ้องร้องกลับคืนมาได้ เพราะกฎหมายได้กำหนดระยะเวลาสูงสุดในการใช้สิทธิไว้อย่างเด็ดขาดแล้ว หลักกฎหมายตามมาตรา 1754 จึงเป็นหลักที่เน้นให้ผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกต้องใช้สิทธิของตนด้วยความสุจริตและภายในระยะเวลาที่เหมาะสม หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนพ้นกำหนดที่กฎหมายบัญญัติ สิทธิในการเรียกมรดกย่อมระงับลงโดยผลของกฎหมาย แม้ผู้ฟ้องจะมีพยานหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตนเพียงใดก็ตาม ศาลก็ไม่อาจรับรองสิทธิที่ได้ขาดอายุความแล้วได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ในคดีมรดก การใช้สิทธิให้ทันกำหนดเวลามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการมีสิทธิในเนื้อหาของคดี เพราะเมื่ออายุความสิ้นสุดลง สิทธิในการฟ้องร้องย่อมสิ้นสุดลงตามกฎหมายเช่นเดียวกัน. บทสรุป คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การมีสิทธิในมรดกเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ตลอดเวลา เพราะกฎหมายมรดกกำหนดทั้งหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเกิดสิทธิในการรับมรดก หลักการจัดการมรดก และกำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิไว้อย่างชัดเจน หากผู้มีสิทธิละเลยหรือปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนพ้นกำหนดอายุความ สิทธิในการฟ้องร้องย่อมระงับไป แม้ว่าจะเห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกเดิมไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมก็ตาม ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาวางหลักไว้ คือ บุคคลไม่อาจสละสิทธิรับมรดกของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ เนื่องจากสิทธิในการรับมรดกยังไม่เกิดขึ้น การตกลงรับเงินหรือผลประโยชน์ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายจึงไม่มีผลเป็นการสละมรดกตามกฎหมาย หลักการดังกล่าวเป็นการคุ้มครองสิทธิของทายาทและรักษาความแน่นอนของระบบการสืบมรดก โดยไม่เปิดโอกาสให้มีการตกลงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์มรดกที่ยังไม่เกิดขึ้น ประเด็นที่สอง ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดการมรดกมากกว่าการกล่าวอ้างในภายหลัง โดยเมื่อผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการโอนทรัพย์มรดกทั้งหมด ไม่มีทรัพย์สินอื่นต้องจัดการเพิ่มเติม และผู้รับโอนได้ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีทายาทรายใดโต้แย้ง ย่อมถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว การกล่าวอ้างภายหลังว่าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจทำให้การจัดการมรดกกลับเป็นยังไม่เสร็จสิ้น หรือทำให้กำหนดอายุความเริ่มนับใหม่ได้ ประเด็นที่สาม ศาลฎีกาตอกย้ำว่า อายุความเป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหลักสิทธิในเนื้อหาของคดี เพราะแม้ผู้ฟ้องจะมีสิทธิได้รับมรดกหรือมีเหตุโต้แย้งที่รับฟังได้ หากไม่ใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลก็ไม่อาจให้ความคุ้มครองสิทธินั้นได้อีก ทั้งในส่วนการฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดก และในส่วนการเรียกมรดกระหว่างทายาทด้วยกัน กฎหมายต่างกำหนดระยะเวลาไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้การจัดการทรัพย์มรดกมีความมั่นคงและเกิดความแน่นอนในทางกฎหมาย ในทางปฏิบัติ คดีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้จัดการมรดกและทายาททุกคน ผู้จัดการมรดกควรดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกด้วยความสุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ส่วนทายาทหรือผู้รับมรดกแทนที่ควรติดตามการจัดการมรดกอย่างใกล้ชิด หากเห็นว่าการดำเนินการกระทบต่อสิทธิของตน ควรรีบใช้สิทธิทางศาลภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติ เพราะเมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้ว แม้จะมีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคดี ก็ไม่อาจทำให้สิทธิในการฟ้องร้องกลับคืนมาได้ ท้ายที่สุด คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายมรดกมิได้มุ่งคุ้มครองเฉพาะสิทธิของทายาทเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงของการจัดการทรัพย์มรดกและความแน่นอนของนิติสัมพันธ์ด้วย การใช้สิทธิภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงเป็นหลักการสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องตระหนัก เพราะในคดีมรดก การมีสิทธิและการใช้สิทธิให้ทันเวลาเป็นองค์ประกอบที่ต้องดำเนินควบคู่กัน หากขาดประการใดประการหนึ่ง ย่อมอาจทำให้ไม่สามารถได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้ว่าจะมีสิทธิในเนื้อหาของคดีอยู่ก็ตาม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8936/2568 การสละมรดกนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1619 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้ ส. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายก่อน พ. ประมาณ 1 เดือน การตกลงรับและมอบเงินให้ ส. บิดาโจทก์จึงเป็นการแบ่งเงินให้ก่อน พ. ถึงแก่ความตาย จะถือว่า ส. บิดาโจทก์สละมรดกของ พ. แล้วไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ พ. เป็นของตนเองและของจำเลยที่ 2 โดยยึดถือเอาข้อตกลงกันเองระหว่างทายาทซึ่งรวมถึง ส. บิดาโจทก์ด้วย และไม่มีทรัพย์มรดกอื่นของ พ. ที่จะต้องดำเนินการจัดแบ่งกันอีก จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินดังกล่าวในส่วนของตนเองที่ได้รับโอนมาร่วมยี่สิบปี โดยไม่มีทายาทคนใดทักท้วง จึงเป็นการจัดการมรดกเสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าทายาทอื่นหรือโจทก์เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นไม่อาจใช้บังคับกันได้ และเห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ที่จะต้องจัดแบ่งที่ดินอันเป็นมรดกของ พ. ให้โจทก์ในฐานะทายาทของ ส. บิดาโจทก์ที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ส. บิดาโจทก์ และทายาทคนอื่น ๆ ด้วย การแบ่งปันทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการจัดการมรดกนั้น โจทก์ต้องฟ้องภายในเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2548 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นการฟ้องคดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน จึงเป็นคดีมรดก ทายาทอื่นหรือโจทก์ก็ต้องฟ้องเรียกมรดกในส่วนของตนเองเสียภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เพราะมิฉะนั้นจะถูกห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง และในวรรคสี่ของบทบัญญัติดังกล่าวยังได้บัญญัติตัดบทไว้ว่า สิทธิเรียกร้องตามที่กล่าวมาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อ พ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 จึงพ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความเช่นกัน โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 กลับคืนสู่กองมรดกของนางพาหรือคำภา ให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดก และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาแบ่งปันที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 ให้แก่โจทก์ตามส่วนสัดในฐานะทายาทที่เป็นผู้รับมรดกแทนที่นายสงบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภา จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 แปลงละ 1 ใน 5 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษานี้เป็นการแสดงเจตนาแทน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาล รวม 1,800 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสงบกับนางสุนทร นายสงบ นายรักชาติ นายพิภพ และจำเลยทั้งสอง รวม 5 คน เป็นบุตรนางพาหรือคำภา เจ้ามรดก นายสงบถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543 ก่อนนางพาหรือคำภาซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 ก่อนถึงแก่ความตายนางพาหรือคำภามีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินรวม 3 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาตามคำสั่งศาล ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2548 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2675 และ 6487 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 9624 ให้แก่ตนเอง คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า นายรักชาติและนายพิภพน้องชายจำเลยทั้งสองเป็นพยานจำเลยทั้งสองเบิกความว่า พยานทั้งสองและนายสงบบิดาโจทก์ได้รับเงินสดไปคนละ 50,000 บาท จึงสละสิทธิไม่รับมรดกของนางพาหรือคำภา จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ตนเองเป็นผู้มอบเงินสดให้นายสงบบิดาโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบเงินสดให้นายรักชาติและนายพิภพ ถ้านายรักชาติและนายพิภพไม่ได้รับเงินคนละ 50,000 บาท ไปตามที่เบิกความ พยานทั้งสองคงไม่ยินยอมให้จำเลยทั้งสองรับมรดกในส่วนที่เป็นที่ดินของนางพาหรือคำภาไปเพียง 2 คน เท่านั้น จึงน่าเชื่อว่า พยานทั้งสองและบิดาโจทก์ได้รับเงินสดไปจากจำเลยทั้งสองคนละ 50,000 บาท จริง การสละมรดกนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1619 ได้บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้ นายสงบบิดาโจทก์ได้ถึงแก่ความตายก่อนนางพาหรือคำภาประมาณ 1 เดือน กล่าวคือ นายสงบบิดาโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543 นางพาหรือคำภาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 การตกลงรับและมอบเงินให้นายสงบบิดาโจทก์จึงเป็นการแบ่งเงินให้ก่อนนางพาหรือคำภาถึงแก่ความตาย จะถือว่านายสงบบิดาโจทก์สละมรดกของนางพาหรือคำภาแล้วไม่ได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางพาหรือคำภาเป็นของตนเองและของจำเลยที่ 2 โดยยึดถือเอาข้อตกลงกันเองระหว่างทายาทซึ่งรวมถึงนายสงบบิดาโจทก์ด้วยดังกล่าวข้างต้น และไม่มีทรัพย์มรดกอื่นของนางพาหรือคำภาที่จะต้องดำเนินการจัดแบ่งกันอีก จำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวในส่วนของตนเองที่ได้รับโอนมาร่วมยี่สิบปี โดยไม่มีทายาทคนใดทักท้วง จึงเป็นการจัดการมรดกเสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าทายาทอื่นหรือโจทก์เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นไม่อาจใช้บังคับกันได้ และเห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ที่จะต้องจัดแบ่งที่ดินอันเป็นมรดกของนางพาหรือคำภาให้โจทก์ในฐานะทายาทของนายสงบบิดาโจทก์ที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายสงบบิดาโจทก์ และทายาทคนอื่น ๆ ด้วย การแบ่งปันทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการจัดการมรดกนั้น โจทก์ต้องฟ้องภายในเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2548 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นการฟ้องคดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน จึงเป็นคดีมรดก ทายาทอื่นหรือโจทก์ก็ต้องฟ้องเรียกมรดกในส่วนของตนเองเสียภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เพราะมิฉะนั้นจะถูกห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง และในวรรคสี่ของบทบัญญัติดังกล่าวยังได้บัญญัติตัดบทไว้ว่า ถึงอย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่กล่าวมาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อนางพาหรือคำภาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 จึงพ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่ชอบจึงถือว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
|




