
| หนี้บัตรเครดิตขาดอายุความแล้วลูกหนี้ยังผ่อนชำระภายหลัง จะยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีได้อีกหรือไม่ และเริ่มนับอายุความใหม่เมื่อใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญเรื่องอายุความหนี้บัตรเครดิตและผลทางกฎหมายของการชำระหนี้ภายหลังที่สิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว โดยข้อพิพาทเกิดจากกรณีที่ลูกหนี้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าและบริการรวมทั้งเบิกถอนเงินสดจากธนาคารผู้ออกบัตร แต่ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชี ต่อมาธนาคารได้ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตและติดตามทวงถามหนี้ อย่างไรก็ตาม หลังจากสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้เดิมพ้นกำหนดอายุความแล้ว ลูกหนี้ยังได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่ธนาคารอีก 2 ครั้ง จึงเกิดปัญหาว่าเจ้าหนี้ยังมีสิทธิฟ้องเรียกหนี้ดังกล่าวหรือไม่ และการชำระหนี้ภายหลังสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วถือเป็นเพียงการไม่ใช้สิทธิปฏิเสธการชำระหนี้ หรือเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามกฎหมาย คดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 และมาตรา 193/34 โดยศาลฎีกาได้วางหลักว่า การนับอายุความของหนี้บัตรเครดิตต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ตามกำหนดเวลาที่เจ้าหนี้กำหนด มิใช่นับจากวันที่เจ้าหนี้ยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิต และแม้สิทธิเรียกร้องจะขาดอายุความไปแล้ว หากลูกหนี้ยังแสดงพฤติการณ์ยินยอมชำระหนี้บางส่วนภายหลัง ย่อมอาจถือเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยาย ส่งผลให้ลูกหนี้ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีได้อีก และทำให้อายุความเริ่มนับใหม่ตามมูลหนี้เดิม คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับหนี้บัตรเครดิต การนับอายุความ และผลของการชำระหนี้ภายหลังอายุความขาด ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ในการใช้สิทธิและป้องกันสิทธิของตนตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตให้แก่จำเลย โดยจำเลยสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตและได้รับสิทธิในการใช้บัตรเพื่อซื้อสินค้า ชำระค่าบริการ หรือเบิกถอนเงินสดจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์หรือธนาคารอื่นที่โจทก์อนุญาต ทั้งนี้โจทก์จะเป็นผู้สำรองจ่ายเงินแทนไปก่อน และจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระคืนตามจำนวนและภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชี หากผิดนัดชำระหนี้จะต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาสมาชิกบัตรเครดิต ต่อมาจำเลยได้นำบัตรเครดิตไปใช้ซื้อสินค้า ชำระค่าบริการ และเบิกถอนเงินสดหลายครั้ง โดยโจทก์ได้ออกใบแจ้งยอดบัญชีเพื่อแจ้งยอดหนี้และกำหนดวันชำระให้จำเลยทราบตามปกติ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา ทำให้ยอดหนี้ค้างชำระสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยมา ข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญของคดีปรากฏว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2538 และโจทก์ได้กำหนดให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 5 เมษายน 2538 เมื่อถึงกำหนดดังกล่าวจำเลยไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ โจทก์จึงดำเนินการยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของจำเลยในเวลาต่อมา โดยมีหนังสือแจ้งยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2538 ภายหลังจากการยกเลิกการใช้บัตรเครดิตแล้ว โจทก์ยังคงติดตามทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างอยู่ ขณะที่จำเลยมิได้ชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้น แต่ได้ยินยอมชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์จำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งแรกชำระเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 และครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2540 หลังจากหักเงินที่จำเลยชำระแล้ว ยังคงมียอดหนี้ค้างชำระอยู่เป็นจำนวน 61,301.61 บาท เมื่อไม่สามารถเรียกเก็บหนี้ที่เหลือได้ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล โดยขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 61,301.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 40,906.78 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ฝ่ายจำเลยต่อสู้คดีโดยอ้างว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว เนื่องจากหนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้ที่มีอายุความ 2 ปี และโจทก์นำคดีมาฟ้องภายหลังพ้นกำหนดอายุความไปแล้ว ส่วนการที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนภายหลังนั้น เป็นเพียงการชำระหนี้ที่ขาดอายุความโดยไม่ใช้สิทธิปฏิเสธการชำระหนี้เท่านั้น มิใช่การรับสภาพหนี้หรือการสละสิทธิที่จะยกอายุความขึ้นต่อสู้คดี จากข้อพิพาทดังกล่าว จึงเกิดประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยว่า อายุความของหนี้บัตรเครดิตเริ่มนับตั้งแต่วันใด ระหว่างวันครบกำหนดชำระหนี้ตามใบแจ้งยอดบัญชีกับวันที่โจทก์ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย และการที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนภายหลังสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว จะมีผลเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามกฎหมายหรือไม่ อันเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวางหลักเกณฑ์เพื่อใช้บังคับแก่คดีนี้ ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัย เมื่อพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ อุทธรณ์ และฎีกาของคู่ความแล้ว ปัญหาสำคัญที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเหลือเพียงปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอายุความของสิทธิเรียกร้องตามหนี้บัตรเครดิต โดยมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัย 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามหนี้บัตรเครดิตเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามกำหนดในใบแจ้งยอดบัญชี หรือเริ่มนับจากวันที่โจทก์ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย ประการที่สอง การที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนภายหลังจากที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์พ้นกำหนดอายุความไปแล้ว ถือเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่ ประการที่สาม แม้การชำระหนี้ดังกล่าวจะไม่ถือเป็นการรับสภาพหนี้ แต่พฤติการณ์ที่จำเลยยินยอมชำระหนี้บางส่วนหลังหนี้ขาดอายุความแล้ว จะถือเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามกฎหมายหรือไม่ และมีผลให้อายุความเริ่มนับใหม่หรือไม่ ประเด็นทั้งสามข้อนี้เป็นหัวใจสำคัญของคดี และเป็นเหตุให้ศาลฎีกาต้องตีความบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 และมาตรา 193/34 เพื่อนำมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในคดีนี้โดยตรง คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับการเริ่มนับอายุความตามมาตรา 193/34 ศาลฎีกาเริ่มวินิจฉัยจากการพิจารณาลักษณะของนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ มีสิทธินำบัตรไปใช้ซื้อสินค้า ชำระค่าบริการ หรือเบิกถอนเงินสดได้ โดยโจทก์เป็นผู้สำรองจ่ายเงินแทนไปก่อน และจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระคืนตามจำนวนและภายในกำหนดเวลาที่ปรากฏในใบแจ้งยอดบัญชีที่โจทก์จัดส่งให้ในแต่ละรอบบัญชี เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด ก็ต้องรับผิดในเบี้ยปรับและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของสัญญาสมาชิกบัตรเครดิต ศาลฎีกาพิจารณาเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตประกอบกับใบแจ้งยอดบัญชีแล้วเห็นว่า คู่สัญญาได้ตกลงกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนเป็นรายงวดอยู่แล้ว กล่าวคือ ทุกครั้งที่มีการใช้บัตรเครดิต โจทก์จะออกใบแจ้งยอดบัญชีและกำหนดวันชำระหนี้ให้จำเลยทราบอย่างชัดเจน ดังนั้น เมื่อถึงกำหนดชำระแล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้ทันทีนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระนั้น ในคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2538 และโจทก์กำหนดให้ชำระหนี้ภายในวันที่ 5 เมษายน 2538 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในวันดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2538 เป็นต้นไป ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า อายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2538 มิใช่นับจากวันที่ 22 มิถุนายน 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลยตามที่โจทก์โต้แย้ง เหตุผลสำคัญที่ศาลฎีกาไม่รับฟังข้ออ้างของโจทก์ก็เพราะการยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิตเป็นเพียงมาตรการที่เจ้าหนี้ใช้จัดการความสัมพันธ์ทางสัญญาภายหลังลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้ว มิใช่เหตุที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องขึ้นใหม่ หรือเป็นวันที่ทำให้หนี้ถึงกำหนดชำระเป็นครั้งแรก สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนดในใบแจ้งยอดบัญชีแล้ว การยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิตในภายหลังจึงไม่อาจทำให้การเริ่มนับอายุความเลื่อนออกไปได้ ศาลฎีกาจึงวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การนับอายุความของหนี้บัตรเครดิตต้องพิจารณาจากวันที่เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้ตามสัญญา ไม่ใช่วันที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหรือยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิตภายหลัง โดยเมื่อหนี้ดังกล่าวมีอายุความ 2 ปี ตามกฎหมาย อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2538 และจะครบกำหนดในวันที่ 6 เมษายน 2540 หากไม่มีเหตุอย่างอื่นที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือเริ่มนับใหม่ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมขาดอายุความตั้งแต่วันดังกล่าว เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่ถือว่าวันยกเลิกบัตรเครดิตเป็นวันเริ่มนับอายุความ ประเด็นที่โจทก์พยายามยกขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกาคือ โจทก์เห็นว่าตนควรมีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้เมื่อมีการยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลยแล้ว จึงควรเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2538 อันเป็นวันที่ยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิต อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะเมื่อพิจารณาเงื่อนไขในสัญญาสมาชิกบัตรเครดิตแล้ว พบว่าคู่สัญญาได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้เป็นรายงวดอย่างชัดเจนอยู่ก่อนแล้ว การที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด ย่อมทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิตก่อน ศาลฎีกาจึงถือว่าการยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิตเป็นเพียงผลสืบเนื่องจากการผิดนัดชำระหนี้ ไม่ใช่ต้นเหตุที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้อง และไม่ใช่เหตุที่ทำให้อายุความเริ่มนับใหม่ หากยอมให้เริ่มนับอายุความจากวันที่เจ้าหนี้เลือกจะยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิต ย่อมทำให้เจ้าหนี้สามารถกำหนดจุดเริ่มต้นของอายุความได้เอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายเรื่องอายุความที่กำหนดให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่สามารถบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า อายุความในคดีนี้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2538 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ตามใบแจ้งยอดบัญชี และไม่อาจเลื่อนการเริ่มนับอายุความไปเป็นวันที่โจทก์ยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิตในภายหลังได้ หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้เกี่ยวกับมาตรา 193/34 จากคำวินิจฉัยในคดีนี้ ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการใช้มาตรา 193/34 ว่า การพิจารณาว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความหรือไม่ ต้องพิจารณาจากวันที่เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิบังคับชำระหนี้ได้ตามกฎหมายและตามสัญญาเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาจากวันที่เจ้าหนี้ดำเนินการบางอย่างภายหลัง เช่น การยกเลิกสัญญา การยกเลิกสมาชิก หรือการติดตามทวงถามหนี้ ดังนั้น หากสัญญากำหนดวันครบกำหนดชำระหนี้ไว้อย่างแน่นอน เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้ทันที และอายุความย่อมเริ่มนับตั้งแต่วันนั้น การดำเนินการอื่นภายหลังไม่อาจทำให้การเริ่มนับอายุความเปลี่ยนแปลงไปได้ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรองรับโดยเฉพาะ หลักดังกล่าวเป็นหลักสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคดีหนี้บัตรเครดิตและคดีหนี้ตามสัญญาอื่นที่มีการกำหนดวันครบกำหนดชำระไว้อย่างชัดเจน เพราะช่วยกำหนดจุดเริ่มต้นของอายุความให้แน่นอน และป้องกันมิให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถกำหนดระยะเวลาอายุความได้ตามอำเภอใจ อันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายอายุความที่มุ่งให้มีความแน่นอนในทางกฎหมายและความมั่นคงของสิทธิเรียกร้องระหว่างคู่สัญญา การชำระหนี้ภายหลังหนี้ขาดอายุความและการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามมาตรา 193/24 แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าอายุความของหนี้บัตรเครดิตในคดีนี้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2538 และครบกำหนดในวันที่ 6 เมษายน 2540 ก็ตาม แต่คดียังมีประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า การที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ภายหลังจากวันที่สิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วนั้น มีผลทางกฎหมายอย่างไร และจำเลยยังสามารถยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้อีกหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังจากสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2540 แล้ว จำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์จำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2540 ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่อายุความครบกำหนดแล้วทั้งสิ้น ฝ่ายโจทก์พยายามอ้างว่า การชำระหนี้ดังกล่าวเป็นการรับสภาพหนี้ อันมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับใหม่ ขณะที่ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่า การชำระหนี้ภายหลังหนี้ขาดอายุความแล้วเป็นเพียงกรณีที่ลูกหนี้ไม่ใช้สิทธิปฏิเสธการชำระหนี้เท่านั้น มิใช่การสละสิทธิที่จะยกอายุความขึ้นต่อสู้ และมิใช่การรับสภาพหนี้ตามกฎหมาย ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏมีเพียงว่าจำเลยนำเงินมาชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์เท่านั้น โดยไม่มีข้อเท็จจริงอื่นที่แสดงถึงการยอมรับมูลหนี้อย่างชัดแจ้งในลักษณะที่จะถือเป็นการรับสภาพหนี้ตามที่โจทก์ยกขึ้นอ้าง อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยมีนัยสำคัญในอีกแง่มุมหนึ่ง กล่าวคือ แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จะขาดอายุความไปแล้ว แต่จำเลยกลับมิได้ยกอายุความขึ้นปฏิเสธความรับผิด กลับยินยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถึง 2 ครั้งภายหลังจากที่อายุความครบกำหนดแล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นว่าจำเลยมิได้ประสงค์จะอาศัยประโยชน์จากอายุความเพื่อหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความแล้ว ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 มิใช่เป็นเพียงกรณีที่จำเลยไม่ใช้สิทธิปฏิเสธการชำระหนี้เท่านั้นตามที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา เมื่อถือว่าจำเลยได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความแล้ว จำเลยย่อมไม่อาจกลับมายกอายุความขึ้นเป็นข้อตัดฟ้องเพื่อปฏิเสธความรับผิดในภายหลังได้อีก ความแตกต่างระหว่างการรับสภาพหนี้กับการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ คดีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษตรงที่ศาลฎีกาได้แยกความแตกต่างระหว่างแนวคิดทางกฎหมายสองประการออกจากกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ การรับสภาพหนี้ และการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ ในประเด็นการรับสภาพหนี้นั้น ศาลฎีกาไม่รับฟังข้ออ้างของโจทก์ว่าการชำระหนี้ทั้งสองครั้งเป็นการรับสภาพหนี้ แต่ศาลกลับวินิจฉัยในอีกแนวทางหนึ่งว่า แม้จะไม่ใช่การรับสภาพหนี้ก็ตาม การที่จำเลยสมัครใจชำระหนี้ภายหลังอายุความครบกำหนดแล้ว ย่อมเป็นการแสดงเจตนาโดยพฤตินัยว่าจำเลยไม่ประสงค์จะอาศัยอายุความเป็นเหตุหลุดพ้นจากความรับผิด กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ลูกหนี้จะไม่ได้ยอมรับหนี้ในลักษณะที่เป็นการรับสภาพหนี้โดยตรง แต่หากลูกหนี้ยังคงชำระหนี้ภายหลังจากที่มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้แล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวอาจถือเป็นการสละประโยชน์จากอายุความได้เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดี คำวินิจฉัยในคดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า การรับสภาพหนี้กับการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความเป็นหลักกฎหมายคนละเรื่องกัน แม้จะนำไปสู่ผลที่ทำให้เจ้าหนี้ยังสามารถบังคับสิทธิเรียกร้องได้ต่อไปเช่นเดียวกันก็ตาม ผลของการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความแล้ว ผลทางกฎหมายที่ตามมาคือ จำเลยไม่สามารถอ้างอายุความเป็นข้อต่อสู้ได้อีก และการนับอายุความต้องเริ่มนับต่อไปใหม่เสมือนหนึ่งว่าไม่เคยนับอายุความมาก่อน โดยยังคงใช้อายุความตามมูลหนี้เดิม ในคดีนี้มูลหนี้เป็นหนี้บัตรเครดิตซึ่งมีอายุความ 2 ปี ดังนั้นเมื่อจำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2540 และถือว่าเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ อายุความจึงเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2540 เป็นต้นไป และจะครบกำหนดอีกครั้งเมื่อพ้นระยะเวลา 2 ปีนับจากวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ซึ่งยังอยู่ภายในระยะเวลา 2 ปีนับจากวันที่ 12 กันยายน 2540 ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ และโจทก์ยังมีสิทธินำคดีมาฟ้องบังคับชำระหนี้ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังฎีกาของจำเลย และเห็นว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยให้จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้ คำพิพากษาคดีนี้ได้วางหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับมาตรา 193/24 ไว้อย่างชัดเจนว่า แม้สิทธิเรียกร้องจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่หากลูกหนี้ยังสมัครใจชำระหนี้ภายหลัง และพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ประสงค์จะอาศัยประโยชน์จากอายุความเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิด การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยายได้ นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวางหลักเพิ่มเติมว่า การละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความไม่จำเป็นต้องกระทำเป็นหนังสือหรือแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งเสมอไป หากพฤติการณ์ของลูกหนี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าประสงค์จะชำระหนี้ต่อไป แม้จะมีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้แล้ว ก็อาจถือเป็นการสละประโยชน์ดังกล่าวได้เช่นกัน หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากในคดีหนี้บัตรเครดิตและคดีหนี้สินประเภทอื่น เพราะเป็นแนวทางในการพิจารณาว่าพฤติการณ์ภายหลังหนี้ขาดอายุความของลูกหนี้ จะมีผลเพียงใดต่อสิทธิในการยกอายุความขึ้นต่อสู้ และส่งผลโดยตรงต่อการบังคับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ในอนาคต สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยยังคงมีหนี้ค้างชำระตามสัญญาบัตรเครดิตที่ทำไว้กับโจทก์ และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวได้ จึงพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 61,301.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 40,906.78 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง คือวันที่ 15 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์โดยยกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ แต่ศาลอุทธรณ์พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยรับฟังว่าจำเลยยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ตามจำนวนที่ศาลชั้นต้นกำหนด 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้บัตรเครดิตในคดีนี้มีอายุความ 2 ปี โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2538 อันเป็นวันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ตามใบแจ้งยอดบัญชี มิใช่นับจากวันที่โจทก์ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2540 อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว จำเลยยังได้ยินยอมชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์จำนวน 2 ครั้ง คือวันที่ 30 มิถุนายน 2540 และวันที่ 12 กันยายน 2540 แม้การชำระหนี้ดังกล่าวจะไม่ถือเป็นการรับสภาพหนี้ แต่ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงออกโดยปริยายว่าละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 ส่งผลให้อายุความเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2540 เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 จึงยังอยู่ภายในกำหนดอายุความ 2 ปี คดีไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ต่อไป ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องตามหนี้บัตรเครดิตเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใด และเมื่อหนี้ขาดอายุความแล้ว ลูกหนี้ที่ยังคงชำระหนี้บางส่วนภายหลังจะสามารถยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีได้อีกหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้สามารถบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามกำหนดชำระหนี้ มิใช่นับจากวันที่เจ้าหนี้ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิต และแม้สิทธิเรียกร้องจะขาดอายุความแล้ว แต่หากลูกหนี้ยังยินยอมชำระหนี้บางส่วนภายหลัง ย่อมอาจถือเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยาย ทำให้ไม่สามารถยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้อีก มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสังเขป 1. การละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จะขาดอายุความแล้ว แต่เมื่อลูกหนี้ยังยินยอมชำระหนี้บางส่วนภายหลังถึง 2 ครั้ง พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นโดยปริยายว่าลูกหนี้มิได้ประสงค์จะอาศัยประโยชน์จากอายุความเพื่อปฏิเสธความรับผิดอีกต่อไป จึงถือเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามมาตรา 193/24 ส่งผลให้ลูกหนี้ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีได้อีก 2. วันเริ่มนับอายุความของหนี้บัตรเครดิต ศาลฎีกาวางหลักว่า อายุความของหนี้บัตรเครดิตต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ตามกำหนดในใบแจ้งยอดบัญชี ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้ทันที มิใช่นับจากวันที่เจ้าหนี้ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตในภายหลัง เพราะการยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิตเป็นเพียงผลสืบเนื่องจากการผิดนัดชำระหนี้ ไม่ใช่วันที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องขึ้นใหม่ ดังนั้นการคำนวณอายุความจึงต้องอ้างอิงจากวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเป็นสำคัญ อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 มาตรา 193/24 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ โดยมีหลักสำคัญว่า แม้สิทธิเรียกร้องจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่บุคคลผู้มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้สามารถสละหรือยอมไม่ใช้ประโยชน์จากอายุความนั้นได้ เมื่อมีการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความแล้ว บุคคลนั้นย่อมไม่สามารถกลับมายกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้อีก หลักกฎหมายดังกล่าวตั้งอยู่บนแนวคิดว่า อายุความเป็นสิทธิประโยชน์ที่กฎหมายมอบให้แก่ลูกหนี้หรือผู้มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ มิใช่บทบัญญัติที่มีผลทำให้หนี้หรือความรับผิดเดิมสูญสิ้นไปโดยเด็ดขาด ดังนั้นเมื่อผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์จากอายุความแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าว ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยพฤติการณ์ กฎหมายก็ย่อมเคารพต่อการแสดงเจตนานั้น ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จะขาดอายุความไปแล้วตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2540 แต่จำเลยยังคงยินยอมชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์อีก 2 ครั้ง ภายหลังจากอายุความครบกำหนดแล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าจำเลยมิได้ยกอายุความขึ้นปฏิเสธความรับผิด กลับยอมรับที่จะปฏิบัติตามภาระหนี้ต่อไป ศาลจึงถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าจำเลยได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความแล้ว ผลทางกฎหมายคือจำเลยไม่อาจยกอายุความขึ้นเป็นข้อตัดฟ้องได้อีก และการนับอายุความย่อมเริ่มต้นต่อไปใหม่เสมือนหนึ่งว่าไม่เคยนับอายุความมาก่อน โดยใช้อายุความตามมูลหนี้เดิม คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความไม่จำเป็นต้องกระทำเป็นหนังสือหรือกล่าวถ้อยคำยอมรับโดยตรงเสมอไป หากพฤติการณ์ของลูกหนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ายังคงยอมรับความรับผิดและสมัครใจชำระหนี้ต่อไป ศาลอาจถือได้ว่าเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยายได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นสำคัญว่าการกระทำดังกล่าวแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะใช้สิทธิอ้างอายุความหรือไม่ ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีหนี้สินทุกประเภท โดยเฉพาะคดีที่ลูกหนี้ยังมีการชำระหนี้บางส่วนภายหลังจากอายุความครบกำหนดแล้ว อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 มาตรา 193/34 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดอายุความสำหรับสิทธิเรียกร้องบางประเภทไว้เป็นกรณีพิเศษ โดยในคดีนี้ศาลฎีกานำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้วินิจฉัยว่าหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตของจำเลยอยู่ภายใต้อายุความ 2 ปี และประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ อายุความดังกล่าวเริ่มนับตั้งแต่วันใด เนื่องจากการกำหนดวันเริ่มต้นนับอายุความย่อมส่งผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องยังคงบังคับได้อยู่หรือขาดอายุความไปแล้ว ศาลฎีกาวางหลักว่า การนับอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิบังคับชำระหนี้ได้ตามกฎหมายและตามสัญญา กล่าวคือ ต้องพิจารณาจากวันที่หนี้ถึงกำหนดชำระและลูกหนี้ผิดนัด มิใช่พิจารณาจากวันที่เจ้าหนี้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งภายหลัง เช่น วันที่ยกเลิกสัญญา วันที่ยกเลิกสมาชิก หรือวันที่ติดตามทวงถามหนี้ เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง ในคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2538 และโจทก์กำหนดให้ชำระหนี้ภายในวันที่ 5 เมษายน 2538 เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงมีสิทธิบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2538 อันเป็นวันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าอายุความ 2 ปีต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว และจะครบกำหนดในวันที่ 6 เมษายน 2540 มิใช่นับจากวันที่ 22 มิถุนายน 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย หลักกฎหมายที่ปรากฏในคำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความเรื่องอายุความ เพราะยืนยันว่า การเริ่มนับอายุความต้องยึดวันที่เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ได้เป็นหลัก ไม่ใช่วันที่เจ้าหนี้เลือกใช้มาตรการภายหลังตามดุลพินิจของตนเอง หากยอมให้เจ้าหนี้กำหนดวันเริ่มนับอายุความจากการกระทำของตนในภายหลัง ย่อมทำให้ระยะเวลาอายุความขาดความแน่นอนและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายอายุความที่มุ่งสร้างความมั่นคงแน่นอนแก่สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา ดังนั้นคำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำมาตรา 193/34 มาใช้กำหนดจุดเริ่มต้นของอายุความโดยยึดวันครบกำหนดชำระหนี้เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับอายุความว่า การขาดอายุความมิได้มีผลทำให้มูลหนี้หรือความรับผิดเดิมระงับสิ้นไปโดยเด็ดขาด แต่เป็นเพียงการก่อให้เกิดสิทธิแก่ลูกหนี้ในการยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้เพื่อปฏิเสธการบังคับตามสิทธิเรียกร้องเท่านั้น ดังนั้น หากลูกหนี้แสดงพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่าไม่ประสงค์จะใช้ประโยชน์จากอายุความดังกล่าว ไม่ว่าจะโดยถ้อยคำโดยตรงหรือโดยการกระทำที่แสดงออกอย่างชัดแจ้ง กฎหมายย่อมถือว่าลูกหนี้ได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความแล้ว และไม่อาจกลับมายกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในภายหลังได้อีก คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงหลักสำคัญในการกำหนดจุดเริ่มต้นของอายุความว่า ต้องยึดวันที่เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้ตามกฎหมายและตามสัญญาเป็นหลัก มิใช่ยึดจากวันที่เจ้าหนี้เลือกใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ยกเลิกสมาชิก หรือดำเนินการติดตามทวงถามหนี้ภายหลัง เพราะหากเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้เป็นผู้กำหนดวันเริ่มนับอายุความได้เอง ย่อมทำให้ระบบอายุความขาดความแน่นอนและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ต้องการให้สิทธิเรียกร้องต่าง ๆ มีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน นอกจากนี้ คำพิพากษายังวางหลักที่สำคัญในทางปฏิบัติว่า การชำระหนี้ภายหลังสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีลักษณะเป็นการรับสภาพหนี้เสมอไป แต่หากพฤติการณ์ของลูกหนี้แสดงให้เห็นว่ายังคงยอมรับความรับผิดและยินยอมชำระหนี้ต่อไป ศาลอาจถือได้ว่าเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยายได้เช่นกัน ซึ่งเป็นหลักที่ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ของคู่กรณีเป็นรายคดี ในมุมของเจ้าหนี้ คดีนี้ชี้ให้เห็นว่าการติดตามทวงถามหนี้และการรับชำระหนี้ภายหลังอายุความครบกำหนด อาจมีผลสำคัญต่อสถานะทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง หากปรากฏว่าลูกหนี้ยังสมัครใจชำระหนี้ต่อไป ย่อมอาจเกิดผลตามกฎหมายเกี่ยวกับการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความได้ ส่วนในมุมของลูกหนี้ คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการชำระหนี้ภายหลังอายุความครบกำหนดอาจก่อให้เกิดผลทางกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิในการยกอายุความขึ้นต่อสู้ในอนาคตได้ จึงควรตระหนักถึงผลทางกฎหมายของการกระทำดังกล่าวก่อนดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับหนี้ที่อาจขาดอายุความแล้ว โดยสรุป คดีนี้วางหลักสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ประการแรก อายุความของหนี้บัตรเครดิตเริ่มนับตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ตามกำหนด มิใช่วันที่เจ้าหนี้ยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิต และประการที่สอง การชำระหนี้ภายหลังสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว อาจถือเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยาย ส่งผลให้ลูกหนี้ไม่อาจยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้อีก หลักทั้งสองประการนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบังคับใช้กฎหมายอายุความและการพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับหนี้สินในทางแพ่งโดยทั่วไป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม หนี้บัตรเครดิตมีอายุความเริ่มนับตั้งแต่วันใด คำตอบ ตามแนววินิจฉัยในคดีนี้ อายุความของหนี้บัตรเครดิตไม่ได้เริ่มนับจากวันที่เจ้าหนี้ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของลูกหนี้ แต่เริ่มนับจากวันที่เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้ตามสัญญา กล่าวคือวันที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดในใบแจ้งยอดบัญชี เมื่อคู่สัญญาตกลงกำหนดวันชำระหนี้ไว้แน่นอนแล้ว การไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดย่อมทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องได้ทันทีตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระ การดำเนินการอื่นในภายหลัง เช่น การยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิตหรือการติดตามทวงถามหนี้ เป็นเพียงผลสืบเนื่องจากการผิดนัด ไม่ใช่เหตุที่ทำให้สิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นใหม่ ดังนั้นการคำนวณอายุความจึงต้องพิจารณาจากวันที่หนี้ถึงกำหนดชำระเป็นสำคัญ ไม่ใช่วันที่เจ้าหนี้เลือกใช้มาตรการภายหลังตามดุลพินิจของตนเอง การตีความดังกล่าวช่วยให้เกิดความแน่นอนในการกำหนดระยะเวลาอายุความและสอดคล้องกับหลักกฎหมายอายุความโดยทั่วไป 2. คำถาม เมื่อหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความแล้ว เจ้าหนี้ยังฟ้องลูกหนี้ได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว เมื่อสิทธิเรียกร้องขาดอายุความ เจ้าหนี้ยังสามารถยื่นฟ้องคดีได้ แต่ลูกหนี้มีสิทธิยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ หากลูกหนี้ยกอายุความขึ้นต่อสู้และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคดีขาดอายุความจริง ศาลย่อมไม่อาจบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ อย่างไรก็ตาม การขาดอายุความไม่ได้ทำให้หนี้เดิมระงับสิ้นไปโดยเด็ดขาด มูลหนี้ยังคงมีอยู่ เพียงแต่เจ้าหนี้ถูกจำกัดสิทธิในการบังคับคดีหากลูกหนี้ใช้สิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าหนี้ยังมีอยู่หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าลูกหนี้ยังคงประสงค์จะใช้ประโยชน์จากอายุความหรือไม่ หากลูกหนี้แสดงพฤติการณ์บางอย่างที่กฎหมายถือว่าเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความแล้ว ลูกหนี้ก็อาจไม่สามารถอ้างอายุความขึ้นต่อสู้ได้อีก แม้ว่าสิทธิเรียกร้องเดิมจะเคยขาดอายุความไปแล้วก็ตาม 3. คำถาม การชำระหนี้บางส่วนภายหลังหนี้ขาดอายุความแล้วมีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ คดีนี้วางหลักสำคัญว่า การชำระหนี้บางส่วนภายหลังสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว อาจมีผลมากกว่าการชำระหนี้ตามปกติ เพราะอาจสะท้อนให้เห็นว่าลูกหนี้มิได้ประสงค์จะอาศัยประโยชน์จากอายุความเพื่อปฏิเสธความรับผิดอีกต่อไป ศาลฎีกาพิจารณาว่าแม้การชำระหนี้ดังกล่าวจะไม่ถือเป็นการรับสภาพหนี้ แต่พฤติการณ์ที่ลูกหนี้ยังยินยอมชำระหนี้หลังจากอายุความครบกำหนดแล้ว ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่าลูกหนี้ยังยอมรับความรับผิดในหนี้ดังกล่าว การกระทำเช่นนี้จึงอาจถือเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยายได้ ผลคือ ลูกหนี้จะไม่สามารถยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้อีก และอาจทำให้เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายต่อไปได้ ดังนั้นลูกหนี้ควรตระหนักว่าการชำระหนี้ภายหลังอายุความครบกำหนดอาจก่อให้เกิดผลทางกฎหมายที่สำคัญต่อสิทธิในการต่อสู้คดีในอนาคต 4. คำถาม การรับสภาพหนี้กับการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แม้ผลทางกฎหมายในบางกรณีอาจทำให้เจ้าหนี้ยังสามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ต่อไปก็ตาม ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่าการที่ลูกหนี้ชำระหนี้บางส่วนภายหลังสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ตามที่เจ้าหนี้กล่าวอ้าง แต่ศาลกลับเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าลูกหนี้ไม่ได้ประสงค์จะใช้ประโยชน์จากอายุความอีกต่อไป จึงถือเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความแทน ความแตกต่างสำคัญคือ การรับสภาพหนี้มุ่งเน้นที่การยอมรับความมีอยู่ของหนี้ ส่วนการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความมุ่งเน้นที่การสละสิทธิที่จะอ้างอายุความขึ้นต่อสู้ แม้จะเป็นคนละหลักกฎหมาย แต่ทั้งสองกรณีอาจมีผลกระทบต่อสิทธิเรียกร้องและการพิจารณาอายุความในคดีได้อย่างมีนัยสำคัญ 5. คำถาม การละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่ คำตอบ จากแนววินิจฉัยในคดีนี้ ศาลฎีกามิได้กำหนดว่าการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความจะต้องกระทำเป็นหนังสือหรือแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งเสมอไป หากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าวอีกต่อไป ก็อาจถือเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความได้โดยปริยาย ในคดีนี้ลูกหนี้มิได้มีหนังสือสละสิทธิหรือแถลงยอมรับต่อเจ้าหนี้โดยตรง แต่ยังยินยอมชำระหนี้บางส่วนถึงสองครั้งภายหลังจากที่สิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว ศาลจึงถือว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าลูกหนี้ได้สละประโยชน์แห่งอายุความแล้ว หลักดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ที่สะท้อนเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีมากกว่ารูปแบบของการแสดงเจตนาเพียงอย่างเดียว 6. คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่นับอายุความจากวันที่ยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิต คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่า การยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิตเป็นเพียงมาตรการที่เจ้าหนี้ใช้ภายหลังจากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้ว มิใช่เหตุที่ทำให้สิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดในใบแจ้งยอดบัญชี เมื่อถึงวันครบกำหนดแล้วลูกหนี้ไม่ชำระ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้ได้ทันที การยกเลิกสมาชิกในเวลาต่อมาจึงเป็นเพียงผลตามมา ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของสิทธิเรียกร้อง หากยอมให้นับอายุความจากวันที่เจ้าหนี้เลือกยกเลิกสมาชิกบัตรเครดิต ย่อมทำให้เจ้าหนี้สามารถกำหนดวันเริ่มต้นอายุความได้เอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายอายุความที่ต้องการให้มีความแน่นอนและตรวจสอบได้จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามสัญญา 7. คำถาม เมื่อมีการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความแล้วจะเกิดผลอย่างไร คำตอบ ผลสำคัญคือ ผู้ที่เคยมีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้จะไม่สามารถอ้างอายุความเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้อีก และการนับอายุความย่อมเริ่มต้นต่อไปใหม่เสมือนหนึ่งว่าไม่เคยนับอายุความมาก่อน โดยยังคงใช้อายุความตามมูลหนี้เดิม ในคดีนี้ศาลฎีกาถือว่าลูกหนี้ได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความจากการชำระหนี้บางส่วนภายหลังอายุความครบกำหนดแล้ว ทำให้อายุความเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย เมื่อเจ้าหนี้ยื่นฟ้องภายในกำหนดอายุความที่เริ่มนับใหม่นั้น คดีจึงไม่ขาดอายุความ ผลดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากในทางปฏิบัติ เพราะอาจทำให้สิทธิเรียกร้องที่เคยอยู่ในสภาพขาดอายุความกลับสามารถบังคับได้อีก หากมีพฤติการณ์ที่กฎหมายถือว่าเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความโดยชอบด้วยกฎหมาย 8. คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้จากคดีนี้คืออะไร คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้มีสองประการ ประการแรก อายุความของหนี้บัตรเครดิตต้องเริ่มนับจากวันที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ตามกำหนดในใบแจ้งยอดบัญชี ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหนี้สามารถบังคับสิทธิเรียกร้องได้ มิใช่นับจากวันที่เจ้าหนี้ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตในภายหลัง ประการที่สอง แม้สิทธิเรียกร้องจะขาดอายุความแล้ว แต่หากลูกหนี้ยังยินยอมชำระหนี้บางส่วนภายหลัง พฤติการณ์ดังกล่าวอาจถือเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยาย ส่งผลให้ลูกหนี้ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีได้อีก และทำให้อายุความเริ่มนับใหม่ตามมูลหนี้เดิม หลักทั้งสองประการนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญของคดีและเป็นแนวทางสำคัญในการพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับหนี้บัตรเครดิตและหนี้ตามสัญญาในทางแพ่งโดยทั่วไป ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9251/2544 จำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2538และโจทก์ได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวันที่ 5เมษายน 2538 ครบกำหนดชำระแล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวภายในอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ 6 เมษายน2538 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 6 เมษายน 2540 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 มิใช่ว่าโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่โจทก์ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย เมื่อโจทก์แจ้งยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตและบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างแล้ว จำเลยได้ยินยอมชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 กันยายน2540 ซึ่งถือมิได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ แต่แสดงว่าจำเลยมิได้ยกอายุความขึ้นมาปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ตามที่เรียกร้อง ดังนั้นแม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ยินยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถึง 2 ครั้งดังกล่าว ย่อมถือเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความนั้นแล้วจำเลยจึงไม่อาจอ้างอายุความมาเป็นข้อตัดฟ้องเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 และการนับอายุความจึงเริ่มนับต่อไปใหม่เสมือนไม่เคยนับอายุความมาก่อนโดยถืออายุความแห่งมูลหนี้เดิม กล่าวคือ นับอายุความเริ่มต่อไปใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2540 โจทก์ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม2541 ยังไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลา 2 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 61,301.61บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 40,906.78บาท ตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 61,301.61 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 40,906.78 บาท โดยเริ่มนับแต่วันถัดจากวันฟ้องวันที่ 15 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่โดยจำเลยอ้างว่า การชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว เป็นเพียงการที่จำเลยไม่ใช้สิทธิปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความ มีผลให้จำเลยไม่อาจเรียกคืนได้เท่านั้น หาใช่เป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ โจทก์นำคดีมาฟ้องภายหลังที่สิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว และเนื่องจากโจทก์ยื่นคำแก้ฎีกาว่า โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องหนี้รายนี้ได้เมื่อโจทก์แจ้งยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย และหลังจากนั้นจำเลยได้นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์แจ้งยกเลิก จึงเป็นการรับสภาพหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความจึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหาทั้งของโจทก์และจำเลยไปพร้อมกัน และในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตชื่อ บัตรกรุงศรี - วีซ่าของโจทก์ โดยจำเลยสามารถนำไปใช้ซื้อสินค้าและบริการแทนเงินสดจากร้านค้าหรือสถานบริการ หรือถอนเงินสดผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์หรือธนาคารอื่นที่โจทก์อนุญาตทั้งนี้โจทก์จะออกเงินทดรองแทนไปก่อน และจำเลยตกลงจะชำระหนี้คืนแก่โจทก์ตามยอดหนี้และกำหนดเวลาที่โจทก์ออกใบแจ้งยอดบัญชีให้จำเลยทราบ หากไม่ชำระยอมเสียเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี หลังจากนั้นจำเลยได้นำบัตรเครดิตไปชำระค่าสินค้าบริการรวมทั้งเบิกเงินสดหลายครั้งและโจทก์ได้ออกใบแจ้งยอดบัญชีให้จำเลยทราบ แต่จำเลยไม่ชำระ โดยจำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2538 และโจทก์ได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวันที่ 5 เมษายน 2538ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงบอกเลิกการใช้บัตรเครดิตกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2538 ต่อมาจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนรวม 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 และวันที่ 12กันยายน 2540 หักชำระหนี้แล้วจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ถึงวันฟ้องจำนวน61,301.61 บาท เห็นว่า ตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรเครดิตตามใบสมัครการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตกรุงศรี - วีซ่า ของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3ข้อ 5 ที่ว่า การใช้บัตรเบิกเงินสดจากธนาคารหรือชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการต่าง ๆ แทนการชำระเงินสดหรือจะโดยวิธีใดก็ตาม ผู้ถือบัตรจะต้องชำระคืนให้ธนาคารพร้อมกับค่าธรรมเนียม (ถ้ามี) หากชำระไม่หมดยอดคงค้างจะปรากฏในใบแจ้งยอดบัญชีในงวดต่อไป ผู้ถือบัตรจะต้องชำระคืนให้ธนาคารในจำนวนที่ธนาคารได้กำหนดหรือตามเงื่อนไขที่ธนาคารได้กำหนดขึ้นโดยธนาคารจะคิดเบี้ยปรับผิดสัญญาร้อยละ 1 ต่อเดือน บวกดอกเบี้ยคิดตามอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของดอกเบี้ยเงินกู้กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้นและข้อ 9 ที่ว่าการชำระหนี้ให้กับธนาคารผู้ถือบัตรจะต้องกระทำภายในเวลาที่ธนาคารกำหนดและต้องชำระเป็นเงินบาท หากผู้ถือบัตรไม่สามารถติดต่อกับธนาคารได้จะต้องมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำการแทน โดยแจ้งชื่อและสถานที่ติดต่อกับบุคคลนั้นให้ธนาคารทราบนั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับใบแจ้งยอดบัญชีพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.4 ที่มีเนื้อความระบุว่ารวมยอดหนี้ที่ต้องชำระ และโปรดสั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมในนามของธนาคารโจทก์ภายในวันตามที่โจทก์กำหนดแล้ว กรณีเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาชำระหนี้อันเกิดขึ้นจากการที่จำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ไว้โดยแน่นอนทุกเดือน การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในเวลาที่โจทก์กำหนด คงมีผลเพียงว่าจำเลยต้องเสียเบี้ยปรับและดอกเบี้ยสำหรับจำนวนเงินที่ค้างชำระให้โจทก์เท่านั้นหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มีเงื่อนไขระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ให้แก่จำเลยไว้ล่วงหน้าไม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2538 และโจทก์ได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวันที่ 5 เมษายน 2538 ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระโจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวภายในอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ 6 เมษายน 2538 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 6 เมษายน 2540 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้มิใช่ว่าโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2538 อันเป็นวันที่โจทก์ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย อย่างไรก็ดีเมื่อโจทก์แจ้งยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตและบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างแล้ว จำเลยได้ยินยอมชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2540 ซึ่งถือมิได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำแก้ฎีกา แต่แสดงว่าจำเลยมิได้ยกอายุความขึ้นมาปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ตามที่เรียกร้อง ดังนั้น แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ยินยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถึง 2 ครั้งดังกล่าวย่อมถือเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความนั้นแล้วมิใช่เป็นเพียงแต่จำเลยไม่ใช้สิทธิปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา จำเลยจึงไม่อาจอ้างอายุความมาเป็นข้อตัดฟ้องเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 และการนับอายุความจึงเริ่มนับต่อไปใหม่เสมือนไม่เคยนับอายุความมาก่อนโดยถืออายุความแห่งมูลหนี้เดิมกล่าวคือนับอายุความเริ่มต่อไปใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2540โจทก์ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ยังไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลา2 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว" พิพากษายืน |



