
| คู่สมรสโอนเงินสินสมรสให้บุคคลอื่นโดยไม่ยินยอม ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ และดอกเบี้ยเริ่มเมื่อศาลพิพากษาเพิกถอน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของคู่สมรสในการขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หา เมื่อคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งนำเงินอันเป็นสินสมรสไปให้แก่บุคคลอื่นโดยฝ่ายเดียวและปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่าย ตลอดจนปัญหาสำคัญว่าการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อนที่โจทก์เคยฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวหรือไม่ โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ย โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ทั้งที่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว คดีก่อนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม สำหรับคดีนี้ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา เป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสไปโดยฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและปราศจากความยินยอม ทั้งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินรวม 1,431,731 บาท พร้อมดอกเบี้ย ปัญหาสำคัญประการแรกคือ แม้เงินที่จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 จะเคยถูกกล่าวถึงในคดีก่อน แต่คดีก่อนโจทก์ใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนคดีนี้โจทก์ใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสขอเพิกถอนนิติกรรมที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งกระทำไปแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือโดยปราศจากความยินยอมตามมาตรา 1480 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีทั้งสองแตกต่างกัน การกล่าวถึงการโอนเงินในคดีก่อนเป็นเพียงการบรรยายให้ศาลเห็นถึงความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว และโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวในคดีก่อน การฟ้องคดีนี้เพื่อขอเพิกถอนนิติกรรมการให้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ปัญหาสำคัญประการต่อมาคือ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมการให้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าได้บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว มีลักษณะเป็นไปในทางให้สัญญาสิ้นผล ขณะที่การให้สัตยาบันต้องมีลักษณะให้สัญญายังคงมีอยู่ การบอกล้างกับการให้สัตยาบันจึงมีลักษณะแตกต่างกัน การบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวไม่อาจรับฟังว่าเป็นการให้สัตยาบันตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองได้ อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ ผลของนิติกรรมการให้ก่อนมีคำพิพากษาเพิกถอน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนและศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น หลักดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อวันเริ่มคิดดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเคยให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยของต้นเงิน 1,164,731 บาท นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้าย และกำหนดดอกเบี้ยของต้นเงินอีก 267,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัด เพราะนิติกรรมการให้ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนจึงเป็นวันผิดนัด ศาลฎีกาพิพากษาแก้เฉพาะส่วนดอกเบี้ย ให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงิน 1,431,731 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามหลักที่ระบุไว้ในคำพิพากษาแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าดอกเบี้ยควรเริ่มคิดตั้งแต่เมื่อใดเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง สาระสำคัญที่สุดของคดี คู่สมรสที่นำเงินอันเป็นสินสมรสไปให้บุคคลอื่นโดยเสน่หาแต่เพียงฝ่ายเดียวและปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่าย หากไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา คู่สมรสที่มิได้ให้ความยินยอมมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 การที่โจทก์เคยฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 1523 วรรคสอง และในคดีก่อนเคยกล่าวถึงการโอนเงินจำนวนเดียวกัน มิได้ทำให้การฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เมื่อข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแตกต่างกัน และคดีก่อนมิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมหรือให้คืนทรัพย์สินดังกล่าว แม้การให้เงินสินสมรสจะกระทำโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่าย แต่นิติกรรมการให้ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน ดังนั้น วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนจึงเป็นวันผิดนัด ในคดีนี้ศาลฎีกากำหนดให้คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินรวม 1,431,731 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำถามที่น่าสนใจ 1. คู่สมรสนำเงินสินสมรสไปให้บุคคลอื่นโดยเสน่หาและอีกฝ่ายไม่ยินยอม คู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมอย่างไร 2. การเคยฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสในทำนองชู้สาว จะทำให้การฟ้องเพิกถอนการให้เงินสินสมรสในภายหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ 3. เมื่อศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการให้เงินสินสมรส ผู้รับเงินต้องรับผิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่รับโอนเงิน วันที่ฟ้องคดี หรือวันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอน
1. ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ต่อมาเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับเงินอันเป็นสินสมรสที่จำเลยที่ 1 โอนจากบัญชีเงินฝากของตนให้แก่จำเลยที่ 2 หลายครั้ง โดยโจทก์กล่าวอ้างว่าการโอนเงินดังกล่าวเป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งจำเลยที่ 1 กระทำไปแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและปราศจากความยินยอมของโจทก์ ก่อนเกิดคดีนี้ โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 โดยกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ และจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกันอยู่แล้ว โจทก์จึงขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ย เป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ต่อมาคดีก่อนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม ส่วนคดีนี้มีฐานแห่งสิทธิแตกต่างออกไป โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว มิใช่การให้เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา และเป็นการกระทำไปโดยฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและปราศจากความยินยอมของโจทก์ จึงขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองและขอให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 1,431,731 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี โดยโจทก์คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี จำนวน 71,586 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยที่เรียกร้องถึงวันฟ้องจำนวน 1,503,317 บาท และขอดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องต่อไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง 2. ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้นและขอบเขตข้อพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. เลขที่บัญชี 237-210xxx-x จำนวน 267,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 267,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องคือวันที่ 2 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นยังให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท และเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ไม่เห็นด้วยกับผลคำพิพากษาในส่วนที่ไม่ได้รับตามคำขอ จึงอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ สำหรับเงินจำนวน 267,000 บาทดังกล่าว เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแล้ว และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เฉพาะในส่วนดอกเบี้ย โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในส่วนการเพิกถอนนิติกรรมและต้นเงินจำนวนนี้ ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 3. ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้ โดยให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เพิ่มเติมในส่วนที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ก. จำนวนสามบัญชี รวมเป็นเงิน 1,164,731 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,164,731 บาท แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 1,164,731 บาท นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้อง และให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินทั้งหมดรวม 1,431,731 บาท นับถัดจากวันฟ้องคือวันที่ 2 มิถุนายน 2565 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และดอกเบี้ยที่คิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 71,586 บาทตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ จำเลยที่ 2 จึงฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ทำให้ข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ การให้สัตยาบัน และผลทางกฎหมายของนิติกรรมการให้ต่อการกำหนดวันเริ่มคิดดอกเบี้ย 4. การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ประเด็นสำคัญประการแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 คือ การที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เงินที่จำเลยที่ 1 โอนจากบัญชีธนาคาร ก. สามบัญชีให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 หรือไม่ เงินจากบัญชีธนาคาร ก. ที่เป็นปัญหาในชั้นฎีกาประกอบด้วยเงินจากบัญชีสาขาถนนประชาอุทิศรวม 416,031 บาท เงินจากบัญชีสาขาเซ็นทรัลพลาซ่าเชียงใหม่ แอร์พอร์ต รวม 713,100 บาท และเงินจากบัญชีสาขาเมญ่า เชียงใหม่ รวม 35,600 บาท รวมเป็นเงิน 1,164,731 บาท ศาลฎีกาพิจารณาฐานแห่งสิทธิในคดีก่อนกับคดีนี้แยกออกจากกัน คดีก่อนโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกันอยู่แล้ว โจทก์จึงขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ย อันเป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินอันเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา และจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและปราศจากความยินยอมของโจทก์ จึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินพร้อมดอกเบี้ย เป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้แตกต่างจากคดีก่อน แม้โจทก์จะเคยบรรยายในคดีก่อนว่า ระหว่างที่จำเลยทั้งสองคบหากัน จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของตนให้แก่จำเลยที่ 2 หลายครั้ง และเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่โจทก์นำมาขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ในคดีนี้ แต่การกล่าวถึงเงินดังกล่าวในคดีก่อนเป็นเพียงการบรรยายให้ศาลเห็นถึงความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ข้อสำคัญคือ ในคดีก่อนโจทก์มิได้มีคำขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ และมิได้ขอให้จำเลยที่ 2 คืนทรัพย์สินดังกล่าว ประเด็นเรื่องการเพิกถอนนิติกรรมการให้จึงมิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า การฟ้องคดีนี้ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เงินจากบัญชีธนาคาร ก. ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น หลักสำคัญที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยส่วนนี้คือ การพิจารณาว่าคดีภายหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ต้องพิจารณาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดในคดีก่อน มิใช่พิจารณาเพียงว่าคดีทั้งสองมีข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกับคู่ความหรือเงินจำนวนเดียวกันเท่านั้น คดีก่อนเป็นการใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง ขณะที่คดีนี้เป็นการใช้สิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรสตามมาตรา 1480 เมื่อคดีก่อนมิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมหรือให้คืนทรัพย์สิน การฟ้องคดีนี้จึงมีประเด็นแห่งการวินิจฉัยที่แตกต่างออกไป 5. ปัญหาการให้สัตยาบันและการที่ศาลล่างมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ปรากฏชัดจากคำพิพากษาฉบับเต็ม คือ จำเลยที่ 2 ได้ยกข้อต่อสู้เรื่องโจทก์ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองไว้ในคำให้การ แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าการฟ้องในส่วนดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะไม่วินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกลับวินิจฉัยว่า การฟ้องดังกล่าวไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นเรื่องการให้สัตยาบันแก่จำเลยที่ 2 หรือมิฉะนั้นศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียเอง การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ย้อนสำนวนและไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม เมื่อคู่ความได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้วและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นการให้สัตยาบันเสียเอง โดยไม่ย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยอีก 6. การบอกล้างนิติกรรมไม่ใช่การให้สัตยาบัน เมื่อศาลฎีกาหยิบประเด็นเรื่องการให้สัตยาบันขึ้นวินิจฉัย ศาลพิจารณาจากการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ลักษณะของการบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวเป็นไปในทางที่จะให้สัญญาสิ้นผล ในทางตรงกันข้าม การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าโจทก์ให้สัตยาบันแก่นิติกรรม ต้องเป็นกรณีที่มีลักษณะทำให้สัญญายังคงมีอยู่ การบอกล้างนิติกรรมกับการให้สัตยาบันจึงมีลักษณะแตกต่างกันในสาระสำคัญ การบรรยายฟ้องของโจทก์ว่ามีการบอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง เมื่อข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยในผลกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนที่ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว และฎีกาของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น 7. สถานะของนิติกรรมการให้ก่อนศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า การให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แต่ผลทางกฎหมายที่สำคัญคือ นิติกรรมการให้ดังกล่าวมิได้สิ้นผลลงโดยทันทีเพียงเพราะโจทก์มิได้ให้ความยินยอม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอมก็ตาม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมนั้น หลักดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อการพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 เริ่มผิดนัดชำระเงินคืนแก่โจทก์ตั้งแต่เมื่อใด เมื่อก่อนมีคำพิพากษาเพิกถอน นิติกรรมการให้ยังมีผลสมบูรณ์อยู่ตามกฎหมาย จึงไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 และไม่อาจถือว่าผิดนัดเพียงเพราะโจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมแล้ว วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจึงเป็นวันที่มีความสำคัญต่อการกำหนดการผิดนัดและวันเริ่มต้นของความรับผิดในดอกเบี้ย 8. วันเริ่มคิดดอกเบี้ยภายหลังศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 1,164,731 บาท นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้าย และให้คิดดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 267,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า การกำหนดวันเริ่มคิดดอกเบี้ยดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสถานะทางกฎหมายของนิติกรรมการให้ เพราะในวันโอนเงินและในวันถัดจากวันฟ้อง นิติกรรมการให้ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายอยู่ จึงยังไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ในวันดังกล่าว ต้องรอจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เสียก่อน และวันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนั้นจึงถือเป็นวันผิดนัด ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าควรเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่เมื่อใดเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เฉพาะส่วนดอกเบี้ย ให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 1,431,731 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นอกจากส่วนที่ศาลฎีกาแก้ไขดังกล่าว ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ 9. วิเคราะห์หลักกฎหมายเรื่องสิทธิของคู่สมรสในการเพิกถอนนิติกรรมการให้สินสมรส ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่าย โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 นำเงินซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ทั้งการโอนเงินดังกล่าวเป็นการกระทำไปโดยฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและปราศจากความยินยอมของโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ โจทก์ในฐานะคู่สมรสจึงมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 สาระสำคัญของสิทธิดังกล่าวคือ การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งกระทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยฝ่ายเดียวหรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่าย มิได้ทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหมดสิทธิที่จะคุ้มครองส่วนได้เสียของตนในสินสมรส ในทางตรงกันข้าม เมื่อข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไขตามที่ปรากฏในคดี คู่สมรสที่มิได้ให้ความยินยอมสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม สิทธิในการขอเพิกถอนมิได้หมายความว่านิติกรรมนั้นเป็นอันไม่มีผลมาตั้งแต่ต้น ศาลฎีกาวางหลักสำคัญเพิ่มเติมว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนและศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมนั้น หลักดังกล่าวจึงทำให้ต้องแยกออกเป็นสองช่วงอย่างชัดเจน ช่วงแรกคือ ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน นิติกรรมการให้ยังมีผลสมบูรณ์อยู่ตามกฎหมาย ช่วงที่สองคือ เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนแล้ว จึงเกิดผลทางกฎหมายตามคำพิพากษาและนำไปสู่หน้าที่ของจำเลยที่ 2 ในการคืนเงินตามที่ศาลกำหนด ความแตกต่างระหว่างสองช่วงเวลาดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อประเด็นเรื่องการผิดนัดและการคิดดอกเบี้ย ซึ่งศาลฎีกานำมาวินิจฉัยเป็นประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งของคดีนี้ 10. วิเคราะห์หลักกฎหมายเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 เป็นอีกแก่นหนึ่งของคำพิพากษาคดีนี้ แม้ในคดีก่อนโจทก์เคยกล่าวถึงการที่จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 หลายครั้ง และเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่โจทก์นำมาขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ในคดีนี้ แต่ศาลฎีกามิได้พิจารณาเพียงว่าข้อเท็จจริงหรือทรัพย์สินที่กล่าวถึงในสองคดีเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและสิทธิที่โจทก์นำมาใช้ในแต่ละคดีเป็นสำคัญ คดีก่อนโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกันอยู่แล้ว โจทก์จึงขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ย โดยใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนคดีนี้โจทก์ใช้สิทธิอีกลักษณะหนึ่ง โดยกล่าวว่า จำเลยที่ 1 นำเงินอันเป็นสินสมรสไปให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาและปราศจากความยินยอมของโจทก์ จึงขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ดังนั้น แม้เงินที่เกี่ยวข้องจะเป็นเงินจำนวนเดียวกัน แต่สิทธิที่โจทก์นำมาใช้เป็นฐานแห่งข้อหาในคดีทั้งสองแตกต่างกัน คดีก่อนเป็นการเรียกค่าทดแทน คดีนี้เป็นการขอเพิกถอนนิติกรรมการให้และขอคืนทรัพย์สิน ที่สำคัญ ในคดีก่อนโจทก์มิได้มีคำขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ และมิได้ขอให้จำเลยที่ 2 คืนเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ประเด็นเรื่องการเพิกถอนนิติกรรมการให้ยังมิใช่คดีหรือประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การนำประเด็นดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง หลักที่ได้จากคำวินิจฉัยส่วนนี้จึงมีความสำคัญต่อการพิจารณาคดีที่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวเนื่องกันหลายคดี กล่าวคือ การมีคู่ความเกี่ยวข้องกัน การกล่าวถึงทรัพย์สินจำนวนเดียวกัน หรือการมีข้อเท็จจริงบางส่วนเหมือนกัน ยังมิใช่เหตุเพียงพอที่จะสรุปว่าคดีภายหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องพิจารณาต่อไปด้วยว่า ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา สิทธิที่นำมาใช้ และประเด็นที่ขอให้ศาลวินิจฉัยเคยได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดแล้วหรือไม่ 11. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างสิทธิเรียกค่าทดแทนกับสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรม คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความชุดเดียวกันอาจก่อให้เกิดสิทธิทางกฎหมายที่แตกต่างกันได้ คดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 เป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 โดยอาศัยข้อกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว อันเป็นสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรส โดยจำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงใช้สิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวตามมาตรา 1480 ผลทางกฎหมายที่โจทก์ประสงค์จะได้รับจากแต่ละคดีก็แตกต่างกัน คดีก่อนโจทก์ต้องการให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน คดีนี้โจทก์ต้องการให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้และให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน การแยกฐานสิทธิทั้งสองออกจากกันจึงมีผลโดยตรงต่อการพิจารณาปัญหาการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เพราะแม้ข้อเท็จจริงเรื่องการโอนเงินจะปรากฏอยู่ในคดีก่อน แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวถูกกล่าวถึงเพื่อประกอบการเรียกค่าทดแทน มิใช่เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยเรื่องความสมบูรณ์หรือการเพิกถอนนิติกรรมการให้ คำพิพากษาคดีนี้จึงแสดงให้เห็นความสำคัญของการแยกข้อเท็จจริงออกจากฐานแห่งสิทธิ กล่าวคือ ข้อเท็จจริงเดียวกันบางส่วนอาจมีความเกี่ยวข้องกับสิทธิทางกฎหมายมากกว่าหนึ่งลักษณะ และต้องพิจารณาว่าสิทธิที่นำมาใช้ในแต่ละคดีเป็นสิทธิเดียวกันหรือแตกต่างกัน 12. วิเคราะห์การให้สัตยาบันและการบอกล้างนิติกรรม จำเลยที่ 2 ยกข้อต่อสู้ว่า โจทก์ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบัน เหตุผลสำคัญคือ โจทก์บรรยายฟ้องว่าได้บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาอธิบายว่า การบอกล้างนิติกรรมมีลักษณะเป็นไปในทางให้สัญญาสิ้นผล ส่วนการให้สัตยาบันต้องเป็นการกระทำในลักษณะที่ทำให้สัญญายังคงมีอยู่ ดังนั้น การบอกล้างกับการให้สัตยาบันจึงมีลักษณะที่แตกต่างกันโดยสาระ และการที่โจทก์กล่าวว่าได้บอกล้างนิติกรรมแล้ว ย่อมไม่สามารถรับฟังกลับกันว่าโจทก์ประสงค์จะให้นิติกรรมนั้นดำรงอยู่ต่อไปในลักษณะการให้สัตยาบัน ประเด็นนี้ยังมีความสำคัญในเชิงกระบวนพิจารณา เพราะศาลฎีกาวินิจฉัยด้วยว่า เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกลับวินิจฉัยว่าคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นการให้สัตยาบัน หรือวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียเอง การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งจึงเป็นการไม่ชอบ และฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้นแล้วและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยประเด็นการให้สัตยาบันเสียเอง โดยไม่ย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาอีก เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า การบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ใช่การให้สัตยาบัน ประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้เป็นการจัดการสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ได้ 13. วิเคราะห์สถานะของนิติกรรมก่อนศาลพิพากษาเพิกถอน หลักกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างมากต่อคดีนี้คือ แม้นิติกรรมการให้จะเกิดขึ้นโดยคู่สมรสอีกฝ่ายไม่ได้ให้ความยินยอม แต่นิติกรรมดังกล่าวยังไม่สิ้นผลลงโดยทันที ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอมก็ตาม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนและศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมนั้น ผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้เห็นว่า สิทธิของโจทก์ในกรณีนี้เป็นสิทธิที่จะขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรม มิใช่กรณีที่นิติกรรมไม่มีผลโดยอัตโนมัติทันทีที่กระทำโดยปราศจากความยินยอม ดังนั้น ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน นิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ยังคงดำรงผลทางกฎหมายอยู่ หลักดังกล่าวเป็นเหตุผลสำคัญที่ศาลฎีกานำไปใช้วินิจฉัยเรื่องวันผิดนัด เพราะหากนิติกรรมยังมีผลสมบูรณ์อยู่ ย่อมยังไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่คืนเงินและตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันรับโอนเงิน ในทำนองเดียวกัน การที่โจทก์ยื่นฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมก็ยังมิได้ทำให้นิติกรรมสิ้นผลทันที เพราะต้องมีคำพิพากษาของศาลให้เพิกถอนเสียก่อน วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนจึงเป็นจุดเปลี่ยนของสถานะทางกฎหมาย และเป็นวันที่นำไปสู่ผลในเรื่องการผิดนัดและความรับผิดในดอกเบี้ย 14. วิเคราะห์หลักเรื่องวันผิดนัดและวันเริ่มคิดดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 1,164,731 บาท นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้าย และให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 267,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับการกำหนดวันเริ่มคิดดอกเบี้ยดังกล่าว เนื่องจากนิติกรรมการให้ยังมีผลสมบูรณ์อยู่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน ดังนั้น ในวันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 ยังไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ เช่นเดียวกัน ในวันถัดจากวันฟ้องก็ยังไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัด เพราะในขณะนั้นศาลยังมิได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ต้องถือวันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมเป็นวันผิดนัด และเป็นวันเริ่มต้นของการคิดดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับคดีนี้ วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เฉพาะส่วนดอกเบี้ย โดยให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 1,431,731 บาท นับแต่วันที่ดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หลักจากคำวินิจฉัยส่วนนี้จึงชี้ให้เห็นว่า การกำหนดวันเริ่มคิดดอกเบี้ยต้องสัมพันธ์กับเวลาที่หนี้ในการคืนเงินเกิดขึ้นตามผลของการเพิกถอนนิติกรรม มิใช่พิจารณาเฉพาะวันที่ผู้รับได้รับเงินหรือวันที่เจ้าของสิทธิยื่นฟ้อง 15. ปัญหาการเริ่มคิดดอกเบี้ยเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า ปัญหาว่าควรเริ่มคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่เมื่อใดเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผลของการจัดประเภทปัญหาดังกล่าวมีความสำคัญต่ออำนาจของศาลฎีกา เพราะแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาเรื่องวันเริ่มคิดดอกเบี้ยขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ศาลฎีกาอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ในการหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย การวินิจฉัยส่วนนี้ทำให้ศาลฎีกาสามารถแก้ไขวันเริ่มคิดดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดไว้ แม้ประเด็นดังกล่าวมิได้เกิดจากฎีกาของคู่ความโดยตรง ผลสุดท้ายจึงเป็นการกำหนดให้ดอกเบี้ยของต้นเงินทั้งหมด 1,431,731 บาท เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม มิใช่เริ่มตั้งแต่วันที่มีการโอนเงินหรือวันถัดจากวันฟ้อง 16. เจตนารมณ์ของมาตรา 1480 ตามหลักที่ปรากฏในคดี จากการที่ศาลฎีกานำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 มาใช้วินิจฉัยคดีนี้ เห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวมีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสต่อการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือโดยปราศจากความยินยอม เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 นำเงินสินสมรสไปให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา โจทก์จึงสามารถใช้สิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ในขณะเดียวกัน หลักที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่านิติกรรมยังมีผลสมบูรณ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน แสดงให้เห็นว่า การคุ้มครองคู่สมรสตามมาตรา 1480 ดำเนินผ่านกลไกการใช้สิทธิขอเพิกถอนทางศาล มิใช่การถือว่านิติกรรมสิ้นผลลงเองทันที ผลทางกฎหมายจึงต้องอาศัยการใช้สิทธิของคู่สมรสที่มิได้ให้ความยินยอมและคำพิพากษาของศาล 17. เจตนารมณ์ของมาตรา 144 ตามหลักที่ปรากฏในคดี จากการวินิจฉัยเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการพิจารณาว่า คดีหรือประเด็นที่นำมาฟ้องภายหลังเคยได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดมาแล้วหรือไม่ คดีนี้แสดงให้เห็นว่า การที่ข้อเท็จจริงบางส่วน เช่น การโอนเงินจำนวนเดียวกัน เคยถูกกล่าวถึงในคดีก่อน ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การฟ้องภายหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องพิจารณาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและประเด็นแห่งคำขอด้วย เมื่อคดีก่อนเป็นการเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนคดีนี้เป็นการขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ตามมาตรา 1480 และคดีก่อนมิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมหรือให้คืนทรัพย์สิน ประเด็นดังกล่าวจึงยังมิได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดมาก่อน การใช้มาตรา 144 ในคดีนี้จึงสะท้อนหลักการที่ต้องพิจารณาเนื้อหาของข้อพิพาทและฐานแห่งสิทธิอย่างแท้จริง มิใช่อาศัยเพียงความเหมือนกันของคู่ความหรือข้อเท็จจริงบางส่วน 18. ความสัมพันธ์ของหลักกฎหมายทั้งหมดในคดี คำพิพากษาคดีนี้มีหลักกฎหมายหลายประเด็นที่เชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง ประการแรก ต้องแยกสิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง ออกจากสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการจัดการสินสมรสตามมาตรา 1480 ประการที่สอง การที่คดีก่อนเคยกล่าวถึงเงินจำนวนเดียวกัน มิได้ทำให้การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมภายหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ หากคดีก่อนมิได้ขอให้ศาลวินิจฉัยประเด็นการเพิกถอนและคืนทรัพย์สิน ประการที่สาม การบอกล้างนิติกรรมมีลักษณะมุ่งให้สัญญาสิ้นผล จึงแตกต่างจากการให้สัตยาบันซึ่งมีลักษณะให้สัญญายังคงมีอยู่ การกล่าวว่าบอกล้างนิติกรรมจึงไม่อาจตีความว่าเป็นการให้สัตยาบัน ประการที่สี่ เมื่อการให้โดยเสน่หาเป็นการจัดการสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมและไม่ปรากฏว่าเข้าลักษณะการให้ตามที่กล่าวไว้ในข้อเท็จจริง โจทก์มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ ประการที่ห้า แม้โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอน แต่นิติกรรมการให้ยังมีผลสมบูรณ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน ประการที่หก เมื่อก่อนคำพิพากษาเพิกถอนยังไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัด จึงต้องเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอน ในคดีนี้คือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ประการสุดท้าย ปัญหาวันเริ่มคิดดอกเบี้ยเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้าง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. จำนวน 267000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 267000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้ โดยให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เพิ่มเติมในส่วนที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. จำนวนสามบัญชี รวม 1164731 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 จนถึงวันฟ้อง และให้คิดดอกเบี้ยของต้นเงินทั้งหมดรวม 1431731 บาท นับถัดจากวันฟ้อง โดยกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ในคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน เพราะคดีก่อนเป็นการเรียกค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนคดีนี้เป็นการขอเพิกถอนนิติกรรมการจัดการสินสมรสตามมาตรา 1480 และคดีก่อนมิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมหรือให้คืนทรัพย์สิน ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า การบรรยายว่าได้บอกล้างนิติกรรมมิใช่การให้สัตยาบัน เมื่อการให้โดยเสน่หาเป็นการจัดการสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา โจทก์จึงมีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมได้ ส่วนดอกเบี้ย ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงิน 1431731 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจสิทธิของคู่สมรสในการคุ้มครองทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสเมื่อคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งนำทรัพย์สินดังกล่าวไปทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอกโดยฝ่ายเดียวและปราศจากความยินยอม รวมทั้งทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างสิทธิเรียกค่าทดแทนจากพฤติการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรส ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงบางส่วนของสองคดีจะเกี่ยวข้องกัน แต่ฐานแห่งสิทธิและคำขออาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หลักกฎหมายประการแรกคือ การฟ้องคดีภายหลังจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ต้องพิจารณาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดในคดีก่อน มิใช่พิจารณาเพียงว่าคดีทั้งสองมีคู่ความชุดเดียวกันหรือกล่าวถึงทรัพย์สินจำนวนเดียวกัน ในคดีก่อน โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เรียกค่าทดแทนโดยกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ และจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกันแล้ว เป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนคดีนี้ โจทก์ใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เงินสินสมรสที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาและปราศจากความยินยอมของโจทก์ เป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 แม้ในคดีก่อนโจทก์จะเคยกล่าวถึงการโอนเงินสินสมรสจากจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 และเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่นำมาฟ้องขอเพิกถอนในคดีนี้ แต่การกล่าวถึงการโอนเงินในคดีก่อนเป็นเพียงการบรรยายให้ศาลเห็นถึงความเสียหายจากพฤติการณ์ที่โจทก์กล่าวหา และโจทก์มิได้มีคำขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้หรือให้จำเลยที่ 2 คืนเงินดังกล่าว ประเด็นเรื่องการเพิกถอนนิติกรรมจึงมิใช่คดีหรือประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง หลักกฎหมายประการที่สองคือ เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยนำไปให้บุคคลอื่นโดยเสน่หาและปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่าย และไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา คู่สมรสที่มิได้ให้ความยินยอมมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ในลักษณะที่กล่าวข้างต้น โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว หลักกฎหมายประการที่สามคือ การบอกล้างนิติกรรมกับการให้สัตยาบันมีลักษณะทางกฎหมายแตกต่างกันโดยสาระ การบอกล้างมีลักษณะเป็นไปในทางที่จะทำให้สัญญาสิ้นผล ส่วนการให้สัตยาบันมีลักษณะไปในทางให้สัญญายังคงมีอยู่ ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าได้บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาแล้ว จึงไม่อาจรับฟังกลับกันว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมดังกล่าวตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง คดีนี้ยังมีประเด็นด้านกระบวนพิจารณาที่สำคัญ คือ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลชั้นต้นย่อมไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป แต่เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกลับวินิจฉัยว่าไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นเรื่องการให้สัตยาบัน หรือวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียเอง การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งจึงเป็นการไม่ชอบ และฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นดังกล่าวฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม เมื่อคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้นแล้วและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียเองโดยไม่ย้อนสำนวน หลักกฎหมายประการที่สี่คือ แม้คู่สมรสจะมิได้ให้ความยินยอมแก่นิติกรรมการให้สินสมรส แต่นิติกรรมดังกล่าวมิได้สิ้นผลลงโดยทันที ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ยังคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายจนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนและศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมนั้น ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า สิทธิของคู่สมรสที่มิได้ให้ความยินยอมเป็นสิทธิในการขอให้ศาลเพิกถอน มิใช่กรณีที่นิติกรรมไม่มีผลหรือสิ้นผลไปโดยอัตโนมัติตั้งแต่วันที่กระทำ หลักกฎหมายประการที่ห้าคือ วันเริ่มคิดดอกเบี้ยต้องสัมพันธ์กับเวลาที่นิติกรรมถูกศาลพิพากษาให้เพิกถอน ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน นิติกรรมการให้ยังมีผลสมบูรณ์อยู่ตามกฎหมาย จึงยังไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้เพียงเพราะได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 หรือเพียงเพราะโจทก์ได้ยื่นฟ้องแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเคยกำหนดให้คิดดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 1164731 บาท ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้าย และกำหนดให้คิดดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 267000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า ในวันดังกล่าวยังไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัด เพราะนิติกรรมยังมิได้ถูกศาลพิพากษาให้เพิกถอน วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนจึงเป็นวันที่ถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัด สำหรับคดีนี้ วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินทั้งหมดจำนวน 1431731 บาท นับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หลักกฎหมายประการที่หกคือ ปัญหาว่าวันเริ่มคิดดอกเบี้ยควรเป็นวันใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ข้อคิดสำคัญของคดีจึงอยู่ที่การแยกพิจารณาสิทธิในแต่ละฐานให้ถูกต้อง การเรียกค่าทดแทนจากพฤติการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวเป็นสิทธิอย่างหนึ่ง การขอเพิกถอนนิติกรรมการจัดการสินสมรสเป็นอีกสิทธิหนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโอนเงินจะเชื่อมโยงกับทั้งสองคดี แต่เมื่อฐานสิทธิ คำขอ และประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยแตกต่างกัน การฟ้องคดีภายหลังจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ขณะเดียวกัน การที่คู่สมรสอีกฝ่ายไม่มีส่วนยินยอมในการให้สินสมรสมิได้ทำให้นิติกรรมสิ้นผลโดยทันที คู่สมรสต้องใช้สิทธิขอให้ศาลเพิกถอน และจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา นิติกรรมยังมีผลสมบูรณ์อยู่ ผลดังกล่าวจึงสัมพันธ์โดยตรงกับการกำหนดวันผิดนัดและวันเริ่มต้นของดอกเบี้ย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิของคู่สมรสในการเพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หาที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งนำเงินสินสมรสไปให้แก่บุคคลอื่นโดยฝ่ายเดียวและปราศจากความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 รวมทั้งปัญหาว่าการฟ้องดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อนที่โจทก์เคยใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสองหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีทั้งสองแตกต่างกัน แม้เงินที่เกี่ยวข้องจะเป็นเงินจำนวนเดียวกัน คดีก่อนเป็นการเรียกค่าทดแทนจากพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ส่วนคดีนี้เป็นการใช้สิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการให้สินสมรส และคดีก่อนมิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมหรือให้คืนทรัพย์สินดังกล่าว การฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้เป็นการจัดการสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมได้ นอกจากนี้ การบอกล้างนิติกรรมซึ่งมีลักษณะมุ่งให้สัญญาสิ้นผล ไม่อาจถือเป็นการให้สัตยาบันซึ่งมีลักษณะให้สัญญายังคงมีอยู่ อย่างไรก็ตาม นิติกรรมการให้ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน ดังนั้น วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนจึงเป็นวันผิดนัดและเป็นวันเริ่มคิดดอกเบี้ย ในคดีนี้คือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 มาตรา 1523 วรรคสอง และมาตรา 7 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 รวมทั้งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 และมาตรา 182/1 วรรคสอง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายประเด็นสำคัญสั้น ๆ 1. เพิกถอนนิติกรรมการให้สินสมรส เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสไปให้บุคคลอื่นโดยเสน่หาแต่เพียงฝ่ายเดียวและปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่าย และไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา คู่สมรสที่มิได้ให้ความยินยอมมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 แต่นิติกรรมยังมีผลสมบูรณ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน 2. ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ การที่คดีก่อนกับคดีภายหลังเกี่ยวข้องกับคู่ความหรือเงินจำนวนเดียวกัน มิได้ทำให้คดีภายหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำโดยอัตโนมัติ หากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอแตกต่างกัน และประเด็นที่นำมาฟ้องภายหลังยังมิได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดในคดีก่อน คดีก่อนในเรื่องนี้เป็นการเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนคดีนี้เป็นการขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ตามมาตรา 1480 จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้เงินสินสมรสเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อนหรือไม่ คำตอบ การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้เงินสินสมรสในคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน เพราะต้องพิจารณาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เรียกค่าทดแทนจากการแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง แม้โจทก์จะกล่าวถึงการโอนเงินสินสมรสในคดีก่อน แต่เป็นเพียงการบรรยายให้เห็นความเสียหายและมิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือให้คืนทรัพย์สิน ส่วนคดีนี้โจทก์ใช้สิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมที่คู่สมรสอีกฝ่ายจัดการสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมตามมาตรา 1480 จึงเป็นคนละฐานแห่งสิทธิและคนละประเด็นที่ขอให้ศาลวินิจฉัย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการฟ้องคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 จึงต้องพิจารณาฐานสิทธิและคำขอของแต่ละคดีเป็นสำคัญในกรณีนี้โดยตรง 2 คำถาม คู่สมรสโอนเงินสินสมรสให้บุคคลอื่นโดยเสน่หาและอีกฝ่ายไม่ยินยอม สามารถฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้หรือไม่ คำตอบ เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำเงินอันเป็นสินสมรสไปให้บุคคลอื่นโดยเสน่หาแต่เพียงฝ่ายเดียวและปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่าย คู่สมรสที่มิได้ให้ความยินยอมอาจใช้สิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ในคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสให้จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและไม่ยินยอม อีกทั้งไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การที่คู่สมรสอีกฝ่ายไม่ได้ยินยอมมิได้ทำให้นิติกรรมสิ้นผลลงทันที เพราะนิติกรรมการให้ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายจนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนและศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอน ผลของคำพิพากษาจึงมีความสำคัญต่อหน้าที่คืนเงินและวันเริ่มต้นของการผิดนัด สิทธิดังกล่าวจึงเกิดจากการใช้สิทธิขอเพิกถอนต่อศาล 3 คำถาม การบอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาถือเป็นการให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นหรือไม่ คำตอบ การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าได้บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาแล้ว ไม่อาจถือว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นได้ เพราะศาลฎีกาแยกผลทางกฎหมายของการกระทำทั้งสองอย่างชัดเจน การบอกล้างมีลักษณะมุ่งให้สัญญาสิ้นผล ส่วนการให้สัตยาบันต้องมีลักษณะให้สัญญายังคงมีอยู่ จึงเป็นการกระทำที่มีผลในคนละทิศทาง คดีนี้จำเลยที่ 2 ยกข้อต่อสู้ว่าโจทก์ให้สัตยาบัน แต่วิธีที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นการกล่าวว่าตนได้บอกล้างนิติกรรมแล้ว จึงไม่อาจรับฟังว่าโจทก์ประสงค์ให้นิติกรรมยังคงมีผลตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่า การให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการจัดการสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ได้ จึงเป็นคนละลักษณะทางกฎหมายอย่างชัดเจน 4 คำถาม ดอกเบี้ยจากเงินที่ต้องคืนหลังศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้เริ่มคิดตั้งแต่เมื่อใด คำตอบ ดอกเบี้ยจากเงินที่ต้องคืนภายหลังศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ ไม่เริ่มนับตั้งแต่วันที่มีการโอนเงินหรือวันถัดจากวันฟ้องในคดีนี้ เพราะศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแม้โจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม จนกว่าจะมีการฟ้องขอให้เพิกถอนและศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมนั้น ก่อนถึงวันดังกล่าวจึงยังไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาในส่วนดอกเบี้ย โดยให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินรวม 1431731 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามหลักที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี และศาลฎีกายังถือว่าปัญหาวันเริ่มคิดดอกเบี้ยเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน วันพิพากษาเพิกถอนจึงเป็นวันผิดนัด 5 คำถาม ศาลฎีกาสามารถหยิบยกเรื่องวันเริ่มคิดดอกเบี้ยขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกปัญหาวันเริ่มคิดดอกเบี้ยขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความไม่ได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้าง เพราะศาลเห็นว่าปัญหาว่าควรเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่เมื่อใดเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คดีนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้คิดดอกเบี้ยของเงิน 1164731 บาท ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่มีการโอนเงินครั้งสุดท้าย และให้คิดดอกเบี้ยของเงิน 267000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง แต่ศาลฎีกาเห็นว่านิติกรรมการให้ยังมีผลสมบูรณ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน จึงยังถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดก่อนวันดังกล่าวไม่ได้ ศาลฎีกาจึงกำหนดให้คิดดอกเบี้ยของต้นเงินรวม 1431731 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 รวมทั้งกฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัวที่เกี่ยวข้อง ตามหลักดังกล่าว แยกตามกฎหมายและมาตรา 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 มาตรา 224 เกี่ยวข้องกับความรับผิดเรื่องดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งในคดีนี้ประเด็นสำคัญมิได้อยู่เพียงว่าโจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาก่อนว่าจำเลยที่ 2 เริ่มตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันใด เพราะวันผิดนัดเป็นจุดเริ่มต้นที่สัมพันธ์โดยตรงกับความรับผิดในดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 1164731 บาท นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้าย และให้คิดดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 267000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การกำหนดวันเริ่มคิดดอกเบี้ยดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับผลทางกฎหมายของนิติกรรมการให้ เหตุผลสำคัญคือ นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ยังคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอมก็ตาม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนและศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมนั้น ดังนั้น ในวันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 จึงยังไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ และแม้โจทก์จะยื่นฟ้องแล้วก็ยังไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เพราะในขณะนั้นนิติกรรมการให้ยังมีผลสมบูรณ์อยู่ ศาลฎีกาจึงถือวันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เป็นวันผิดนัด สำหรับคดีนี้คือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินรวมจำนวน 1431731 บาท นับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หลักสำคัญของมาตรา 224 ที่สัมพันธ์กับคดีนี้จึงอยู่ที่การกำหนดวันผิดนัดให้ถูกต้องเสียก่อน มิใช่ถือว่าผู้รับเงินต้องรับผิดดอกเบี้ยทันทีตั้งแต่วันที่ได้รับเงิน เพราะตราบใดที่นิติกรรมการให้ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หน้าที่คืนเงินตามผลของการเพิกถอนยังไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุถือว่าผู้รับให้ผิดนัดก่อนศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าควรเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อใดเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบกฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัวที่เกี่ยวข้อง สาระสำคัญในทางปฏิบัติจึงอยู่ที่ว่า เมื่อฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการให้สินสมรส การกำหนดดอกเบี้ยต้องพิจารณาควบคู่กับสถานะของนิติกรรมและวันที่เกิดการผิดนัดตามผลของคำพิพากษา มิใช่กำหนดจากวันโอนเงินหรือวันฟ้องโดยแยกออกจากผลทางกฎหมายของการเพิกถอนนิติกรรม 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 มาตรา 1480 เป็นบทบัญญัติที่เป็นแก่นสำคัญของข้อพิพาทในคดีนี้ เพราะโจทก์ใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 กระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยฝ่ายเดียวและปราศจากความยินยอมของโจทก์ โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา การให้ดังกล่าวมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว มิใช่การให้เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา และเป็นการกระทำไปโดยฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและปราศจากความยินยอมของโจทก์ จึงขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินพร้อมดอกเบี้ย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ประเด็นสำคัญของมาตรา 1480 ที่ปรากฏจากคดีนี้คือ การกระทำนิติกรรมโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายมิได้หมายความว่านิติกรรมนั้นไม่มีผลโดยอัตโนมัติตั้งแต่ต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยชัดแจ้งว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนและศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น ผลดังกล่าวทำให้ต้องแยกความหมายระหว่างการมีสิทธิขอเพิกถอนกับการที่นิติกรรมสิ้นผลโดยอัตโนมัติออกจากกัน ในคดีนี้โจทก์มีสิทธิใช้กระบวนการทางศาลเพื่อขอให้เพิกถอน แต่ก่อนศาลมีคำพิพากษา นิติกรรมยังมีผลสมบูรณ์อยู่ หลักดังกล่าวยังเชื่อมโยงโดยตรงกับเรื่องดอกเบี้ย เพราะเมื่อก่อนคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมยังมีผลสมบูรณ์อยู่ จำเลยที่ 2 จึงยังไม่อาจถูกถือว่าผิดนัดคืนเงินจากผลของการเพิกถอน วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนจึงเป็นวันสำคัญทั้งในด้านผลของนิติกรรมและการเริ่มต้นความรับผิดในดอกเบี้ย มาตรา 1480 จึงเป็นฐานสิทธิสำคัญที่สุดประการหนึ่งของคดี และต้องอ่านควบคู่กับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะของทรัพย์สิน การกระทำของคู่สมรส ความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่าย และลักษณะของการให้โดยเสน่หาที่เกิดขึ้นในคดี 3. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 มาตรา 1523 วรรคสอง มีความสำคัญต่อคดีนี้ในฐานะที่เป็นบทบัญญัติซึ่งโจทก์ใช้เป็นฐานแห่งสิทธิในคดีก่อน และเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยแยกฐานแห่งสิทธิของคดีก่อนออกจากคดีปัจจุบัน ในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 1 คนอยู่แล้ว โจทก์จึงขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ย เป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง แม้ในคดีก่อนโจทก์จะกล่าวถึงการที่จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสให้จำเลยที่ 2 หลายครั้ง และเงินดังกล่าวเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่นำมาขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ในคดีนี้ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกล่าวถึงการโอนเงินในคดีก่อนเป็นเพียงการบรรยายให้ศาลเห็นถึงความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว คดีก่อนโจทก์มิได้ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้และมิได้ขอให้จำเลยที่ 2 คืนทรัพย์สินดังกล่าว ส่วนคดีนี้ โจทก์มิได้ใช้มาตรา 1523 วรรคสองเป็นฐานแห่งสิทธิในการขอเพิกถอน แต่ใช้สิทธิตามมาตรา 1480 โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 จัดการเงินสินสมรสไปโดยฝ่ายเดียวและปราศจากความยินยอมของโจทก์ ความแตกต่างดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เพราะแม้คดีทั้งสองจะเกี่ยวข้องกับคู่ความและเงินจำนวนเดียวกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแตกต่างกัน มาตรา 1523 วรรคสอง จึงมีบทบาทสำคัญในคดีนี้ในฐานะเครื่องแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสิทธิเรียกค่าทดแทนในคดีก่อนกับสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรสในคดีนี้ ผลคือ การที่โจทก์เคยใช้สิทธิตามมาตรา 1523 วรรคสอง มิได้ตัดสิทธิที่จะนำประเด็นการเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480 มาฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่ง เมื่อประเด็นดังกล่าวมิได้เป็นคำขอและมิได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดในคดีก่อน 4. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 มาตรา 144 เป็นบทบัญญัติสำคัญอีกมาตราหนึ่งของคดี เพราะจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า การที่โจทก์นำเรื่องการโอนเงินสินสมรสมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีก่อนกับคดีนี้มีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแตกต่างกัน คดีก่อนเป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 1523 วรรคสอง เนื่องจากกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ส่วนคดีนี้เป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เงินสินสมรสที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยฝ่ายเดียวและปราศจากความยินยอมของโจทก์ตามมาตรา 1480 แม้เงินที่นำมาขอให้เพิกถอนในคดีนี้จะเคยถูกกล่าวถึงในคดีก่อน แต่ในคดีก่อนโจทก์กล่าวถึงเงินดังกล่าวเพื่อแสดงความเสียหาย และมิได้มีคำขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้หรือให้จำเลยที่ 2 คืนทรัพย์สิน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า กรณีมิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ในคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง หลักที่ปรากฏจากการใช้มาตรา 144 ในคดีนี้จึงมีความสำคัญว่า การวินิจฉัยเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องพิจารณาเนื้อหาของข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยชี้ขาด มิใช่พิจารณาเพียงว่าคู่ความเป็นบุคคลชุดเดียวกันหรือข้อเท็จจริงบางส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเดียวกัน เมื่อคดีก่อนมิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมและไม่มีการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว การนำสิทธิตามมาตรา 1480 มาฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่การนำประเด็นที่ศาลเคยวินิจฉัยชี้ขาดแล้วกลับมาดำเนินกระบวนพิจารณาอีกครั้ง มาตรา 144 จึงเชื่อมโยงกับมาตรา 1523 วรรคสอง และมาตรา 1480 อย่างมีนัยสำคัญในคดีนี้ เพราะการแยกฐานแห่งสิทธิของสองคดีออกจากกันเป็นเหตุสำคัญที่นำไปสู่ข้อสรุปว่า การฟ้องคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เมื่อพิจารณาหลักกฎหมายทั้งสี่มาตราประกอบกัน คดีนี้จึงมีแก่นสำคัญตั้งแต่การแยกฐานแห่งสิทธิของคดีก่อนกับคดีปัจจุบัน การพิจารณาสิทธิของคู่สมรสในการเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรส ตลอดจนผลของนิติกรรมก่อนมีคำพิพากษาเพิกถอน และการกำหนดวันผิดนัดอันเป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดในดอกเบี้ยตามผลแห่งคำพิพากษา บทสรุป คดีนี้มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสในทรัพย์สินอันเป็นสินสมรส เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำเงินสินสมรสไปให้บุคคลอื่นโดยเสน่หาแต่เพียงฝ่ายเดียวและปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่าย ตลอดจนปัญหาว่าการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อนหรือไม่ และเมื่อศาลเพิกถอนนิติกรรมแล้ว ผู้รับให้ต้องรับผิดดอกเบี้ยตั้งแต่เวลาใด โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 1 คน ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 2 เรียกค่าทดแทน โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว เป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง และคดีก่อนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม ส่วนคดีนี้โจทก์ใช้สิทธิอีกฐานหนึ่ง โดยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เงินสินสมรสที่จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งโจทก์กล่าวว่าเป็นการจัดการสินสมรสโดยฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและปราศจากความยินยอม ทั้งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา โจทก์จึงใช้สิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เงินที่นำมาขอให้เพิกถอนในคดีนี้จะเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่เคยกล่าวถึงในคดีก่อน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของคดีทั้งสองแตกต่างกัน คดีก่อนเป็นการเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนคดีนี้เป็นการขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ตามมาตรา 1480 ที่สำคัญ ในคดีก่อนโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือให้จำเลยที่ 2 คืนทรัพย์สิน การฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 คดีนี้จึงแสดงหลักสำคัญว่า การพิจารณาว่าคดีภายหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ มิอาจพิจารณาเพียงว่ามีคู่ความเดียวกันหรือกล่าวถึงทรัพย์สินจำนวนเดียวกัน แต่ต้องพิจารณาว่า ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คำขอ และประเด็นที่ต้องวินิจฉัยนั้น เคยได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดในคดีก่อนแล้วหรือไม่ สำหรับข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมการให้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบอกล้างนิติกรรมกับการให้สัตยาบันมีลักษณะแตกต่างกัน การบอกล้างเป็นไปในทางให้สัญญาสิ้นผล ขณะที่การให้สัตยาบันต้องมีลักษณะให้สัญญายังคงมีอยู่ ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายว่าได้บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาแล้ว จึงไม่อาจรับฟังว่าเป็นการให้สัตยาบันดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง ในประเด็นนี้ยังมีหลักด้านวิธีพิจารณาที่สำคัญ กล่าวคือ เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นต่างจากศาลชั้นต้นและวินิจฉัยว่าคดีไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นเรื่องการให้สัตยาบัน หรือวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียเอง การไม่ดำเนินการดังกล่าวจึงไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อคู่ความสืบพยานเสร็จแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเองเพื่อมิให้คดีล่าช้า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม หลักสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดเจนคือ การที่โจทก์มิได้ให้ความยินยอมมิได้ทำให้นิติกรรมการให้สิ้นผลลงทันที ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายจนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนและศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมนั้น หลักดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการกำหนดวันผิดนัดและวันเริ่มคิดดอกเบี้ย เพราะตราบใดที่นิติกรรมยังมีผลสมบูรณ์อยู่ ยังไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดคืนเงินตั้งแต่วันที่ได้รับเงิน และไม่อาจถือว่าผิดนัดตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง ต้องรอจนศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมเสียก่อน ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาในส่วนดอกเบี้ย โดยให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินรวมจำนวน 1431731 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามหลักที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นอกจากนี้ ปัญหาว่าดอกเบี้ยควรเริ่มคิดตั้งแต่เมื่อใดเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้าง บทสรุปสำคัญที่สุดของคดีนี้จึงอยู่ที่หลัก 4 ประการ 1. การนำสินสมรสไปให้บุคคลอื่นโดยเสน่หาแต่เพียงฝ่ายเดียวและปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่าย เมื่อเข้าเงื่อนไขตามข้อเท็จจริงในคดี คู่สมรสที่มิได้ให้ความยินยอมมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480 2. การเคยกล่าวถึงเงินหรือทรัพย์สินเดียวกันในคดีก่อน มิได้ทำให้การฟ้องคดีใหม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเสมอไป หากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและประเด็นที่ขอให้ศาลวินิจฉัยแตกต่างกัน และประเด็นนั้นยังมิได้รับการวินิจฉัยชี้ขาด 3. นิติกรรมการให้สินสมรสที่กระทำโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายยังมีผลสมบูรณ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน มิใช่สิ้นผลโดยอัตโนมัติตั้งแต่วันที่กระทำนิติกรรม 4. เมื่อก่อนมีคำพิพากษาเพิกถอนยังไม่อาจถือว่าผู้รับให้ผิดนัด วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนจึงเป็นวันผิดนัดและเป็นวันเริ่มคิดดอกเบี้ย ในคดีนี้คือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 จากต้นเงินรวม 1431731 บาท ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรด้วยกัน 1 คน อยู่แล้ว ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนการที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ไปโดยฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 โอนเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเพิกถอนนิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1480 ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้จึงแตกต่างกับในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น แม้ในคดีก่อนโจทก์จะบรรยายในคำฟ้องด้วยว่า ในระหว่างจำเลยทั้งสองคบหากัน จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 หลายครั้ง ซึ่งเป็นการโอนเงินจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เป็นคดีนี้ก็ตาม แต่เป็นเพียงการบรรยายให้ศาลในคดีก่อนเห็นถึงความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าว กรณีจึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ในส่วนที่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 144 การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ลักษณะการบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวเป็นไปในทางให้สัญญาสิ้นผล แต่การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นการให้สัตยาบันด้วยนั้น ต้องเป็นในลักษณะสัญญายังคงมีอยู่ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การบรรยายฟ้องดังกล่าวของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองได้ นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอมก็ตาม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้ายในยอดเงินจำนวน 1,164,731 บาท และให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องในยอดเงินจำนวน 267,000 บาท นั้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ในวันดังกล่าว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น อันถือว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปัญหาการเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่เมื่อใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง และขอให้จำเลยที่ 2 โอนเงิน 1,431,731 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้าย จนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลา 1 ปีเศษ แต่โจทก์ขอคิดแค่ 1 ปี เป็นดอกเบี้ยจำนวน 71,586 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 1,503,317 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. เลขที่บัญชี 237-210xxx-x ของจำเลยที่ 1 จำนวน 267,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 โอนเงิน 267,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 267,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ จำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ก. ทั้งสามบัญชี รวม 1,164,731 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 กับให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,164,731 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้อง กับให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งหมด รวม 1,431,731 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2565) ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 71,586 บาท ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชายกฤช โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม สำหรับฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. เลขที่ 237-210xxx-x ของจำเลยที่ 1 จำนวน 267,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวและให้จำเลยที่ 2 โอนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เฉพาะในส่วนดอกเบี้ย ไม่มีคู่ความฝ่ายฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ก. สาขาถนนประชาอุทิศ เลขที่ 705-2-70xxx-x รวม 416,031 บาท สาขาเซ็นทรัลพลาซ่าเชียงใหม่ แอร์พอร์ต เลขที่ 022-8-09xxx-x รวม 713,100 บาท และสาขาเม-ญ่า เชียงใหม่ รวม 35,600 บาท ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นหรือไม่นั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรด้วยกัน 1 คน อยู่แล้ว ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนการที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ไปโดยฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 โอนเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเพิกถอนนิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1480 ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้จึงแตกต่างกับในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น แม้ในคดีก่อนโจทก์จะบรรยายในคำฟ้องด้วยว่า ในระหว่างจำเลยทั้งสองคบหากัน จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 หลายครั้ง ซึ่งเป็นการโอนเงินจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เป็นคดีนี้ก็ตาม แต่เป็นเพียงการบรรยายให้ศาลในคดีก่อนเห็นถึงความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าว กรณีจึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ในส่วนที่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมข้างต้นไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการต่อไปว่า การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยว่า โจทก์ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจไม่วินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 หรือวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียเอง การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ย้อนสำนวนและไม่วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้น และคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยอีก สำหรับปัญหาว่า โจทก์ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ลักษณะการบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวเป็นไปในทางให้สัญญาสิ้นผล แต่การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นการให้สัตยาบันด้วยนั้น ต้องเป็นในลักษณะสัญญายังคงมีอยู่ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การบรรยายฟ้องดังกล่าวของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,164,731 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้าย ตามที่ฟ้องโจทก์ขอมา และให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 267,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เห็นว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอมก็ตาม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้ายในยอดเงินจำนวน 1,164,731 บาท และให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องในยอดเงินจำนวน 267,000 บาท นั้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ในวันดังกล่าว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น อันถือว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปัญหาการเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่เมื่อใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 2 ชำระในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,431,731 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 (วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




