
| เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และเงินบำนาญ เป็นสินสมรสหรือไม่ หลักเกณฑ์การแบ่งสินสมรสเมื่อฟ้องหย่า สิทธิของคู่สมรส และขอบเขตการแบ่งทรัพย์สิน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการหย่า การแบ่งสินสมรส การเรียกค่าทดแทน และการกำหนดขอบเขตสิทธิของคู่สมรสในทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และเงินบำนาญ โดยประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงการวินิจฉัยว่าคู่สมรสฝ่ายใดมีเหตุหย่าตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการพิจารณาว่าสิทธิในกองทุนประเภทต่าง ๆ ถือเป็นสินสมรสหรือไม่ สิทธิใดเกิดขึ้นแล้วในระหว่างสมรส สิทธิใดยังเป็นเพียงสิทธิในอนาคต และทรัพย์สินใดสามารถนำมาแบ่งกันได้เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้หย่า นอกจากนี้ ศาลยังได้วางหลักเกี่ยวกับผลย้อนหลังของการแบ่งสินสมรสนับตั้งแต่วันฟ้องหย่า การแบ่งเฉพาะเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนวินิจฉัยถึงกรณีที่ทรัพย์สินหรือสิทธิยังไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนว่าไม่อาจถือเป็นสินสมรสที่แบ่งกันได้ในคดีดังกล่าว อีกทั้งยังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวอันเป็นเหตุหย่า การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสและบุคคลภายนอก รวมถึงหลักกระบวนพิจารณาที่คู่ความไม่อาจยกประเด็นใหม่ซึ่งไม่เคยกล่าวอ้างไว้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ขึ้นอ้างเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกาได้ ส่งผลให้คดีนี้เป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการตีความเรื่องสินสมรส สิทธิในกองทุนต่าง ๆ ผลของการฟ้องหย่า และข้อจำกัดในการดำเนินกระบวนพิจารณาตามกฎหมายครอบครัวและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยทุกประเด็นดังกล่าวล้วนมีพื้นฐานมาจากข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ศาลได้วินิจฉัยไว้ในคดีนี้โดยตรง สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เริ่มต้นจากการที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน พร้อมขอให้แบ่งสินสมรสหลายรายการ เรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สมรส และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ในฐานะบุคคลภายนอกซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ยกย่องและอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย รวมทั้งขอแบ่งทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสและทรัพย์สินซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นสินสมรสทั้งหมด ขณะที่จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและฟ้องแย้ง ขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าเช่นเดียวกัน พร้อมขอแบ่งทรัพย์สินหลายรายการและเรียกค่าทดแทนจากโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง โดยโต้แย้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันชู้สาวทั้งหมด ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 หลังสมรสได้ใช้ชีวิตร่วมกัน โดยโจทก์ทำงานเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ส่วนจำเลยที่ 1 รับราชการและเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ต่อมาความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มมีปัญหา โจทก์สงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น จึงว่าจ้างนักสืบติดตามพฤติการณ์ กระทั่งพบภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เดินทางไปยังบ้านหลังหนึ่งเป็นประจำ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน และในวันที่โจทก์เดินทางไปยังบ้านดังกล่าวพร้อมน้องสาว ได้พบจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยกันภายในบ้านในลักษณะใกล้ชิด โดยเมื่อโจทก์แสดงตัวว่าเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองมิได้แสดงท่าทีอธิบายความสัมพันธ์หรือปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่ยังคงอยู่ภายในบ้านร่วมกันตามปกติ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ศาลนำมาประกอบการวินิจฉัยเหตุหย่า นอกจากประเด็นเหตุหย่าแล้ว คดีนี้ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสจำนวนมาก ทั้งที่ดิน บ้านพัก ห้องชุด รถยนต์ สิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ หน่วยลงทุน เงินฝาก เงินประกันชีวิต หุ้น เงินสะสมในสหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของโจทก์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการของจำเลยที่ 1 รวมถึงเงินบำนาญที่จำเลยที่ 1 จะได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการ แต่ละฝ่ายต่างอ้างว่าทรัพย์สินบางรายการเป็นสินส่วนตัวหรือมิใช่สินสมรส ขณะที่บางรายการต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิในการแบ่งหรือคัดค้านการแบ่ง ทำให้ศาลต้องพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์สิน ช่วงเวลาที่ได้มา และลักษณะของสิทธิในทรัพย์สินแต่ละประเภทว่าเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วหรือยังเป็นเพียงสิทธิที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัย ประเด็นแรกคือ จำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ ศาลต้องพิจารณาจากภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว พยานบุคคล และพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดว่าความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นเพียงความรู้จักทั่วไป หรือเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะสามีภริยาซึ่งกระทบต่อสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งต้องพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหาย ความอับอาย และความเดือดร้อนแก่โจทก์จนเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนได้หรือไม่ ประเด็นที่สองคือ ทรัพย์สินแต่ละรายการที่พิพาทกันเป็นสินสมรสหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ หน่วยลงทุน เงินฝาก เงินประกันชีวิต สิทธิในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สิทธิในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และเงินบำนาญ โดยศาลต้องพิจารณาว่าทรัพย์สินนั้นได้มาในระหว่างสมรสหรือไม่ เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วหรือยังเป็นเพียงความคาดหวังในอนาคต รวมทั้งต้องวินิจฉัยว่าคู่สมรสแต่ละฝ่ายมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเพียงใดและมีผลย้อนหลังถึงช่วงเวลาใดตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการแบ่งสินสมรสเมื่อหย่า ประเด็นที่สามคือ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งขอให้โจทก์ร่วมรับผิดในหนี้เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ สิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ และขอให้ชดใช้ความเสียหายจากการจำหน่ายกองทุนบางประเภทก่อนครบกำหนด เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาสามารถรับวินิจฉัยได้หรือไม่ เนื่องจากศาลต้องตรวจสอบว่าประเด็นดังกล่าวได้มีการบรรยายไว้ในคำให้การหรือฟ้องแย้งตั้งแต่ศาลชั้นต้นหรือไม่ และเป็นประเด็นที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์หรือไม่ หากเป็นข้อที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาและไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับเหตุหย่าและค่าทดแทน ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวอย่างเปิดเผย ทั้งจากการที่จำเลยที่ 1 เดินทางไปยังบ้านของจำเลยที่ 2 เป็นประจำ การอยู่ร่วมกันในเวลากลางคืน การมีภาพถ่ายคู่ในลักษณะของคู่รักติดอยู่ภายในบ้าน ตลอดจนการแสดงออกเมื่อโจทก์เดินทางไปพบซึ่งไม่สอดคล้องกับคำอธิบายของจำเลยทั้งสอง ศาลเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยที่ 1 เรื่องการไปตัดผมหรือการเป็นเพียงผู้ให้เช่าบ้านไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนและขัดต่อพฤติการณ์ที่ปรากฏ จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการยกย่องและอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ส่งผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายทั้งในด้านชื่อเสียงและสภาพจิตใจ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 รวมทั้งเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ด้วย โดยศาลเห็นว่าจำนวนค่าทดแทนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้มีความเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุให้แก้ไขในประเด็นดังกล่าว วิเคราะห์หลักกฎหมายและเหตุผลของศาลเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรส ประเด็นสำคัญที่สุดประการหนึ่งของคดีนี้คือการวินิจฉัยว่า สิทธิในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการซึ่งคู่สมรสยังมิได้รับเงินออกจากกองทุน จะถือเป็นสินสมรสหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้สมาชิกกองทุนยังไม่พ้นสมาชิกภาพและยังไม่ได้รับเงินจากกองทุน แต่สิทธิในเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนมิใช่เพียงความหวังว่าจะได้รับทรัพย์สินในอนาคต หากแต่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่สมาชิกส่งเงินสะสมและได้รับเงินสมทบจากนายจ้างหรือจากรัฐ สิทธิดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่จริงในระหว่างการสมรส และเมื่อสิทธินั้นเกิดขึ้นในขณะที่คู่สมรสยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ย่อมเป็นสินสมรสที่อีกฝ่ายมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งตามกฎหมาย แม้ว่าการรับเงินจากกองทุนจะต้องรอจนกว่าจะสิ้นสมาชิกภาพก็ตาม ศาลยังวางหลักที่สำคัญว่า แม้สิทธิในกองทุนดังกล่าวจะเป็นสินสมรส แต่การแบ่งจะครอบคลุมเฉพาะเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่าเท่านั้น เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ผลของการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาในกรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาลมีผลย้อนหลังถึงวันฟ้องหย่า ดังนั้น สิทธิหรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องจึงมิใช่ทรัพย์สินที่จะนำมารวมแบ่งในคดีนี้โดยอัตโนมัติ หากคู่สมรสฝ่ายใดเห็นว่าตนยังมีสิทธิในทรัพย์สินที่เกิดขึ้นภายหลังวันฟ้อง ย่อมต้องดำเนินการว่ากล่าวตามสิทธิของตนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ศาลจึงแยกช่วงเวลาของการเกิดสิทธิออกจากช่วงเวลาที่มีการรับเงินจริงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการตีความเรื่องสินสมรสที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในกองทุนต่าง ๆ สำหรับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ศาลใช้หลักกฎหมายเดียวกัน โดยเห็นว่าเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นเป็นรายเดือนถือเป็นสิทธิที่สมาชิกได้รับแล้ว จึงเป็นสินสมรสในส่วนที่เกิดขึ้นระหว่างการสมรส แต่เงินอื่นที่สมาชิกจะได้รับเมื่อพ้นสมาชิกภาพยังเป็นสิทธิที่ไม่แน่นอน เพราะในวันฟ้องหย่าผู้เป็นสมาชิกยังมิได้มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวอย่างสมบูรณ์ และยังไม่อาจทราบได้ว่าจะได้รับจำนวนเท่าใดหรือจะได้รับหรือไม่ ศาลจึงวินิจฉัยว่า สิทธิดังกล่าวยังไม่เป็นสินสมรสที่แบ่งกันได้ในคดีนี้ และให้แบ่งเฉพาะเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ในส่วนของเงินบำนาญ ศาลฎีกาได้อธิบายหลักกฎหมายไว้อย่างชัดเจนว่า เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นภายหลังจากวันฟ้องหย่า เนื่องจากจำเลยที่ 1 เพิ่งมีสิทธิได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการ ก่อนวันฟ้องจำเลยที่ 1 ยังไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังเป็นสามีภริยากันในช่วงเวลาที่รับราชการก็ตาม จึงไม่อาจถือว่าเงินบำนาญเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ในวันที่ผลของการแบ่งสินสมรสย้อนหลังถึงได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวในคดีนี้ อย่างไรก็ตาม ศาลมิได้วินิจฉัยตัดสิทธิของโจทก์ในเรื่องอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับเงินบำนาญ หากมีเหตุทางกฎหมายก็ยังสามารถดำเนินการว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการพิสูจน์ว่าสินทรัพย์เป็นสินสมรส คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า เมื่อทรัพย์สินได้มาในระหว่างสมรส ย่อมมีลักษณะเป็นสินสมรส เว้นแต่ผู้กล่าวอ้างว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัวจะสามารถนำพยานหลักฐานที่ชัดเจนมาหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ โดยในคดีนี้จำเลยที่ 1 อ้างว่าที่ดิน ห้องชุด และรถยนต์บางรายการซื้อด้วยเงินของมารดาหรือเงินส่วนตัว แต่พยานหลักฐานที่นำสืบไม่สามารถแสดงความเชื่อมโยงได้ว่าเงินดังกล่าวถูกนำมาใช้ซื้อทรัพย์สินแต่ละรายการจริง ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานว่าทรัพย์สินซึ่งได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ส่งผลให้ที่ดิน ห้องชุด และรถยนต์ที่พิพาทยังคงเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งกันคนละครึ่ง สำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีอยู่แล้วในวันที่มีการแบ่งสินสมรส ศาลได้วางหลักว่า แม้คู่สมรสอีกฝ่ายจะอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวเคยเป็นสินสมรส แต่หากทรัพย์สินนั้นถูกถอนหรือจำหน่ายไปก่อนวันฟ้อง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนว่าการจำหน่ายดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายเดียว ศาลย่อมไม่อาจบังคับให้แบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้ เพราะการแบ่งสินสมรสย่อมต้องอาศัยทรัพย์สินที่ยังมีอยู่หรือสิทธิที่ยังคงมีอยู่ในขณะที่ศาลมีคำพิพากษา หลักดังกล่าวจึงถูกนำมาใช้กับหุ้น เงินฝาก และทรัพย์สินบางรายการที่ถูกถอนหรือจำหน่ายไปก่อนการฟ้องหย่าในคดีนี้ วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับข้อห้ามยกประเด็นใหม่ในชั้นฎีกา ศาลฎีกายังได้ย้ำหลักกระบวนพิจารณาที่สำคัญว่า การฎีกาจะต้องอยู่ภายในขอบเขตของข้อพิพาทที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่าง หากคู่ความมิได้บรรยายข้อเท็จจริงหรือคำขอไว้ในคำฟ้อง คำให้การ หรือฟ้องแย้งตั้งแต่ต้น และมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นโต้แย้งในศาลอุทธรณ์ ย่อมไม่มีสิทธิยกขึ้นเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกา เว้นแต่จะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งคดีนี้ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 เรื่องการให้โจทก์ร่วมรับผิดในหนี้เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ สิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ และการขอให้โจทก์ชดใช้ความเสียหายจากการจำหน่ายกองทุนก่อนครบกำหนด มิได้มีการบรรยายไว้ในฟ้องแย้งหรือคำขอเดิม และมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องแย้งและเป็นประเด็นใหม่ที่ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างคู่ความเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลพิพากษาแก้ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรสหลายรายการ ได้แก่ ที่ดิน บ้าน ห้องชุด รถยนต์ สิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ หน่วยลงทุน เงินบางส่วน และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินส่วนแบ่งสินสมรสแก่โจทก์ พร้อมให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ตามส่วนที่ศาลกำหนด รวมทั้งกำหนดวิธีแบ่งทรัพย์สินในกรณีตกลงกันไม่ได้ 3. ศาลฎีกา ศาลเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ในเรื่องเหตุหย่า ค่าทดแทน และทรัพย์สินส่วนใหญ่ แต่แก้ไขคำพิพากษาในส่วนของการแบ่งสิทธิในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินฝาก และเงินประกันชีวิต โดยกำหนดให้แบ่งเฉพาะเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่า รวมทั้งยกคำขอแบ่งเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังวันฟ้อง และไม่รับวินิจฉัยประเด็นที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาเพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องแย้งและไม่เคยยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่าง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งว่า การพิจารณาว่าทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากการเกิดขึ้นของสิทธิ มิใช่พิจารณาเฉพาะวันที่มีการรับทรัพย์สินหรือรับเงินจริง หากสิทธิเกิดขึ้นในระหว่างสมรส ย่อมอาจเป็นสินสมรสได้ แม้ว่าการใช้สิทธิหรือการรับเงินจะเกิดขึ้นภายหลัง ทั้งนี้ การแบ่งสินสมรสเมื่อหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลย้อนหลังถึงวันฟ้องหย่า จึงแบ่งได้เฉพาะสิทธิและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนสิทธิหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องย่อมต้องพิจารณาตามสิทธิและข้อเท็จจริงในโอกาสต่อไป อีกทั้งคู่ความจะต้องกำหนดข้อเท็จจริงและคำขอให้ครบถ้วนตั้งแต่ศาลชั้นต้น เพราะการยกประเด็นใหม่ขึ้นในชั้นฎีกาซึ่งไม่ใช่ปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่าสิทธิในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสเป็นสินสมรสหรือไม่ รวมทั้งการกำหนดขอบเขตของทรัพย์สินที่แบ่งได้เมื่อมีการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล และการพิจารณาว่าเงินบำนาญซึ่งเกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องหย่าเป็นทรัพย์สินที่แบ่งได้หรือไม่ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความสั้น ๆ สิทธิในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเป็นสินสมรส ศาลวินิจฉัยว่าเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นแล้ว มิใช่เพียงความคาดหวังในอนาคต จึงเป็นสินสมรสที่สามารถแบ่งกันได้ โดยมีผลย้อนหลังถึงวันฟ้องหย่า เงินบำนาญที่เกิดภายหลังวันฟ้องหย่าไม่เป็นสินสมรสที่แบ่งได้ ศาลวินิจฉัยว่าเงินบำนาญเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อสมาชิกมีคุณสมบัติได้รับบำนาญภายหลังวันฟ้องหย่า จึงยังไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีอยู่ในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนดให้แบ่งสินสมรส และไม่อาจนำมาแบ่งในคดีนี้ได้ อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) บทบัญญัตินี้เป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการกำหนดขอบเขตของสินสมรส โดยกำหนดให้ทรัพย์สินที่สามีหรือภริยาได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น คดีนี้ศาลฎีกานำบทบัญญัติดังกล่าวมาวินิจฉัยโดยพิจารณาจากลักษณะของสิทธิที่เกิดขึ้นในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ศาลเห็นว่าเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการเป็นสมาชิกกองทุนมิใช่เพียงความคาดหวังว่าจะได้รับเงินในอนาคต แต่เป็นสิทธิที่สมาชิกได้รับแล้วตั้งแต่มีการส่งเงินสะสมและได้รับเงินสมทบเป็นรายเดือน เมื่อสิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่คู่สมรสยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมีลักษณะเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสและเป็นสินสมรส แม้ว่าการรับเงินจากกองทุนจะต้องรอจนกว่าจะพ้นสมาชิกภาพก็ตาม หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการพิจารณาว่าเป็นสินสมรสหรือไม่นั้น ศาลให้ความสำคัญกับการเกิดขึ้นของสิทธิ มากกว่าช่วงเวลาที่สมาชิกได้รับเงินออกจากกองทุนจริง จึงเป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญต่อการตีความทรัพย์สินที่อยู่ในรูปของสิทธิเรียกร้องหรือสิทธิประโยชน์ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างสมรส ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 มาตรานี้กำหนดสิทธิของคู่สมรสผู้เสียหายในการเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุหย่า และในกรณีที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องในลักษณะที่กฎหมายกำหนด ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากบุคคลดังกล่าวได้ด้วย คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ยกย่องและอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย ส่งผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายทั้งต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และการดำรงชีวิตสมรส ศาลจึงเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 และมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้เช่นกัน พร้อมทั้งเห็นว่าจำนวนค่าทดแทนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว หลักกฎหมายตามมาตรานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสผู้สุจริต และกำหนดความรับผิดของผู้ที่กระทำการอันเป็นเหตุให้ชีวิตสมรสแตกสลายตามที่กฎหมายบัญญัติ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 มาตรานี้เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับผลของการแบ่งทรัพย์สินเมื่อมีการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล โดยกำหนดให้ผลของการบังคับเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า ศาลฎีกานำหลักดังกล่าวมาใช้เป็นเกณฑ์แบ่งสิทธิในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยวินิจฉัยว่าเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่าเท่านั้นที่เป็นส่วนของสินสมรส ส่วนสิทธิหรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องไม่อยู่ในขอบเขตของการแบ่งสินสมรสในคดีนี้ เพราะกฎหมายกำหนดจุดสิ้นสุดของการร่วมกันสร้างสินสมรสไว้ที่วันฟ้องหย่า หลักดังกล่าวทำให้เกิดความชัดเจนในการกำหนดช่วงเวลาของทรัพย์สินที่อยู่ในบังคับแห่งการแบ่ง และป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินที่เกิดขึ้นภายหลังจากความสัมพันธ์สมรสสิ้นสุดลงในทางกฎหมายแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 มาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่ใช้ประกอบกับมาตรา 1532 ในการกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งสินสมรสภายหลังการหย่า โดยศาลฎีกานำมาปรับใช้ร่วมกับข้อเท็จจริงของคดีเพื่อกำหนดสิทธิของคู่สมรสในทรัพย์สินแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม คดีนี้ศาลแบ่งสิทธิในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเฉพาะส่วนที่เป็นเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ซึ่งเกิดขึ้นภายในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งวินิจฉัยว่าเงินบำนาญซึ่งเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องหย่าไม่อยู่ในขอบเขตของสินสมรสที่แบ่งได้ในคดีนี้ หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการแบ่งสินสมรสต้องพิจารณาทั้งช่วงเวลาการเกิดสิทธิและลักษณะของสิทธิประกอบกัน มิใช่พิจารณาเพียงว่าทรัพย์สินนั้นมีมูลค่าหรือมีการรับเงินเมื่อใดเท่านั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง มาตรานี้กำหนดหลักว่าคู่ความไม่อาจยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใหม่ขึ้นกล่าวอ้างเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกา หากเป็นประเด็นที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างและมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คดีนี้จำเลยที่ 1 พยายามยกประเด็นเรื่องหนี้เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ สิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ และการขอให้โจทก์รับผิดจากการจำหน่ายกองทุนบางประเภทขึ้นในชั้นฎีกา แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวมิได้ปรากฏอยู่ในคำให้การหรือฟ้องแย้ง และมิได้เป็นประเด็นที่มีการต่อสู้กันในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็นข้อใหม่ที่ไม่อาจรับวินิจฉัยได้ หลักกฎหมายตามมาตรานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เป็นธรรม และไม่เปิดโอกาสให้คู่ความเปลี่ยนแปลงประเด็นพิพาทเมื่อคดีเข้าสู่ศาลสูง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 มาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่ใช้ประกอบกับมาตรา 225 ในการกำหนดขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาในการพิจารณาประเด็นข้อพิพาท โดยศาลฎีกาจะวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง เว้นแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คดีนี้ศาลจึงไม่รับวินิจฉัยข้ออ้างใหม่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเกี่ยวกับการแบ่งหนี้ร่วมและการเรียกร้องให้โจทก์รับผิดจากการจำหน่ายกองทุน เนื่องจากเป็นเรื่องนอกฟ้องแย้งและไม่เคยมีการยกขึ้นเป็นประเด็นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หลักการดังกล่าวช่วยรักษาความแน่นอนของกระบวนพิจารณาและป้องกันมิให้ศาลฎีกาต้องพิจารณาข้อพิพาทที่ยังไม่เคยผ่านการวินิจฉัยจากศาลล่างมาก่อน พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 บทบัญญัตินี้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว และการนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในชั้นฎีกา คดีนี้ศาลฎีกานำมาตราดังกล่าวมาประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 เพื่อวินิจฉัยว่าประเด็นที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นใหม่เกี่ยวกับหนี้ร่วมและการเรียกร้องให้โจทก์รับผิดจากการจำหน่ายกองทุน ไม่ใช่ประเด็นที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง และไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย หลักกฎหมายตามมาตรานี้แสดงให้เห็นว่าคดีครอบครัวแม้จะมีลักษณะเฉพาะ แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในชั้นฎีกา ยังคงต้องอยู่ภายใต้หลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในเรื่องขอบเขตของการฎีกาและการห้ามยกประเด็นใหม่เช่นเดียวกับคดีแพ่งทั่วไป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสินสมรสหรือไม่ หากในวันที่ฟ้องหย่าคู่สมรสยังไม่ได้ลาออกจากงานและยังไม่ได้รับเงินจากกองทุน คำตอบ การที่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังไม่ได้ลาออกจากงานหรือยังไม่สิ้นสมาชิกภาพของกองทุน มิได้หมายความว่าสิทธิในกองทุนดังกล่าวจะยังไม่เป็นสินสมรสเสมอไป ศาลฎีกาวางหลักว่า หากสมาชิกได้ส่งเงินสะสมจากเงินเดือน และได้รับเงินสมทบจากนายจ้าง รวมทั้งมีผลประโยชน์เกิดขึ้นเป็นรายเดือน สิทธิในเงินดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นแล้ว มิใช่เพียงความคาดหวังว่าจะได้รับทรัพย์สินในอนาคต ดังนั้น สิทธิในส่วนของเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่คู่สมรสยังเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นสินสมรสที่อีกฝ่ายมีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง แม้ว่าจะต้องรอจนสมาชิกพ้นจากสมาชิกภาพจึงจะสามารถรับเงินจากกองทุนได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การแบ่งสิทธิดังกล่าวมิได้ครอบคลุมผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่จำกัดเฉพาะสิทธิที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่าเท่านั้น ส่วนเงินสะสม เงินสมทบ หรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องหย่า จะอยู่ในขอบเขตของการแบ่งหรือไม่ ต้องพิจารณาตามสิทธิและข้อเท็จจริงในโอกาสต่อไป ศาลจึงแยกให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่างช่วงเวลาที่สิทธิเกิดขึ้นกับช่วงเวลาที่มีการรับเงินจริง ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการวินิจฉัยคดีลักษณะนี้ 2 คำถาม เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและเงินบำนาญถือเป็นสินสมรสเหมือนกันหรือไม่ คำตอบ แม้กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและเงินบำนาญจะเกี่ยวข้องกับการรับราชการเช่นเดียวกัน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกสถานะทางกฎหมายของสิทธิทั้งสองประเภทไว้อย่างชัดเจน สำหรับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการในส่วนของเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส ศาลถือว่าเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะสมาชิกมีการส่งเงินสะสมและได้รับเงินสมทบเป็นประจำ จึงเป็นสินสมรสที่สามารถแบ่งกันได้ภายในขอบเขตเวลาที่กฎหมายกำหนด แตกต่างจากเงินบำนาญซึ่งเป็นสิทธิที่สมาชิกจะได้รับก็ต่อเมื่อเกษียณอายุราชการหรือมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายเท่านั้น หากในวันที่ฟ้องหย่าสมาชิกยังไม่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญ สิทธิดังกล่าวย่อมยังไม่เกิดขึ้นและยังไม่แน่นอนว่าจะได้รับเมื่อใดหรือจำนวนเท่าใด ศาลจึงวินิจฉัยว่าเงินบำนาญที่เกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องหย่าไม่ใช่สินสมรสที่แบ่งได้ในคดีนี้ หลักการดังกล่าวสะท้อนว่า ศาลมิได้พิจารณาจากชื่อของทรัพย์สินหรือกองทุน แต่พิจารณาจากช่วงเวลาที่สิทธิได้เกิดขึ้นตามกฎหมายเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญต่อคดีแบ่งสินสมรสที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของข้าราชการและลูกจ้างทุกประเภท 3 คำถาม เมื่อคู่สมรสอ้างว่าทรัพย์สินที่ซื้อระหว่างสมรสใช้เงินส่วนตัวซื้อ จะถือว่าไม่เป็นสินสมรสทันทีหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือว่าไม่เป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติ เพราะหลักกฎหมายกำหนดว่าทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสย่อมมีข้อสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส ผู้ที่กล่าวอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวจึงมีภาระต้องนำพยานหลักฐานที่ชัดเจนมาหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว คดีนี้จำเลยที่ 1 อ้างว่าที่ดิน ห้องชุด และรถยนต์บางรายการซื้อด้วยเงินที่มารดามอบให้และเงินส่วนตัวของตน แต่พยานหลักฐานที่นำสืบไม่สามารถแสดงความเชื่อมโยงได้อย่างชัดแจ้งว่าเงินดังกล่าวถูกนำมาใช้ซื้อทรัพย์สินแต่ละรายการจริง อีกทั้งมิได้นำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมาเบิกความสนับสนุนข้อกล่าวอ้าง จึงมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงรับฟังว่าทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นสินสมรสและต้องแบ่งกันคนละครึ่ง หลักการนี้สะท้อนว่าการกล่าวอ้างเพียงลำพัง หรือการมีเอกสารแสดงการถอนเงินโดยไม่สามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับการซื้อทรัพย์สิน ย่อมยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนสถานะของทรัพย์สินจากสินสมรสให้กลายเป็นสินส่วนตัวได้ ผู้ที่อ้างสิทธิจึงต้องมีพยานหลักฐานที่หนักแน่นและน่าเชื่อถือเพียงพอให้ศาลรับฟังได้ตามมาตรฐานของกฎหมายแพ่ง 4 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยข้ออ้างบางประเด็นของคู่ความ แม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการแบ่งทรัพย์สินและหนี้สินระหว่างสามีภริยา คำตอบ ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เว้นแต่จะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น หากคู่ความมิได้บรรยายข้อเท็จจริงหรือคำขอไว้ในคำฟ้อง คำให้การ หรือฟ้องแย้งตั้งแต่ต้น และมิได้โต้แย้งประเด็นดังกล่าวในศาลอุทธรณ์ ย่อมไม่สามารถนำประเด็นนั้นมายกขึ้นเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกาได้ คดีนี้จำเลยที่ 1 เพิ่งยกข้ออ้างเกี่ยวกับการให้โจทก์ร่วมรับผิดในหนี้เกี่ยวกับที่ดิน สิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ และการขอให้โจทก์รับผิดจากการจำหน่ายกองทุนบางประเภทขึ้นในชั้นฎีกา ทั้งที่ข้อเรียกร้องดังกล่าวมิได้ปรากฏอยู่ในฟ้องแย้งหรือคำขอเดิม ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นเรื่องนอกฟ้องแย้งและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง จึงไม่อาจรับวินิจฉัยได้ หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดี เพราะคู่ความจำเป็นต้องกำหนดประเด็นข้อพิพาทและคำขอให้ครบถ้วนตั้งแต่เริ่มต้น มิฉะนั้นอาจเสียสิทธิในการนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา 5 คำถาม คดีนี้ให้หลักกฎหมายสำคัญอะไรเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสและการฟ้องหย่า ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในคดีลักษณะเดียวกันได้ คำตอบ คดีนี้วางหลักกฎหมายที่สำคัญหลายประการสำหรับคดีครอบครัวและการแบ่งสินสมรส ประการแรก ศาลยืนยันว่าการพิจารณาว่าทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือไม่ ต้องพิจารณาจากช่วงเวลาที่สิทธิในทรัพย์สินเกิดขึ้น มิใช่พิจารณาเฉพาะวันที่ได้รับเงินหรือได้รับทรัพย์สินจริง ประการที่สอง ศาลกำหนดหลักว่าการแบ่งสินสมรสเมื่อหย่าโดยคำพิพากษามีผลย้อนหลังถึงวันฟ้องหย่า จึงแบ่งได้เฉพาะสิทธิและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นก่อนวันดังกล่าว ประการที่สาม ศาลแยกความแตกต่างระหว่างสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วกับสิทธิที่ยังไม่แน่นอนในอนาคต ทำให้เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของกองทุนบางประเภทเป็นสินสมรสได้ ขณะที่เงินบำนาญซึ่งเพิ่งเกิดสิทธิภายหลังวันฟ้องไม่อยู่ในขอบเขตของการแบ่งในคดีนี้ นอกจากนี้ ศาลยังย้ำว่าการพิสูจน์เหตุหย่าต้องอาศัยการพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมและน้ำหนักของพยานหลักฐานทั้งหมด มิใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงเพียงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเพียงลำพัง ตลอดจนตอกย้ำหลักกระบวนพิจารณาว่าคู่ความต้องยกประเด็นข้อพิพาทให้ครบถ้วนตั้งแต่ศาลชั้นต้น จึงจะสามารถนำประเด็นดังกล่าวมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส โดยเฉพาะกรณีที่ทรัพย์สินของคู่สมรสอยู่ในรูปของสิทธิประโยชน์จากการทำงาน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือสิทธิเรียกร้องอื่นที่ยังไม่ได้รับเงินในขณะฟ้องคดี ศาลได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาว่าทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือไม่ ต้องพิจารณาจากช่วงเวลาที่สิทธิเกิดขึ้น มิใช่พิจารณาเฉพาะวันที่มีการจ่ายเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินจริง หากสิทธิในเงินสะสม เงินสมทบ หรือผลประโยชน์เกิดขึ้นในระหว่างที่คู่สมรสยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธิดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นสินสมรส แม้ว่าจะต้องรอจนสมาชิกพ้นจากสมาชิกภาพของกองทุนจึงจะสามารถรับเงินได้ก็ตาม ในทางกลับกัน หากเป็นสิทธิที่ยังไม่เกิดขึ้นในวันฟ้องหย่า เช่น เงินบำนาญที่เพิ่งมีสิทธิได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการภายหลังวันฟ้อง ย่อมยังไม่อยู่ในขอบเขตของสินสมรสที่แบ่งกันได้ในคดีนั้น นอกจากหลักการเกี่ยวกับสินสมรสแล้ว คำพิพากษานี้ยังตอกย้ำหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นหลักการพิสูจน์เหตุหย่าว่าศาลต้องพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมและน้ำหนักของพยานหลักฐานทั้งหมด มิใช่อาศัยข้อเท็จจริงเพียงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง หลักการที่ว่าทรัพย์สินซึ่งได้มาระหว่างสมรสย่อมมีข้อสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรสจนกว่าจะมีพยานหลักฐานหักล้างได้อย่างชัดเจน รวมถึงหลักห้ามยกประเด็นข้อพิพาทใหม่ขึ้นเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกา หากมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นหลักที่มีผลโดยตรงต่อการวางแนวทางการดำเนินคดีของคู่ความและการจัดเตรียมพยานหลักฐานตั้งแต่เริ่มต้นคดี สำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการหย่า การแบ่งสินสมรส การแบ่งสิทธิในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินบำนาญ หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส การทำความเข้าใจแนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีลักษณะนี้จะช่วยให้สามารถประเมินสิทธิของตนได้อย่างถูกต้องและวางแนวทางดำเนินคดีได้อย่างเหมาะสม ทั้งในด้านการรวบรวมพยานหลักฐาน การกำหนดคำขอในคดี และการคุ้มครองสิทธิของตนภายใต้กฎหมาย เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568 เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท ก. ของโจทก์ นั้น ได้ความว่า โจทก์สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและยังคงเป็นสมาชิกอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวโจทก์ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของโจทก์ และโจทก์ยังได้รับเงินสมทบจากนายจ้างรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสดังกล่าวเมื่อโจทก์สิ้นสมาชิกภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวกึ่งหนึ่งแต่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งสินสมรสดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินสะสม เงินสมทบ และผลโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ของจำเลยที่ 1 นั้น ได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการและเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวจำเลยที่ 1 ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับเงินสมทบ รวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) ส่วนเงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะพึ่งได้รับก็ต่อเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการดังกล่าว ดังนั้น ในขณะฟ้องหย่าสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นและไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะมีสิทธิได้รับหรือไม่ อย่างไร จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากเงินในส่วนเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เป็นสินสมรสดังกล่าวกึ่งหนึ่งมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องหย่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินอื่นที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง โจทก์จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการ เป็นการได้รับมาภายหลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวก่อนฟ้องคดีนี้แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน แต่การจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสในคดีเดียวกันนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" เมื่อเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังวันฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดี เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์จะมีสิทธิหรือไม่ อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่า หนี้เกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมกันรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินดังกล่าวก่อน รวมทั้งจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้โจทก์ชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัวเนื่องจากโจทก์จำหน่ายกองทุนดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องแย้ง และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสตามคำฟ้องมูลค่า 12,052,411 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะแบ่งสินสมรสดังกล่าวให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การ ฟ้องแย้ง และแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้โจทก์ไปจดทะเบียนหย่าขาดกับจำเลยที่ 1 ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และให้โจทก์แบ่งทรัพย์สินตามฟ้องแย้งข้อ 1.5 ถึงข้อ 1.12 ให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 8,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งในส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้แบ่งทรัพย์สินรายการที่ 1.7 ถึงรายการที่ 1.10 และรายการที่ 1.12 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 แบ่งรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ญท xxx กรุงเทพมหานคร รถยนต์หมายเลขทะเบียน พน xxxx กรุงเทพมหานคร สิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ชฮ xxx กรุงเทพมหานคร ที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 115/1 อาคารชุด ซ. ห้องชุดเลขที่ 1545/44 และที่ดินโฉนดเลขที่ 20779 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยที่ 1 แบ่งหน่วยลงทุนกองทุนเปิด บ. ให้แก่โจทก์ จำนวน 14,925.3731 หน่วย และให้โจทก์แบ่งหน่วยลงทุนของโจทก์ในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ก. 3 กองทุน ให้แก่จำเลยที่ 1 คือ กองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาวปันผล (LTF) จำนวน 32,392.7857 หน่วย กองทุนเปิดเค 70:30 หุ้นระยะยาวปันผล (LTF) จำนวน 9,130.1972 หน่วย และกองทุนเปิดเค หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) จำนวน 6,940.48155 หน่วย ในส่วนของการแบ่งสินสมรสที่เป็นทรัพย์สินให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกันเอง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินในส่วนที่เป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ 654,326.61 บาท กับใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีในต้นเงิน 954,326.61 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2564 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ละคน โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ที่ถูก ต้องมีคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกด้วย) จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 หลังจากสมรสแล้วโจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 17/59 โจทก์ทำงานเป็นหัวหน้าพนักงานต้อนรับ ระดับ 7 ของบริษัท ก.จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นเจ้าพนักงานนำร่อง กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม โดยปฏิบัติงานประจำที่ทำการในอำเภอศรีราชา สำหรับประเด็นที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งอ้างเหตุหย่าโจทก์และขอให้โจทก์ชดใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทำร้ายทรมานจิตใจหรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามบุพการีของจำเลยที่ 1 เป็นการร้ายแรงและโจทก์ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 ตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุที่จำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (6) จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากโจทก์ เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 51959 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 17/59 ทุนเรือนหุ้นของจำเลยที่ 1 ในสหกรณ์ออมทรัพย์กรมเจ้าท่า กองทุนเปิด บ. เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 421-2-04xxx-x เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 326-1-46xxx-x เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. เลขที่บัญชี 049-425xxx-x และเงินประกันชีวิตบริษัท ร. ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยา โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี และจำเลยที่ 1 ทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) (4/2) และ (6) หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวนพีพรรณ เป็นพยานเบิกความถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์สังเกตว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าจะมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น โจทก์จึงว่าจ้างนักสืบให้ติดตามพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 จนโจทก์ได้รับภาพถ่ายที่แสดงให้โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านเลขที่ 115/1 ซึ่งเปิดเป็นร้านเสริมสวยและเป็นที่พักอาศัยด้วย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2564 โจทก์และนางสาวนพีพรรณติดตามไปที่บ้านหลังดังกล่าวพบจำเลยทั้งสองอยู่ภายในบ้านตามลำพังในลักษณะใกล้ชิดเสมือนคู่รัก โจทก์จึงแสดงตัวให้จำเลยทั้งสองทราบว่าโจทก์ทราบพฤติกรรมของจำเลยทั้งสองและแสดงตัวต่อจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยทั้งสองไม่สนใจ และจำเลยที่ 1 ยังไปมาหาสู่จำเลยที่ 2 เป็นประจำ โดยนางสาวนพีพรรณเป็นน้องสาวโจทก์ย่อมมีความปรารถนาดีต่อครอบครัวของโจทก์ ไม่มีเหตุผลที่จะคิดปรุงแต่งเรื่องขึ้นหาเหตุให้ครอบครัวของโจทก์ต้องแตกแยกกัน ทั้งโจทก์ยังมีภาพถ่าย มานำสืบสนับสนุน ซึ่งภาพถ่ายดังกล่าวปรากฏภาพรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ไปจอดหน้าบ้านหลังดังกล่าว ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืน ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบรับว่า รถยนต์ดังกล่าวเป็นรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จริง เพียงแต่นำสืบบ่ายเบี่ยงอ้างว่า จำเลยที่ 1 ให้คนงานของบิดาจำเลยที่ 1 ใช้เป็นยานพาหนะเพื่อไปดูแลต้นไม้ที่ปลูกไว้ที่บ้านหลังดังกล่าวเท่านั้น แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ทั้งตามภาพถ่ายยังปรากฏภาพถ่ายของจำเลยทั้งสองในลักษณะของคู่รักติดอยู่บนฝาผนังของบ้านหลังดังกล่าวอย่างเปิดเผย อันแสดงให้เห็นชัดถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของจำเลยทั้งสอง แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่า ภาพถ่ายดังกล่าวเป็นภาพจำเลยที่ 1 ใช้แอปพลิเคชันในการตกแต่งภาพเท่านั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงหลานของเพื่อนสนิท ก็ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดที่จำเลยที่ 1 จะต้องตกแต่งภาพคู่ของจำเลยทั้งสองลักษณะที่กอดกันตามภาพถ่ายดังกล่าวเพื่อติดไว้บนฝาผนังของบ้านหลังดังกล่าว อันแสดงให้เห็นถึงการมีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษไม่ใช่ในลักษณะของบุคคลที่รู้จักกันทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์นำสืบเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2564 ที่โจทก์ติดตามไปพบจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังดังกล่าวนั้น โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวนพีพรรณเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันถึงข้อเท็จจริงประกอบภาพเคลื่อนไหวท้ายภาพถ่าย ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ใช่ภาพของตน เมื่อพิจารณาจากภาพเคลื่อนไหวดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า เมื่อโจทก์และนางสาวนพีพรรณติดตามไปที่บ้านหลังดังกล่าวแล้วพบจำเลยทั้งสองอยู่ภายในบ้านด้วยกันในช่วงกลางคืนตามลำพัง โดยจำเลยที่ 1 นั่งดูโทรทัศน์บนเก้าอี้ ส่วนจำเลยที่ 2 นั่งปอกขนุนอยู่ใกล้กัน เมื่อโจทก์เคาะกระจกเรียก จำเลยที่ 2 หันมาดูและตกใจ จำเลยที่ 1 เพียงแต่ยกมือขึ้นห้ามโจทก์ถ่ายรูป แต่ไม่ได้ออกมาคุย ส่วนจำเลยที่ 2 ยังนั่งอยู่ที่เดิม โจทก์จึงต้องโทรศัพท์ให้จำเลยที่ 1 ออกมาคุย แต่จำเลยที่ 1 กลับพูดว่าไม่มีอะไรต้องคุย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองพักอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านหลังดังกล่าว แม้จำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้เช่าบ้านหลังดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 เพื่อเปิดเป็นร้านเสริมสวย โดยในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไปใช้บริการตัดผมดังเช่นลูกค้าทั่วไปแล้วพูดคุยกับจำเลยที่ 2 ในฐานะลูกค้าและผู้ให้เช่าบ้านเท่านั้น แต่กลับไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าจำเลยทั้งสองได้มีการทำสัญญาเช่าบ้านหลังดังกล่าวกันไว้ ทั้งเมื่อโจทก์สอบถามจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้อธิบายหรือแสดงตัวให้เห็นถึงความสัมพันธ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงลูกค้าและผู้ให้เช่าบ้านตามที่กล่างอ้าง กลับยังคงนั่งอยู่ด้วยกันภายในบ้านหลังดังกล่าวต่อไปในลักษณะของผู้ที่พักอาศัยอยู่ร่วมกัน โดยมิได้สนใจการแสดงตัวของโจทก์ที่เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 เป็นพิรุธและขัดต่อเหตุผล จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าข้อเท็จจจริงเป็นดังข้อนำสืบของโจทก์ แม้โจทก์จะมิได้นำนักสืบที่โจทก์ว่าจ้างมาเบิกความยืนยัน แต่พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาเพียงพอแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองแล้วหาได้เป็นข้อพิรุธดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกับจำเลยที่ 2 อย่างใกล้ชิดทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งบ้านดังกล่าวอยู่ในหมู่บ้าน พ. ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมชนและจำเลยทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันโดยเปิดเผย ทั้งบ้านหลังดังกล่าวยังเปิดเป็นร้านเสริมสวยของจำเลยที่ 2 เช่นนั้น บ่งชี้ถึงการมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาวและมีการเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ถือเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อับอาย และเดือดร้อนเกินควรเมื่อคำนึงถึงสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และ (6) ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พฤติการณ์ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีการแยกกันอยู่ในลักษณะถาวรจนถึงปัจจุบัน กรณีจึงเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ร่วมกับโจทก์ได้อีกต่อไป ขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า กรณีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นเหตุหย่าเนื่องจากโจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ปัญหาดังกล่าวจึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ได้อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1516 (1) ซึ่งตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 สามีโจทก์ และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ และค่าทดแทนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการต่อไปว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีสินสมรสที่ต้องแบ่งกันเพียงใด สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 20779 และห้องชุด ซ. เลขที่ 1545/44 นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินและห้องชุดดังกล่าวระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมรส ที่ดินและห้องชุดดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) ที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า ที่ดินและห้องชุดดังกล่าวไม่ใช่สินสมรส แต่จำเลยที่ 1 คงมีจำเลยที่ 1 เพียงปากเดียวเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินดังกล่าวด้วยเงินของมารดาจำเลยที่ 1 จำนวน 1,300,000 บาท และจำเลยที่ 1 ซื้อห้องชุดดังกล่าวด้วยเงินที่ได้จากมารดาจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาท และเงินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำนวน 430,000 บาท อีกส่วนหนึ่ง แต่จำเลยที่ 1 มิได้นำมารดาจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว แม้จำเลยที่ 1 จะมีสำเนาบัญชีเงินฝากของมารดาจำเลยที่ 1 และสำเนารายการเดินบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 มาแสดง แต่พยานหลักฐานดังกล่าวก็ไม่อาจชี้ชัดได้ว่ามารดาจำเลยที่ 1 ถอนเงินเพื่อให้จำเลยที่ 1 นำไปซื้อทรัพย์สินใดและเงินที่จำเลยที่ 1 นำไปซื้อทรัพย์สินดังกล่าวเป็นเงินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ในส่วนใด พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินและห้องชุดดังกล่าวเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 จึงต้องแบ่งที่ดินและห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ญท xxx กรุงเทพมหานคร รถยนต์ หมายเลขทะเบียน พน xxxx กรุงเทพมหานคร และรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 7 กพ xxxx กรุงเทพมหานคร นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาสำเนาคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถยนต์สองคันแรกระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมรสกัน รถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า รถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวไม่ใช่สินสมรส โดยจำเลยที่ 1 นำสืบว่า เงินที่ใช้ซื้อรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวเป็นเงินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานใดที่ชัดแจ้งมาแสดงว่าเป็นเงินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ในส่วนใด จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า รถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 จึงต้องแบ่งรถยนต์สองคันแรกให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง สำหรับรถยนต์คันที่สามนั้น จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า รถยนต์คันดังกล่าวเป็นสินสมรส แม้โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งต่อสู้คดี โดยมิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 1 อันถือได้ว่าโจทก์ยอมรับว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่จากการนำสืบของจำเลยที่ 1 คงมีเพียงภาพถ่ายรถยนต์มาแสดง โดยไม่ปรากฏว่ารถยนต์คันดังกล่าวยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรส จึงไม่อาจให้โจทก์แบ่งรถยนต์คันที่สามให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับหุ้นและเงินฝากของโจทก์ในสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน ก. นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า หุ้นและเงินฝากของโจทก์ในสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน ก. เป็นสินสมรส โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกร้องเนื่องจากโจทก์ปิดบัญชีไปนานแล้วเท่านั้น จึงต้องฟังว่าหุ้นและเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวเป็นสินสมรส แต่อย่างไรก็ตาม การจะแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ต้องมีสินสมรสในขณะแบ่งสินสมรสดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องนำสืบให้ได้ว่า หุ้นและเงินฝากดังกล่าวยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสหรือไม่ เพียงใด ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ถอนหุ้นสามัญและถอนเงินฝากทั้งหมดก่อนวันฟ้องหย่าคดีนี้ อีกทั้งข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการถอนไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์ฝ่ายเดียวจึงไม่อาจให้โจทก์แบ่งหุ้นและเงินฝากดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท ก. ของโจทก์ นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามสำเนาใบสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และยังคงเป็นสมาชิกอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวโจทก์ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของโจทก์ และโจทก์ยังได้รับเงินสมทบจากนายจ้างรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสดังกล่าวเมื่อโจทก์สิ้นสมาชิกภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวกึ่งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดี จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งสินสมรสดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน สำหรับเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการและเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวจำเลยที่ 1 ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับเงินสมทบ รวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) ส่วนเงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะพึงได้รับก็ต่อเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการดังกล่าว ดังนั้น ในขณะฟ้องหย่าสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นและไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะมีสิทธิได้รับหรือไม่ อย่างไร จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากเงินในส่วนเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เป็นสินสมรสดังกล่าวกึ่งหนึ่งมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินอื่นที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง โจทก์จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน สำหรับเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการเป็นการได้รับมาภายหลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวก่อนฟ้องคดีนี้ แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน แต่การจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสมาในคดีเดียวกันนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาหลังวันฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดี เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์จะมีสิทธิหรือไม่ อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้โจทก์รับผิดในหนี้เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 138595 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 115/1 และสิทธิการเช่ารถยนต์ หมายเลขทะเบียน ชฮ xxx กรุงเทพมหานคร อันเป็นสินสมรสด้วยกึ่งหนึ่ง และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้โจทก์รับผิดชอบชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัวของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ขายกองทุน LTM และ RMF ธนาคาร ก. ไปก่อนครบกำหนดระยะเวลาโดยผิดเงื่อนไขของกองทุนดังกล่าว อันเป็นการจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์ฝ่ายเดียวนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่า หนี้เกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมกันรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินดังกล่าวก่อน รวมทั้งจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้โจทก์ชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัวเนื่องจากโจทก์จำหน่ายกองทุนดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องแย้ง และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยให้แบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแตกต่างไปจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โดยสินสมรสบางส่วนไม่อาจกำหนดจำนวนเงินที่แน่นอนได้ จึงไม่สามารถหักกลบลบกันได้ดังเช่นศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา ดังนั้น ในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ศ. เลขที่บัญชี 326-1–46xxx–x และให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 แบ่งเงินประกันชีวิตบริษัท อ. ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแล้วนั้น จึงต้องนำมากำหนดส่วนแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยไม่หักกลบลบกันเช่นเดียวกับหนี้อื่น ๆ ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยข้างต้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ศ. เลขที่บัญชี 326-1-46xxx-x ให้แก่โจทก์ 2,572.97 บาท ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสิทธิกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการในส่วนที่เป็นเงินสะสม เงินสมทบรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งมีผลย้อนไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2564) ให้โจทก์แบ่งสิทธิกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เมื่อโจทก์พ้นสมาชิกภาพกองทุนดังกล่าวมีผลย้อนไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้อง ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 แบ่งเงินประกันชีวิตบริษัท อ. ให้แก่อีกฝ่ายกึ่งหนึ่งเป็นเงินคนละ 475,000 บาท ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้แบ่งเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นฎีกากับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
|




