
| เพิกถอนการขายที่ดินสินสมรสแล้วขับไล่ผู้รับโอนได้หรือไม่ เมื่ออุทธรณ์ขอเพิกถอนทั้งแปลงและขับไล่ไว้แล้ว
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินซึ่งเป็นสินสมรส ผลของการที่ผู้รับโอนยังคงมีหรือหมดสิทธิในฐานะเจ้าของรวม และความสัมพันธ์ระหว่างคำขอเพิกถอนนิติกรรมกับคำขอให้ขับไล่ผู้รับโอนและบริวารออกจากที่ดิน โดยประเด็นสำคัญในชั้นฎีกาอยู่ที่ว่า เมื่อโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่าการโอนที่ดินต้องถูกเพิกถอนทั้งหมด พร้อมระบุว่าเมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์แล้วโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินต่อไป จะถือได้หรือไม่ว่าโจทก์ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนคำขอขับไล่ไว้แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพิพาทสองแปลงเพียงกึ่งหนึ่ง ทำให้จำเลยยังคงมีกรรมสิทธิ์อีกกึ่งหนึ่งและอยู่ในฐานะเจ้าของรวม จึงยกคำขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินทั้งสองแปลงทั้งหมด แต่ยังคงผลที่ไม่ให้ขับไล่ โดยเห็นว่าโจทก์ไม่ได้ติดใจอุทธรณ์ในส่วนดังกล่าว ศาลฎีกาตรวจเนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วเห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งประเด็นนี้ไว้โดยชัดแจ้ง เมื่อผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ทำให้จำเลยไม่อยู่ในฐานะเจ้าของรวมอีกต่อไป จึงต้องพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องอีก สาระสำคัญที่สุดของคดี คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกรรมสิทธิ์ในที่ดินกับคำขอขับไล่ผู้รับโอน เมื่อศาลชั้นต้นเพิกถอนนิติกรรมการโอนเพียงกึ่งหนึ่ง จำเลยยังคงมีกรรมสิทธิ์อีกกึ่งหนึ่งและมีสิทธิใช้ที่ดินในฐานะเจ้าของรวม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด จำเลยย่อมไม่เหลือฐานะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท โจทก์ได้อุทธรณ์โดยยกเหตุขอให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด และระบุไว้ด้วยว่าเมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์แล้วก็ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินต่อไป จึงไม่อาจถือว่าโจทก์ไม่ได้ติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนคำขอขับไล่ ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป คำถามที่น่าสนใจ 1. เมื่อศาลเพิกถอนการขายที่ดินทั้งหมดแล้ว ผู้รับโอนยังมีสิทธิอยู่ในที่ดินในฐานะเจ้าของรวมต่อไปได้หรือไม่ 2. การอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด พร้อมระบุว่าไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินต่อไป ถือเป็นการอุทธรณ์เรื่องขับไล่หรือไม่ 3. เหตุใดการเพิกถอนนิติกรรมเพียงกึ่งหนึ่งกับการเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมดจึงมีผลต่อคำขอขับไล่แตกต่างกัน ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของนายวีระชาติและนางบุญมี นายวีระชาติและนางบุญมีจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2526 และร่วมกันประกอบกิจการเรือประมงทะเล ที่ดินที่เป็นข้อพิพาทมีทั้งหมดสี่แปลง นายวีระชาติเป็นผู้ทำนิติกรรมซื้อในระหว่างสมรสและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ วันที่ 9 มีนาคม 2549 นายวีระชาติจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/11 และที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/12 ให้จำเลย ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2560 นายวีระชาติจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ให้จำเลย นายวีระชาติถึงแก่ความตายวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 และนางบุญมีถึงแก่ความตายวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าในระหว่างที่นายวีระชาติยังมีชีวิต นายวีระชาติอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินทั้งสี่แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้จำเลยคืนต้นฉบับโฉนดที่ดิน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และขอให้จำเลยกับบริวารออกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไป สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 และโฉนดเลขที่ 43051 ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติว่าโจทก์ไม่อาจฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการขายได้ เนื่องจากคดีขาดอายุความ ประเด็นที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาจึงเกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 โดยเฉพาะปัญหาว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่พิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวนั้นชอบหรือไม่ เหตุผลของศาลและความสัมพันธ์ระหว่างกรรมสิทธิ์กับคำขอขับไล่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 และโฉนดเลขที่ 13340 ได้เพียงกึ่งหนึ่งในส่วนซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนางบุญมี ส่วนอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นของนายวีระชาติไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการโอนได้ เนื่องจากถือว่านายวีระชาติให้จำเลยโดยเสน่หา ผลจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวทำให้จำเลยยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงอยู่กึ่งหนึ่ง และมีสิทธิใช้ที่ดินในฐานะเจ้าของรวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงจึงสอดคล้องกับผลแห่งคำพิพากษาที่จำเลยยังคงมีฐานะเป็นเจ้าของรวมอยู่ มิใช่เป็นเพียงการยกคำขอโดยปราศจากเหตุผลเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในที่ดิน โจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินสมรสระหว่างนายวีระชาติกับนางบุญมี การทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวจึงต้องเป็นการจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากนางบุญมีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 และมาตรา 1480 การที่นายวีระชาติทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินแก่จำเลยโดยไม่ได้ดำเนินการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากนางบุญมี จึงเป็นเหตุที่โจทก์ยกขึ้นขอให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด มิใช่เพียงกึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ โจทก์ยังระบุไว้ในตอนท้ายอุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงแล้ว โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป และขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาเต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเนื้อหาอุทธรณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำขอขับไล่ไว้แล้ว มิใช่อุทธรณ์เฉพาะเรื่องการเพิกถอนนิติกรรมเท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินทั้งสองแปลงทั้งหมด ผลแห่งกรรมสิทธิ์ย่อมเปลี่ยนแปลงไปจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะจำเลยไม่อยู่ในฐานะเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป เมื่อเหตุที่รองรับการยกคำขอขับไล่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหมดไป และโจทก์ได้อุทธรณ์ประเด็นดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้งแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ยังคงยกคำขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารจึงไม่ชอบ บทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 เป็นบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับฐานะของจำเลยในขณะที่ผลแห่งคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังคงให้จำเลยมีกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยยังเป็นเจ้าของรวม จำเลยจึงมีสิทธิใช้ที่ดินตามฐานะแห่งกรรมสิทธิ์รวม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 และมาตรา 1480 เป็นบทกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นในอุทธรณ์เพื่อโต้แย้งว่า ที่ดินเป็นสินสมรสและการจัดการเกี่ยวกับที่ดินต้องดำเนินการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง โจทก์จึงอาศัยเหตุนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทั้งหมด มิใช่เพียงกึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาในคดีนี้มิใช่การวินิจฉัยใหม่ว่า การขายที่ดินทั้งสองแปลงต้องถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือไม่ เพราะศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมดแล้ว ประเด็นที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยโดยตรงคือ โจทก์ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนคำขอขับไล่ไว้หรือไม่ และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมดแล้ว ศาลจะยังคงผลยกคำขอขับไล่ไว้ได้หรือไม่ ในส่วนนี้ ศาลฎีกาพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 180 แล้วเห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้ง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมดแล้ว การกำหนดผลแห่งคำพิพากษาต้องสอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 มาตรา 142 และมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 แนววินิจฉัยและผลทางกฎหมายที่สำคัญ ประเด็นแรก การพิจารณาคำขอขับไล่ในคดีนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับฐานะแห่งกรรมสิทธิ์ของจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นยังคงให้จำเลยมีกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งในที่ดิน จำเลยย่อมมีฐานะเป็นเจ้าของรวมและมีสิทธิใช้ที่ดินตามฐานะแห่งกรรมสิทธิ์รวม การขับไล่จำเลยออกจากที่ดินทั้งหมดจึงไม่สอดคล้องกับสิทธิที่ยังคงมีอยู่ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด จำเลยย่อมไม่เหลือฐานะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท เหตุที่เคยรองรับการยกคำขอขับไล่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงหมดไป ประเด็นที่สอง การพิจารณาว่าคู่ความได้อุทธรณ์ประเด็นใดไว้หรือไม่ ต้องพิจารณาเนื้อหาแห่งอุทธรณ์ที่ยื่นต่อศาล ในคดีนี้โจทก์มิได้เพียงอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด แต่ยังระบุโดยชัดแจ้งว่า เมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์แล้วโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป พร้อมขอให้ศาลพิพากษาเต็มตามคำขอท้ายฟ้อง ศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนคำขอขับไล่ไว้แล้ว ประเด็นที่สาม ผลแห่งคำพิพากษาในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันต้องสอดคล้องกัน เมื่อศาลชั้นต้นเพิกถอนนิติกรรมเพียงกึ่งหนึ่ง จำเลยยังคงเป็นเจ้าของรวม จึงมีเหตุรองรับการยกคำขอขับไล่ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์แก้ผลแห่งคำพิพากษาเป็นเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด ฐานะทางกรรมสิทธิ์ของจำเลยเปลี่ยนแปลงไป การพิจารณาคำขอขับไล่จึงต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับผลแห่งกรรมสิทธิ์ดังกล่าวด้วย ประเด็นที่สี่ คดีนี้ไม่ควรตีความกว้างว่าการเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทุกกรณีย่อมนำไปสู่การขับไล่ผู้รับโอนโดยอัตโนมัติ เหตุที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ขับไล่ในคดีนี้เกิดจากข้อเท็จจริงเฉพาะว่า เดิมจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินในฐานะเจ้าของรวม แต่ภายหลังศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด ทำให้ฐานะเจ้าของรวมนั้นหมดไป และโจทก์ได้มีคำขอพร้อมอุทธรณ์ประเด็นขับไล่ไว้โดยชัดแจ้งแล้ว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 กึ่งหนึ่งในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางบุญมี ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเป็นชื่อนางบุญมีถือกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และยกคำขออื่น รวมถึงคำขอขับไล่ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ทั้งหมด และยกฟ้องในส่วนที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวีระชาติ แต่มิได้พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวาร โดยเห็นว่าโจทก์ไม่ได้ติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนดังกล่าว 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 และห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคำขอขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์ต้องพิจารณาฐานแห่งสิทธิของบุคคลนั้นประกอบกันด้วย ในขณะที่จำเลยยังมีกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยังอยู่ในฐานะเจ้าของรวม การยกคำขอขับไล่จึงสอดคล้องกับฐานะแห่งกรรมสิทธิ์ที่ยังคงมีอยู่ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด จำเลยไม่เหลือฐานะเป็นเจ้าของรวมอีกต่อไป ผลของคำพิพากษาในส่วนคำขอขับไล่จึงต้องพิจารณาใหม่ให้สอดคล้องกับผลแห่งกรรมสิทธิ์ที่เปลี่ยนแปลงไป คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเขียนอุทธรณ์ให้แสดงข้อโต้แย้งและความประสงค์ของผู้อุทธรณ์อย่างชัดแจ้ง เพราะขอบเขตการวินิจฉัยของศาลชั้นอุทธรณ์สัมพันธ์กับประเด็นที่คู่ความได้ยกขึ้นโต้แย้ง เมื่อโจทก์ระบุไว้ในอุทธรณ์ว่า หากจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์แล้วก็ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินต่อไป และขอให้พิพากษาเต็มตามคำขอท้ายฟ้อง ย่อมแสดงว่าโจทก์ยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนคำขอขับไล่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลของการเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินต่อฐานะเจ้าของรวม และการพิจารณาว่าโจทก์ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาในส่วนคำขอขับไล่ไว้โดยชัดแจ้งหรือไม่ บทกฎหมายที่เป็นแกนสำคัญในการวินิจฉัยประเด็นชั้นฎีกา ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 มาตรา 142 มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 180 และมาตรา 182 ส่วนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 และมาตรา 1480 เป็นบทกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นในอุทธรณ์เพื่อสนับสนุนข้อโต้แย้งว่า การจัดการที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสโดยไม่ได้ดำเนินการร่วมกันหรือไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมดกับฐานะเจ้าของรวม เมื่อศาลชั้นต้นเพิกถอนนิติกรรมเพียงกึ่งหนึ่ง จำเลยยังมีกรรมสิทธิ์และอยู่ในฐานะเจ้าของรวม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด จำเลยย่อมไม่เหลือฐานะเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ผลของคำพิพากษาในส่วนคำขอขับไล่จึงต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับฐานะแห่งกรรมสิทธิ์ที่เปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาโดยชัดแจ้ง เมื่อโจทก์ระบุในอุทธรณ์ว่าต้องเพิกถอนการโอนทั้งหมด และเมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์แล้วโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยกับบริวารอยู่ในที่ดินต่อไป พร้อมขอให้ศาลพิพากษาเต็มตามคำขอท้ายฟ้อง ย่อมเป็นการแสดงว่าโจทก์ยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนคำขอขับไล่ไว้แล้ว คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม เมื่อเพิกถอนการขายที่ดินทั้งหมดแล้ว จำเลยยังมีสิทธิอยู่ในที่ดินในฐานะเจ้าของรวมหรือไม่ คำตอบ ในคดีนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงทั้งหมด จำเลยย่อมไม่เหลือกรรมสิทธิ์และไม่อยู่ในฐานะเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์ได้อุทธรณ์คำขอขับไล่ไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ต้องพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องอีก 2. คำถาม เหตุใดศาลชั้นต้นจึงไม่พิพากษาขับไล่จำเลยออกจากที่ดิน คำตอบ เพราะศาลชั้นต้นเพิกถอนนิติกรรมการโอนเพียงกึ่งหนึ่ง ทำให้จำเลยยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินอีกกึ่งหนึ่งและอยู่ในฐานะเจ้าของรวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 การยกคำขอขับไล่จึงสอดคล้องกับฐานะแห่งกรรมสิทธิ์ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ 3. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงถือว่าโจทก์ได้อุทธรณ์เรื่องขับไล่ไว้แล้ว คำตอบ เพราะโจทก์ระบุไว้ในอุทธรณ์ว่า ที่ดินทั้งสองแปลงต้องถูกเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด และเมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์แล้วโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป พร้อมขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเต็มตามคำขอท้ายฟ้อง ศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนคำขอขับไล่ไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว 4. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เรื่องการขับไล่ คำตอบ เพราะศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินทั้งสองแปลงทั้งหมด ทำให้จำเลยไม่อยู่ในฐานะเจ้าของรวมอีกต่อไป และโจทก์ได้อุทธรณ์ประเด็นคำขอขับไล่ไว้โดยชัดแจ้งแล้ว การยังคงยกคำขอให้ขับไล่จึงไม่สอดคล้องกับผลแห่งคำพิพากษาที่ทำให้ฐานะกรรมสิทธิ์ของจำเลยเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย ประเด็นสำคัญของคดีนี้ในชั้นฎีกามิใช่การวินิจฉัยใหม่ว่า การขายที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสต้องถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือไม่ เพราะศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงทั้งหมดแล้ว ประเด็นที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาคือ เมื่อผลแห่งคำพิพากษาทำให้จำเลยไม่เหลือฐานะเป็นเจ้าของรวม และโจทก์ได้กล่าวไว้ในอุทธรณ์โดยชัดแจ้งว่าไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินต่อไป ศาลอุทธรณ์จะยังคงยกคำขอขับไล่ได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ได้อุทธรณ์โต้แย้งประเด็นดังกล่าวไว้แล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมดจนจำเลยไม่อยู่ในฐานะเจ้าของรวมอีกต่อไป จึงต้องพิพากษาในส่วนคำขอขับไล่ให้สอดคล้องกับผลแห่งกรรมสิทธิ์ที่เปลี่ยนแปลงไป อนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 ปัจจุบันได้รับการแก้ไขถ้อยคำโดยใช้คำว่า “คู่สมรส” แต่หลักการที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ในเรื่องการขายหรือจัดการอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสินสมรสโดยต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ยังคงมีสาระสำคัญเช่นเดิม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3228/2569 โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนการขายที่ดินรวม 4 แปลง และมีคำขอให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไปมาด้วย ดังนี้เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน 2 แปลงตามฟ้อง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 และที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 ได้ เนื่องจากคดีขาดอายุความ แต่ที่ดินตามฟ้องอีก 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 และโฉนดที่ดินเลขที่ 13340 โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวได้เพียงกึ่งหนึ่ง คือส่วนซึ่งเป็นของ บ. มารดาโจทก์ ส่วนอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นของ ว. บิดาโจทก์นั้น ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการโอนได้ เนื่องจากถือว่า ว. ให้จำเลยโดยเสน่หา ซึ่งผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าว ทำให้จำเลยยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงนี้อยู่กึ่งหนึ่ง และมีสิทธิใช้ที่ดินทั้งสองแปลงได้ในฐานะเป็นเจ้าของรวมตามหลักกรรมสิทธิ์รวม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นยกคำขออื่นของโจทก์ ซึ่งมีผลเป็นการยกคำขอของโจทก์ที่ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไป จึงสอดคล้องกับข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินทั้งสองดังกล่าวเพียงกึ่งหนึ่งแล้ว กรณีมิใช่ศาลชั้นต้นกล่าวเพียงตอนท้ายของคำพิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าวของโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา และเมื่อปรากฏจากอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ว่า เนื่องจากที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินสมรสระหว่าง ว. และ บ. การทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าว จึงต้องเป็นการจัดการร่วมกันระหว่าง ว. และ บ. หรือโดยได้รับความยินยอมจาก บ. ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1476 และมาตรา 1480 การที่ ว. ทำนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงแก่จำเลย โดยมิได้เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่าง ว. และ บ. หรือได้รับความยินยอมจาก บ. จึงมิชอบและต้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสองแปลงทั้งหมดกลับคืนมาเป็นสินสมรสระหว่าง ว. และ บ. มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนึ่งทั้งโจทก์ยังระบุไว้ในตอนท้ายของอุทธรณ์ว่า และเมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแล้ว โจทก์ก็ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทดังกล่าวต่อไป ขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาเต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ แสดงว่า โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 180 แล้ว กรณีมิใช่โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้และถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้อีกต่อไป ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ตามฟ้องให้แก่จำเลยตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 ทั้งหมด มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนึ่ง จำเลยก็จะไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินทั้งสองแปลงนี้อีกต่อไป ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไปตามคำขอของโจทก์ด้วย จึงจะชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 141, 142, และ 246 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินทั้งสี่แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ระหว่าง นายวีระชาติ กับจำเลยโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนที่ดินทั้งหมด ให้จำเลยคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งหมดแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไป จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ระหว่างนายวีระชาติ กับจำเลย ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน ฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 กึ่งหนึ่ง ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางบุญมี โดยให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงในโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของนางบุญมีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13–14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ระหว่างนายวีระชาติ กับจำเลย ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน ฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 ทั้งหมด ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ใช้สิทธิฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวีระชาติ ผู้ตาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของนายวีระชาติและนางบุญมี ขณะมีชีวิตนายวีระชาติและนางบุญมีร่วมกันประกอบกิจการเรือประมงทะเล และจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2526 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/11 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/12 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 นายวีระชาติทำนิติกรรมเป็นผู้ซื้อในระหว่างสมรสและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ วันที่ 9 มีนาคม 2549 นายวีระชาติทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/11 และที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/12 ให้จำเลย นอกจากนี้วันที่ 10 มีนาคม 2560 นายวีระชาติจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ให้แก่จำเลย วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 นายวีระชาติถึงแก่ความตาย และวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 นางบุญมีถึงแก่ความตาย ในระหว่างที่นายวีระชาติยังมีชีวิตอยู่ นายวีระชาติอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยด้วยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่ประมาณปี 2525 ถึงปี 2526 จนกระทั่งนายวีระชาติถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังรับฟังเป็นยุติได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่ได้เนื่องจากคดีขาดอายุความ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่มีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13 - 14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ด้วยนั้น ชอบหรือไม่ โดยข้อนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยให้เหตุผลในส่วนที่โจทก์มีคำขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารไว้โดยละเอียด คงกล่าวแต่เพียงในคำพิพากษาตอนท้ายว่า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ซึ่งรวมถึงยกคำขอให้บังคับขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้องด้วย แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์อีกต่อไป คำขอของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นอันยุตินั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนการขายที่ดินรวม 4 แปลง และมีคำขอให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไปมาด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน 2 แปลงตามฟ้อง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 และที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 ได้ เนื่องจากคดีขาดอายุความ แต่ที่ดินตามฟ้องอีก 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม การโอนขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวได้เพียงกึ่งหนึ่ง คือส่วนซึ่งเป็นของนางบุญมี มารดาโจทก์ ส่วนอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นของนายวีระชาติ บิดาโจทก์ นั้นไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการโอนได้เนื่องจากถือว่านายวีระชาติให้จำเลยโดยเสน่หา ซึ่งผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าว ทำให้จำเลยยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงนี้อยู่กึ่งหนึ่ง และมีสิทธิใช้ที่ดินทั้งสองแปลงได้ในฐานะเป็นเจ้าของรวมตามหลักกรรมสิทธิ์รวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นยกคำขออื่นของโจทก์ซึ่งมีผลเป็นการยกคำขอของโจทก์ที่ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไป จึงสอดคล้องกับข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินทั้งสองดังกล่าวเพียงกึ่งหนึ่งแล้ว กรณีมิใช่ศาลชั้นต้นกล่าวเพียงตอนท้ายของคำพิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าวของโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา และเมื่อปรากฏจากอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ว่า เนื่องจากที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินสมรสระหว่างนายวีระชาติและนางบุญมี การทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว จึงต้องเป็นการจัดการร่วมกันระหว่างนายวีระชาติและนางบุญมี หรือโดยได้รับความยินยอมจากนางบุญมี ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 และมาตรา 1480 การที่นายวีระชาติทำนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงแก่จำเลยโดยมิได้เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างนายวีระชาติและนางบุญมี หรือได้รับความยินยอมจากนางบุญมี จึงมิชอบและต้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสองแปลงทั้งหมดกลับคืนมาเป็นสินสมรสระหว่างนายวีระชาติและนางบุญมี มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนี่ง ทั้งโจทก์ยังระบุไว้ในตอนท้ายของอุทธรณ์ว่า และเมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแล้ว โจทก์ก็ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทดังกล่าวต่อไป ขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาเต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ แสดงว่า โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ 2553 มาตรา 180 แล้ว กรณีมิใช่โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้และถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้อีกต่อไป ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ตามฟ้องให้แก่จำเลยตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 ทั้งหมด มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนึ่ง จำเลยก็จะไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินทั้งสองแปลงนี้อีกต่อไป ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไปตามคำขอของโจทก์ด้วย จึงจะชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141, 142 และ 246 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น คำขอนี้ของโจทก์จึงยุติ และยังคงยกคำขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของโจทก์มานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
|



