
| ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ตนเองแล้วขายต่อได้หรือไม่ ทายาทฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้หรือไม่ เมื่อผู้รับโอนเป็นบุคคลภายนอกโดยสุจริต
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดสิทธิของทายาทในการเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดก โดยเฉพาะกรณีที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองโดยมิชอบ แล้วขายต่อให้บุคคลภายนอก ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญว่าทายาทจะสามารถเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้หรือไม่ และขอบเขตการคุ้มครองของกฎหมายต่อบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริตมีเพียงใด คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่าง “การจัดการมรดกโดยมิชอบ” กับ “ผลทางกฎหมายต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริต” พร้อมทั้งตีความบทบัญญัติเรื่องอายุความตามมาตรา 1733 และหลักกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1300 อย่างเป็นระบบ อันมีผลต่อแนวปฏิบัติในคดีมรดกอย่างมีนัยสำคัญ ข้อเท็จจริง ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินหลายแปลง โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทและได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ได้จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกมาเป็นของตนเอง แล้วนำไปขายและจำนองแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โดยมิได้แบ่งให้ทายาทอื่น โจทก์ซึ่งเป็นทายาทฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและจำนอง โดยอ้างว่าการกระทำของผู้จัดการมรดกเป็นการจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ประเด็นข้อกฎหมาย (1) จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสามารถยกอายุความตามมาตรา 1733 ได้หรือไม่ (2) ทายาทมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมระหว่างผู้จัดการมรดกกับบุคคลภายนอกหรือไม่ (3) บุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริตได้รับความคุ้มครองเพียงใด คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นอายุความ: มาตรา 1733 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ใช้จำกัดสิทธิการฟ้องของ “ทายาทต่อผู้จัดการมรดก” เท่านั้น บุคคลที่มีสิทธิยกอายุความจึงต้องเป็นทายาทหรือผู้จัดการมรดก ไม่รวมบุคคลภายนอก ดังนั้นจำเลยที่ 2 ไม่อาจยกอายุความต่อสู้ได้ ประเด็นสิทธิฟ้องเพิกถอน: แม้ผู้จัดการมรดกจะโอนทรัพย์ให้ตนเองโดยมิชอบ แต่เมื่อได้ขายต่อให้บุคคลภายนอกที่รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน บุคคลนั้นย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1300 วิเคราะห์หลักกฎหมาย มาตรา 1733 มีเจตนารมณ์เพื่อจำกัดความไม่แน่นอนในคดีมรดก โดยกำหนดระยะเวลาให้ทายาทต้องใช้สิทธิภายใน 5 ปี แต่ไม่เปิดช่องให้บุคคลภายนอกใช้เป็นเกราะป้องกัน มาตรา 1300 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองความมั่นคงในการซื้อขายทรัพย์สิน โดยให้ความคุ้มครองแก่ผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน แม้ต้นทางจะมีข้อบกพร่อง แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวฎีกาสม่ำเสมอว่า หากบุคคลภายนอกรับโอนโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครอง แม้การโอนก่อนหน้าจะไม่ชอบ เช่น กรณีผู้จัดการมรดกใช้อำนาจเกินขอบเขต สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรม 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ได้กรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1300 ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า “ความไม่ชอบด้วยกฎหมายในชั้นต้น” มิได้ทำลายสิทธิของบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมอไป กฎหมายให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งนิติกรรมและความเชื่อมั่นในการซื้อขายมากกว่าการคุ้มครองสิทธิของทายาทในบางกรณี ทายาทจึงต้องใช้สิทธิของตนอย่างระมัดระวังและรวดเร็ว มิฉะนั้นอาจเสียสิทธิในการติดตามทรัพย์กลับคืนได้โดยเด็ดขาด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความขอบเขตการใช้มาตรา 1733 และการคุ้มครองผู้รับโอนโดยสุจริตตามมาตรา 1300 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “อายุความการจัดการมรดก (มาตรา 1733)” ใช้จำกัดสิทธิการฟ้องของทายาทต่อผู้จัดการมรดกเท่านั้น บุคคลภายนอกไม่สามารถยกขึ้นต่อสู้ได้ 2. “ผู้รับโอนโดยสุจริต (มาตรา 1300)” บุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมได้รับกรรมสิทธิ์ แม้การโอนก่อนหน้าจะไม่ชอบ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองโดยไม่แบ่งให้ทายาทรายอื่น ถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำตอบ การที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกมาเป็นของตนเองโดยไม่แบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมรายอื่น ย่อมเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตหน้าที่และอาจถือเป็นการจัดการมรดกโดยมิชอบ เนื่องจากผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการทรัพย์เพื่อประโยชน์ของทายาททุกคน มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน อย่างไรก็ตาม ผลของการกระทำดังกล่าวจะกระทบสิทธิของทายาทเพียงใด ต้องพิจารณาต่อไปว่าทรัพย์นั้นถูกโอนต่อไปยังบุคคลภายนอกหรือไม่ และบุคคลนั้นมีความสุจริตหรือไม่ 2. คำถาม-ทายาทสามารถฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการขายทรัพย์มรดกที่ผู้จัดการมรดกโอนไปยังบุคคลภายนอกได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลัก ทายาทมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่เกิดจากการจัดการมรดกโดยมิชอบได้ แต่หากทรัพย์ดังกล่าวได้โอนไปยังบุคคลภายนอกซึ่งรับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนแล้ว บุคคลนั้นย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ส่งผลให้ทายาทไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ทั้งนี้เป็นไปตามหลักความมั่นคงแห่งการซื้อขายและการคุ้มครองบุคคลภายนอกที่สุจริต 3. คำถาม-บุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์มรดกสามารถยกอายุความตามมาตรา 1733 ขึ้นต่อสู้คดีได้หรือไม่ คำตอบ มาตรา 1733 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาจำกัดสิทธิฟ้องของทายาทต่อผู้จัดการมรดกเท่านั้น บุคคลที่มีสิทธิยกอายุความดังกล่าวต้องเป็นทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ดังนั้นบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ทายาทจึงไม่อาจยกอายุความตามบทบัญญัตินี้ขึ้นต่อสู้กับทายาทได้ แม้จะเป็นผู้รับโอนทรัพย์มรดกก็ตาม 4. คำถาม-การรับโอนทรัพย์โดยสุจริตตามกฎหมายต้องมีองค์ประกอบอย่างไร และมีผลอย่างไรต่อกรรมสิทธิ์ คำตอบ การรับโอนโดยสุจริตต้องประกอบด้วยการไม่รู้ถึงข้อบกพร่องในสิทธิของผู้โอน และต้องเป็นการรับโอนโดยมีค่าตอบแทน หากผู้รับโอนมีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ส่งผลให้ผู้รับโอนได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นโดยสมบูรณ์ แม้ผู้โอนเดิมจะไม่มีสิทธิหรือมีสิทธิไม่สมบูรณ์ก็ตาม 5. คำถาม-หากทายาทไม่สามารถเพิกถอนนิติกรรมได้ ยังมีสิทธิเรียกร้องใดเหลืออยู่หรือไม่ คำตอบ แม้ทายาทจะไม่สามารถเพิกถอนนิติกรรมที่ทำกับบุคคลภายนอกโดยสุจริตได้ แต่ยังคงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้จัดการมรดกที่กระทำการโดยมิชอบได้ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดหน้าที่และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทายาท การใช้สิทธิดังกล่าวจึงเป็นแนวทางในการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น 6. คำถาม-เหตุใดกฎหมายจึงคุ้มครองบุคคลภายนอกที่รับโอนโดยสุจริตมากกว่าสิทธิของทายาท คำตอบ หลักกฎหมายแพ่งให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งนิติกรรมและความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรม โดยเฉพาะการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หากไม่คุ้มครองบุคคลภายนอกที่สุจริต ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความเชื่อถือในทะเบียนสิทธิ ดังนั้นกฎหมายจึงกำหนดให้บุคคลภายนอกที่สุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความคุ้มครอง แม้จะมีข้อบกพร่องในขั้นตอนก่อนหน้า 7. คำถาม-ทายาทควรดำเนินการอย่างไรเมื่อพบว่าผู้จัดการมรดกจัดการทรัพย์โดยมิชอบ คำตอบ ทายาทควรรีบตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการทางกฎหมายโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเพิกถอนการจัดการมรดก หรือการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ทั้งนี้ต้องพิจารณาระยะเวลาอายุความและสถานะของทรัพย์ว่าได้ถูกโอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดีที่เหมาะสม 8. คำถาม-การโอนทรัพย์มรดกที่ไม่ชอบมีผลเป็นโมฆะเสมอหรือไม่ คำตอบ การโอนทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบมิได้เป็นโมฆะโดยอัตโนมัติในทุกกรณี หากทรัพย์ยังอยู่ในมือของผู้จัดการมรดก ทายาทอาจฟ้องเพิกถอนได้ แต่หากทรัพย์ได้โอนไปยังบุคคลภายนอกที่สุจริตและมีค่าตอบแทนแล้ว การโอนดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และทายาทไม่อาจเรียกทรัพย์คืนได้ โดยต้องใช้สิทธิเรียกร้องในรูปแบบอื่นแทน English Summary This Supreme Court decision addresses whether heirs can revoke a transfer of inherited property when an estate administrator unlawfully transfers the property to himself and subsequently sells it to a third party. The Court clarified that Section 1733 of the Civil and Commercial Code applies only between heirs and estate administrators, and cannot be invoked by third parties. However, under Section 1300, a third party who acquires property in good faith and for value is protected and obtains valid ownership. Therefore, even if the estate administrator acted unlawfully, the heirs cannot revoke the sale against a bona fide purchaser. Instead, their remedy lies in claiming damages against the estate administrator. This case reinforces the legal principle that the protection of good faith purchasers outweighs defects in prior transactions in order to maintain stability in property dealings. IRAC (วิเคราะห์เชิงกฎหมาย) Issue ทายาทสามารถเพิกถอนนิติกรรมการขายทรัพย์มรดกที่ผู้จัดการมรดกโอนไปยังบุคคลภายนอกได้หรือไม่ และบุคคลภายนอกสามารถยกอายุความตามมาตรา 1733 ได้หรือไม่ Rule ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง จำกัดสิทธิฟ้องของทายาทต่อผู้จัดการมรดกภายใน 5 ปี และมาตรา 1300 คุ้มครองผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน Application จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอก จึงไม่อาจยกมาตรา 1733 ต่อสู้ได้ แต่เมื่อรับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมได้รับกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1300 Conclusion โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดิน แต่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องต่อผู้จัดการมรดกแทน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2715/2562 ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการจำกัดอายุความฟ้องร้องที่กำหนดให้ทายาททั้งหลายต้องดำเนินการฟ้องร้องผู้จัดการมรดกภายในเวลาห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ซึ่งบุคคลที่มีสิทธิอ้างอายุความคงจำกัดเพียงเฉพาะแต่บุคคลที่เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกไม่ใช่ทายาทของผู้ตาย จึงไม่อาจยกอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง ขึ้นต่อสู้กับโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทได้ แม้การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของตนเองและโอนขายต่อไปให้จำเลยที่ 2 โดยไม่แบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นเป็นการโอนไปหรือจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นทายาทและมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทอยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนแล้วเสียเปรียบก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 380,000 บาท และทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยมีพฤติการณ์ไม่สุจริต ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้รับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรม การขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ ฎีกาย่อ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27688 และ 27689 โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27688 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยร่วมกันรับผิดค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 เป็นทายาทของผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกและได้โอนที่ดินมรดกเป็นของตน ก่อนขายและจำนองแก่จำเลยที่ 2 ประเด็นแรก จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่อาจยกอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง ขึ้นต่อสู้ได้ แต่ในประเด็นสิทธิฟ้องเพิกถอน ศาลเห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะจัดการมรดกโดยมิชอบ ทว่าเมื่อจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1300 ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการขายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27688 และ 27689 โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27688 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2550 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมต่อศาลในส่วนที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรรมเนียมศาลในนามของโจทก์ทั้งสอง กำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ความว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายทองหลาง ผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ผู้ตายมีทรัพย์มรดก คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 26932, 27688 และ 27689 ที่ดินมรดกทั้งสามแปลงดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนมรดกให้แก่ตนเอง ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27688 และ 27689 ตามลำดับ แก่จำเลยที่ 2 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 26932 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากแก่นางรดา สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 27689 ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดขายทอดตลาดเพื่อบังคับคดีที่จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาคดีอื่นและจดทะเบียนโอนขายตามคำสั่งศาลแก่นายมงคล ผู้ซื้อโดยติดจำนอง ซึ่งต่อมานายมงคลได้ไถ่ถอนจำนองจากจำเลยที่ 2 ไปแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกมีว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุด" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการจำกัดอายุความฟ้องร้องที่กำหนดให้ทายาททั้งหลายต้องดำเนินการฟ้องร้องผู้จัดการมรดกภายในเวลาห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ซึ่งบุคคลที่มีสิทธิอ้างอายุความคงจำกัดเพียงเฉพาะแต่บุคคลที่เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกมิใช่ทายาทของผู้ตาย จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจยกอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง ขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสองยังไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปมีว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27688 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า นายทองหลาง ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกของนายทองหลางผู้ตายจึงตกเป็นของทายาทโดยธรรมคือโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรคนละเท่า ๆ กัน และแม้ว่าการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27688 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของตนเอง แล้วโอนขายต่อไปให้จำเลยที่ 2 โดยไม่แบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นคือโจทก์ทั้งสองด้วย เป็นการโอนไปหรือการจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นทายาทของนายทองหลางและมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทอยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนแล้วเสียเปรียบก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 380,000 บาท และทางพิจารณาไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 รับโอนโดยมีพฤติการณ์ไม่สุจริต ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้รับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 ย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษามานั้น ไม่ต้องความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ |



