ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ข้อตกลงทรัพย์สินท้ายทะเบียนหย่าผูกพันผู้รับโอนหรือไม่ และฟ้องบังคับสิทธิขาดอายุความหรือไม่ และสิทธิเรียกร้องจากบันทึกท้ายทะเบียนหย่า

ข้อตกลงทรัพย์สินท้ายทะเบียนหย่าผูกพันผู้รับโอนหรือไม่, ฟ้องบังคับสิทธิจากสัญญาหลังหย่าขาดอายุความหรือไม่, สิทธิเรียกร้องตามสัญญาหย่ากับทายาท, ผู้รับโอนทรัพย์ต้องรับผิดตามข้อตกลงเดิมหรือไม่, รายได้ค่าเช่าตามข้อตกลงหย่าเรียกร้องได้หรือไม่, ฟ้องเรียกเงินจากผู้รับโอนทรัพย์สิน, อายุความคดีแพ่ง 10 ปีตามมาตรา 193/30, สิทธิฟ้องตามมาตรา 55 คืออะไร, ข้อตกลงผูกพันทรัพย์ตามกฎหมาย, สิทธิของคู่สมรสหลังหย่า, สัญญาครอบครัวและผลผูกพันทางกฎหมาย, เรียกเงินจากทรัพย์สินที่โอน 

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลผูกพันของข้อตกลงทรัพย์สินท้ายทะเบียนหย่าที่กำหนดให้ฝ่ายหนึ่งได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์สินของอีกฝ่ายในลักษณะต่อเนื่องตลอดชีวิต และประเด็นสำคัญว่าข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลผูกพันไปถึงบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินภายหลังหรือไม่ รวมทั้งปัญหาเรื่องอายุความว่าการฟ้องบังคับตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้มรดกซึ่งมีอายุความ 1 ปี หรือเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทั่วไปซึ่งมีอายุความ 10 ปี

ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าในลักษณะที่กำหนดให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์จากทรัพย์สิน เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะผูกพันทรัพย์ เมื่อมีการโอนทรัพย์สินให้บุคคลอื่น ผู้รับโอนย่อมต้องรับภาระตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย และการฟ้องบังคับให้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวมิใช่การฟ้องในฐานะเจ้าหนี้มรดก จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี แต่เป็นอายุความทั่วไป 10 ปี

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์และนาย ก. ได้จดทะเบียนหย่าและทำบันทึกข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนหย่า โดยกำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินจากรายได้ค่าเช่าทรัพย์สิน และส่วนแบ่งเงินหากมีการขายทรัพย์สินดังกล่าว ต่อมานาย ก. ได้โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตร ก่อนถึงแก่ความตาย

ภายหลังการโอน จำเลยที่ 1 เคยชำระเงินให้โจทก์ตามข้อตกลงบางส่วน แต่ต่อมาได้หยุดชำระ โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า รวมทั้งเรียกเงินค้างชำระและสิทธิในอนาคต

ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ประเด็นที่ 1 โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะผูกพันทรัพย์ มิใช่เพียงสิทธิส่วนตัวของคู่สัญญา ดังนั้นเมื่อมีการโอนทรัพย์ ผู้รับโอนต้องรับภาระตามข้อตกลงดังกล่าว การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ประเด็นที่ 2 คดีขาดอายุความหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่ใช่การฟ้องในฐานะเจ้าหนี้มรดกตามมาตรา 1754 วรรคสาม เพราะโจทก์ไม่ได้เรียกร้องจากกองมรดก แต่ฟ้องจากสิทธิในสัญญา จึงใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามมาตรา 193/30

ประเด็นที่ 3 ผลผูกพันของข้อตกลง

ศาลเห็นว่าข้อตกลงมีเจตนาให้โจทก์มีรายได้เลี้ยงชีพตลอดชีวิต จึงเป็นภาระติดทรัพย์ ผู้รับโอนต้องปฏิบัติตาม

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลัก “ข้อตกลงผูกพันทรัพย์” ซึ่งแม้ไม่ได้บัญญัติเป็นชื่อเฉพาะ แต่เป็นหลักตีความจากเจตนาของคู่สัญญา หากข้อตกลงมีลักษณะให้สิทธิผูกกับทรัพย์ มิใช่ตัวบุคคล ย่อมมีผลผูกพันผู้รับโอน

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

มาตรา 55 ป.วิ.พ. มีเจตนาคุ้มครองผู้มีสิทธิที่ถูกโต้แย้ง

มาตรา 193/30 มุ่งให้สิทธิเรียกร้องทั่วไปมีระยะเวลาเหมาะสม

มาตรา 1754 มีเจตนาจำกัดระยะเวลาฟ้องเจ้าหนี้มรดกเท่านั้น ไม่ใช่ทุกกรณี

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสอดคล้องกันว่า

สิทธิที่เกิดจากสัญญา ไม่ใช่สิทธิในฐานะเจ้าหนี้มรดก

การโอนทรัพย์ไม่อาจตัดสิทธิของผู้มีสิทธิตามข้อตกลงเดิม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ปฏิบัติตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า รวมถึงชำระเงินค่าเช่าและแบ่งเงินจากการขายทรัพย์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

   พิพากษาแก้เฉพาะอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกฎหมายใหม่ แต่ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นอื่นทั้งหมด

ข้อคิดทางกฎหมาย

ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่มีลักษณะกำหนดสิทธิในทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องและชัดเจน ย่อมมีผลเป็นภาระผูกพันทรัพย์ ไม่ใช่เพียงสิทธิส่วนบุคคล การโอนทรัพย์ภายหลังไม่อาจตัดสิทธิของผู้มีสิทธิตามข้อตกลงดังกล่าวได้ ผู้รับโอนย่อมต้องรับภาระตามข้อตกลงโดยปริยาย นอกจากนี้ การวินิจฉัยอายุความต้องพิจารณาจากฐานสิทธิแห่งการฟ้อง มิใช่พิจารณาเพียงข้อเท็จจริงว่าผู้ตายได้เสียชีวิตแล้ว เพราะหากเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญา ย่อมอยู่ภายใต้อายุความทั่วไป มิใช่อายุความสั้นของเจ้าหนี้มรดก

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเป็น “สิทธิส่วนบุคคล” หรือ “สิทธิผูกพันทรัพย์” และการฟ้องเรียกร้องดังกล่าวอยู่ภายใต้อายุความประเภทใด

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “ข้อตกลงผูกพันทรัพย์”

   หมายถึง ข้อตกลงที่กำหนดสิทธิหรือภาระเกี่ยวกับทรัพย์โดยตรง แม้มีการโอนทรัพย์ ผู้รับโอนยังต้องรับภาระตามข้อตกลงเดิม

2. “อายุความ 10 ปี (มาตรา 193/30)”

   ใช้กับสิทธิเรียกร้องทั่วไปจากสัญญา ไม่ใช่อายุความ 1 ปีของเจ้าหนี้มรดก จึงทำให้โจทก์ยังมีสิทธิฟ้อง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามีผลผูกพันผู้รับโอนทรัพย์หรือไม่

   คำตอบ

   ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าอาจมีผลผูกพันผู้รับโอนทรัพย์ได้ หากมีลักษณะเป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิหรือภาระเกี่ยวกับทรัพย์โดยตรง มิใช่เพียงสิทธิส่วนตัวของคู่สมรส เช่น การกำหนดให้แบ่งรายได้จากทรัพย์หรือแบ่งเงินจากการขายทรัพย์ ย่อมถือเป็นภาระติดทรัพย์ เมื่อมีการโอนทรัพย์ไปยังบุคคลอื่น ผู้รับโอนย่อมต้องรับภาระดังกล่าวด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าข้อตกลงนั้นมีลักษณะเป็นเพียงสิทธิส่วนบุคคล

2. คำถาม-การฟ้องตามข้อตกลงหย่าเป็นเจ้าหนี้มรดกหรือไม่

   คำตอบ

   ต้องพิจารณาจากฐานสิทธิแห่งการฟ้อง หากเป็นการฟ้องเพื่อบังคับตามข้อตกลงที่เกิดขึ้นระหว่างคู่สมรส ถือเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญา มิใช่สิทธิของเจ้าหนี้มรดก แม้ว่าผู้ทำสัญญาจะถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ดังนั้นจะไม่อยู่ภายใต้อายุความ 1 ปีของเจ้าหนี้มรดก แต่ใช้อายุความทั่วไปแทน

3. คำถาม-อายุความคดีลักษณะนี้กี่ปี

   คำตอบ

   หากเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาและกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้เป็นพิเศษ จะใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งเริ่มนับตั้งแต่วันที่สิทธิเรียกร้องอาจบังคับได้

4. คำถาม-ผู้รับโอนทรัพย์สามารถปฏิเสธความรับผิดได้หรือไม่

   คำตอบ

   โดยหลักแล้วผู้รับโอนไม่สามารถปฏิเสธได้ หากข้อตกลงมีลักษณะผูกพันทรัพย์ เพราะถือว่ารับโอนทรัพย์พร้อมภาระ อย่างไรก็ตาม หากพิสูจน์ได้ว่าข้อตกลงเป็นสิทธิส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับทรัพย์ อาจไม่ต้องรับผิด

5. คำถาม-การเคยชำระเงินตามข้อตกลงมีผลอย่างไร

   คำตอบ

   การที่ผู้รับโอนเคยปฏิบัติตามข้อตกลง ย่อมเป็นพฤติการณ์ยืนยันว่ารับรู้และยอมรับภาระตามข้อตกลงนั้น ทำให้ยากต่อการปฏิเสธความรับผิดในภายหลัง

6. คำถาม-สามารถฟ้องเรียกเงินในอนาคตได้หรือไม่

   คำตอบ

   สามารถฟ้องได้ หากเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นตามข้อตกลงและยังคงมีผลต่อเนื่อง เช่น รายได้รายเดือนหรือรายปี ศาลอาจกำหนดให้ชำระต่อเนื่องในอนาคตได้

7. คำถาม-ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าถือเป็นสัญญาหรือไม่

   คำตอบ

   ถือเป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย หากมีการกำหนดสิทธิและหน้าที่ชัดเจน ย่อมสามารถบังคับได้เช่นเดียวกับสัญญาทั่วไป

8. คำถาม-ศาลพิจารณาเจตนาของคู่สัญญาอย่างไร

   คำตอบ

   ศาลจะพิจารณาจากข้อความในสัญญา พฤติการณ์แวดล้อม และความมุ่งหมายของคู่สัญญาเป็นสำคัญ เพื่อวินิจฉัยว่าสิทธิที่เกิดขึ้นเป็นสิทธิส่วนตัวหรือสิทธิผูกพันทรัพย์

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2308/2564

บันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าระหว่าง ก. และโจทก์ระบุเรื่องทรัพย์สินชัดเจนว่า ข้อ 3.2 แมนชั่น เลขที่ 246/18 ฝ่ายหญิงยินยอมให้เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายชาย แต่มีเงื่อนไขข้อ 3.2.1. ว่าฝ่ายชายจะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงทุกวันที่ 5 ของเดือน ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง และข้อ 3.2.2. ถ้าฝ่ายชายขายแมนชั่นต้องแบ่งเงินให้แก่ฝ่ายหญิงครึ่งหนึ่ง ข้อ 3.3 ฝ่ายชายจะแบ่งรายได้จากค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ปีละ 40,000 บาท โดยชำระ 2 งวด งวดละ 20,000 บาท ข้อ 3.4 ถ้าฝ่ายชายขายที่ดินได้จะแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิงร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิที่ได้จากการขายที่ดิน ข้อตกลงดังกล่าวทำให้เห็นว่าหาก ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้จากทรัพย์สินจนกว่า ก. จะถึงแก่ความตาย ย่อมสามารถระบุให้ชัดเจนได้ว่า ตลอดชีวิตของฝ่ายชาย การที่ ก. ระบุว่า จะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง แสดงให้เห็นว่า ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้เลี้ยงตัวเอง และหากมีการขายทรัพย์สินดังกล่าวจะต้องแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิง บันทึกเรื่องทรัพย์สินเป็นข้อตกลงที่ผูกพันทรัพย์สิน เมื่อจำเลยที่ 1 บุตร ก. เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งสองรายการจาก ก. จึงต้องผูกพันตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่า จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

ก. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่ ก. ถึงแก่ความตาย การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก ก. ซึ่งเป็นบิดา เพื่อให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่า มิได้ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ต่อเจ้ามรดกอันมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนหย่า โดยชำระเงินจากรายได้ค่าเช่า ช.แมนชั่น เดือนละ 10,000 บาท ตลอดชีวิตโจทก์ หากขายต้องแบ่งเงินครึ่งหนึ่ง อีกทั้งให้ชำระรายได้ค่าเช่าที่ดินปีละ 40,000 บาท และหากขายที่ดินต้องแบ่งเงินสุทธิร้อยละ 10 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามฟ้องเกือบทั้งหมด ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บันทึกท้ายทะเบียนหย่าระบุชัดว่าฝ่ายชายต้องจ่ายเงินแก่โจทก์ตลอดชีวิต และหากขายทรัพย์ต้องแบ่งเงินให้ แสดงเจตนาให้อีกฝ่ายมีรายได้เลี้ยงชีพ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่ผูกพันทรัพย์สิน เมื่อจำเลยที่ 1 รับโอนทรัพย์จากนาย ก. จึงต้องผูกพันตามนั้น อีกทั้งจำเลยที่ 1 เคยชำระเงินตามข้อตกลงมาก่อน การไม่ชำระต่อเป็นการโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ส่วนอายุความนั้น คดีนี้มิใช่การฟ้องในฐานะเจ้าหนี้มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม แต่เป็นการฟ้องบังคับตามข้อตกลงซึ่งมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 จึงไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาแก้เฉพาะดอกเบี้ย โดยให้คิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน เริ่มชำระวันที่ 5 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของฝ่ายโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ขายอะพาร์ตเมนต์ ช.แมนชั่น ต้องแบ่งเงินให้ฝ่ายโจทก์ครึ่งหนึ่ง เงื่อนไขชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าเป็นอันยุติ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าที่ดิน ปีละ 40,000 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดละ 20,000 บาท งวดแรกเดือนมิถุนายน งวดที่ 2 เดือนธันวาคมของทุกปี เริ่มชำระเดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของโจทก์ ในกรณีจำเลยที่ 1 ขายที่ดินต้องแบ่งเงินให้โจทก์ร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิจากการขายที่ดิน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่า ช.แมนชั่น เดือนละ 10,000 บาท ทุกวันที่ 5 เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ขาย ช.แมนชั่น ต้องแบ่งเงินรายได้จากการขายให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ปีละ 40,000 บาท โดยกำหนดชำระเดือนมิถุนายน 20,000 บาท และเดือนธันวาคม 20,000 บาท ของทุกปี เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวต้องแบ่งเงินรายได้จากการขายให้แก่โจทก์ร้อยละ 10 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า บันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าระบุเรื่องทรัพย์สินชัดเจนว่า ข้อ 3.2 ช.แมนชั่น เลขที่ 246/18 ฝ่ายหญิงยินยอมให้เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายชาย แต่มีเงื่อนไขว่า ข้อ 3.2.1 ฝ่ายชายจะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงเดือนละ 10,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง ข้อ 3.2.2 ถ้าฝ่ายชายขายแมนชั่นต้องแบ่งเงินให้แก่ฝ่ายหญิงครึ่งหนึ่ง เงื่อนไขข้อ 3.2.1 เป็นอันยุติไป ข้อ 3.3 ฝ่ายชายจะแบ่งรายได้จากค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ปีละ 40,000 บาท โดยชำระให้ 2 งวด งวดละ 20,000 บาท (งวดแรกเดือนมิถุนายน งวดที่ 2 เดือนธันวาคม ของทุกปี) ข้อ 3.4 ถ้าฝ่ายชายขายที่ดินตามข้อ 3.3 ได้จะแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิงร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิที่ได้จากการขายที่ดิน ข้อตกลงดังกล่าวทำให้เห็นว่านาย ก. ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับโจทก์เป็นเวลานาน โดยไม่มีบุตร ขณะทำบันทึกเรื่องทรัพย์สินนั้น โจทก์อายุ 60 ปี และไม่ปรากฏว่านาย ก. ได้ทำบันทึกเรื่องทรัพย์สินหลังจากจดทะเบียนหย่าเมื่อปี 2535 กับนาง ส. ภริยาคนแรก และหากนาย ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้จากทรัพย์สินจนกว่านาย ก. จะถึงแก่ความตาย ย่อมสามารถระบุให้ชัดเจนว่า ตลอดชีวิตของฝ่ายชาย การที่นาย ก. ระบุว่า จะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง แสดงให้เห็นว่านาย ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้เลี้ยงตัวเอง และหากมีการขายทรัพย์สินดังกล่าวจะต้องแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิง บันทึกเรื่องทรัพย์สินเป็นข้อตกลงที่ผูกพันทรัพย์สิน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งสองรายการจากนาย ก. จึงต้องผูกพันตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินดังกล่าว ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7187 ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้าง คือ ช.แมนชั่น เลขที่ 246/18 ดังกล่าว วันที่ 9 เมษายน 2558 และได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 819 วันที่ 22 เมษายน 2558 นั้น ปรากฏว่าวันที่ 5 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าอะพาร์ตเมนต์ ช.แมนชั่น ให้โจทก์ 10,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2558 นาย ก. ถึงแก่ความตาย จากนั้นเดือนมิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ยังคงชำระเงินจากค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ดังกล่าวให้แก่โจทก์ 20,000 บาท หลังจากนั้นไม่ชำระ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินแก่โจทก์ เพียงใด เห็นว่า นาย ก. และโจทก์จดทะเบียนหย่าและทำบันทึกเรื่องทรัพย์สินวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 ต่อมาวันที่ 9 และ 22 เมษายน 2558 นาย ก. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7187 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ตามลำดับ ให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่นาย ก. จะถึงแก่ความตายวันที่ 17 พฤษภาคม 2558 ประกอบกับโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากนาย ก. ซึ่งเป็นบิดา เพื่อให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่า มิได้ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ต่อเจ้ามรดกอันมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ นอกจากนี้บันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่ากำหนดไว้ชัดเจนถึงวิธีการชำระเงินและจำเลยที่ 1 ก็เคยชำระเงินตามบันทึกดังกล่าวให้แก่โจทก์ ส่วนวันที่ 17 มีนาคม 2558 ที่นาย ก. ทำพินัยกรรมนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับทายาทนาย ก. ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนแปลงจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงิน 380,000 บาท ให้คิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ดอกเบี้ยเมื่อปรับเปลี่ยนแล้วต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์




อายุความฟ้องร้องคดี

ฟ้องโอนที่ดินระบุผิด ศาลพิพากษาแก้ให้ถูกได้หรือไม่ และประเด็นอายุความในคดีตัวแทนซื้อที่ดินมีผลอย่างไรตามกฎหมาย article
โรงพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยต้องรับผิดค่ารักษาหรือไม่ อายุความกี่ปี สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วินิจฉัยอย่างไร article
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ตนเองแล้วขายต่อได้หรือไม่ ทายาทฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้หรือไม่ เมื่อผู้รับโอนเป็นบุคคลภายนอกโดยสุจริต
ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนหลังออกจากห้างหุ้นส่วนและข้อตกลงยอมชำระหนี้
ฟ้องเพิกถอนทรัพย์มรดกหลังพ้นอายุความ สิทธิผู้รับโอนยกอายุความมรดก(ฎีกา 14174/2557)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ อายุความเริ่มนับเมื่อใด และเพิกถอนนิติกรรมได้เพียงใดในทรัพย์สินที่เป็นทั้งมรดกและสินสมรส
หนังสือรับสภาพหนี้ทำให้อายุความมูลหนี้เดิมสะดุดหยุดลง(ฎีกาที่ 4557/2566)
กำหนดหนึ่งเดือนในการเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ไม่ใช่อายุความ
ความผิดลักทรัพย์ในครอบครัว อายุความคดีอันยอมความได้,ป.อ. มาตรา 71, ป.อ. มาตรา 96,(ฎีกา 4925/2566)
อายุความร้องทุกข์คดีฉ้อโกงต้องดูวันรู้เรื่องความผิดหรือไม่ และคดีโทษไม่เกินห้าปีฎีกาได้เพียงใด
ฟ้องเรียกค่าบริการส่วนกลางหมู่บ้านจัดสรรย้อนหลังได้แค่ไหน? ศาลชี้ชัดอายุความ 2 ปี ไม่ใช่ 10 ปี เจ้าของที่ดินต้องรู้
สรุปคดีเรียกจำเลยร่วม อายุความ 10 ปี, ป.ว.พ.ม.57(3) (ฎีกา 1460/2567)
อายุความสินเชื่อ 10 ปี & สิทธิเรียกร้อง, ปรับโครงสร้าง, ม.193/30 (ฎีกา 2542/2567)
(ฎีกา 1174/2568) คดีบัตรเครดิตหรือเงินกู้ & อายุความ 5 ปี
(ฎีกา 2140/2568)คดีทุจริต ป.ป.ช. & อายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกา 1685/2568 – สัญญาประนีประนอม & อายุความ 10 ปี
(ฎีกาที่ 1856/2568) ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ & อายุความ 10 ปี
(ฎีกาที่ 3329/2567) ว่าด้วยการชำระหนี้เป็นงวด อายุความ และการรับสภาพหนี้, ป.พ.พ. มาตรา 193/30,
(ฎีกาที่ 3376/2567): ความรับผิดค่ารักษาพยาบาลและอายุความ 2 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (11)
ฟ้องเรียกค่ากรวดทรายขาดอายุความหรือไม่ และค่าว่าจ้างถมทรายยังฟ้องได้หรือไม่
ซื้อที่ดินแล้วเนื้อที่ขาด ฟ้องเรียกเงินคืนได้หรือไม่ วิเคราะห์สัญญาซื้อขาย อายุความ 10 ปี และสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแพ่ง
อายุความฟ้องเรียกหนี้บัตรกดเงินสด และการนับระยะเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30(ฎีกาที่ 6568/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกา 1174/2568 เกี่ยวกับหนี้สินเชื่อ “อายุความ 2  ปี หรือ 5  ปี” วิเคราะห์ครบถ้วน
สิทธิรับมรดก & อายุความมรดก, แบ่งทรัพย์มรดก,เพิกถอน,(ฎีกา 384/2564)
สิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินสินสมรส อายุความ ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน
อายุความมูลละเมิด, ฟ้องทายาทผู้ทำละเมิดที่ตายแล้ว, มรดกและความรับผิดของทายาท, การขุดดินและความเสียหายทางสาธารณะ,
คดีเช่าซื้อรถตู้, ยักยอกรถตู้, ฟ้องร้องเกินกำหนด 3 เดือน, คดีขาดอายุความ,
สิทธิในการฟ้องคดีมรดก, อายุความมรดก, การครอบครองที่ดินโดยมิได้จดทะเบียนสมรส
อายุความค่าจ้างว่าความ, อายุความสะดุดลง, ดอกเบี้ยผิดนัด, สัญญาจ้างทำของ,
อายุความ 5 ปี หนี้ตามสัญญา, หนี้ที่ต้องชำระเป็นงวดๆ อายุความ, ฟ้องคดีขาดอายุความ หนี้เงินกู้
การชำระหนี้ซึ่งขาดอายุความแล้วจะเรียกคืนไม่ได้
อายุความฟ้องเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงชู้
สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนผิดสัญญาจะซื้อขาย
อายุความสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่
สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครอง
ฟ้องผิดตัวอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง-อำนาจฟ้อง
อายุความรับผิดในฐานะตัวแทนไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ
อายุความตามสัญญาให้บริการทางการแพทย์อันเป็นเอกเทศสัญญา
อายุความคดีความผิดฐานฉ้อโกง ร้องทุกข์เกิน 3 เดือน
วันวินาศภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง
อายุความสะดุดหยุดลงย่อมเป็นคุณเฉพาะแก่ฝ่ายโจทก์
รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ
ผู้ค้ำประกันยกข้อต่อสู้เรื่องขาดอายุความ
ฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้อย่างเจ้าหนี้สามัญ
ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ