
| อายุความคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาสะดุดหยุดลงเมื่อใด และศาลจะถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาได้เพียงใดในการเรียกค่าเสียหายจากการละเมิด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และผลของคำพิพากษาคดีอาญาที่มีต่อการพิจารณาคดีแพ่ง โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความว่าการฟ้องคดีอาญาต่อศาลและการได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลแล้ว มีผลทำให้อายุความในการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาสะดุดหยุดลงหรือไม่ และเมื่อคดีอาญาสิ้นสุดลงแล้วจะต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เมื่อใด คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำละเมิดอันเกี่ยวข้องกับการยื่นเอกสารในการประกวดราคา โดยต่อมาพบว่าลายมือชื่อในเอกสารสำคัญฉบับหนึ่งเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์จึงร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาและเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากจำเลยทั้งสี่ อย่างไรก็ตาม ในคดีอาญาศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ถูกดำเนินคดี เนื่องจากพยานหลักฐานยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และเมื่อศาลอาญาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นเดียวกันไว้แล้ว ศาลในคดีแพ่งจะสามารถรับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากคำพิพากษาคดีอาญาได้เพียงใด คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการอธิบายหลักกฎหมายเกี่ยวกับการสะดุดหยุดลงของอายุความ การเริ่มนับอายุความใหม่ และความสัมพันธ์ระหว่างการพิจารณาคดีอาญากับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน อายุความคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาสะดุดหยุดลงเมื่อใด และศาลจะถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาได้เพียงใดในการเรียกค่าเสียหายจากการละเมิด คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และผลของคำพิพากษาคดีอาญาที่มีต่อการพิจารณาคดีแพ่ง โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความว่าการฟ้องคดีอาญาต่อศาลและการได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลแล้ว มีผลทำให้อายุความในการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาสะดุดหยุดลงหรือไม่ และเมื่อคดีอาญาสิ้นสุดลงแล้วจะต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เมื่อใด คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ได้ดำเนินโครงการว่าจ้างพัฒนาระบบงานและเปิดให้มีการประกวดราคา โดยมีการยื่นเอกสารประกอบการเสนอราคาในนามกิจการร่วมค้า ต่อมาภายหลังโจทก์ได้รับทราบจากผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานว่า ลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเอกชนรายหนึ่งที่ปรากฏในหนังสือสัญญาผู้ร่วมเสนอราคา มิได้เกิดจากการลงลายมือชื่อจริง แต่เป็นการสแกนลายมือชื่อจากเอกสารอื่นมาประกอบในเอกสารดังกล่าว โจทก์จึงเห็นว่าการเสนอราคาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายและได้ดำเนินการร้องทุกข์เพื่อให้มีการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งมีหนังสือเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำที่อ้างว่าเป็นละเมิด ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องผู้ถูกกล่าวหารายหนึ่งในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ขณะที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเป็นจำนวนหลายสิบล้านบาทจากจำเลยทั้งสี่ โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ อย่างไรก็ตาม ในคดีอาญาศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุด เมื่อคดีมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา จึงเกิดปัญหาสำคัญทางกฎหมายสองประการ ได้แก่ ประการแรก สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ในฐานะคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาขาดอายุความแล้วหรือไม่ และประการที่สอง เมื่อศาลอาญาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยแล้ว ศาลในคดีแพ่งจะสามารถรับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากคำพิพากษาคดีอาญาได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามกฎหมายย่อมสะดุดหยุดลงเมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลและได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงพ้นไปก่อนหน้านั้นไม่นำมานับรวมในอายุความ และเมื่อเหตุแห่งการสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลง อันได้แก่เมื่อคดีอาญามีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเริ่มนับอายุความใหม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีแพ่งในระหว่างที่อายุความยังสะดุดหยุดลงอยู่ ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องไม่ขาดอายุความ อย่างไรก็ตาม แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความก็ตาม แต่เมื่อศาลอาญาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงไว้แล้วว่าพยานหลักฐานยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่ ศาลในคดีแพ่งย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นอันขัดแย้งกับคำพิพากษาคดีอาญาได้ กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามที่กล่าวอ้าง ส่งผลให้จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคดีอาญากับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยเฉพาะหลักเรื่องการสะดุดหยุดลงของอายุความ การเริ่มนับอายุความใหม่หลังคดีอาญาถึงที่สุด และหลักที่ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาเมื่อเป็นประเด็นเดียวกัน อันเป็นหลักกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในคดีละเมิดที่มีมูลเหตุจากการกระทำความผิดทางอาญา. อายุความคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาสะดุดหยุดลงเมื่อใด และศาลจะถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาได้เพียงใดในการเรียกค่าเสียหายจากการละเมิด คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และผลของคำพิพากษาคดีอาญาที่มีต่อการพิจารณาคดีแพ่ง โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความว่าการฟ้องคดีอาญาต่อศาลและการได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลแล้ว มีผลทำให้อายุความในการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาสะดุดหยุดลงหรือไม่ และเมื่อคดีอาญาสิ้นสุดลงแล้วจะต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เมื่อใด คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ได้ดำเนินโครงการว่าจ้างพัฒนาระบบงานและเปิดให้มีการประกวดราคา โดยมีการยื่นเอกสารประกอบการเสนอราคาในนามกิจการร่วมค้า ต่อมาภายหลังโจทก์ได้รับทราบจากผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานว่า ลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเอกชนรายหนึ่งที่ปรากฏในหนังสือสัญญาผู้ร่วมเสนอราคา มิได้เกิดจากการลงลายมือชื่อจริง แต่เป็นการสแกนลายมือชื่อจากเอกสารอื่นมาประกอบในเอกสารดังกล่าว โจทก์จึงเห็นว่าการเสนอราคาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายและได้ดำเนินการร้องทุกข์เพื่อให้มีการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งมีหนังสือเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำที่อ้างว่าเป็นละเมิด ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องผู้ถูกกล่าวหารายหนึ่งในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ขณะที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเป็นจำนวนหลายสิบล้านบาทจากจำเลยทั้งสี่ โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ อย่างไรก็ตาม ในคดีอาญาศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุด เมื่อคดีมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา จึงเกิดปัญหาสำคัญทางกฎหมายสองประการ ได้แก่ ประการแรก สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ในฐานะคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาขาดอายุความแล้วหรือไม่ และประการที่สอง เมื่อศาลอาญาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยแล้ว ศาลในคดีแพ่งจะสามารถรับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากคำพิพากษาคดีอาญาได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามกฎหมายย่อมสะดุดหยุดลงเมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลและได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงพ้นไปก่อนหน้านั้นไม่นำมานับรวมในอายุความ และเมื่อเหตุแห่งการสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลง อันได้แก่เมื่อคดีอาญามีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเริ่มนับอายุความใหม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีแพ่งในระหว่างที่อายุความยังสะดุดหยุดลงอยู่ ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องไม่ขาดอายุความ อย่างไรก็ตาม แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความก็ตาม แต่เมื่อศาลอาญาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงไว้แล้วว่าพยานหลักฐานยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่ ศาลในคดีแพ่งย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นอันขัดแย้งกับคำพิพากษาคดีอาญาได้ กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามที่กล่าวอ้าง ส่งผลให้จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคดีอาญากับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยเฉพาะหลักเรื่องการสะดุดหยุดลงของอายุความ การเริ่มนับอายุความใหม่หลังคดีอาญาถึงที่สุด และหลักที่ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาเมื่อเป็นประเด็นเดียวกัน อันเป็นหลักกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในคดีละเมิดที่มีมูลเหตุจากการกระทำความผิดทางอาญา. ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม สังกัดกระทรวงแรงงาน ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 4 และบริษัทเอกชนอีกแห่งหนึ่งเป็นบริษัทจำกัด โดยเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2547 โจทก์ได้ประกาศประกวดราคาจ้างพัฒนาระบบกองทุนเงินทดแทน กำหนดให้มีการยื่นซองประกวดราคาในวันที่ 26 เมษายน 2547 และเปิดซองใบเสนอราคาในวันที่ 30 เมษายน 2547 ต่อมาในวันยื่นซองประกวดราคา จำเลยที่ 3 ซึ่งได้รับมอบอำนาจช่วงจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ได้นำซองใบเสนอราคาพร้อมหนังสือสัญญาผู้ร่วมเสนอราคาฉบับหนึ่งยื่นต่อโจทก์ โดยเอกสารดังกล่าวระบุว่าเป็นการร่วมเสนอราคาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 และบริษัทเอกชนอีกแห่งหนึ่ง ภายหลังการพิจารณา โจทก์ได้ประกาศคัดเลือกให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างพัฒนาระบบกองทุนเงินทดแทนในวงเงิน 16,900,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และมีการทำสัญญาจ้างกันในวันที่ 30 มิถุนายน 2547 อย่างไรก็ตาม ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งผลการตรวจพิสูจน์จากผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเอกชนรายหนึ่งที่ปรากฏในหนังสือสัญญาผู้ร่วมเสนอราคา มิใช่ลายมือชื่อที่เกิดจากการลงลายมือชื่อจริง แต่เป็นการสแกนลายมือชื่อจากเอกสารอื่นมาใส่ไว้ในเอกสารดังกล่าว เมื่อทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่าการเสนอราคาในนามกิจการร่วมค้าดังกล่าวไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย และถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทิ้งงาน หลังจากนั้นโจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสี่ในความผิดเกี่ยวกับการปลอมเอกสารและการใช้เอกสารปลอม แต่ในที่สุดพนักงานอัยการฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ในคดีอาญา โดยมิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ร่วมด้วย ระหว่างที่คดีอาญาอยู่ในชั้นพิจารณา โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดเป็นจำนวน 27,499,500 บาท แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเป็นคดีแพ่ง เรียกค่าเสียหายรวม 37,473,719.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย โดยอ้างว่าการนำเอกสารที่มีลายมือชื่อปลอมมาใช้ในการประกวดราคาเป็นการกระทำละเมิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ประเด็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณา หลังจากคดีเข้าสู่ศาล จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ยกข้อต่อสู้สำคัญขึ้นว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ และขอให้ศาลวินิจฉัยเป็นปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวในทันที แต่ให้รอวินิจฉัยพร้อมคำพิพากษา ต่อมาเมื่อปรากฏว่าคดีอาญาที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการพิจารณา คู่ความทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าผลของคดีอาญาจะมีผลโดยตรงต่อประเด็นความรับผิดในคดีแพ่ง หากคดีอาญารับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิด ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องสืบพยานในประเด็นค่าเสียหายต่อไป ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีแพ่งชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีอาญาให้ถึงที่สุดเสียก่อน ต่อมาศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 โดยเห็นว่าพยานหลักฐานยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ และคดีดังกล่าวถึงที่สุดเนื่องจากไม่มีการอุทธรณ์ หลังจากนั้นจึงมีการนำคดีแพ่งกลับขึ้นสู่การพิจารณาอีกครั้ง คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว โจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีแพ่งต่อไป แต่ฝ่ายจำเลยคัดค้านและยืนยันว่าคู่ความเคยตกลงกันไว้แล้วว่าหากคดีอาญายกฟ้องก็ไม่จำเป็นต้องสืบพยานต่อไป ศาลชั้นต้นจึงเห็นว่าคดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอสำหรับการวินิจฉัยโดยไม่จำเป็นต้องสืบพยานเพิ่มเติม และมีคำสั่งงดสืบพยานทั้งสองฝ่าย ก่อนพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ทั้งคำสั่งงดสืบพยานและคำพิพากษา แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว และพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ประเด็นสำคัญประการแรกคือ สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ขาดอายุความหรือไม่ เนื่องจากโจทก์เห็นว่าคดีแพ่งนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และระหว่างที่คดีอาญายังไม่ถึงที่สุด อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามกฎหมาย ส่วนจำเลยยืนยันว่าคดีขาดอายุความแล้ว ประเด็นสำคัญประการที่สองคือ แม้จะถือว่าสิทธิเรียกร้องยังไม่ขาดอายุความก็ตาม แต่เมื่อศาลอาญาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดหรือไม่ ศาลในคดีแพ่งจะสามารถรับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากคำพิพากษาคดีอาญาได้หรือไม่ และจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ประเด็นทั้งสองข้อนี้เป็นหัวใจสำคัญของคดี และเป็นเหตุให้ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างอายุความในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และผลผูกพันของข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้วต่อการพิจารณาคดีแพ่งที่เกิดจากเหตุเดียวกัน. 1. คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับอายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลฎีกาเริ่มวินิจฉัยจากประเด็นสำคัญที่โจทก์ยกขึ้นฎีกาเกี่ยวกับอายุความ โดยโจทก์เห็นว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 3 ยังไม่ขาดอายุความ เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีแพ่งนั้น คดีอาญาที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำบทบัญญัติที่ใช้ในกรณีที่คดีอาญาถึงที่สุดก่อนฟ้องคดีแพ่งมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงของคดีนี้ไม่ถูกต้อง เพราะข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งไว้ก่อนที่คดีอาญาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น การวินิจฉัยเรื่องอายุความจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในกรณีที่คดีอาญายังไม่เด็ดขาดในขณะฟ้องคดีแพ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลและได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลแล้ว อายุความในการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาย่อมสะดุดหยุดลงทันที ผลของการสะดุดหยุดลงดังกล่าวทำให้ระยะเวลาที่ผ่านไปก่อนเกิดเหตุสะดุดหยุดลงไม่นำมานับรวมเป็นอายุความ และในช่วงเวลาที่คดีอาญายังอยู่ระหว่างการพิจารณา อายุความจะไม่เดินต่อไป ศาลฎีกาอธิบายต่อว่า เมื่อเหตุแห่งการสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงแล้ว จึงให้เริ่มนับอายุความใหม่อีกครั้ง โดยจุดเริ่มต้นของการนับใหม่คือวันที่คดีอาญามีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคำพิพากษาลงโทษหรือยกฟ้องก็ตาม หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายมิให้เสียสิทธิฟ้องคดีแพ่งในระหว่างที่ต้องรอผลการดำเนินคดีอาญา เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลฎีกาพบว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีแพ่งเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 ขณะที่คดีอาญายังอยู่ระหว่างการพิจารณาและอายุความยังสะดุดหยุดลงอยู่ ดังนั้น สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 3 จึงยังไม่ขาดอายุความ ข้อโต้แย้งของโจทก์ในประเด็นนี้จึงรับฟังได้ 2. หลักกฎหมายเรื่องการสะดุดหยุดลงของอายุความที่ศาลฎีกาวางไว้ คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอธิบายความหมายของคำว่า “สะดุดหยุดลง” ในทางกฎหมาย เพราะศาลฎีกาได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า การสะดุดหยุดลงแตกต่างจากการขยายระยะเวลาอายุความหรือการหยุดนับอายุความในลักษณะทั่วไป กล่าวคือ ระยะเวลาที่ผ่านไปก่อนเกิดเหตุสะดุดหยุดลงยังคงมีอยู่ แต่ไม่นำมานับรวมในช่วงที่อายุความหยุดเดิน และเมื่อเหตุแห่งการสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลง จะต้องเริ่มนับอายุความใหม่อีกครั้งหนึ่ง หลักดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายซึ่งได้ดำเนินคดีอาญาไว้ก่อนแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าระยะเวลาที่คดีอาญาใช้ในการพิจารณาจะส่งผลให้สิทธิในการฟ้องคดีแพ่งหมดอายุความ เพราะกฎหมายถือว่าอายุความถูกหยุดไว้จนกว่าคดีอาญาจะถึงที่สุด แนววินิจฉัยนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกิดจากเหตุเดียวกัน เนื่องจากผลของคดีอาญาอาจมีผลโดยตรงต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและความรับผิดในคดีแพ่ง การให้อายุความสะดุดหยุดลงจึงเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและส่งเสริมความเป็นธรรมในการดำเนินคดี 3. คำวินิจฉัยเกี่ยวกับผลของคำพิพากษาคดีอาญาต่อคดีแพ่ง แม้ศาลฎีกาจะเห็นด้วยกับโจทก์ในประเด็นเรื่องอายุความ แต่ศาลฎีกายังต้องพิจารณาต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ในประเด็นนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่า คดีอาญาที่เกี่ยวข้องได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยศาลอาญาวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำความผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยและพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญา และเมื่อคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว ศาลในคดีแพ่งย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นที่ขัดหรือแย้งกับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้คดีแพ่งจะมีมาตรฐานการพิสูจน์แตกต่างจากคดีอาญา แต่เมื่อศาลอาญาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นเดียวกันไว้โดยตรงแล้ว ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นยุติ และไม่อาจวินิจฉัยย้อนแย้งไปในทางที่ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการดังกล่าวได้ ดังนั้น เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดโดยรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ปลอมเอกสารหรือใช้เอกสารปลอม ศาลในคดีแพ่งจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 3 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ และไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์เรียกร้อง 4. หลักกฎหมายสำคัญที่ได้จากคำพิพากษานี้ คำพิพากษานี้วางหลักกฎหมายสำคัญไว้สองประการ ประการแรก อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะสะดุดหยุดลงเมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลและได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลแล้ว และจะเริ่มนับอายุความใหม่เมื่อคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุด ประการที่สอง แม้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งจะไม่ขาดอายุความ แต่หากคดีอาญาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นเดียวกันไว้แล้ว ศาลแพ่งย่อมต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญา และไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงขัดแย้งกับคำพิพากษาคดีอาญานั้นได้ ด้วยเหตุนี้ แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องอายุความคลาดเคลื่อนไปจากหลักกฎหมายที่ถูกต้อง แต่ผลสุดท้ายของคดียังคงเป็นเช่นเดิม คือ จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เนื่องจากข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้วไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดตามที่กล่าวอ้าง. 1. วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา คดีนี้มีความสำคัญในเชิงหลักกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นกรณีที่สิทธิเรียกร้องทางแพ่งเกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงเดียวกับที่มีการกล่าวหาว่าเป็นความผิดอาญา กล่าวคือ โจทก์เห็นว่าการนำเอกสารที่มีลายมือชื่อปลอมมาใช้ในการเสนอราคาเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตน จึงดำเนินการทั้งในทางอาญาและทางแพ่งจากเหตุเดียวกัน กฎหมายจึงกำหนดหลักพิเศษเกี่ยวกับอายุความและผลของคำพิพากษาคดีอาญาไว้แตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป เหตุผลสำคัญของหลักกฎหมายดังกล่าวเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า คดีอาญามักมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่ง หากปล่อยให้อายุความคดีแพ่งเดินต่อไปตามปกติในระหว่างที่คดีอาญายังอยู่ระหว่างการพิจารณา ผู้เสียหายอาจเสียสิทธิฟ้องคดีแพ่งก่อนที่ผลของคดีอาญาจะปรากฏ กฎหมายจึงกำหนดให้มีการสะดุดหยุดลงของอายุความเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย และเพื่อให้การพิจารณาคดีทั้งสองส่วนสอดคล้องกัน จากข้อเท็จจริงในคดีนี้จะเห็นได้ว่า โจทก์ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาก่อน และต่อมาจึงฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย โดยในขณะฟ้องคดีแพ่งนั้นคดีอาญายังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการนับอายุความต้องอยู่ภายใต้หลักคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ไม่ใช่การนับอายุความแบบคดีแพ่งทั่วไป 2. เจตนารมณ์ของกฎหมายเรื่องการสะดุดหยุดลงของอายุความ หลักการสะดุดหยุดลงของอายุความมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อป้องกันมิให้คู่ความเสียสิทธิทางกฎหมายเพราะระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินคดีอาญา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผู้เสียหายไม่อาจควบคุมได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการสอบสวน การฟ้องคดี การสืบพยาน หรือการอุทธรณ์ฎีกา หากกฎหมายไม่กำหนดให้เกิดการสะดุดหยุดลงของอายุความ ผู้เสียหายอาจตกอยู่ในสภาพที่ต้องรีบฟ้องคดีแพ่งทั้งที่คดีอาญายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ชัดเจน หรืออาจถูกบังคับให้ดำเนินคดีทั้งสองส่วนพร้อมกันโดยไม่จำเป็น อันจะก่อให้เกิดภาระแก่คู่ความและศาลโดยไม่สมควร ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงถือว่าเมื่อมีการฟ้องคดีอาญาและได้ตัวจำเลยมายังศาลแล้ว อายุความคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะหยุดเดินทันที และจะกลับมาเริ่มนับใหม่อีกครั้งเมื่อคดีอาญาถึงที่สุด หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมในการใช้สิทธิทางศาลและการคุ้มครองผู้เสียหายมิให้เสียเปรียบจากกระบวนการยุติธรรมที่ต้องใช้ระยะเวลา คำพิพากษานี้จึงมีคุณค่าในเชิงหลักการ เนื่องจากศาลฎีกาได้อธิบายความหมายของการสะดุดหยุดลงไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่เพียงการหยุดนับชั่วคราว แต่เป็นกรณีที่ระยะเวลาก่อนหน้าไม่นำมาคิดรวม และเมื่อเหตุแห่งการสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลง จะเริ่มนับอายุความใหม่อีกครั้งตามที่กฎหมายกำหนด 3. วิเคราะห์ผลผูกพันของคำพิพากษาคดีอาญาต่อคดีแพ่ง แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความ แต่โจทก์ก็ยังไม่สามารถชนะคดีได้ เนื่องจากยังต้องเผชิญกับหลักกฎหมายอีกประการหนึ่ง คือ หลักที่ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาในประเด็นเดียวกัน ในคดีนี้ ศาลอาญาได้วินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานที่นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยและพิพากษายกฟ้อง เมื่อคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ศาลแพ่งจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงไปในทางตรงกันข้ามว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำการดังกล่าวได้ หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบกฎหมาย เพราะหากเปิดโอกาสให้ศาลแพ่งวินิจฉัยข้อเท็จจริงขัดแย้งกับคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว อาจทำให้เกิดผลที่ไม่สอดคล้องกันในกระบวนการยุติธรรม กล่าวคือ คดีอาญาอาจถือว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด แต่คดีแพ่งกลับถือว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการเดียวกันนั้น ซึ่งย่อมกระทบต่อความแน่นอนแห่งกฎหมายและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม คำพิพากษานี้จึงยืนยันหลักการสำคัญว่า แม้ผู้เสียหายจะยังมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งอยู่ก็ตาม แต่การจะได้รับค่าเสียหายหรือไม่นั้นยังต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ศาลอาญาได้วินิจฉัยไว้ด้วย หากข้อเท็จจริงในคดีอาญาถึงที่สุดแล้วว่าไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการดังกล่าว ผู้เสียหายย่อมไม่อาจอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันนั้นมาฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งได้อีก 4. หลักกฎหมายสำคัญที่ได้รับจากคำพิพากษานี้ สาระสำคัญที่สุดของคดีนี้มิได้อยู่ที่การนับอายุความเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคดีอาญากับคดีแพ่งอย่างครบถ้วน กล่าวคือ ประการแรก คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษในเรื่องอายุความ โดยอายุความจะสะดุดหยุดลงเมื่อมีการฟ้องคดีอาญาและได้ตัวจำเลยมายังศาลแล้ว และจะเริ่มนับใหม่เมื่อคดีอาญาถึงที่สุด ประการที่สอง แม้สิทธิฟ้องคดีแพ่งจะยังคงอยู่ แต่ผลสำเร็จของคดีแพ่งยังขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ศาลอาญาได้วินิจฉัยไว้ด้วย หากข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นเดียวกันได้รับการวินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว ศาลแพ่งย่อมต้องถือข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นยุติ ประการที่สาม การที่ศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องไม่ขาดอายุความ แต่ยังคงพิพากษายืนผลแห่งคดีเดิม แสดงให้เห็นว่าเรื่องอายุความเป็นเพียงเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้สิทธิฟ้องร้อง มิใช่ประเด็นที่ชี้ขาดความรับผิดโดยตรง ผู้ฟ้องคดียังต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยมีหน้าที่รับผิดตามกฎหมายอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับการสะดุดหยุดลงของอายุความในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การเริ่มนับอายุความใหม่หลังคดีอาญาถึงที่สุด และผลผูกพันของข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาที่มีต่อการพิจารณาคดีแพ่ง อันเป็นหลักกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในคดีละเมิดที่มีมูลเหตุจากการกระทำอันถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิดอาญา. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งการเรียกค่าเสียหายในคดีนี้ ได้มีคำพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว ระหว่างการดำเนินคดี คู่ความทั้งสองฝ่ายเคยแถลงร่วมกันว่าหากผลคดีอาญาเป็นไปในทางใดก็จะมีผลต่อการพิจารณาคดีแพ่งโดยตรง ต่อมาเมื่อคดีอาญาถึงที่สุดและโจทก์ยังประสงค์จะสืบพยานต่อ ฝ่ายจำเลยคัดค้าน ศาลเห็นว่าคดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องสืบพยานเพิ่มเติม จึงมีคำสั่งงดสืบพยานทั้งสองฝ่าย และพิพากษายกฟ้องโจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ทั้งคำสั่งที่ให้งดสืบพยานและอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าศาลควรเปิดโอกาสให้โจทก์นำพยานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความเสียหายและความรับผิดของจำเลย อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานนั้นชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากข้อเท็จจริงที่จำเป็นต่อการวินิจฉัยมีเพียงพอแล้ว อีกทั้งผลของคดีอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้วมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นแห่งคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับใช้บทกฎหมายเรื่องอายุความคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงของคดี เนื่องจากคดีแพ่งนี้ถูกฟ้องในขณะที่คดีอาญายังไม่ถึงที่สุด จึงต้องใช้หลักกฎหมายว่าด้วยคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งกำหนดให้อายุความสะดุดหยุดลงเมื่อมีการฟ้องคดีอาญาและได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลแล้ว และจะเริ่มนับอายุความใหม่เมื่อคดีอาญาถึงที่สุด ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จึงยังไม่ขาดอายุความ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า คดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้วได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงว่าพยานหลักฐานยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ ศาลในคดีแพ่งจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงขัดแย้งไปจากคำพิพากษาคดีอาญาได้ ต้องถือว่าจำเลยที่ 3 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ และไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า การไม่ขาดอายุความมิได้หมายความว่าผู้ฟ้องคดีจะมีสิทธิได้รับค่าเสียหายโดยอัตโนมัติ เพราะแม้สิทธิฟ้องร้องยังคงอยู่ ผู้ฟ้องคดียังคงมีภาระต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบแห่งความรับผิดตามกฎหมายให้ครบถ้วน ในกรณีที่คดีแพ่งมีมูลเหตุเดียวกับคดีอาญา กฎหมายให้ความคุ้มครองผู้เสียหายโดยกำหนดให้อายุความสะดุดหยุดลงในระหว่างที่คดีอาญาอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อป้องกันมิให้ผู้เสียหายสูญเสียสิทธิฟ้องร้องเพราะความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลอาญาวินิจฉัยในประเด็นโดยตรงย่อมมีผลผูกพันต่อการพิจารณาคดีแพ่งในลักษณะที่ศาลแพ่งไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นอันขัดแย้งกับคำพิพากษาคดีอาญาได้ หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญของระบบกฎหมายที่มุ่งรักษาความเป็นเอกภาพของกระบวนการยุติธรรม ป้องกันการมีคำวินิจฉัยขัดแย้งกันระหว่างคดีอาญาและคดีแพ่ง และสร้างความแน่นอนแห่งนิติสัมพันธ์ โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อเท็จจริงอันเป็นรากฐานแห่งความรับผิดเป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน ดังนั้น ผู้เสียหายที่ประสงค์จะเรียกค่าเสียหายในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ควรตระหนักว่า แม้อายุความจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แต่ผลแห่งคดีอาญายังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิสูจน์ความรับผิดในคดีแพ่ง และอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดผลแห่งคดีได้ในที่สุด. ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับอายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และผลผูกพันของข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาที่มีต่อการพิจารณาคดีแพ่ง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลและได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลแล้ว อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาย่อมสะดุดหยุดลง และจะเริ่มนับอายุความใหม่เมื่อคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้สิทธิเรียกร้องจะยังไม่ขาดอายุความ แต่หากคดีอาญาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงไว้แล้ว ศาลแพ่งย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงขัดแย้งกับคำพิพากษาคดีอาญาได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสังเขป อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แก่นสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความว่า เมื่อมีการฟ้องคดีอาญาและได้ตัวจำเลยมายังศาลแล้ว อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะสะดุดหยุดลงทันที ระยะเวลาที่ล่วงพ้นมาก่อนหน้านั้นไม่นำมาคิดรวมในอายุความ และเมื่อคดีอาญาถึงที่สุดจึงเริ่มนับอายุความใหม่อีกครั้ง หลักการนี้มีขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายมิให้สูญเสียสิทธิฟ้องคดีแพ่งในระหว่างที่ต้องรอผลการดำเนินคดีอาญา ผลผูกพันของข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญา แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ แต่เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดแล้วและศาลอาญาวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ ศาลแพ่งย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงในทางตรงกันข้ามได้ จึงต้องถือว่าจำเลยมิได้กระทำละเมิดตามที่กล่าวอ้าง และไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ข้อ 1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 มาตรา 193/15 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับผลของการสะดุดหยุดลงแห่งอายุความ โดยวรรคหนึ่งบัญญัติว่า เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงพ้นไปก่อนเกิดเหตุสะดุดหยุดลงจะไม่นำมานับรวมในอายุความ ส่วนวรรคสองบัญญัติว่า เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลง ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ในคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 193/15 มาอธิบายผลทางกฎหมายของการฟ้องคดีอาญาที่ทำให้อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาสะดุดหยุดลง โดยศาลวินิจฉัยว่า เมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลและได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลแล้ว อายุความคดีแพ่งจะหยุดเดินทันที และระยะเวลาที่ผ่านไปก่อนหน้านั้นจะไม่ถูกนำมานับรวมอีกต่อไป หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะคดีอาญาหลายคดีต้องใช้เวลาพิจารณาเป็นเวลานาน หากกฎหมายมิได้กำหนดให้มีการสะดุดหยุดลงของอายุความ ผู้เสียหายอาจสูญเสียสิทธิฟ้องคดีแพ่งไปก่อนที่คดีอาญาจะสิ้นสุดลง การตีความของศาลฎีกาในคดีนี้จึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ศาลฎีกายังอธิบายเพิ่มเติมว่า การเริ่มนับอายุความใหม่ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง จะเกิดขึ้นเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลง ซึ่งในกรณีคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เหตุดังกล่าวย่อมสิ้นสุดเมื่อคดีอาญามีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรณีพิพากษาลงโทษหรือพิพากษายกฟ้องก็ตาม คำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำมาตรา 193/15 มาใช้ร่วมกับบทบัญญัติพิเศษเกี่ยวกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เพื่อกำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการสะดุดหยุดลงแห่งอายุความอย่างชัดเจน ข้อ 2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคหนึ่ง มาตรา 51 วรรคหนึ่ง กำหนดหลักสำคัญว่า สิทธิฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะมีอายุความตามกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้สำหรับอายุความฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา แล้วแต่ลักษณะของความผิดนั้น เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้เกิดจากแนวคิดที่ว่า เมื่อความเสียหายทางแพ่งมีที่มาจากการกระทำอันเป็นความผิดอาญา ผู้เสียหายควรได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษมากกว่าคดีละเมิดทั่วไป จึงกำหนดให้อายุความทางแพ่งยึดโยงกับอายุความทางอาญา ซึ่งมักมีระยะเวลายาวกว่าอายุความละเมิดตามกฎหมายแพ่ง ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิจารณาเรื่องอายุความต้องเริ่มต้นจากหลักตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ประกอบกับบทบัญญัติเรื่องการสะดุดหยุดลงของอายุความตามวรรคสอง กล่าวคือ เมื่อคดีแพ่งเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา อายุความจะถูกกำหนดโดยอายุความฟ้องคดีอาญาตามประเภทความผิดนั้น และเมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาล อายุความดังกล่าวก็จะสะดุดหยุดลงตามที่กฎหมายบัญญัติ บทบัญญัตินี้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงกระบวนการพิจารณาคดีแพ่งและคดีอาญาเข้าด้วยกัน ทำให้การใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของผู้เสียหายมีความสอดคล้องกับกระบวนการดำเนินคดีอาญา และป้องกันปัญหาการขาดอายุความในระหว่างที่คดีอาญายังไม่เสร็จสิ้น ดังนั้น มาตรา 51 วรรคหนึ่ง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดกรอบอายุความสำหรับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และเป็นบทบัญญัติพื้นฐานที่ศาลต้องนำมาพิจารณาก่อนวินิจฉัยเรื่องอายุความในลักษณะคดีเช่นนี้ ข้อ 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แม้คำพิพากษานี้จะกล่าวถึงอายุความฟ้องคดีอาญาตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญาเป็นหลัก แต่สาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 96 คือ หลักเกี่ยวกับผลของอายุความฟ้องคดีอาญาและความสัมพันธ์ระหว่างอายุความทางอาญากับสิทธิเรียกร้องทางแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน หลักการสำคัญคือ เมื่อกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาอ้างอิงอายุความฟ้องคดีอาญา การพิจารณาสิทธิเรียกร้องทางแพ่งจึงต้องคำนึงถึงระบบอายุความทางอาญาด้วย เพราะกฎหมายถือว่าความเสียหายทางแพ่งในกรณีดังกล่าวมีรากฐานมาจากการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิดอาญา ในทางปฏิบัติ หลักการนี้ส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับระยะเวลาคุ้มครองสิทธิที่ยาวขึ้นกว่าคดีละเมิดทั่วไป และสามารถรอผลการดำเนินคดีอาญาได้โดยไม่ต้องกังวลว่าสิทธิเรียกร้องทางแพ่งจะหมดอายุความเสียก่อน คดีนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ประเด็นเรื่องอายุความจะได้รับการคุ้มครองอย่างกว้างขวาง แต่ผู้ฟ้องคดียังคงต้องพิสูจน์องค์ประกอบแห่งความรับผิดตามกฎหมายให้ได้ครบถ้วน เพราะการไม่ขาดอายุความเป็นเพียงเงื่อนไขที่เปิดโอกาสให้ใช้สิทธิฟ้องร้องได้เท่านั้น มิได้หมายความว่าจะได้รับชนะคดีโดยอัตโนมัติ ดังนั้น หลักอายุความตามกฎหมายอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจึงต้องถูกนำมาพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงที่ศาลอาญาได้วินิจฉัยไว้แล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาถึงที่สุดในทางที่ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิด ผู้ฟ้องคดีย่อมไม่อาจอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันนั้นเพื่อเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งได้สำเร็จ แม้สิทธิฟ้องร้องจะยังไม่ขาดอายุความก็ตาม. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาคืออะไร และแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไปอย่างไร คำตอบ คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หมายถึง คดีแพ่งที่มูลเหตุแห่งการเรียกสิทธิหรือค่าเสียหายเกิดจากการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิดอาญา เช่น การปลอมเอกสาร การฉ้อโกง การยักยอก หรือการกระทำความผิดอื่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด โดยผู้เสียหายอาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งควบคู่ไปกับการดำเนินคดีอาญาได้ ความแตกต่างสำคัญจากคดีแพ่งทั่วไปคือ กฎหมายกำหนดหลักพิเศษเกี่ยวกับอายุความและผลของคำพิพากษาคดีอาญาไว้โดยเฉพาะ ในบางกรณีอายุความทางแพ่งจะอ้างอิงอายุความทางอาญา และเมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลแล้ว อายุความคดีแพ่งอาจสะดุดหยุดลงตามกฎหมาย นอกจากนี้ หากคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องโดยตรง ศาลแพ่งยังต้องนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณาประกอบการวินิจฉัยด้วย หลักการเหล่านี้มีขึ้นเพื่อให้ผลของคดีทั้งสองส่วนมีความสอดคล้องกัน ลดความขัดแย้งของคำพิพากษา และคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายให้ได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเหมาะสม 2 คำถาม อายุความคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาสะดุดหยุดลงเมื่อใด คำตอบ หลักกฎหมายกำหนดว่า เมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลและได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลแล้ว อายุความของคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาย่อมสะดุดหยุดลงทันที ผลของการสะดุดหยุดลงดังกล่าวคือ ระยะเวลาที่ล่วงพ้นมาก่อนหน้าไม่นำมาคิดรวมในอายุความอีกต่อไป และในช่วงเวลาที่คดีอาญาอยู่ระหว่างการพิจารณา อายุความจะไม่เดินต่อไปจนกว่าคดีอาญาจะสิ้นสุดลง หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้เสียหายมิให้สูญเสียสิทธิฟ้องคดีแพ่งเพราะต้องรอผลการดำเนินคดีอาญา ซึ่งมักใช้เวลายาวนาน เมื่อคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว อายุความจึงจะเริ่มนับใหม่อีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าคดีอาญาจะจบลงด้วยการลงโทษหรือยกฟ้องก็ตาม ดังนั้น การที่คดีอาญายังอยู่ระหว่างการพิจารณาจึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้อายุความคดีแพ่งหยุดเดินตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายและรักษาสิทธิในการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งไว้จนกว่าผลของคดีอาญาจะปรากฏอย่างชัดเจน 3 คำถาม หากคดีอาญายกฟ้อง ผู้เสียหายยังสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งได้หรือไม่ คำตอบ การที่ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะหมดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งทุกกรณี เพราะสิทธิฟ้องคดีแพ่งและความรับผิดทางแพ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายของตนเอง อย่างไรก็ตาม หากคำพิพากษาคดีอาญาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงไว้แล้ว ศาลแพ่งย่อมต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย ในกรณีที่ศาลอาญาวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการตามที่กล่าวหา และข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญของการเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง ศาลแพ่งอาจไม่สามารถรับฟังข้อเท็จจริงไปในทางตรงกันข้ามได้ ผลคือผู้เสียหายอาจไม่สามารถเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้สำเร็จ แม้ว่าสิทธิฟ้องคดีแพ่งจะยังคงมีอยู่ก็ตาม ดังนั้น ผู้เสียหายจึงควรพิจารณาทั้งผลของคดีอาญา พยานหลักฐานที่มีอยู่ และประเด็นข้อเท็จจริงที่ศาลอาญาได้วินิจฉัยไว้แล้วก่อนตัดสินใจดำเนินคดีแพ่งต่อไป 4 คำถาม เหตุใดศาลแพ่งจึงต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญา คำตอบ หลักการที่ศาลแพ่งต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญา มีพื้นฐานมาจากความจำเป็นในการรักษาความเป็นเอกภาพของกระบวนการยุติธรรม หากปล่อยให้ศาลแพ่งสามารถวินิจฉัยข้อเท็จจริงตรงข้ามกับที่ศาลอาญาได้วินิจฉัยไว้โดยเด็ดขาดแล้ว อาจก่อให้เกิดผลที่ขัดแย้งกันอย่างร้ายแรง เช่น ศาลอาญาเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา แต่ศาลแพ่งกลับรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการนั้น ผลเช่นนี้ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบกฎหมายและความแน่นอนแห่งนิติสัมพันธ์ กฎหมายจึงกำหนดให้ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงบางประการตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงแห่งคดี หลักการดังกล่าวช่วยให้คำวินิจฉัยของศาลในคดีต่าง ๆ มีความสอดคล้องกัน ลดความขัดแย้งในการบังคับใช้กฎหมาย และส่งเสริมความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม 5 คำถาม หากฟ้องคดีแพ่งไว้ในระหว่างที่คดีอาญายังไม่ถึงที่สุด จะมีผลอย่างไรต่ออายุความ คำตอบ หากผู้เสียหายฟ้องคดีแพ่งในขณะที่คดีอาญายังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่ถึงที่สุด การพิจารณาเรื่องอายุความจะต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายเกี่ยวกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าอายุความได้สะดุดหยุดลงแล้วตั้งแต่วันที่มีการฟ้องคดีอาญาและได้ตัวจำเลยมายังศาล ผลคือผู้เสียหายยังคงมีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งได้ แม้ระยะเวลาตามปกติจะผ่านพ้นไปเป็นเวลานานก็ตาม อย่างไรก็ตาม การที่ฟ้องคดีแพ่งไม่ขาดอายุความไม่ได้หมายความว่าผู้ฟ้องจะชนะคดีเสมอไป เพราะยังต้องพิสูจน์องค์ประกอบแห่งความรับผิดตามกฎหมายให้ครบถ้วน และยังต้องคำนึงถึงผลของคำพิพากษาคดีอาญาที่อาจมีผลต่อการรับฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งด้วย ดังนั้น อายุความเป็นเพียงเงื่อนไขที่ทำให้ยังสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องได้ ส่วนผลแพ้ชนะคดียังคงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละกรณีเป็นสำคัญ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8627/2559 อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งมาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีกำหนดเวลาดังที่บัญญัติไว้ในเรื่องอายุความฟ้องคดีอาญาตาม ป.อ. มาตรา 95 (1) ถึง (5) แล้วแต่กรณีนั้นเป็นอันสะดุดหยุดลงเมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาล และได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลด้วยแล้ว ระยะเวลาที่ล้วงพ้นไปก่อนนั้นไม่คิดนับเข้าในอายุความตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดแล้ว จึงให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง โดยอายุความจะเริ่มนับใหม่เมื่อศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาอย่างใดอย่างหนึ่งและคดีเด็ดขาดแล้ว โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 37,473,719.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 27,499,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ก่อนวันนัดชี้สองสถานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่ารอสั่งวันนัด เมื่อถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 ซึ่งเป็นวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก จึงงดชี้สองสถานและให้นัดสืบพยานหลักฐานของโจทก์ก่อน เสร็จแล้วให้จำเลยทั้งสี่สืบพยานหลักฐานแก้ โดยยังมิได้สั่งคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ครั้นถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2553 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานหลักฐานของโจทก์ ทนายโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1965/2552 ของศาลชั้นต้น ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมแล้ว คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญา จึงขอให้ศาลชั้นต้นเลื่อนการพิจารณาคดีนี้ออกไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา จำเลยทั้งสี่ไม่ค้าน และคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่า หากข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้ปลอมและใช้เอกสารปลอม ก็ไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานในประเด็นเรื่องค่าเสียหาย ถ้ารับฟังข้อเท็จจริงได้ในทางกลับกันคู่ความแต่ละฝ่ายก็ใช้เวลาสืบพยานหลักฐานในประเด็นเรื่องค่าเสียหายไม่นาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาและให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1965/2552 ของศาลชั้นต้นที่ถึงที่สุด รายละเอียดปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 12 ตุลาคม 2553 โดยในวันเดียวกันศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้ศาลชั้นต้นชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ว่า "รอไว้วินิจฉัยพร้อมคำพิพากษา" ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า คดีอาญาที่จำเลยที่ 3 ถูกฟ้องในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6042/2553 และคดีถึงที่สุดแล้ว จึงขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมในวันที่ 29 สิงหาคม 2554 ซึ่งในวันนัดพร้อมทนายโจทก์แถลงว่า เมื่อคดีอาญาที่จำเลยที่ 3 ถูกฟ้องนั้น ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว ทนายโจทก์ต้องขอเลื่อนคดีเพื่อนำเรื่องไปปรึกษาโจทก์ว่าจะถอนฟ้องหรือให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยไม่ต้องสืบพยาน ฝ่ายจำเลยทั้งสี่ไม่คัดค้านการขอเลื่อนคดีแต่แถลงยืนยันข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 12 ตุลาคม 2553 ว่าทั้งสองฝ่ายเคยตกลงกันแล้วว่าถ้าศาลพิพากษายกฟ้องคดีอาญาที่จำเลยที่ 3 ถูกฟ้อง คดีนี้ก็ไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานกันต่อไปและให้ศาลพิพากษาไปตามรูปคดี หลังจากนั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาไปนัดพร้อมเพื่อให้เวลาทนายโจทก์ติดต่อตัวโจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายวันที่ 25 มิถุนายน 2555 ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงว่า ทนายโจทก์ยังไม่ได้รับแจ้งจากโจทก์ว่าจะดำเนินการถอนฟ้องหรือให้ศาลพิพากษาไปได้โดยไม่ต้องสืบพยานแต่อย่างไร ทนายโจทก์จึงขอสืบพยานหลักฐานของโจทก์ต่อไป ทนายจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 2 แถลงคัดค้านขอให้งดสืบพยานและมีคำพิพากษาตามรูปคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องสืบพยาน ให้งดสืบพยานทั้งสองฝ่าย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานและอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานทั้งสองฝ่ายชอบแล้ว และพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 สังกัดกระทรวงแรงงาน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 4 และบริษัทบี อี เอ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2547 โจทก์ประกาศประกวดราคาจ้างพัฒนาระบบกองทุนเงินทดแทน กำหนดยื่นซองประกวดราคาในวันที่ 26 เมษายน 2547 และเปิดซองใบเสนอราคาในวันที่ 30 เมษายน 2547 ในวันที่ 26 เมษายน 2547 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจช่วงจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ไปยื่นซองใบเสนอราคาพร้อมแนบหนังสือสัญญาผู้ร่วมเสนอราคาลงวันที่ 5 เมษายน 2547 ที่มีข้อความระบุว่าเป็นการร่วมเสนอราคาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 กับบริษัทบี อี เอ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่อโจทก์ ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2547 โจทก์ประกาศแจ้งผลการพิจารณาคัดเลือกให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างพัฒนาระบบกองทุนเงินทดแทนของโจทก์ในราคาที่คิดรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเป็นจำนวน 16,900,000 บาท จากนั้นวันที่ 30 มิถุนายน 2547 โจทก์กับจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจช่วงจากจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญาจ้างพัฒนาระบบกองทุนเงินทดแทนกัน ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2547 โจทก์ทราบข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ลายมือชื่อของนายประจักษ์ กรรมการบริษัทผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัท บี อี เอ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในหนังสือสัญญาผู้ร่วมเสนอราคาลงวันที่ 5 เมษายน 2547 เป็นลายมือชื่อปลอม โดยไม่ใช่ลายมือชื่อที่เกิดจากการเขียนแต่เป็นการสแกนลายมือชื่อของนายประจักษ์จากเอกสารอื่นมาใส่ในหนังสือสัญญาดังกล่าว ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2548 โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่า การที่ลายมือชื่อนายประจักษ์ในหนังสือสัญญาผู้ร่วมเสนอราคาเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์ถือว่าการเสนอราคาในนามกิจการร่วมค้าของจำเลยที่ 1 กับพวกไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทิ้งงาน ต่อจากนั้นวันที่ 20 ตุลาคม 2548 โจทก์มีหนังสือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรีให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสี่ แต่พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรีฟ้องจำเลยที่ 3 ในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1965/2552 โดยไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 โดยวินิจฉัยว่า คดีมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6042/2553 ของศาลชั้นต้น ตามสำเนาคำพิพากษาท้ายคำร้องของทนายจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2554 คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยโจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์ ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 20 มิถุนายน 2551 ทวงถามจำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายกรณีละเมิดในเหตุคดีนี้จำนวน 27,499,500 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 3 ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อ้างในฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องปล่อยจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6042/2553 ของศาลชั้นต้น จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสอง ซึ่งมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 3 ขาดอายุความโดยปรับบทบังคับใช้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสี่ มานั้น ไม่ถูกต้อง ในปัญหาข้อนี้ เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6042/2553 ของศาลชั้นต้น และคดีถึงที่สุดโดยโจทก์ไม่อุทธรณ์ การนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสี่ มาปรับบทบังคับใช้ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากกรณีที่จะปรับบทบังคับใช้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสี่ ได้ต้องเป็นเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องคดีอาญาและคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุดไปก่อนที่จะมีการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การคิดอายุความฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 3 คดีนี้จึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสอง ที่มีบทบัญญัติว่า "ถ้าคดีอาญาใดได้ฟ้องต่อศาลและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลด้วยแล้ว แต่คดียังไม่เด็ดขาดอายุความซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิจะฟ้องคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลงตามมาตรา 95 แห่งประมวลกฎหมายอาญา" อันมีความหมายว่า อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งมาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีกำหนดเวลาดังที่บัญญัติไว้ในเรื่องอายุความฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (1) ถึง (5) แล้วแต่กรณีนั้นเป็นอันสะดุดหยุดลงเมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลและได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลด้วยแล้ว กล่าวคือ ระยะเวลาที่ล้วงพ้นไปก่อนนั้นไม่คิดนับเข้าในอายุความตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดแล้ว จึงให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง โดยอายุความจะเริ่มนับใหม่เมื่อศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาอย่างใดอย่างหนึ่งและคดีเด็ดขาดแล้ว ทั้งนี้ได้ความว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 30 เมษายน 2552 ขณะที่อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญายังสะดุดหยุดลงอยู่ ดังนั้น สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 3 จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ดีแม้ฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ขาดอายุความก็ตาม แต่เมื่อศาลในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6042/2553 ของศาลชั้นต้น ได้ชี้ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาแล้วว่าพยานหลักฐานของโจทก์ตกอยู่ในความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ฉะนั้นในคดีนี้ ศาลจะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาดังกล่าวหาได้ไม่ กรณีจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้นว่าจำเลยที่ 3 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เฉพาะส่วนที่ยกฟ้องจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




