
| ข้อตกลงทรัพย์สินท้ายทะเบียนหย่าผูกพันผู้รับโอนหรือไม่ และฟ้องบังคับสิทธิขาดอายุความหรือไม่ และสิทธิเรียกร้องจากบันทึกท้ายทะเบียนหย่า
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลผูกพันของข้อตกลงทรัพย์สินท้ายทะเบียนหย่าที่กำหนดให้ฝ่ายหนึ่งได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์สินของอีกฝ่ายในลักษณะต่อเนื่องตลอดชีวิต และประเด็นสำคัญว่าข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลผูกพันไปถึงบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินภายหลังหรือไม่ รวมทั้งปัญหาเรื่องอายุความว่าการฟ้องบังคับตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้มรดกซึ่งมีอายุความ 1 ปี หรือเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทั่วไปซึ่งมีอายุความ 10 ปี ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าในลักษณะที่กำหนดให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์จากทรัพย์สิน เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะผูกพันทรัพย์ เมื่อมีการโอนทรัพย์สินให้บุคคลอื่น ผู้รับโอนย่อมต้องรับภาระตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย และการฟ้องบังคับให้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวมิใช่การฟ้องในฐานะเจ้าหนี้มรดก จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี แต่เป็นอายุความทั่วไป 10 ปี ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และนาย ก. ได้จดทะเบียนหย่าและทำบันทึกข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนหย่า โดยกำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินจากรายได้ค่าเช่าทรัพย์สิน และส่วนแบ่งเงินหากมีการขายทรัพย์สินดังกล่าว ต่อมานาย ก. ได้โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตร ก่อนถึงแก่ความตาย ภายหลังการโอน จำเลยที่ 1 เคยชำระเงินให้โจทก์ตามข้อตกลงบางส่วน แต่ต่อมาได้หยุดชำระ โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า รวมทั้งเรียกเงินค้างชำระและสิทธิในอนาคต ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นที่ 1 โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะผูกพันทรัพย์ มิใช่เพียงสิทธิส่วนตัวของคู่สัญญา ดังนั้นเมื่อมีการโอนทรัพย์ ผู้รับโอนต้องรับภาระตามข้อตกลงดังกล่าว การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ประเด็นที่ 2 คดีขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่ใช่การฟ้องในฐานะเจ้าหนี้มรดกตามมาตรา 1754 วรรคสาม เพราะโจทก์ไม่ได้เรียกร้องจากกองมรดก แต่ฟ้องจากสิทธิในสัญญา จึงใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ประเด็นที่ 3 ผลผูกพันของข้อตกลง ศาลเห็นว่าข้อตกลงมีเจตนาให้โจทก์มีรายได้เลี้ยงชีพตลอดชีวิต จึงเป็นภาระติดทรัพย์ ผู้รับโอนต้องปฏิบัติตาม วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลัก “ข้อตกลงผูกพันทรัพย์” ซึ่งแม้ไม่ได้บัญญัติเป็นชื่อเฉพาะ แต่เป็นหลักตีความจากเจตนาของคู่สัญญา หากข้อตกลงมีลักษณะให้สิทธิผูกกับทรัพย์ มิใช่ตัวบุคคล ย่อมมีผลผูกพันผู้รับโอน เจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 55 ป.วิ.พ. มีเจตนาคุ้มครองผู้มีสิทธิที่ถูกโต้แย้ง มาตรา 193/30 มุ่งให้สิทธิเรียกร้องทั่วไปมีระยะเวลาเหมาะสม มาตรา 1754 มีเจตนาจำกัดระยะเวลาฟ้องเจ้าหนี้มรดกเท่านั้น ไม่ใช่ทุกกรณี แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสอดคล้องกันว่า สิทธิที่เกิดจากสัญญา ไม่ใช่สิทธิในฐานะเจ้าหนี้มรดก การโอนทรัพย์ไม่อาจตัดสิทธิของผู้มีสิทธิตามข้อตกลงเดิม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ปฏิบัติตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า รวมถึงชำระเงินค่าเช่าและแบ่งเงินจากการขายทรัพย์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้เฉพาะอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกฎหมายใหม่ แต่ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นอื่นทั้งหมด ข้อคิดทางกฎหมาย ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่มีลักษณะกำหนดสิทธิในทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องและชัดเจน ย่อมมีผลเป็นภาระผูกพันทรัพย์ ไม่ใช่เพียงสิทธิส่วนบุคคล การโอนทรัพย์ภายหลังไม่อาจตัดสิทธิของผู้มีสิทธิตามข้อตกลงดังกล่าวได้ ผู้รับโอนย่อมต้องรับภาระตามข้อตกลงโดยปริยาย นอกจากนี้ การวินิจฉัยอายุความต้องพิจารณาจากฐานสิทธิแห่งการฟ้อง มิใช่พิจารณาเพียงข้อเท็จจริงว่าผู้ตายได้เสียชีวิตแล้ว เพราะหากเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญา ย่อมอยู่ภายใต้อายุความทั่วไป มิใช่อายุความสั้นของเจ้าหนี้มรดก ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเป็น “สิทธิส่วนบุคคล” หรือ “สิทธิผูกพันทรัพย์” และการฟ้องเรียกร้องดังกล่าวอยู่ภายใต้อายุความประเภทใด สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “ข้อตกลงผูกพันทรัพย์” หมายถึง ข้อตกลงที่กำหนดสิทธิหรือภาระเกี่ยวกับทรัพย์โดยตรง แม้มีการโอนทรัพย์ ผู้รับโอนยังต้องรับภาระตามข้อตกลงเดิม 2. “อายุความ 10 ปี (มาตรา 193/30)” ใช้กับสิทธิเรียกร้องทั่วไปจากสัญญา ไม่ใช่อายุความ 1 ปีของเจ้าหนี้มรดก จึงทำให้โจทก์ยังมีสิทธิฟ้อง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามีผลผูกพันผู้รับโอนทรัพย์หรือไม่ คำตอบ ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าอาจมีผลผูกพันผู้รับโอนทรัพย์ได้ หากมีลักษณะเป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิหรือภาระเกี่ยวกับทรัพย์โดยตรง มิใช่เพียงสิทธิส่วนตัวของคู่สมรส เช่น การกำหนดให้แบ่งรายได้จากทรัพย์หรือแบ่งเงินจากการขายทรัพย์ ย่อมถือเป็นภาระติดทรัพย์ เมื่อมีการโอนทรัพย์ไปยังบุคคลอื่น ผู้รับโอนย่อมต้องรับภาระดังกล่าวด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าข้อตกลงนั้นมีลักษณะเป็นเพียงสิทธิส่วนบุคคล 2. คำถาม-การฟ้องตามข้อตกลงหย่าเป็นเจ้าหนี้มรดกหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาจากฐานสิทธิแห่งการฟ้อง หากเป็นการฟ้องเพื่อบังคับตามข้อตกลงที่เกิดขึ้นระหว่างคู่สมรส ถือเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญา มิใช่สิทธิของเจ้าหนี้มรดก แม้ว่าผู้ทำสัญญาจะถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ดังนั้นจะไม่อยู่ภายใต้อายุความ 1 ปีของเจ้าหนี้มรดก แต่ใช้อายุความทั่วไปแทน 3. คำถาม-อายุความคดีลักษณะนี้กี่ปี คำตอบ หากเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาและกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้เป็นพิเศษ จะใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งเริ่มนับตั้งแต่วันที่สิทธิเรียกร้องอาจบังคับได้ 4. คำถาม-ผู้รับโอนทรัพย์สามารถปฏิเสธความรับผิดได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วผู้รับโอนไม่สามารถปฏิเสธได้ หากข้อตกลงมีลักษณะผูกพันทรัพย์ เพราะถือว่ารับโอนทรัพย์พร้อมภาระ อย่างไรก็ตาม หากพิสูจน์ได้ว่าข้อตกลงเป็นสิทธิส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับทรัพย์ อาจไม่ต้องรับผิด 5. คำถาม-การเคยชำระเงินตามข้อตกลงมีผลอย่างไร คำตอบ การที่ผู้รับโอนเคยปฏิบัติตามข้อตกลง ย่อมเป็นพฤติการณ์ยืนยันว่ารับรู้และยอมรับภาระตามข้อตกลงนั้น ทำให้ยากต่อการปฏิเสธความรับผิดในภายหลัง 6. คำถาม-สามารถฟ้องเรียกเงินในอนาคตได้หรือไม่ คำตอบ สามารถฟ้องได้ หากเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นตามข้อตกลงและยังคงมีผลต่อเนื่อง เช่น รายได้รายเดือนหรือรายปี ศาลอาจกำหนดให้ชำระต่อเนื่องในอนาคตได้ 7. คำถาม-ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าถือเป็นสัญญาหรือไม่ คำตอบ ถือเป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย หากมีการกำหนดสิทธิและหน้าที่ชัดเจน ย่อมสามารถบังคับได้เช่นเดียวกับสัญญาทั่วไป 8. คำถาม-ศาลพิจารณาเจตนาของคู่สัญญาอย่างไร คำตอบ ศาลจะพิจารณาจากข้อความในสัญญา พฤติการณ์แวดล้อม และความมุ่งหมายของคู่สัญญาเป็นสำคัญ เพื่อวินิจฉัยว่าสิทธิที่เกิดขึ้นเป็นสิทธิส่วนตัวหรือสิทธิผูกพันทรัพย์ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2308/2564 บันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าระหว่าง ก. และโจทก์ระบุเรื่องทรัพย์สินชัดเจนว่า ข้อ 3.2 แมนชั่น เลขที่ 246/18 ฝ่ายหญิงยินยอมให้เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายชาย แต่มีเงื่อนไขข้อ 3.2.1. ว่าฝ่ายชายจะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงทุกวันที่ 5 ของเดือน ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง และข้อ 3.2.2. ถ้าฝ่ายชายขายแมนชั่นต้องแบ่งเงินให้แก่ฝ่ายหญิงครึ่งหนึ่ง ข้อ 3.3 ฝ่ายชายจะแบ่งรายได้จากค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ปีละ 40,000 บาท โดยชำระ 2 งวด งวดละ 20,000 บาท ข้อ 3.4 ถ้าฝ่ายชายขายที่ดินได้จะแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิงร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิที่ได้จากการขายที่ดิน ข้อตกลงดังกล่าวทำให้เห็นว่าหาก ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้จากทรัพย์สินจนกว่า ก. จะถึงแก่ความตาย ย่อมสามารถระบุให้ชัดเจนได้ว่า ตลอดชีวิตของฝ่ายชาย การที่ ก. ระบุว่า จะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง แสดงให้เห็นว่า ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้เลี้ยงตัวเอง และหากมีการขายทรัพย์สินดังกล่าวจะต้องแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิง บันทึกเรื่องทรัพย์สินเป็นข้อตกลงที่ผูกพันทรัพย์สิน เมื่อจำเลยที่ 1 บุตร ก. เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งสองรายการจาก ก. จึงต้องผูกพันตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่า จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ก. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่ ก. ถึงแก่ความตาย การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก ก. ซึ่งเป็นบิดา เพื่อให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่า มิได้ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ต่อเจ้ามรดกอันมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนหย่า โดยชำระเงินจากรายได้ค่าเช่า ช.แมนชั่น เดือนละ 10,000 บาท ตลอดชีวิตโจทก์ หากขายต้องแบ่งเงินครึ่งหนึ่ง อีกทั้งให้ชำระรายได้ค่าเช่าที่ดินปีละ 40,000 บาท และหากขายที่ดินต้องแบ่งเงินสุทธิร้อยละ 10 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามฟ้องเกือบทั้งหมด ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บันทึกท้ายทะเบียนหย่าระบุชัดว่าฝ่ายชายต้องจ่ายเงินแก่โจทก์ตลอดชีวิต และหากขายทรัพย์ต้องแบ่งเงินให้ แสดงเจตนาให้อีกฝ่ายมีรายได้เลี้ยงชีพ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่ผูกพันทรัพย์สิน เมื่อจำเลยที่ 1 รับโอนทรัพย์จากนาย ก. จึงต้องผูกพันตามนั้น อีกทั้งจำเลยที่ 1 เคยชำระเงินตามข้อตกลงมาก่อน การไม่ชำระต่อเป็นการโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ส่วนอายุความนั้น คดีนี้มิใช่การฟ้องในฐานะเจ้าหนี้มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม แต่เป็นการฟ้องบังคับตามข้อตกลงซึ่งมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 จึงไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาแก้เฉพาะดอกเบี้ย โดยให้คิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน เริ่มชำระวันที่ 5 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของฝ่ายโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ขายอะพาร์ตเมนต์ ช.แมนชั่น ต้องแบ่งเงินให้ฝ่ายโจทก์ครึ่งหนึ่ง เงื่อนไขชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าเป็นอันยุติ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าที่ดิน ปีละ 40,000 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดละ 20,000 บาท งวดแรกเดือนมิถุนายน งวดที่ 2 เดือนธันวาคมของทุกปี เริ่มชำระเดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของโจทก์ ในกรณีจำเลยที่ 1 ขายที่ดินต้องแบ่งเงินให้โจทก์ร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิจากการขายที่ดิน จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่า ช.แมนชั่น เดือนละ 10,000 บาท ทุกวันที่ 5 เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ขาย ช.แมนชั่น ต้องแบ่งเงินรายได้จากการขายให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ปีละ 40,000 บาท โดยกำหนดชำระเดือนมิถุนายน 20,000 บาท และเดือนธันวาคม 20,000 บาท ของทุกปี เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวต้องแบ่งเงินรายได้จากการขายให้แก่โจทก์ร้อยละ 10 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า บันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าระบุเรื่องทรัพย์สินชัดเจนว่า ข้อ 3.2 ช.แมนชั่น เลขที่ 246/18 ฝ่ายหญิงยินยอมให้เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายชาย แต่มีเงื่อนไขว่า ข้อ 3.2.1 ฝ่ายชายจะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงเดือนละ 10,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง ข้อ 3.2.2 ถ้าฝ่ายชายขายแมนชั่นต้องแบ่งเงินให้แก่ฝ่ายหญิงครึ่งหนึ่ง เงื่อนไขข้อ 3.2.1 เป็นอันยุติไป ข้อ 3.3 ฝ่ายชายจะแบ่งรายได้จากค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ปีละ 40,000 บาท โดยชำระให้ 2 งวด งวดละ 20,000 บาท (งวดแรกเดือนมิถุนายน งวดที่ 2 เดือนธันวาคม ของทุกปี) ข้อ 3.4 ถ้าฝ่ายชายขายที่ดินตามข้อ 3.3 ได้จะแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิงร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิที่ได้จากการขายที่ดิน ข้อตกลงดังกล่าวทำให้เห็นว่านาย ก. ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับโจทก์เป็นเวลานาน โดยไม่มีบุตร ขณะทำบันทึกเรื่องทรัพย์สินนั้น โจทก์อายุ 60 ปี และไม่ปรากฏว่านาย ก. ได้ทำบันทึกเรื่องทรัพย์สินหลังจากจดทะเบียนหย่าเมื่อปี 2535 กับนาง ส. ภริยาคนแรก และหากนาย ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้จากทรัพย์สินจนกว่านาย ก. จะถึงแก่ความตาย ย่อมสามารถระบุให้ชัดเจนว่า ตลอดชีวิตของฝ่ายชาย การที่นาย ก. ระบุว่า จะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง แสดงให้เห็นว่านาย ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้เลี้ยงตัวเอง และหากมีการขายทรัพย์สินดังกล่าวจะต้องแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิง บันทึกเรื่องทรัพย์สินเป็นข้อตกลงที่ผูกพันทรัพย์สิน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งสองรายการจากนาย ก. จึงต้องผูกพันตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินดังกล่าว ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7187 ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้าง คือ ช.แมนชั่น เลขที่ 246/18 ดังกล่าว วันที่ 9 เมษายน 2558 และได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 819 วันที่ 22 เมษายน 2558 นั้น ปรากฏว่าวันที่ 5 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าอะพาร์ตเมนต์ ช.แมนชั่น ให้โจทก์ 10,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2558 นาย ก. ถึงแก่ความตาย จากนั้นเดือนมิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ยังคงชำระเงินจากค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ดังกล่าวให้แก่โจทก์ 20,000 บาท หลังจากนั้นไม่ชำระ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินแก่โจทก์ เพียงใด เห็นว่า นาย ก. และโจทก์จดทะเบียนหย่าและทำบันทึกเรื่องทรัพย์สินวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 ต่อมาวันที่ 9 และ 22 เมษายน 2558 นาย ก. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7187 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ตามลำดับ ให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่นาย ก. จะถึงแก่ความตายวันที่ 17 พฤษภาคม 2558 ประกอบกับโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากนาย ก. ซึ่งเป็นบิดา เพื่อให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่า มิได้ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ต่อเจ้ามรดกอันมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ นอกจากนี้บันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่ากำหนดไว้ชัดเจนถึงวิธีการชำระเงินและจำเลยที่ 1 ก็เคยชำระเงินตามบันทึกดังกล่าวให้แก่โจทก์ ส่วนวันที่ 17 มีนาคม 2558 ที่นาย ก. ทำพินัยกรรมนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับทายาทนาย ก. ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนแปลงจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 และมาตรา 252 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงิน 380,000 บาท ให้คิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ดอกเบี้ยเมื่อปรับเปลี่ยนแล้วต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์ |



