
| ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ขาดอายุความหรือไม่ เมื่อไม่ได้กำหนดงวดชำระไว้ล่วงหน้า และบิดามีหน้าที่เลี้ยงดูตามกฎหมายเพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของบิดาในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ และปัญหาสำคัญว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เกิดจากหน้าที่ตามกฎหมายของบิดามารดาจะอยู่ภายใต้อายุความห้าปีหรือไม่ หากมิได้มีการกำหนดระยะเวลาชำระเป็นงวดไว้อย่างแน่นอน คดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากสามีภรรยาแยกกันอยู่ โดยฝ่ายบิดาทอดทิ้งครอบครัวและไปอยู่กินกับหญิงอื่นจนมีบุตรอีกคนหนึ่ง ภรรยาจึงฟ้องขอหย่า ขอค่าอุปการะเลี้ยงดูตนเองและบุตร รวมทั้งเรียกค่าทดแทนจากการกระทำอันเป็นเหตุให้ชีวิตสมรสแตกแยก ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่การตีความลักษณะของค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ว่าถือเป็นเงินค้างจ่ายที่มีกำหนดชำระเป็นระยะตามกฎหมายอายุความหรือไม่ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลัง นอกจากนี้ศาลยังได้วินิจฉัยถึงหลักเกณฑ์ในการกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องชำระ ตลอดจนปัญหาเรื่องค่าขึ้นศาลในคดีครอบครัวที่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกด้วย ข้อเท็จจริงและประเด็นข้อพิพาทในคดี โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2525 และจดทะเบียนสมรสในภายหลัง ทั้งสองมีบุตรร่วมกัน 3 คน ต่อมาประมาณปี 2548 จำเลยที่ 1 จงใจทิ้งร้างโจทก์โดยย้ายออกจากบ้านที่เคยอยู่อาศัยร่วมกัน และไปอยู่กินฉันสามีภริยากับหญิงอีกคนหนึ่งจนมีบุตรด้วยกันอีก 1 คน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน พร้อมทั้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูของตนเอง ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนที่ยังเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในคดี รวมทั้งเรียกค่าทดแทนจากการกระทำของจำเลย ในส่วนของค่าอุปการะเลี้ยงดู โจทก์เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตนเองย้อนหลังหลายปี เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. สำหรับช่วงเวลาที่ยังเป็นผู้เยาว์ และเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูของนางสาว ก. โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูครอบครัวตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีโดยขอให้ยกฟ้อง เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน พร้อมกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูของนางสาว ก. และชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ แต่ไม่กำหนดให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. ตามที่โจทก์เรียกร้องทั้งหมด โดยเห็นว่าข้อเรียกร้องส่วนดังกล่าวขาดอายุความ โจทก์จึงอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เมื่อคดีมาถึงศาลฎีกา ประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยมีอยู่ 3 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก ค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ในขณะเกิดสิทธิเรียกร้องนั้น อยู่ภายใต้อายุความห้าปีตามกฎหมายหรือไม่ ประเด็นที่สอง หากไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่นาย พ. เป็นจำนวนเท่าใด โดยพิจารณาจากฐานะ รายได้ และภาระหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประกอบกับสภาพความเป็นอยู่ของบุตร และประเด็นสุดท้าย คือ การที่ศาลอุทธรณ์เรียกเก็บค่าขึ้นศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นอกจากประเด็นดังกล่าวแล้ว ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยังได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยขอให้ยึดทรัพย์สินซึ่งคาดว่าจะตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะมรดกของมารดา เพื่อเป็นหลักประกันในการบังคับคดี อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าทรัพย์ดังกล่าวยังมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 อย่างแน่นอน อีกทั้งข้ออ้างของโจทก์เป็นเพียงการคาดคะเนว่าจำเลยจะยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน จึงไม่เพียงพอที่จะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามที่ร้องขอ ดังนั้น แก่นของข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิได้อยู่ที่การหย่าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตีความลักษณะทางกฎหมายของค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่เกิดจากหน้าที่ตามกฎหมายของบิดา ว่าจะถือเป็นเงินค้างจ่ายที่มีกำหนดจ่ายเป็นระยะและอยู่ภายใต้อายุความห้าปีหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อสิทธิของบุตรและผู้แทนโดยชอบธรรมในการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังจากผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับอายุความค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ประเด็นสำคัญที่สุดที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยในคดีนี้ คือ ค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ในขณะที่เกิดสิทธิเรียกร้องนั้น ขาดอายุความห้าปีหรือไม่ โดยศาลล่างทั้งสองเห็นว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวอยู่ภายใต้บทบัญญัติเรื่องอายุความห้าปีสำหรับเงินค้างจ่าย จึงวินิจฉัยว่าขาดอายุความแล้ว แต่ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลฎีกาเริ่มต้นพิจารณาจากบทบัญญัติว่าด้วยอายุความของสิทธิเรียกร้องที่กำหนดให้อายุความห้าปีใช้บังคับแก่เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และเงินอื่นในลักษณะเดียวกันที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะ โดยเห็นว่าการตีความบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องพิจารณาร่วมกับลักษณะของหนี้แต่ละประเภท ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าหนี้นั้นมีชื่อเรียกว่า “ค่าอุปการะเลี้ยงดู” แล้วจะต้องอยู่ในอายุความห้าปีเสมอไป ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินเดือน เงินปี และเงินบำนาญตามที่กฎหมายยกตัวอย่างไว้นั้น ล้วนเป็นหนี้ที่มีจำนวนแน่นอนและมีกำหนดเวลาชำระที่แน่นอนเป็นงวด ๆ อยู่แล้ว ดังนั้นค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จะถือว่าอยู่ในลักษณะเดียวกันและต้องตกอยู่ภายใต้อายุความห้าปี จึงต้องเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจำนวนและกำหนดระยะเวลาชำระเป็นงวดไว้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของคดีนี้ ศาลฎีกาพบว่า หน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในการอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. เกิดขึ้นโดยตรงจากฐานะความเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตร แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดว่าต้องชำระเป็นรายเดือน รายปี หรือเป็นงวดใดงวดหนึ่งโดยเฉพาะ อีกทั้งในคดีก็ไม่ปรากฏว่าคู่กรณีเคยตกลงกำหนดระยะเวลาการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้เป็นงวดแน่นอนตามที่กฎหมายเปิดช่องให้สามารถกำหนดได้ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. ที่โจทก์นำมาฟ้องเรียกร้อง มิใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะและมีกำหนดเวลาชำระแน่นอน จึงไม่เข้าลักษณะของเงินค้างจ่ายตามบทบัญญัติเรื่องอายุความห้าปี การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูส่วนนี้ขาดอายุความจึงไม่ถูกต้องตามความเห็นของศาลฎีกา คำวินิจฉัยในประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะศาลฎีกาได้แยกให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่าง “ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เกิดจากหน้าที่ตามกฎหมาย” กับ “ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่กำหนดชำระเป็นงวดแน่นอน” โดยถือว่าการจะนำอายุความห้าปีมาใช้บังคับได้ จะต้องปรากฏลักษณะของหนี้ที่กำหนดจำนวนและกำหนดเวลาชำระเป็นระยะไว้อย่างแน่นอนเสียก่อน หากเป็นเพียงหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายและยังไม่มีการกำหนดงวดชำระไว้ หนี้ดังกล่าวย่อมไม่อยู่ในบังคับของอายุความห้าปีตามที่ศาลล่างทั้งสองเข้าใจ ผลของการวินิจฉัยดังกล่าวทำให้สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. ยังไม่ระงับไปด้วยอายุความ และศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาต่อไปว่า ภายใต้ข้อเท็จจริงของคดี จำเลยที่ 1 ควรรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่นาย พ. เป็นจำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสมและเป็นธรรมตามฐานะของคู่กรณีและพฤติการณ์ทั้งหมดแห่งคดี การกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูของบุตรและการใช้ดุลพินิจของศาล ภายหลังจากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. ไม่ขาดอายุความแล้ว ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ จำเลยที่ 1 ควรต้องรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่นาย พ. เป็นจำนวนเท่าใด โดยศาลฎีกาเห็นว่าแม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวได้ แต่การกำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสมจำเป็นต้องคำนึงถึงฐานะทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการหารายได้ ภาระหน้าที่ และสภาพความเป็นอยู่ของคู่กรณีประกอบกัน จากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ศาลฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีอาชีพรับจ้างทั่วไปในช่วงที่ยังอยู่กินกับโจทก์ และเพิ่งเข้าทำงานเป็นพนักงานจ้างทั่วไปตำแหน่งคนงานทั่วไปขององค์การบริหารส่วนตำบลในช่วงเวลาหนึ่ง โดยได้รับค่าตอบแทนในอัตราไม่สูงนัก ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าในช่วงเวลาที่นาย พ. ยังเป็นผู้เยาว์นั้น จำเลยที่ 1 มิได้เป็นบุคคลที่มีฐานะทางการเงินมั่นคงหรือมีรายได้สูงมาก ศาลฎีกายังพิจารณาประกอบด้วยว่า ปัจจุบันไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ยังมีภาระในการดูแลบุตรอีกคนหนึ่งที่เกิดจากการอยู่กินกับจำเลยที่ 2 และค่าใช้จ่ายหลายส่วนยังต้องอาศัยรายได้ของจำเลยที่ 2 ช่วยเหลือ นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังมีภาระต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วในส่วนของค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าทดแทนแก่โจทก์ และค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาว ก. รวมเป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งเป็นภาระทางการเงินที่ศาลต้องนำมาประกอบการพิจารณาด้วย ในอีกด้านหนึ่ง ศาลฎีกาก็คำนึงถึงสถานะของนาย พ. ด้วย โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่าในขณะที่ศาลฎีกาพิจารณาคดีนั้น นาย พ. มีอายุ 19 ปีเศษ และได้ประกอบอาชีพแล้ว สภาพแห่งข้อเท็จจริงดังกล่าวแตกต่างจากช่วงเวลาที่ยังเป็นผู้เยาว์ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาโดยตรง การกำหนดจำนวนเงินจึงต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งความเหมาะสมและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกันแล้ว ศาลฎีกาใช้อำนาจตามกฎหมายในการกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสมควรแก่พฤติการณ์ โดยเห็นว่าการกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. เป็นเงิน 40,000 บาท เป็นจำนวนที่เหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจของจำเลยที่ 1 และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดี คำวินิจฉัยส่วนนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูมิใช่การคำนวณตามจำนวนที่ผู้เรียกร้องประสงค์จะได้รับเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างสิทธิของผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูกับความสามารถในการรับภาระของผู้มีหน้าที่ต้องชำระ ศาลจึงต้องพิจารณาทั้งฐานะ รายได้ ภาระหนี้สิน ภาระครอบครัว และข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้จำนวนเงินที่กำหนดขึ้นมีความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แนวคิดดังกล่าวมีความสำคัญต่อคดีครอบครัวโดยทั่วไป เพราะแสดงให้เห็นว่าแม้บุคคลจะมีหน้าที่ตามกฎหมายในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร แต่การกำหนดจำนวนเงินที่ต้องชำระยังคงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเฉพาะของแต่ละคดี มิใช่กำหนดเป็นอัตราตายตัว และศาลสามารถใช้ดุลพินิจปรับจำนวนเงินให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูและผู้มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัย คดีนี้มีความสำคัญในเชิงหลักกฎหมายอย่างยิ่ง เนื่องจากศาลฎีกาได้อธิบายความแตกต่างระหว่าง “หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย” กับ “สิทธิเรียกร้องที่มีกำหนดชำระเป็นงวด” ซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลโดยตรงต่อการนำบทบัญญัติเรื่องอายุความมาใช้บังคับ โดยศาลฎีกาให้ความสำคัญกับลักษณะของหนี้และที่มาของสิทธิเรียกร้องมากกว่าการพิจารณาเพียงชื่อเรียกของหนี้นั้น หน้าที่ของบิดาในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดขึ้นโดยตรงจากความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตร เมื่อบุตรยังเป็นผู้เยาว์ บิดามารดาย่อมมีหน้าที่ต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควร หน้าที่ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายทันที ไม่จำเป็นต้องมีสัญญา ข้อตกลง หรือคำพิพากษาของศาลรองรับก่อนแต่อย่างใด ดังนั้นสาระสำคัญของหน้าที่ดังกล่าวจึงอยู่ที่การคุ้มครองประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์ซึ่งยังไม่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้ ในทางกลับกัน บทบัญญัติเรื่องอายุความห้าปีที่ใช้กับเงินค้างจ่ายนั้น มุ่งหมายใช้กับหนี้ที่มีลักษณะต้องชำระเป็นคราว ๆ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน เช่น เงินเดือน เงินปี หรือเงินบำนาญ ซึ่งเจ้าหนี้สามารถทราบได้ชัดเจนว่าในแต่ละงวดจะได้รับเงินจำนวนเท่าใด และครบกำหนดชำระเมื่อใด การที่กฎหมายกำหนดอายุความสั้นกว่าหนี้ทั่วไปก็เพื่อให้มีการใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากหนี้ประเภทดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำและสามารถตรวจสอบได้โดยง่าย ศาลฎีกาจึงตีความว่า แม้ค่าอุปการะเลี้ยงดูจะถูกบัญญัติไว้ในบทมาตราเดียวกับเงินเดือน เงินปี และเงินบำนาญ แต่จะต้องพิจารณาว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นมีลักษณะเป็นการกำหนดจ่ายเป็นงวดที่แน่นอนหรือไม่ หากมีการกำหนดจำนวนเงินและกำหนดเวลาชำระเป็นรายเดือน รายปี หรือเป็นงวดที่ชัดเจน ก็อาจเข้าลักษณะเป็นเงินค้างจ่ายและอยู่ภายใต้อายุความห้าปีได้ แต่หากเป็นเพียงหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูที่เกิดขึ้นโดยตรงจากกฎหมายและยังไม่มีการกำหนดงวดการชำระไว้อย่างแน่นอน ก็ย่อมไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าว การตีความเช่นนี้สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญ เพราะหากถือว่าหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูทุกกรณีอยู่ภายใต้อายุความห้าปีทันที ย่อมอาจทำให้บุตรผู้เยาว์ซึ่งอยู่ในภาวะพึ่งพิงสูญเสียสิทธิเรียกร้องที่ควรได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย ทั้งที่สิทธิดังกล่าวมีรากฐานมาจากความรับผิดชอบตามสถานะความเป็นบิดามารดา มิใช่เกิดจากการตกลงกันทางธุรกิจหรือความสัมพันธ์ทางหนี้สินตามปกติ อีกประการหนึ่ง คำวินิจฉัยนี้ยังสะท้อนหลักการตีความกฎหมายว่า การพิจารณาบทบัญญัติเรื่องอายุความซึ่งมีผลเป็นการจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้ จะต้องกระทำโดยเคร่งครัดและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่ควรขยายความให้ครอบคลุมสิทธิเรียกร้องที่กฎหมายมิได้มุ่งหมายจะให้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว การจะถือว่าสิทธิเรียกร้องใดขาดอายุความจึงต้องปรากฏข้อเท็จจริงและเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดแจ้ง ในมิติของกฎหมายครอบครัว คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่าหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำรงชีวิต ความเป็นอยู่ และการพัฒนาของบุตรผู้เยาว์ ศาลจึงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของบุตรมากกว่าการนำหลักอายุความมาใช้ตัดสิทธิเรียกร้องโดยง่าย โดยเฉพาะในกรณีที่ยังไม่ปรากฏว่ามีการกำหนดจำนวนและระยะเวลาการชำระไว้เป็นงวดอย่างแน่นอน ดังนั้น หลักกฎหมายสำคัญที่ได้จากคดีนี้ คือ ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เกิดจากหน้าที่ตามกฎหมายของบิดามารดาต่อบุตรผู้เยาว์ มิใช่ว่าจะอยู่ในอายุความห้าปีทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาก่อนว่ามีการกำหนดให้ชำระเป็นงวดที่แน่นอนหรือไม่ หากไม่มีการกำหนดเช่นว่านั้น สิทธิเรียกร้องดังกล่าวย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นเงินค้างจ่ายตามบทบัญญัติเรื่องอายุความห้าปี และยังสามารถนำมาฟ้องร้องบังคับสิทธิได้ตามหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้ การวินิจฉัยเรื่องค่าขึ้นศาลและคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา นอกจากประเด็นเรื่องอายุความและจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูแล้ว ศาลฎีกายังได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอีกสองประการที่มีความสำคัญต่อการดำเนินคดีครอบครัว ได้แก่ ปัญหาเรื่องค่าขึ้นศาลในคดีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู และปัญหาเรื่องการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ซึ่งแม้จะมิใช่ประเด็นหลักของคดี แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่สะท้อนแนวทางการคุ้มครองสิทธิของคู่ความในกระบวนพิจารณา ในส่วนแรก โจทก์ฎีกาว่าการที่ศาลอุทธรณ์เรียกเก็บค่าขึ้นศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่ากฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวได้บัญญัติยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับคดีครอบครัวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพโดยเฉพาะ การยกเว้นดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการลดภาระของผู้มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับการยังชีพและการดำรงชีวิตของสมาชิกในครอบครัว เมื่อข้อเรียกร้องในส่วนของนาย พ. เป็นการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยตรง ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และสมควรคืนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บไปให้แก่โจทก์ การวินิจฉัยในประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการคุ้มครองผู้ใช้สิทธิในคดีครอบครัว เพราะแสดงให้เห็นว่าการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิที่กฎหมายให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษและไม่ควรถูกจำกัดด้วยภาระค่าใช้จ่ายทางศาลเกินสมควร อีกประเด็นหนึ่งที่ศาลฎีกาต้องพิจารณา คือ คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาที่โจทก์ยื่นในระหว่างการพิจารณาคดี โดยโจทก์ขอให้ยึดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของมารดาจำเลยที่ 1 เนื่องจากเห็นว่าในอนาคตทรัพย์ดังกล่าวอาจตกทอดแก่จำเลยที่ 1 และอาจมีการดำเนินการทางทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินจนกระทบต่อการบังคับคดี อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า ณ เวลาที่ยื่นคำร้อง ที่ดินดังกล่าวยังมีชื่อของเจ้ามรดกเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่ แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกตามลำดับก็ตาม แต่สิทธิในการรับมรดกยังมิได้ตกแก่จำเลยที่ 1 อย่างเด็ดขาด เนื่องจากกฎหมายยังเปิดโอกาสให้เกิดเหตุที่ทำให้ทายาทสูญเสียสิทธิรับมรดกได้ นอกจากนี้ ข้ออ้างของโจทก์ก็เป็นเพียงการคาดหมายว่าจำเลยที่ 1 อาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินในอนาคตเท่านั้น ยังไม่มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพียงพอให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 กำลังจะยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเงื่อนไขสำคัญสำหรับการมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษายังไม่ปรากฏครบถ้วน และหากส่งสำนวนกลับไปดำเนินกระบวนพิจารณาเพิ่มเติมก็จะทำให้คดีล่าช้าโดยไม่จำเป็น เนื่องจากศาลฎีกาได้จัดทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว จึงมีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ คำวินิจฉัยทั้งสองประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางของศาลฎีกาในการรักษาดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้มีสิทธิเรียกร้องกับการคุ้มครองสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยในเรื่องค่าขึ้นศาล ศาลให้ความสำคัญกับการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของผู้เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ขณะที่ในเรื่องมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ศาลก็ยังคงยึดหลักว่าการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลจะต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและมีเหตุอันควรเชื่อได้ตามที่กฎหมายกำหนด ไม่อาจอาศัยเพียงการคาดการณ์หรือความวิตกกังวลของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาว ก. เป็นเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนดังกล่าวเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ โดยเห็นพ้องกับการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นทั้งในส่วนของการหย่า การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู การกำหนดค่าทดแทน และการวินิจฉัยเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. พร้อมทั้งให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. ซึ่งเรียกร้องจากหน้าที่ของบิดาในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ มิได้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูที่กำหนดจ่ายเป็นงวดแน่นอน จึงไม่อยู่ในอายุความห้าปีตามกฎหมาย และกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. เพิ่มอีก 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากนี้ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่เรียกเก็บในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์รวม 15,760 บาท ส่วนคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้ยก และนอกจากที่แก้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การพิจารณาอายุความของสิทธิเรียกร้องไม่อาจยึดถือเพียงชื่อเรียกของหนี้หรือสิทธิเรียกร้องเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงลักษณะทางกฎหมายและที่มาของสิทธิดังกล่าวประกอบกันด้วย แม้กฎหมายจะบัญญัติคำว่า “ค่าอุปการะเลี้ยงดู” ไว้ในบทบัญญัติเดียวกับเงินค้างจ่ายที่มีอายุความห้าปี แต่การนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับจำเป็นต้องปรากฏว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นมีลักษณะเป็นหนี้ที่กำหนดชำระเป็นงวดและมีกำหนดเวลาชำระที่แน่นอน หน้าที่ของบิดามารดาในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นหน้าที่ที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย มิใช่หนี้ที่เกิดจากข้อตกลงหรือคำสั่งของศาล หากยังไม่มีการกำหนดจำนวนและกำหนดระยะเวลาชำระเป็นงวดไว้อย่างชัดเจน สิทธิเรียกร้องดังกล่าวย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นเงินค้างจ่ายที่อยู่ภายใต้อายุความห้าปี คำวินิจฉัยนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายหลีกเลี่ยงความรับผิดเพียงเพราะกาลเวลาผ่านไป ทั้งที่หน้าที่ดังกล่าวมีรากฐานมาจากสถานะความเป็นบิดามารดาและเป็นภาระหน้าที่พื้นฐานที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองความเป็นอยู่และพัฒนาการของบุตร อีกประการหนึ่ง คดีนี้ยังยืนยันหลักว่าการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความจำเป็นของผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูกับฐานะและความสามารถในการรับภาระของผู้มีหน้าที่ต้องชำระ ศาลจึงสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรอบของแต่ละคดีเพื่อกำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่บิดามีหน้าที่ต้องชำระตามกฎหมาย แต่ไม่ได้มีการกำหนดจำนวนและระยะเวลาชำระเป็นงวดไว้อย่างแน่นอน จะถือเป็นสิทธิเรียกร้องที่อยู่ในอายุความห้าปีหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตามกฎหมายเป็นหน้าที่ที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย มิใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่กำหนดจ่ายเป็นงวดตามลักษณะของเงินค้างจ่าย จึงไม่อยู่ในบังคับของอายุความห้าปีตามบทบัญญัติดังกล่าว สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตามหน้าที่ของบิดามารดา กฎหมายกำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ตามสมควร หน้าที่ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายทันทีจากความเป็นบิดามารดา ไม่จำเป็นต้องมีข้อตกลงหรือคำพิพากษากำหนดไว้ก่อน ดังนั้นสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากหน้าที่ดังกล่าวจึงมีลักษณะแตกต่างจากหนี้ทั่วไปที่เกิดจากนิติกรรมหรือสัญญา 2. อายุความห้าปีของเงินค้างจ่ายที่กำหนดชำระเป็นงวด บทบัญญัติเรื่องอายุความห้าปีใช้บังคับกับหนี้ที่มีการกำหนดจำนวนและกำหนดเวลาชำระเป็นระยะอย่างแน่นอน เช่น เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ หรือค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดงวดชำระไว้ชัดเจน แต่หากเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เกิดจากหน้าที่ตามกฎหมายและยังไม่มีการกำหนดงวดการชำระไว้แน่นอน ย่อมไม่อยู่ในลักษณะของเงินค้างจ่ายตามบทบัญญัติดังกล่าว คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทุกกรณีอยู่ในอายุความห้าปีหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในอายุความห้าปีทุกกรณี เพราะการพิจารณาว่าสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูจะอยู่ภายใต้อายุความห้าปีหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาลักษณะของหนี้และที่มาของสิทธิเรียกร้องประกอบกัน หากเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจำนวนเงินและกำหนดระยะเวลาชำระเป็นงวดไว้อย่างชัดเจน ก็อาจเข้าลักษณะเป็นเงินค้างจ่ายที่อยู่ในอายุความห้าปีได้ แต่หากเป็นหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย และยังไม่มีการกำหนดงวดชำระไว้อย่างแน่นอน สิทธิเรียกร้องดังกล่าวย่อมมีลักษณะแตกต่างจากเงินเดือน เงินปี หรือเงินบำนาญ การพิจารณาอายุความจึงไม่อาจใช้หลักเดียวกันได้ ศาลต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละคดีประกอบกับลักษณะของสิทธิเรียกร้องโดยละเอียด 2 คำถาม บิดาที่ไม่ได้อยู่ร่วมกับบุตรยังมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรหรือไม่ คำตอบ ยังมีหน้าที่ตามกฎหมายเช่นเดิม เพราะหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เกิดจากสถานะความเป็นบิดามารดา มิได้ขึ้นอยู่กับการอยู่อาศัยร่วมกันหรือการใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกันในแต่ละช่วงเวลา แม้บิดาจะย้ายออกจากบ้าน แยกกันอยู่ หรือเลิกรากับมารดาของบุตรแล้ว หน้าที่ในการให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรผู้เยาว์ก็ยังคงอยู่ การหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอาจเป็นเหตุให้ผู้มีสิทธิแทนบุตรนำคดีมาฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาความเหมาะสมของจำนวนเงินโดยคำนึงถึงฐานะ รายได้ ภาระหน้าที่ และข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้องของผู้มีหน้าที่ต้องชำระเป็นสำคัญ 3 คำถาม ศาลกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูจากหลักเกณฑ์ใด คำตอบ ศาลมิได้กำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูจากอัตราตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคดี แต่จะพิจารณาจากข้อเท็จจริงเฉพาะของแต่ละกรณี โดยคำนึงถึงฐานะทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการหารายได้ ภาระครอบครัว ภาระหนี้สิน และความจำเป็นของผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูประกอบกัน หากผู้มีหน้าที่ต้องชำระมีรายได้ไม่มาก หรือมีภาระทางครอบครัวอื่นที่ต้องรับผิดชอบอยู่ด้วย ศาลย่อมนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณาเพื่อกำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสม ในขณะเดียวกัน ศาลก็ต้องคำนึงถึงประโยชน์และความจำเป็นของบุตรหรือผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุลและความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย 4 คำถาม คดีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องเสียค่าขึ้นศาลหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วกฎหมายเกี่ยวกับศาลเยาวชนและครอบครัวได้กำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ใช้สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพเป็นพิเศษ โดยให้ได้รับการยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลที่มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิเกี่ยวกับการยังชีพของตนเองหรือของบุตรสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยภาระค่าใช้จ่ายทางศาล หากมีการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลในส่วนที่กฎหมายยกเว้นไว้ ผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิยกประเด็นดังกล่าวขึ้นโต้แย้งหรือขอคืนค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บโดยไม่ชอบได้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด 5 คำถาม การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต้องมีเงื่อนไขอย่างไร คำตอบ การที่ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้นั้น ผู้ร้องต้องแสดงให้ศาลเห็นถึงเหตุอันสมควรและข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักเพียงพอว่ามีความเสี่ยงต่อการบังคับคดีหรือมีพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงในภายหลัง การคาดการณ์หรือความวิตกกังวลเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลใช้อำนาจออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นยังมิได้เป็นกรรมสิทธิ์ของคู่ความอย่างแน่นอน หรือยังไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ศาลย่อมต้องใช้ความระมัดระวังในการพิจารณาเพื่อคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่ายอย่างสมดุล อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) บทบัญญัตินี้กำหนดอายุความห้าปีสำหรับสิทธิเรียกร้องบางประเภทที่มีลักษณะเป็นเงินค้างจ่าย เช่น เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และเงินอื่นในลักษณะเดียวกันที่กำหนดจ่ายเป็นระยะ หลักสำคัญของบทบัญญัตินี้มิได้อยู่ที่ชื่อเรียกของหนี้ แต่อยู่ที่ลักษณะของหนี้ว่ามีการกำหนดชำระเป็นงวดและมีกำหนดเวลาที่แน่นอนหรือไม่ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สิทธิเรียกร้องจะเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดู แต่เมื่อเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เกิดจากหน้าที่ตามกฎหมายของบิดาที่มีต่อบุตรผู้เยาว์ และไม่มีการกำหนดงวดชำระไว้อย่างแน่นอน ก็ย่อมไม่อยู่ในบังคับของอายุความห้าปีตามมาตราดังกล่าว หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยแยกความแตกต่างระหว่างค่าอุปการะเลี้ยงดูที่กำหนดชำระเป็นงวดตามคำสั่งหรือข้อตกลง กับค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เกิดจากหน้าที่พื้นฐานตามกฎหมายครอบครัว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง มาตรานี้เป็นบทบัญญัติสำคัญของกฎหมายครอบครัวที่กำหนดหน้าที่ของบิดามารดาว่าต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรผู้เยาว์ หน้าที่ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายทันทีจากความสัมพันธ์ในฐานะบิดามารดากับบุตร ไม่จำเป็นต้องมีสัญญา คำสั่งศาล หรือข้อตกลงใดรองรับก่อน ความมุ่งหมายของบทบัญญัตินี้ คือ การคุ้มครองประโยชน์และความเป็นอยู่ของบุตรผู้เยาว์ซึ่งยังไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์ คดีนี้ศาลฎีกานำบทบัญญัติดังกล่าวมาเป็นฐานในการวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. ในระหว่างที่ยังเป็นผู้เยาว์ และสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิได้เกิดจากข้อตกลงเรื่องการจ่ายเงินเป็นงวด จึงแตกต่างจากหนี้ประเภทเงินค้างจ่ายทั่วไป ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง บทบัญญัตินี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดวิธีและระยะเวลาการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยเปิดโอกาสให้มีการกำหนดให้ชำระเป็นงวดตามระยะเวลาที่แน่นอนได้ เมื่อมีการกำหนดเช่นนั้นแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูย่อมมีลักษณะเป็นหนี้ที่ครบกำหนดชำระเป็นคราว ๆ ตามกำหนดเวลา ซึ่งอาจมีผลต่อการพิจารณาเรื่องอายุความได้ อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีการตกลงหรือกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นงวดรายเดือน รายปี หรือระยะเวลาใดที่แน่นอนตามมาตราดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์เรียกร้องมิได้มีลักษณะเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูที่กำหนดชำระเป็นงวด และไม่อาจถือเป็นเงินค้างจ่ายตามบทบัญญัติเรื่องอายุความห้าปีได้ การวินิจฉัยนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายครอบครัวกับหลักกฎหมายว่าด้วยอายุความ โดยพิจารณาจากสภาพของสิทธิเรียกร้องที่แท้จริงมากกว่าชื่อเรียกของหนี้นั้น ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2124/2562 จำเลยที่ 1 เป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของ พ. ซึ่งจำต้องอุปการะเลี้ยงดู พ. ในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บทกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดระยะเวลาการจ่ายไว้ และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกำหนดระยะเวลาชำระไว้ตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง ดังนั้นค่าอุปการะเลี้ยงดู พ. ขณะที่เป็นผู้เยาว์ที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้ โดยอาศัยบทบัญญัติ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 193/33 (4) อันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์นับแต่ปี 2548 ถึงปี 2558 เป็นเงินปีละ 60,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 9 ปี เป็นเงิน 540,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. นับแต่ปี 2548 ถึงปี 2552 เป็นเงินปีละ 72,000 บาท รวม 4 ปี เป็นเงิน 288,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาว ก. นับแต่ปี 2548 ถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 เป็นเงินปีละ 72,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 9 ปี เป็นเงิน 648,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,476,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มิถุนายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาว ก. เป็นเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลฎีกาพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากันเมื่อปี 2525 แต่จดทะเบียนสมรสกันภายหลังเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2535 ขณะจดทะเบียนสมรสจำเลยที่ 1 ชื่อ " ส. " แต่เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 เปลี่ยนชื่อเป็น " ณ." โจทก์และจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางสาว ธ. นาย พ. และนางสาว ก. ประมาณปี 2548 จำเลยที่ 1 จงใจทิ้งร้างโจทก์โดยย้ายออกจากบ้านที่เคยอยู่อาศัยด้วยกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ณ. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 200,000 บาท ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ 120,000 บาท และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาว ก. 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสามจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ในส่วนนี้ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. ขาดอายุความหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี...(4) เงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะ (5)..." จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลาไว้แน่นอน เช่นนี้ ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จะถือว่าเป็นเงินค้างจ่ายตามบทบัญญัติเช่นว่านั้น จึงมีความหมายทำนองเดียวกัน คือ ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีกำหนดจ่ายเป็นระยะ (งวด) มีจำนวนแน่นอนและมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง บัญญัติ ถ้าไม่มีกำหนดระยะเวลาจ่ายเป็นระยะ (งวด) ที่แน่นอน และมีกำหนดเวลาที่แน่นอน ย่อมไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 193/33 (4) คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของนาย พ. ซึ่งจำต้องอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. ในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ตามมาตรา 1564 วรรคหนึ่ง แต่ตามบทกฎหมายดังกล่าวก็มิได้กำหนดระยะเวลาการจ่ายไว้ และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกำหนดระยะเวลาชำระไว้ตามที่กำหนดในมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง ดังนั้นค่าอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. ขณะที่เป็นผู้เยาว์ที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้ โดยอาศัยบทบัญญัติ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 193/33 (4) อันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. ขณะเป็นผู้เยาว์ขาดอายุความนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ประการแรกฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. เพียงใด ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ย้อนสำนวน ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีอาชีพรับจ้างทั่วไปขณะอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์ เพิ่งจะมาเป็นพนักงานจ้างทั่วไป ตำแหน่งคนงานทั่วไป สังกัดสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำเย็นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 จนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 รวมระยะเวลาปฏิบัติงาน 7 เดือน 11 วัน อัตราเงินเดือน 6,400 บาท บ่งชี้ว่าระหว่างที่นาย พ. เป็นผู้เยาว์นั้นจำเลยที่ 1 มีรายได้ไม่มากนักและปัจจุบันจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่ามีรายได้มากมายทั้งได้ความว่ามีบุตร 1 คน กับจำเลยที่ 2 ค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังต้องอาศัยรายได้ของจำเลยที่ 2 ยิ่งกว่านั้นจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษารวมเป็นเงิน 320,000 บาท กับต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนางสาว ก. ตามคำพิพากษาเป็นเงินอีก 180,000 บาท ประกอบกับปัจจุบันนาย พ. อายุ 19 ปีเศษ ประกอบอาชีพแล้ว อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 เห็นสมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. ให้ 40,000 บาท ฎีกาของโจทก์ประการนี้ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เรียกค่าขึ้นศาลในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. เป็นเงินค่าขึ้นศาล 5,760 บาท ชอบหรือไม่ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงวันที่ 13 กันยายน 2560 จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นควรคืนเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายฟังขึ้น อนึ่ง ที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว โดยให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 23022 ซึ่งเป็นมรดกของนาง น. อันจะตกได้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรก่อนศาลฎีกาพิพากษาฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2559 นั้น เห็นว่า ที่ดินตามคำร้องยังมีชื่อนาง น. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นบุตรของนาง น. อันเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ที่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมก็ตาม แต่ทายาทอาจเสียสิทธิในการรับมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคสอง ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 บัญญัติว่า ในการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตาม มาตรา 254 (1) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า จำเลยตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินของตนให้พ้นจากอำนาจศาล แต่ตามคำร้องของโจทก์เป็นเพียงการคาดคะเนว่าจำเลยที่ 1 จะทำการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเท่านั้น ทั้งศาลฎีกาได้ทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว หากศาลฎีกาจะส่งสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องก่อน ก็จะทำให้คดีนี้ล่าช้า จึงให้ยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. เป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้แก่โจทก์รวม 15,760 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




