
| ฟ้องแบ่งสินสมรสต้องพิสูจน์อย่างไร เมื่อคู่สมรสอ้างว่าทรัพย์ถูกขายหมดแล้ว ศึกษาหลักภาระการพิสูจน์ คำให้การไม่ชัดแจ้ง และการแบ่งสินสมรสหลังหย่า
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการแบ่งสินสมรสภายหลังการหย่าระหว่างคู่สมรส โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ของคู่ความในคดีครอบครัว การรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง การกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ของจำเลย คำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง และผลทางกฎหมายของการอ้างว่าทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสถูกจำหน่ายหรือไม่มีอยู่แล้ว คดีนี้ยังครอบคลุมถึงการพิจารณาว่ารถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ วัว ไม้ซุง ไม้แผ่น และพระเครื่องเป็นสินสมรสหรือไม่ รวมทั้งการนำข้อสันนิษฐานตามกฎหมายมาใช้ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว ตลอดจนการวินิจฉัยว่าคู่สมรสฝ่ายที่อ้างว่าทรัพย์สินถูกจำหน่ายไปแล้วจะต้องรับภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพียงใด และหากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ศาลจะถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการแบ่งสินสมรสตามกฎหมายอย่างไร ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการดำเนินคดีแบ่งสินสมรสและการต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสในทางปฏิบัติ. ข้อเท็จจริงและลำดับการดำเนินคดี โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2551 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ต่อมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ทั้งสองฝ่ายเกิดปัญหาทะเลาะวิวาทกันจนโจทก์ออกจากบ้านพักที่จังหวัดสงขลาและพาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่ที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ โดยไม่ได้กลับมาใช้ชีวิตฉันสามีภริยากับจำเลยอีก ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ขอให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ขอให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และขอแบ่งทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นสินสมรสจำนวนมาก ทั้งที่ดิน ห้องชุด อาคาร สิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ วัวในฟาร์ม ไม้ซุง ไม้แผ่น พระเครื่อง และทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการ รวมมูลค่าที่โจทก์อ้างเป็นเงินจำนวนมาก ระหว่างพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องบางส่วนและมีคำสั่งใหม่ไม่รับฟ้องในส่วนที่ดินบางแปลงซึ่งมีบุคคลภายนอกเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ รวมทั้งไม่รับฟ้องในส่วนคำขอแบ่งหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่ง นอกจากนี้โจทก์ยังแถลงสละประเด็นเกี่ยวกับที่ดินบางแปลงอีกส่วนหนึ่ง ทำให้ประเด็นพิพาทที่เหลืออยู่มุ่งไปยังการหย่า อำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และการแบ่งสินสมรสเป็นสำคัญ ประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่เข้าสู่การวินิจฉัยของศาล แม้ว่าคดีจะมีข้อพิพาทหลายเรื่อง แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการแบ่งทรัพย์สินคือการพิสูจน์ว่าสินสมรสแต่ละรายการยังคงมีอยู่หรือไม่ และเป็นสินสมรสจริงหรือไม่ จำเลยต่อสู้คดีโดยอ้างในหลายลักษณะ กล่าวคือ บางรายการอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของครอบครัวจำเลย บางรายการอ้างว่าเป็นสินส่วนตัว บางรายการอ้างว่าได้จำหน่ายไปแล้วระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา และบางรายการอ้างว่าไม่มีอยู่แล้วในขณะฟ้องคดี ส่วนโจทก์ยืนยันว่าทรัพย์สินหลายรายการได้มาระหว่างสมรสและยังถือเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกัน โดยมีหลักฐานประกอบ เช่น รายการจดทะเบียนรถยนต์ บัญชีคุมพระเครื่อง ภาพถ่ายพระเครื่อง เอกสารเกี่ยวกับฟาร์มวัว และหลักฐานเกี่ยวกับไม้ซุงและไม้แผ่น ดังนั้นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยจึงไม่ใช่เพียงว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสเท่านั้น แต่ยังรวมถึงว่าฝ่ายใดเป็นผู้มีภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงในแต่ละประเด็น และผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไรเมื่อคู่ความกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ หรือยื่นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งเพียงพอที่จะหักล้างข้อกล่าวอ้างของอีกฝ่าย แนวทางวินิจฉัยเบื้องต้นเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า ภาระการพิสูจน์ต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การของคู่ความเป็นรายประเด็น หากจำเลยปฏิเสธว่าไม่เคยมีทรัพย์สินดังกล่าวอยู่เลย ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์ผู้กล่าวอ้าง แต่หากจำเลยยอมรับว่าทรัพย์สินนั้นเคยมีอยู่จริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แล้วต่อสู้ต่อไปว่าทรัพย์สินดังกล่าวถูกจำหน่ายไปแล้ว หรือไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง กรณีเช่นนี้ถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงพื้นฐานตามคำฟ้องแล้ว แต่ยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นมาต่อสู้ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย หลักดังกล่าวกลายเป็นหัวใจสำคัญของคดี เพราะทรัพย์สินจำนวนมากที่เป็นข้อพิพาท ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ วัวในฟาร์ม พระเครื่อง ไม้ซุง และไม้แผ่น ล้วนเป็นกรณีที่จำเลยอ้างในลักษณะว่าเคยมีอยู่จริงแต่ถูกจำหน่ายไปแล้ว หรืออ้างข้อเท็จจริงอื่นขึ้นมาต่อสู้ โดยไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ตามที่กล่าวอ้าง ความสำคัญของคดีนี้ต่อการแบ่งสินสมรส คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความกฎหมายเกี่ยวกับสินสมรส เพราะศาลฎีกาได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาระการพิสูจน์ การรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง และผลของการกล่าวอ้างว่าทรัพย์สินถูกจำหน่ายไปแล้วไว้อย่างละเอียด นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ในคดีครอบครัวที่มีทรัพย์สินจำนวนมากและมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์แต่ละรายการ คู่ความไม่อาจอ้างลอย ๆ ว่าทรัพย์สินไม่มีอยู่แล้ว หรือเป็นของบุคคลอื่น หรือเป็นสินส่วนตัวได้โดยปราศจากรายละเอียดและพยานหลักฐานรองรับ เพราะหากคำให้การไม่ชัดแจ้ง หรือไม่สามารถพิสูจน์ข้ออ้างของตนได้ ศาลอาจถือว่ารับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของอีกฝ่ายแล้ว และอาจต้องนำทรัพย์สินดังกล่าวมาจัดแบ่งเป็นสินสมรสตามกฎหมายต่อไปได้. หลักกฎหมายเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ในคดีแบ่งสินสมรส ประเด็นสำคัญที่สุดประการหนึ่งของคดีนี้คือเรื่องภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอ้างว่าเป็นสินสมรสและอีกฝ่ายหนึ่งอ้างว่าทรัพย์ดังกล่าวไม่มีอยู่แล้ว ศาลฎีกาวางหลักว่า การกำหนดภาระการพิสูจน์ต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การของคู่ความเป็นสำคัญ หากจำเลยปฏิเสธข้อกล่าวอ้างโดยสิ้นเชิงว่าไม่เคยมีสินสมรสตามฟ้อง ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์ผู้กล่าวอ้าง แต่หากจำเลยรับว่าเคยมีทรัพย์สินดังกล่าวจริงแล้วต่อสู้ว่าทรัพย์ถูกจำหน่ายไปแล้ว หรือไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง กรณีย่อมถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงพื้นฐานตามฟ้องแล้ว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นมาเพื่อประโยชน์แห่งรูปคดีของตน ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย หลักดังกล่าวถูกนำมาใช้กับทรัพย์สินหลายรายการในคดีนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ วัวในฟาร์ม พระเครื่อง ไม้ซุง และไม้แผ่น ซึ่งจำเลยมิได้พิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นไม่มีอยู่แล้วตามที่กล่าวอ้าง ศาลจึงรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์เป็นสำคัญ การรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและผลทางกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า เมื่อโจทก์นำหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือการครอบครองทรัพย์สินมาสนับสนุนคำฟ้อง เช่น รายการจดทะเบียนรถยนต์ที่แสดงว่าขณะฟ้องคดีจำเลยยังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หากจำเลยไม่ให้การโต้แย้งในประเด็นดังกล่าวโดยชัดแจ้ง ย่อมถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแล้ว กรณีรถยนต์บางคัน เช่น รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น HILUX รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น VELLFIRE และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Fortuner ศาลเห็นว่าจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งในลักษณะที่ชัดเจนเพียงพอ จึงถือว่ารับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว และไม่อาจนำพยานหลักฐานเข้าสืบภายหลังเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ แนววินิจฉัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของคำให้การในคดีแพ่งและคดีครอบครัว เพราะคำให้การเป็นเอกสารสำคัญที่กำหนดขอบเขตข้อพิพาท หากคู่ความละเลยไม่ให้การโต้แย้งในประเด็นใดอย่างชัดแจ้ง ย่อมเสี่ยงต่อการถูกถือว่ารับข้อเท็จจริงนั้นไปโดยปริยาย คำให้การไม่ชัดแจ้งและผลกระทบต่อรูปคดี อีกประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญคือเรื่องคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง โดยจำเลยต่อสู้เกี่ยวกับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์หลายรายการว่า บางส่วนเป็นทรัพย์สินของครอบครัวจำเลย บางส่วนเป็นสินสมรสที่จำหน่ายไปแล้ว และบางส่วนเป็นสินส่วนตัวของจำเลย อย่างไรก็ตาม จำเลยมิได้แยกแยะให้ชัดเจนว่าทรัพย์สินรายการใดอยู่ในประเภทใด ศาลจึงเห็นว่าคำให้การดังกล่าวเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่สามารถทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่แน่นอนได้ว่าทรัพย์แต่ละรายการมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร เมื่อคำให้การขาดความชัดเจนเช่นนี้ ศาลจึงถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนดังกล่าว ส่งผลให้ทรัพย์สินที่เป็นข้อพิพาทต้องถูกพิจารณาว่าเป็นสินสมรสตามที่โจทก์กล่าวอ้าง หลักการนี้ยังถูกนำมาใช้กับข้อพิพาทเรื่องไม้ซุงและไม้แผ่นด้วย เนื่องจากจำเลยเพียงกล่าวว่าไม้บางส่วนเป็นของบุคคลภายนอกและบางส่วนเป็นสินสมรสที่แปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าไม้ส่วนใดเป็นของใคร ศาลจึงถือว่าคำให้การดังกล่าวไม่ชัดแจ้งเช่นเดียวกัน การอ้างว่าจำหน่ายสินสมรสไปแล้วกับผลตามกฎหมาย จำเลยต่อสู้คดีหลายประเด็นโดยอ้างว่าทรัพย์สินต่าง ๆ ถูกจำหน่ายไปแล้วในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ วัวในฟาร์ม หรือทรัพย์สินประเภทอื่น ศาลฎีกาเห็นว่า การกล่าวอ้างเช่นนี้เป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นมาต่อสู้คดี จำเลยจึงต้องรับภาระพิสูจน์ให้เห็นถึงการจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องการจำหน่ายจริง บุคคลผู้ซื้อ ราคาซื้อขาย และพฤติการณ์แวดล้อมอื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อจำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างได้ ศาลจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นสูญสิ้นไปจากกองสินสมรสแล้ว และยังนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการจำหน่ายสินสมรสเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวมาประกอบการวินิจฉัยด้วย ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงต้องถูกนำมาคำนวณและแบ่งกันระหว่างคู่สมรสตามกฎหมาย แนววินิจฉัยส่วนนี้ถือเป็นหลักสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ้างลอย ๆ ว่าได้ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินไปแล้วโดยไม่มีหลักฐาน และใช้ข้ออ้างดังกล่าวเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงการแบ่งสินสมรสภายหลังการหย่า. การวินิจฉัยเกี่ยวกับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์ ศาลฎีกาให้ความสำคัญอย่างมากกับหลักฐานทางทะเบียนของทรัพย์สิน โดยโจทก์นำรายการจดทะเบียนรถยนต์และรถประเภทต่าง ๆ มาแสดงให้เห็นว่าในขณะที่ฟ้องคดี จำเลยยังคงมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าว เมื่อประกอบกับคำให้การของจำเลยที่มิได้ปฏิเสธอย่างชัดเจนในบางรายการ และในบางรายการกลับยอมรับโดยปริยายว่าเคยมีทรัพย์สินดังกล่าวอยู่จริง แต่ได้จำหน่ายไปแล้ว ศาลจึงเห็นว่าภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลย สำหรับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น FJ CRUISER จำเลยอ้างว่าได้จำหน่ายไปแล้วในราคา 2,000,000 บาท แต่ไม่สามารถนำพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอมาพิสูจน์ให้เห็นถึงการซื้อขายดังกล่าวได้ ศาลจึงไม่รับฟังข้อกล่าวอ้างนั้น ส่วนรถแทรกเตอร์ รถยนต์ และรถจักรยานยนต์อีกหลายรายการ จำเลยให้การในลักษณะรวม ๆ ว่าบางรายการเป็นทรัพย์ของครอบครัว บางรายการเป็นสินสมรสที่จำหน่ายไปแล้ว และบางรายการเป็นสินส่วนตัว แต่ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าทรัพย์สินรายการใดอยู่ในประเภทใด ศาลจึงถือว่าคำให้การดังกล่าวไม่ชัดแจ้ง และถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์ที่เป็นข้อพิพาทเหล่านั้นยังคงต้องถือเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันระหว่างคู่สมรส การวินิจฉัยเกี่ยวกับวัวในฟาร์ม ข้อพิพาทเกี่ยวกับวัวในฟาร์มเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ศาลให้ความสำคัญ เนื่องจากโจทก์มีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่าระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยนั้น โจทก์เป็นผู้ดูแลกิจการฟาร์มวัวทั้งหมด จำเลยมิได้ปฏิเสธว่าวัวดังกล่าวเป็นสินสมรส แต่ให้การเพียงว่าได้จำหน่ายวัวทั้งหมดไปแล้วเป็นเงิน 1,000,000 บาท เพราะประสบภาวะขาดทุนจากการดำเนินกิจการ ศาลเห็นว่าการให้การในลักษณะดังกล่าวเป็นการรับข้อเท็จจริงพื้นฐานว่าวัวเคยมีอยู่จริงและเป็นทรัพย์สินตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่ามีการจำหน่ายวัวทั้งหมดไปแล้ว จึงมีภาระต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานใด ๆ มาแสดงให้เห็นถึงการจำหน่ายวัวทั้งหมดได้ ศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้ แม้โจทก์จะเคยเบิกความตอบคำถามค้านว่ามีวัวตายจากโรคระบาด แต่ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าวัวทั้งหมดในฟาร์มสูญหายไปทั้งหมด ดังนั้นศาลจึงรับฟังว่ายังคงมีวัวซึ่งเป็นสินสมรสอยู่ และเห็นชอบกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่กำหนดให้แบ่งวัวดังกล่าวแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หรือคิดเป็นมูลค่าที่กำหนดไว้แทนการแบ่งทรัพย์ การวินิจฉัยเกี่ยวกับไม้ซุงและไม้แผ่น สำหรับไม้ซุงและไม้แผ่น โจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันว่าทรัพย์สินดังกล่าวมีอยู่จริงและอยู่ในความครอบครองของฝ่ายจำเลย จำเลยให้การว่าไม้บางส่วนเป็นของบุคคลภายนอก ส่วนไม้บางส่วนเป็นสินสมรสที่ถูกนำไปแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่ได้แยกแยะให้ชัดเจนว่าไม้ส่วนใดเป็นของบุคคลภายนอก ไม้ส่วนใดเป็นสินสมรส และไม้ส่วนใดถูกแปรรูปไปแล้ว ศาลจึงเห็นว่าคำให้การดังกล่าวเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง และไม่สามารถก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่ชัดเจนสำหรับการพิสูจน์ได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับหลักกฎหมายเรื่องคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลจึงถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อโต้แย้งของจำเลยเพิ่มเติมอีก ผลคือศาลรับฟังว่าไม้ซุงและไม้แผ่นที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นสินสมรสที่มีอยู่จริง และต้องนำมาจัดแบ่งระหว่างคู่สมรสตามกฎหมายเช่นเดียวกับทรัพย์สินประเภทอื่นในคดีนี้ ความสำคัญของแนววินิจฉัยในทรัพย์สินประเภทสังหาริมทรัพย์ จากแนววินิจฉัยเกี่ยวกับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ วัว ไม้ซุง และไม้แผ่น จะเห็นได้ว่าศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกรณีที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อเท็จจริงพื้นฐานก่อน แล้วจึงอ้างภายหลังว่าทรัพย์สินถูกจำหน่าย สูญหาย หรือไม่มีอยู่แล้ว ศาลวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ย่อมต้องรับภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นเอง และหากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ศาลย่อมมีสิทธิรับฟังข้อเท็จจริงตามหลักฐานของอีกฝ่ายหนึ่ง แนววินิจฉัยดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีแบ่งสินสมรส เพราะทรัพย์สินจำนวนมากมักอยู่ในความครอบครองหรือการจัดการของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากเปิดโอกาสให้เพียงกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าทรัพย์สินถูกขายไปแล้วโดยไม่ต้องพิสูจน์ ย่อมทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งและกระทบต่อหลักความเสมอภาคในการแบ่งสินสมรสตามกฎหมาย. การวินิจฉัยเกี่ยวกับพระเครื่องและข้อสันนิษฐานว่าสินทรัพย์เป็นสินสมรส ประเด็นพระเครื่องเป็นหนึ่งในข้อพิพาทสำคัญของคดีนี้ เนื่องจากมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและมีจำนวนมาก โดยโจทก์อ้างว่าพระเครื่องหลายรายการเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสและเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันหลังการหย่า เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว โจทก์นำพยานหลักฐานหลายประเภทเข้าสืบ ได้แก่ บัญชีคุมพระเครื่อง ภาพถ่ายพระเครื่อง และบันทึกการเจรจาส่งมอบทรัพย์สินรวมถึงเอกสารเกี่ยวกับการยึดทรัพย์ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์เคยส่งมอบพระเครื่องให้จำเลยจำนวน 187 องค์ ฝ่ายจำเลยให้การปฏิเสธว่า พระเครื่องดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของตน และได้จำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกไปหมดแล้ว อีกทั้งยังต่อสู้ว่าพระเครื่องบางส่วนที่ได้มาระหว่างสมรสไม่ใช่พระเครื่องตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อมีข้อสงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือไม่ ย่อมต้องนำข้อสันนิษฐานตามกฎหมายมาใช้ โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ดังนั้นภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าพระเครื่องดังกล่าวเป็นสินส่วนตัว หรือไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องนำมาแบ่งกัน การประเมินน้ำหนักพยานหลักฐานเกี่ยวกับพระเครื่อง เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของจำเลย ศาลพบว่าจำเลยนำสืบโดยอาศัยพยานผู้มีความรู้เกี่ยวกับพระเครื่องมาเบิกความเกี่ยวกับลักษณะและคุณค่าของพระเครื่องแต่ละรายการ อย่างไรก็ตาม พยานดังกล่าวเป็นเพียงผู้มีความรู้ความชำนาญด้านการพิจารณาพระเครื่องเท่านั้น มิใช่บุคคลที่รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้มาของพระเครื่องแต่ละองค์ว่าได้มาในช่วงก่อนสมรส ระหว่างสมรส หรือภายหลังสมรส ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลที่รู้เห็นข้อเท็จจริงดีที่สุดเกี่ยวกับที่มาของพระเครื่องก็คือตัวจำเลยเอง แต่จำเลยกลับไม่มาเบิกความเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว ทำให้ไม่มีพยานหลักฐานโดยตรงที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานทางกฎหมายได้ ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานที่ว่าพระเครื่องดังกล่าวเป็นสินสมรสได้ และรับฟังตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าพระเครื่องที่โจทก์นำสืบได้ว่ายังคงมีอยู่เป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งกันคนละครึ่ง หลักกฎหมายเกี่ยวกับการจำหน่ายสินสมรสเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว อีกประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ในคดีนี้ คือกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอ้างว่าทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสได้ถูกจำหน่ายไปแล้วก่อนการฟ้องคดี ศาลพิจารณาว่า จำเลยกล่าวอ้างหลายครั้งว่าทรัพย์สินจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ วัว พระเครื่อง หรือทรัพย์สินประเภทอื่น ถูกจำหน่ายไปแล้วก่อนฟ้องคดี แต่ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีเอกสารหรือพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการซื้อขาย การโอนกรรมสิทธิ์ หรือการรับชำระราคาทรัพย์สิน ภายใต้หลักกฎหมายที่ใช้บังคับ หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเสียหาย กฎหมายย่อมถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการจัดแบ่งสินสมรส ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงไม่รับฟังเพียงคำกล่าวอ้างว่าทรัพย์สินถูกจำหน่ายไปแล้ว หากไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนอย่างเพียงพอ และยังคงนำทรัพย์สินดังกล่าวมาคำนวณเป็นสินสมรสเพื่อแบ่งกันระหว่างคู่สมรสต่อไป ความเชื่อมโยงระหว่างภาระการพิสูจน์กับการแบ่งสินสมรส คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ภาระการพิสูจน์เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจกำหนดผลแพ้ชนะของคดีได้โดยตรง ในหลายกรณีโจทก์สามารถนำหลักฐานเบื้องต้นมาแสดงให้เห็นว่าทรัพย์สินมีอยู่จริงและได้มาระหว่างสมรส เมื่อโจทก์ทำหน้าที่ในส่วนนี้แล้ว หากจำเลยต้องการอ้างข้อเท็จจริงที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นการอ้างว่าเป็นสินส่วนตัว เป็นทรัพย์ของบุคคลอื่น หรือถูกจำหน่ายไปแล้ว จำเลยย่อมต้องพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวด้วยตนเอง เมื่อจำเลยไม่สามารถนำสืบให้ศาลเชื่อได้ ศาลย่อมรับฟังข้อเท็จจริงตามหลักฐานของโจทก์ และนำทรัพย์สินนั้นเข้าสู่กระบวนการแบ่งสินสมรส แนววินิจฉัยนี้จึงตอกย้ำหลักสำคัญว่า การต่อสู้คดีด้วยข้อกล่าวอ้างเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ คู่ความจำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนข้อเท็จจริงที่ตนกล่าวอ้าง มิฉะนั้นย่อมไม่อาจหักล้างข้อกล่าวอ้างของอีกฝ่ายหรือข้อสันนิษฐานตามกฎหมายได้ และอาจต้องรับผลทางคดีจากการไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว. การวิเคราะห์เหตุผลของศาลฎีกาเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ หัวใจสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยเรื่องภาระการพิสูจน์ เพราะข้อพิพาทจำนวนมากมิได้เกิดจากการโต้แย้งว่าทรัพย์สินเคยมีอยู่หรือไม่ แต่เกิดจากการที่จำเลยอ้างว่าทรัพย์สินเหล่านั้นถูกจำหน่าย สูญหาย หรือไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง ศาลฎีกาให้เหตุผลว่า เมื่อจำเลยรับข้อเท็จจริงพื้นฐานตามคำฟ้องแล้วว่าทรัพย์สินเคยมีอยู่จริง การกล่าวอ้างต่อมาว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้ถูกขายไป ถูกโอนให้ผู้อื่น หรือหมดไปจากกองสินสมรส ย่อมเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นมาต่อสู้คดี เมื่อเป็นข้อเท็จจริงใหม่ ผู้กล่าวอ้างจึงต้องรับภาระพิสูจน์ด้วยตนเอง ไม่สามารถผลักภาระดังกล่าวกลับไปให้โจทก์ได้ หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีแบ่งสินสมรส เพราะในทางปฏิบัติทรัพย์สินจำนวนมากมักอยู่ในความดูแลของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากเปิดโอกาสให้เพียงกล่าวอ้างว่าทรัพย์สินไม่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องพิสูจน์ ย่อมทำให้การคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นไปได้ยาก ศาลจึงเน้นย้ำว่า ผู้ที่อ้างข้อเท็จจริงย่อมต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น มิใช่อาศัยเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ เท่านั้น การวิเคราะห์เหตุผลของศาลฎีกาเกี่ยวกับคำให้การไม่ชัดแจ้ง อีกหลักการหนึ่งที่ศาลนำมาใช้ตลอดทั้งคดี คือเรื่องคำให้การไม่ชัดแจ้ง ซึ่งปรากฏทั้งในประเด็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ และไม้ซุงไม้แผ่น จำเลยต่อสู้ว่า ทรัพย์สินบางส่วนเป็นของครอบครัว บางส่วนเป็นสินสมรส บางส่วนเป็นสินส่วนตัว และบางส่วนถูกจำหน่ายไปแล้ว แต่ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าทรัพย์รายการใดอยู่ในประเภทใด ศาลเห็นว่าคำให้การลักษณะดังกล่าวไม่สามารถทำให้เกิดประเด็นพิพาทที่ชัดเจนได้ เพราะไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายทราบแนวทางต่อสู้คดีอย่างแท้จริง อีกทั้งไม่ทำให้ศาลสามารถกำหนดประเด็นแห่งคดีได้อย่างถูกต้อง ผลทางกฎหมายจึงเป็นการถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนดังกล่าวแล้ว แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาความแพ่งว่า คู่ความต้องแสดงข้อเท็จจริงที่ตนประสงค์จะอ้างอย่างชัดเจนและเฉพาะเจาะจง มิฉะนั้นอาจเสียสิทธิในการโต้แย้งข้อเท็จจริงในภายหลัง การวิเคราะห์สถานะของสินสมรสตามข้อเท็จจริงในคดี เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดในคดี จะเห็นว่าทรัพย์สินที่เป็นข้อพิพาทมีลักษณะหลากหลาย ทั้งอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินเพื่อการประกอบอาชีพ และทรัพย์สินเพื่อการสะสมมูลค่า ทรัพย์สินกลุ่มแรก ได้แก่ ที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้เป็นส่วนใหญ่แล้ว ทรัพย์สินกลุ่มที่สอง ได้แก่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์ ซึ่งมีเอกสารทางทะเบียนยืนยันการถือกรรมสิทธิ์ของจำเลยในขณะฟ้องคดี ทรัพย์สินกลุ่มที่สาม ได้แก่ วัวในฟาร์ม ไม้ซุง และไม้แผ่น ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกิจการหรือการประกอบอาชีพของครอบครัว ทรัพย์สินกลุ่มสุดท้าย ได้แก่ พระเครื่อง ซึ่งเป็นทรัพย์สินประเภทสะสมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของทรัพย์อย่างชัดเจน แม้ทรัพย์สินแต่ละประเภทจะมีลักษณะแตกต่างกัน แต่ศาลใช้หลักกฎหมายเดียวกันในการวินิจฉัย คือพิจารณาจากพยานหลักฐาน ภาระการพิสูจน์ และข้อสันนิษฐานทางกฎหมายเป็นสำคัญ ความสำคัญของข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับสินสมรส ในส่วนของพระเครื่อง ศาลได้นำข้อสันนิษฐานตามกฎหมายมาใช้โดยตรง กล่าวคือ เมื่อมีข้อสงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ผลของข้อสันนิษฐานดังกล่าวทำให้ภาระการพิสูจน์ย้ายไปอยู่ที่ฝ่ายจำเลย ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้างว่าพระเครื่องเป็นสินส่วนตัว อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอมาหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ศาลจึงรับฟังว่าพระเครื่องที่พิสูจน์ได้ว่าได้มาระหว่างสมรสและยังคงมีอยู่ เป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งกัน หลักการนี้มีความสำคัญอย่างมากในคดีครอบครัว เพราะในหลายกรณีการพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินทำได้ยาก หากไม่มีข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย คู่สมรสที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์สินอาจเสียเปรียบอย่างมากในการดำเนินคดี หลักกฎหมายที่ได้รับการยืนยันจากคำพิพากษานี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด คำพิพากษานี้ยืนยันหลักกฎหมายสำคัญหลายประการ ได้แก่ ผู้ที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ต้องรับภาระพิสูจน์เอง คำให้การต้องชัดแจ้งและระบุข้อเท็จจริงให้ชัดเจน การกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะหักล้างข้อกล่าวอ้างของอีกฝ่ายหนึ่งได้ การจำหน่ายสินสมรสโดยไม่มีการพิสูจน์ที่ชัดเจนอาจยังคงถูกถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการแบ่งสินสมรส และเมื่อมีข้อสงสัยว่าทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือไม่ ย่อมต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรสจนกว่าจะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น แนววินิจฉัยดังกล่าวทำให้คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้หลักภาระการพิสูจน์ หลักคำให้การที่ชัดแจ้ง และหลักการคุ้มครองสิทธิในสินสมรสของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย โดยศาลให้ความสำคัญกับพยานหลักฐานที่เป็นรูปธรรมมากกว่าคำกล่าวอ้างที่ไม่มีข้อพิสูจน์รองรับ และยืนยันว่าการแบ่งสินสมรสต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นธรรมและข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ตามกฎหมาย. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้ทั้งสองฝ่ายใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจกำหนดถิ่นที่อยู่และการศึกษาของบุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว กำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามอัตราที่ศาลกำหนด และให้แบ่งสินสมรสหลายรายการ ได้แก่ ที่ดินจำนวนมากพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุด และพระรูปหล่อลอยองค์เนื้อทองคำมหาลาภไอ้ไข่ วัดเจดีย์ คนละกึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคาหรือขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกัน ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ และเพิ่มเติมการแบ่งสินสมรสในส่วนที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้กำหนด ได้แก่ วัวในฟาร์ม ไม้แผ่น ไม้ซุง รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ และพระเครื่องจำนวนมาก โดยให้แบ่งคนละกึ่งหนึ่งหรือกำหนดมูลค่าเงินแทนการแบ่งทรัพย์ในบางกรณี พร้อมทั้งยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ดินบางแปลงซึ่งศาลชั้นต้นนำมาพิพากษาแบ่งทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องในส่วนนั้น 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดภาระการพิสูจน์ได้ถูกต้องแล้ว เนื่องจากจำเลยรับข้อเท็จจริงพื้นฐานหลายประการตามคำฟ้อง แต่กลับกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่าทรัพย์สินถูกจำหน่ายไปแล้ว จึงต้องเป็นฝ่ายรับภาระพิสูจน์เอง เมื่อจำเลยไม่สามารถนำสืบได้ว่ารถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ วัวในฟาร์ม ไม้ซุง ไม้แผ่น และพระเครื่อง มิใช่สินสมรสหรือไม่มีอยู่แล้ว ศาลจึงรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ และเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษทั้งหมด พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า ภาระการพิสูจน์มิได้พิจารณาเฉพาะจากผู้ที่เป็นโจทก์หรือจำเลย แต่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่แต่ละฝ่ายกล่าวอ้างในกระบวนพิจารณา หากคู่ความฝ่ายหนึ่งรับข้อเท็จจริงพื้นฐานตามคำฟ้องแล้ว แต่ยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นมาต่อสู้คดี ย่อมมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างนั้นด้วยตนเอง นอกจากนี้ คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่าคำให้การต้องมีความชัดแจ้งและเฉพาะเจาะจง การให้การในลักษณะกว้าง ๆ หรือไม่แยกแยะข้อเท็จจริงให้ชัดเจน อาจมีผลทางกฎหมายเสมือนเป็นการรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ในส่วนของสินสมรส ศาลยืนยันหลักคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่เปิดโอกาสให้คู่สมรสที่ครอบครองทรัพย์สินอ้างลอย ๆ ว่าทรัพย์สินถูกขาย ถูกโอน หรือไม่มีอยู่แล้วโดยปราศจากพยานหลักฐานรองรับ อีกทั้งเมื่อมีข้อสงสัยว่าทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือไม่ กฎหมายย่อมให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส จนกว่าผู้คัดค้านจะสามารถพิสูจน์เป็นอย่างอื่นได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้หลักภาระการพิสูจน์ หลักคำให้การที่ชัดแจ้ง และหลักการคุ้มครองสิทธิในสินสมรส เพื่อให้การแบ่งทรัพย์สินภายหลังการหย่าเป็นไปโดยสุจริต เป็นธรรม และตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ตามกฎหมาย. ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดภาระการพิสูจน์ในคดีแบ่งสินสมรส และผลทางกฎหมายของคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่าทรัพย์สินเคยมีอยู่จริง แต่กล่าวอ้างต่อมาว่าทรัพย์สินถูกจำหน่ายไปแล้ว หรือไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง ถือเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ จำเลยจึงต้องรับภาระพิสูจน์เอง หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ศาลย่อมรับฟังตามพยานหลักฐานของโจทก์ และนำทรัพย์สินดังกล่าวมาจัดแบ่งเป็นสินสมรสต่อไป สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ภาระการพิสูจน์ของผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ คดีนี้ยืนยันหลักสำคัญว่า เมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งรับข้อเท็จจริงพื้นฐานตามคำฟ้องแล้ว แต่ยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นมาต่อสู้คดี เช่น อ้างว่าทรัพย์สินถูกขายไปแล้ว สูญหายไปแล้ว หรือไม่มีอยู่แล้ว ผู้กล่าวอ้างย่อมต้องเป็นผู้พิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวเอง หากไม่มีพยานหลักฐานรองรับ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังข้อกล่าวอ้างนั้นได้ 2. ข้อสันนิษฐานว่าสินทรัพย์เป็นสินสมรสและผลของคำให้การไม่ชัดแจ้ง เมื่อมีข้อสงสัยว่าทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือไม่ กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส อีกทั้งหากคู่ความให้การไม่ชัดเจน ไม่แยกแยะข้อเท็จจริงให้ชัดว่าทรัพย์รายการใดเป็นสินส่วนตัว รายการใดเป็นทรัพย์ของบุคคลอื่น หรือรายการใดเป็นสินสมรส ย่อมมีผลเสมือนรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวถูกนำมาพิจารณาแบ่งเป็นสินสมรสได้ ข้อ 1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง และมาตรา 1534 มาตรา 1474 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่กำหนดข้อสันนิษฐานทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยบัญญัติว่า หากกรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย เนื่องจากในทางปฏิบัติทรัพย์สินจำนวนมากอาจได้มาระหว่างการสมรสโดยไม่มีหลักฐานที่สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส หากกฎหมายมิได้กำหนดข้อสันนิษฐานเช่นนี้ไว้ คู่สมรสฝ่ายที่ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินอาจเสียเปรียบอย่างมากในการพิสูจน์สิทธิของตน ผลของข้อสันนิษฐานดังกล่าวคือ เมื่อมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าทรัพย์สินอาจได้มาระหว่างสมรส หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเป็นสินส่วนตัว ภาระการพิสูจน์จะย้ายไปยังฝ่ายที่อ้างว่าทรัพย์นั้นมิใช่สินสมรส โดยฝ่ายดังกล่าวต้องนำพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมาหักล้างข้อสันนิษฐานให้ได้ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ศาลย่อมรับฟังว่าทรัพย์นั้นเป็นสินสมรส ในคดีนี้ ศาลนำหลักดังกล่าวมาใช้กับพระเครื่อง เนื่องจากโจทก์มีบัญชีคุมพระ ภาพถ่ายพระเครื่อง และหลักฐานการส่งมอบพระเครื่องให้จำเลย ขณะที่จำเลยอ้างว่าพระเครื่องเป็นสินส่วนตัวและได้จำหน่ายไปแล้ว แต่ไม่สามารถนำพยานหลักฐานที่เพียงพอมาหักล้างข้อสันนิษฐานทางกฎหมายได้ ศาลจึงรับฟังว่าพระเครื่องดังกล่าวเป็นสินสมรส ส่วนมาตรา 1534 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสในการแบ่งสินสมรส โดยกำหนดว่า หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว จำหน่ายไปโดยมีเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเสียหาย หรือจงใจทำให้ทรัพย์สินสูญหาย ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการแบ่งสินสมรส เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้คือการป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งใช้ความได้เปรียบจากการครอบครองทรัพย์สิน โอน ขาย ซ่อนเร้น หรือทำให้ทรัพย์สินสูญหายก่อนมีการแบ่งสินสมรส แล้วอ้างในภายหลังว่าไม่มีทรัพย์เหลืออยู่ให้แบ่งอีกต่อไป ในคดีนี้ จำเลยอ้างว่ารถยนต์ วัว พระเครื่อง และทรัพย์สินอีกหลายรายการถูกจำหน่ายไปแล้ว แต่ไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้ ศาลจึงเห็นว่าการอ้างเช่นนั้นไม่เพียงพอที่จะตัดทรัพย์สินออกจากกองสินสมรส และสามารถถือเสมือนว่าทรัพย์สินดังกล่าวยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งระหว่างคู่สมรสได้ตามหลักของมาตรา 1534 ข้อ 2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 และมาตรา 177 วรรคสอง มาตรา 84/1 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหลักภาระการพิสูจน์ โดยวางหลักว่าคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำขอ คำคัดค้าน หรือสิทธิของตน ฝ่ายนั้นย่อมมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว หลักการนี้เป็นรากฐานสำคัญของกระบวนพิจารณาความแพ่ง เนื่องจากศาลไม่สามารถสันนิษฐานข้อเท็จจริงให้แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้โดยปราศจากพยานหลักฐาน ผู้ที่ต้องการให้ศาลเชื่อข้อเท็จจริงใดย่อมต้องนำหลักฐานมาสนับสนุนข้อเท็จจริงนั้น ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้ฟ้องคดีแบ่งสินสมรส แต่เมื่อจำเลยรับข้อเท็จจริงพื้นฐานว่าทรัพย์สินเคยมีอยู่จริง แล้วกล่าวอ้างต่อมาว่าทรัพย์สินถูกขายไปแล้วหรือไม่มีอยู่แล้ว ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวถือเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเลยเป็นผู้ยกขึ้นอ้าง จำเลยจึงมีหน้าที่พิสูจน์ตามหลักของมาตรา 84/1 ส่วนมาตรา 177 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้คำให้การของคู่ความต้องมีความชัดแจ้ง เพียงพอที่จะทำให้ทราบว่าคู่ความยอมรับหรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใด และโต้แย้งข้อเท็จจริงใดอย่างไร หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปอย่างชัดเจน เป็นธรรม และทำให้ศาลสามารถกำหนดประเด็นข้อพิพาทได้อย่างถูกต้อง หากคู่ความให้การอย่างคลุมเครือ ไม่ชัดเจน หรือไม่แยกแยะข้อเท็จจริงที่ตนต้องการโต้แย้ง กฎหมายย่อมถือว่าคู่ความนั้นรับข้อเท็จจริงตามที่อีกฝ่ายกล่าวอ้าง ในคดีนี้ จำเลยให้การว่าทรัพย์สินบางรายการเป็นทรัพย์ของครอบครัว บางรายการเป็นสินสมรส บางรายการเป็นสินส่วนตัว และบางรายการถูกจำหน่ายไปแล้ว โดยไม่แยกแยะว่าทรัพย์รายการใดอยู่ในประเภทใด ศาลจึงเห็นว่าเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง และถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องในส่วนนั้นแล้ว คำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการบังคับใช้หลักภาระการพิสูจน์ หลักคำให้การที่ชัดแจ้ง ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับสินสมรส และการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสในการแบ่งทรัพย์สินภายหลังการหย่า โดยศาลให้ความสำคัญกับพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้มากกว่าคำกล่าวอ้างลอย ๆ และยืนยันว่าผู้ที่ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างย่อมต้องรับภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นด้วยตนเอง. การอธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง มาตรา 1474 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา เพราะเป็นกฎหมายที่กำหนดข้อสันนิษฐานทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์สินที่มีข้อพิพาทระหว่างคู่สมรส โดยบัญญัติว่า หากกรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมระหว่างคู่สมรส เนื่องจากในทางปฏิบัติทรัพย์สินจำนวนมากที่ได้มาในระหว่างการสมรสมักไม่ได้มีหลักฐานแสดงที่มาของทรัพย์สินไว้อย่างชัดเจนทุกกรณี หากไม่มีข้อสันนิษฐานดังกล่าว คู่สมรสฝ่ายที่มิได้เป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือมิได้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามเอกสารทางทะเบียนอาจประสบความยากลำบากในการพิสูจน์สิทธิของตน เจตนารมณ์ของกฎหมายจึงมุ่งป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเพียงเพราะเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือเป็นผู้เก็บรักษาหลักฐานไว้ฝ่ายเดียว โดยกฎหมายเลือกใช้หลักสันนิษฐานว่าทรัพย์สินที่มีข้อสงสัยเป็นสินสมรสก่อน แล้วจึงเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่อ้างว่าทรัพย์นั้นเป็นสินส่วนตัวนำพยานหลักฐานมาหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ในคดีนี้ ศาลฎีกานำหลักการดังกล่าวมาใช้กับพระเครื่องที่เป็นข้อพิพาท โดยโจทก์มีบัญชีคุมพระ ภาพถ่ายพระเครื่อง และบันทึกการส่งมอบพระเครื่องจำนวน 187 องค์เป็นหลักฐานสนับสนุนว่าพระเครื่องดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ในระหว่างสมรส ขณะที่จำเลยให้การว่าพระเครื่องเป็นสินส่วนตัวและบางส่วนได้จำหน่ายไปแล้ว อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอมาพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่าพระเครื่องดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวจริง ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่าพยานที่จำเลยนำเข้าสืบเป็นเพียงผู้มีความรู้เกี่ยวกับการพิจารณาพระเครื่อง มิใช่ผู้รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้มาซึ่งพระเครื่องแต่ละองค์ จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าพระเครื่องเหล่านั้นได้มาก่อนสมรสหรือเป็นสินส่วนตัวของจำเลยโดยแท้จริง อีกทั้งตัวจำเลยซึ่งเป็นผู้รู้เห็นข้อเท็จจริงโดยตรงกลับไม่มาเบิกความในประเด็นดังกล่าว ทำให้ไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายได้ แนววินิจฉัยนี้สะท้อนให้เห็นว่า ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1474 วรรคสอง มิใช่ข้อสันนิษฐานที่ไม่มีความสำคัญในทางปฏิบัติ แต่เป็นกลไกทางกฎหมายที่มีผลโดยตรงต่อผลแห่งคดี เมื่อคู่ความไม่สามารถนำสืบหักล้างได้ ศาลย่อมรับฟังว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสและต้องนำมาแบ่งกันระหว่างคู่สมรส นอกจากนี้ หลักการดังกล่าวยังช่วยลดปัญหาการซ่อนทรัพย์สิน การอ้างสิทธิในทรัพย์สินโดยปราศจากหลักฐาน และการเอาเปรียบกันในระหว่างการดำเนินคดีครอบครัว เพราะผู้ที่อ้างว่าทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัวจะต้องแสดงพยานหลักฐานให้ชัดเจน มิใช่อาศัยเพียงคำกล่าวอ้างของตนเอง จากแนววินิจฉัยในคดีนี้จะเห็นได้ว่า เมื่อโจทก์สามารถนำพยานหลักฐานเบื้องต้นมาแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของทรัพย์สินและความเชื่อมโยงกับระยะเวลาการสมรสได้แล้ว ภาระการพิสูจน์ย่อมย้ายไปยังฝ่ายที่ต้องการหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย และหากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ด้วยเหตุนี้ มาตรา 1474 วรรคสอง จึงถือเป็นบทบัญญัติสำคัญที่ทำหน้าที่คุ้มครองความเสมอภาคระหว่างคู่สมรส รักษาความเป็นธรรมในการแบ่งทรัพย์สิน และช่วยให้การวินิจฉัยคดีครอบครัวสามารถดำเนินไปได้บนพื้นฐานของหลักฐานและข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ตามกฎหมาย มากกว่าการยึดถือเพียงการครอบครองหรือคำกล่าวอ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง. การอธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 มาตรา 1534 เป็นบทบัญญัติสำคัญในกฎหมายครอบครัวที่ใช้คุ้มครองสิทธิของคู่สมรสในการแบ่งสินสมรส โดยกฎหมายกำหนดว่า หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหาย หรือจงใจทำให้ทรัพย์สินสูญหายไป ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการจัดแบ่งสินสมรส หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความเป็นธรรมในระหว่างคู่สมรส เพราะในทางปฏิบัติทรัพย์สินจำนวนมากมักอยู่ในความครอบครองหรือการจัดการของคู่สมรสเพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะเมื่อความสัมพันธ์สมรสเริ่มมีปัญหาและมีแนวโน้มจะเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สิน เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้คือการป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาศัยโอกาสจากการครอบครองทรัพย์สินอยู่แต่เพียงผู้เดียว โอน ขาย ซ่อนเร้น หรือทำให้ทรัพย์สินสูญหายไปก่อนมีการแบ่งสินสมรส แล้วนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาใช้เป็นเหตุปฏิเสธสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง หากกฎหมายไม่ให้ความคุ้มครองในลักษณะนี้ คู่สมรสฝ่ายที่มิได้ครอบครองทรัพย์สินย่อมเสียเปรียบอย่างมาก และอาจไม่สามารถได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์สินที่ควรมีสิทธิตามกฎหมายได้ ในคดีนี้ จำเลยต่อสู้คดีโดยอ้างหลายครั้งว่าทรัพย์สินจำนวนมากถูกจำหน่ายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์บางคัน วัวในฟาร์ม พระเครื่อง หรือทรัพย์สินประเภทอื่น โดยอ้างว่าทรัพย์เหล่านั้นไม่มีอยู่แล้วในขณะที่มีการฟ้องคดี อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นเพียงการกล่าวอ้างของจำเลย โดยไม่มีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอสนับสนุนให้เชื่อได้ว่ามีการจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านั้นจริง ศาลให้ความสำคัญกับหลักการเรื่องภาระการพิสูจน์ โดยเห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นผู้กล่าวอ้างว่าทรัพย์สินถูกจำหน่ายไปแล้ว จำเลยย่อมต้องมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวเอง ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานการซื้อขาย หลักฐานการรับเงิน หลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์ หรือพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม แต่เมื่อจำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างได้ ศาลจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นได้สูญสิ้นไปจากกองสินสมรสแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า การที่จำเลยอ้างว่าทรัพย์สินถูกจำหน่ายไปแล้วโดยไม่มีพยานหลักฐานรองรับ ย่อมมีลักษณะเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยได้จัดการทรัพย์สินนั้นไปเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว และในทางกฎหมายสามารถถือเสมือนว่าทรัพย์สินดังกล่าวยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการแบ่งสินสมรสได้ตามมาตรา 1534 หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะหากศาลรับฟังเพียงคำกล่าวอ้างว่าทรัพย์สินถูกขายไปแล้วโดยไม่ต้องพิสูจน์ ย่อมเปิดช่องให้เกิดการหลีกเลี่ยงการแบ่งสินสมรสได้โดยง่าย คู่สมรสฝ่ายที่ครอบครองทรัพย์สินอาจโอนหรือจำหน่ายทรัพย์ออกไปก่อนฟ้องคดี แล้วอ้างในภายหลังว่าไม่มีทรัพย์เหลืออยู่ให้แบ่งอีกต่อไป ซึ่งจะขัดต่อหลักความเป็นธรรมที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง จากแนววินิจฉัยในคดีนี้จึงเห็นได้ว่า มาตรา 1534 มิได้มีหน้าที่เพียงกำหนดผลทางกฎหมายของการจำหน่ายสินสมรสเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกป้องกันการฉ้อฉลและการใช้สิทธิไม่สุจริตของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งต่ออีกฝ่ายหนึ่ง โดยทำให้ผู้ที่อ้างว่าทรัพย์สินหมดไปแล้วต้องรับภาระพิสูจน์อย่างเคร่งครัด และหากพิสูจน์ไม่ได้ ทรัพย์สินนั้นย่อมยังถูกนำมาคำนวณเพื่อแบ่งสินสมรสต่อไป แนววินิจฉัยดังกล่าวจึงสะท้อนหลักความสุจริต ความเป็นธรรม และการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าการแบ่งสินสมรสจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ มิใช่จากคำกล่าวอ้างลอย ๆ ของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และผู้ที่ต้องการให้ศาลเชื่อว่าทรัพย์สินได้สูญสิ้นไปจากกองสินสมรสแล้ว ย่อมต้องนำพยานหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างนั้นด้วยตนเอง. การอธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 มาตรา 84/1 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องภาระการพิสูจน์ ซึ่งถือเป็นหลักพื้นฐานสำคัญที่สุดประการหนึ่งของกระบวนพิจารณาความแพ่ง เพราะเป็นบทบัญญัติที่ใช้กำหนดว่าคู่ความฝ่ายใดมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงใดต่อศาล หลักการสำคัญของกฎหมายมาตรานี้คือ ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำขอ สิทธิ หรือข้อต่อสู้ของตน ผู้นั้นย่อมมีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังข้อกล่าวอ้างนั้นได้ เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้มุ่งสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินคดี โดยกำหนดให้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับบุคคลที่มีความประสงค์จะใช้ข้อเท็จจริงนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนเอง ไม่ใช่ปล่อยให้คู่ความอีกฝ่ายต้องพิสูจน์หักล้างข้อกล่าวอ้างทุกเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมา เพราะหากไม่มีหลักการดังกล่าว กระบวนพิจารณาย่อมเกิดความไม่เป็นธรรมและอาจเปิดโอกาสให้มีการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงโดยปราศจากหลักฐานรองรับ ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้อธิบายหลักการของมาตรา 84/1 ไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาภาระการพิสูจน์ต้องเริ่มต้นจากการพิจารณาคำฟ้องและคำให้การของคู่ความแต่ละฝ่ายก่อน หากจำเลยปฏิเสธว่าไม่เคยมีทรัพย์สินตามที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่เลย ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์ในฐานะผู้กล่าวอ้างว่าทรัพย์สินนั้นมีอยู่จริงและเป็นสินสมรส อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างออกไป เนื่องจากจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่เคยมีอยู่ แต่กลับรับข้อเท็จจริงในหลายประเด็นว่าทรัพย์สินเคยมีอยู่จริง แล้วจึงอ้างต่อไปว่าทรัพย์สินเหล่านั้นถูกจำหน่ายไปแล้ว ไม่มีอยู่แล้ว หรือมิใช่สินสมรสในภายหลัง ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงพื้นฐานตามคำฟ้องแล้ว การอ้างว่าทรัพย์สินถูกขาย ถูกโอน ถูกจำหน่าย หรือสูญหายไปในภายหลัง ย่อมเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเลยเป็นผู้หยิบยกขึ้นมาเพื่อประโยชน์แห่งรูปคดีของตนเอง ดังนั้น ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่กับจำเลยตามหลักของมาตรา 84/1 หลักการดังกล่าวถูกนำมาใช้กับทรัพย์สินหลายประเภทในคดีนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ วัวในฟาร์ม และพระเครื่อง โดยจำเลยอ้างว่าทรัพย์สินเหล่านั้นไม่มีอยู่แล้วหรือถูกจำหน่ายไปแล้ว แต่ไม่สามารถนำหลักฐานการซื้อขาย หลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์ เอกสารทางบัญชี หรือพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมาพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ตนกล่าวอ้าง ศาลจึงรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ และถือว่าทรัพย์สินดังกล่าวยังคงเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาจัดแบ่งกันต่อไป แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นว่าภาระการพิสูจน์มิได้ขึ้นอยู่กับสถานะว่าใครเป็นโจทก์หรือจำเลยเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงในประเด็นนั้น หากจำเลยเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ จำเลยก็อาจต้องเป็นฝ่ายรับภาระพิสูจน์เช่นเดียวกับโจทก์ได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้มาตรา 84/1 เพื่อรักษาความสมดุลในกระบวนพิจารณา และป้องกันไม่ให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์จากการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน โดยยืนยันหลักการสำคัญว่า ผู้ที่ต้องการให้ศาลเชื่อข้อเท็จจริงใด ย่อมต้องรับผิดชอบในการนำสืบข้อเท็จจริงนั้นด้วยตนเอง และหากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ย่อมต้องรับผลแห่งการขาดพยานหลักฐานตามกฎหมาย นอกจากนี้ แนววินิจฉัยดังกล่าวยังช่วยให้การพิจารณาคดีแบ่งสินสมรสเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น เพราะทำให้ศาลสามารถกำหนดภาระการพิสูจน์ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่แท้จริงของคดี มิใช่ยึดติดกับสถานะของคู่ความเพียงอย่างเดียว อันเป็นการส่งเสริมให้คู่ความทุกฝ่ายต้องนำเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน สุจริต และตรวจสอบได้ตามหลักแห่งกระบวนพิจารณาที่ยุติธรรม. การอธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง มาตรา 177 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับการให้การของคู่ความในคดีแพ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดมาตรฐานว่าคำให้การของคู่ความจะต้องมีความชัดเจน เพียงพอ และเฉพาะเจาะจงต่อข้อเท็จจริงที่ถูกกล่าวอ้างในคำฟ้อง กฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้คู่ความใช้ถ้อยคำกว้าง ๆ คลุมเครือ หรือปฏิเสธโดยไม่ระบุรายละเอียด เพราะการให้การในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้คู่ความอีกฝ่ายไม่สามารถทราบได้ว่าประเด็นใดเป็นข้อพิพาทที่แท้จริง และทำให้ศาลไม่สามารถกำหนดประเด็นแห่งคดีได้อย่างถูกต้อง เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือการทำให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยสุจริต เปิดเผย และเป็นธรรมต่อคู่ความทุกฝ่าย โดยกำหนดให้ผู้ที่ต้องการโต้แย้งข้อเท็จจริงใดต้องระบุข้อโต้แย้งนั้นให้ชัดแจ้ง เพื่อให้อีกฝ่ายมีโอกาสเตรียมพยานหลักฐานมาหักล้างได้อย่างเหมาะสม และเพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยข้อพิพาทได้ตรงตามประเด็นที่แท้จริง ผลทางกฎหมายที่สำคัญของมาตรา 177 วรรคสอง คือ หากคู่ความไม่ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้ง หรือให้การในลักษณะที่คลุมเครือ ไม่สามารถระบุได้ว่าตกลงยอมรับหรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใด กฎหมายอาจถือว่าคู่ความนั้นยอมรับข้อเท็จจริงตามที่อีกฝ่ายกล่าวอ้างแล้ว ซึ่งเป็นผลที่มีความสำคัญอย่างมากต่อรูปคดี ในคดีนี้ ศาลฎีกานำหลักการดังกล่าวมาปรับใช้กับข้อพิพาทเกี่ยวกับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ ไม้ซุง และไม้แผ่น โดยจำเลยให้การว่า ทรัพย์สินบางรายการเป็นของครอบครัวจำเลย บางรายการเป็นสินสมรส บางรายการเป็นสินส่วนตัว และบางรายการถูกจำหน่ายไปแล้วในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา อย่างไรก็ตาม จำเลยมิได้แยกแยะให้ชัดเจนว่าทรัพย์สินรายการใดเป็นของครอบครัว รายการใดเป็นสินสมรส รายการใดเป็นสินส่วนตัว หรือรายการใดถูกจำหน่ายไปแล้ว ศาลจึงเห็นว่าคำให้การดังกล่าวไม่มีความชัดแจ้งเพียงพอตามที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคำให้การไม่สามารถระบุสถานะของทรัพย์สินแต่ละรายการได้อย่างแน่นอน ย่อมไม่อาจถือเป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงตามคำฟ้องอย่างมีประสิทธิภาพได้ และต้องถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนดังกล่าวแล้ว หลักการเดียวกันนี้ยังถูกนำมาใช้กับข้อพิพาทเรื่องไม้ซุงและไม้แผ่น ซึ่งจำเลยอ้างว่าไม้บางส่วนเป็นของบุคคลภายนอก และบางส่วนเป็นสินสมรสที่ถูกแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าไม้ส่วนใดเป็นของใคร ศาลจึงเห็นว่าเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งเช่นเดียวกัน และถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาความแพ่งว่า ศาลมิได้พิจารณาเพียงว่าคู่ความยื่นคำให้การหรือไม่เท่านั้น แต่ยังพิจารณาด้วยว่าคำให้การนั้นมีความชัดเจนเพียงพอที่จะก่อให้เกิดประเด็นพิพาทหรือไม่ หากคำให้การไม่มีรายละเอียดที่จำเป็นหรือไม่สามารถระบุข้อโต้แย้งได้อย่างชัดเจน ย่อมไม่อาจใช้เป็นฐานในการต่อสู้คดีได้ ในทางปฏิบัติ หลักการตามมาตรา 177 วรรคสอง มีความสำคัญอย่างมากต่อการจัดทำคำให้การในคดีแพ่งและคดีครอบครัว เพราะหากคู่ความให้การอย่างกว้าง ๆ หรือใช้ถ้อยคำที่ไม่ชัดเจน อาจเกิดผลทางกฎหมายร้ายแรงถึงขั้นถูกถือว่ารับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของอีกฝ่ายหนึ่งโดยปริยาย ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อผลแพ้ชนะของคดี คำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบังคับใช้มาตรา 177 วรรคสอง เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม โดยยืนยันว่าการต่อสู้คดีต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ มิใช่การปฏิเสธแบบกว้าง ๆ หรือการกล่าวอ้างที่คลุมเครือ เพราะกฎหมายมุ่งหมายให้คู่ความเปิดเผยข้อพิพาทที่แท้จริงต่อศาลตั้งแต่ต้นคดี เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ถูกต้อง และสอดคล้องกับหลักความยุติธรรมตามกระบวนพิจารณาความแพ่ง. การวิเคราะห์หลักกฎหมายเชิงลึกจากคำพิพากษา คดีนี้มิได้มีความสำคัญเฉพาะในเรื่องการแบ่งสินสมรสเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าอย่างมากในเชิงหลักวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายครอบครัว เนื่องจากศาลฎีกาได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาระการพิสูจน์ ข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย คำให้การของคู่ความ และการรับฟังพยานหลักฐานไว้อย่างเป็นระบบ โดยแสดงให้เห็นว่าผลแห่งคดีมิได้ขึ้นอยู่เพียงข้อเท็จจริงว่าทรัพย์สินเป็นของใครเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าคู่ความฝ่ายใดสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ตนกล่าวอ้างได้ตามหลักกฎหมายหรือไม่ หลักสำคัญประการแรกที่ปรากฏในคดีนี้คือ การแยกความแตกต่างระหว่างการปฏิเสธข้อเท็จจริงกับการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ หากจำเลยปฏิเสธว่าไม่เคยมีทรัพย์สินตามที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่เลย ภาระการพิสูจน์ย่อมอยู่ที่โจทก์ แต่เมื่อจำเลยรับว่าทรัพย์สินดังกล่าวเคยมีอยู่จริง แล้วอ้างต่อไปว่าทรัพย์สินถูกขาย ถูกโอน ถูกจำหน่าย หรือไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง ข้อกล่าวอ้างในส่วนหลังย่อมเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเลยเป็นผู้ยกขึ้นอ้าง และจำเลยจึงต้องเป็นผู้รับภาระพิสูจน์เอง หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีแบ่งสินสมรส เพราะทรัพย์สินจำนวนมากมักอยู่ในความควบคุมดูแลของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นมากกว่าอีกฝ่าย หลักสำคัญประการที่สอง คือ ศาลให้ความสำคัญกับคุณภาพของคำให้การมากกว่าปริมาณของคำปฏิเสธ กล่าวคือ แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธหลายประเด็น แต่หากคำให้การนั้นไม่มีความชัดเจน ไม่แยกแยะข้อเท็จจริงให้ชัดว่าทรัพย์รายการใดเป็นสินส่วนตัว รายการใดเป็นของบุคคลภายนอก หรือรายการใดเป็นสินสมรส คำให้การดังกล่าวย่อมไม่ก่อให้เกิดประเด็นพิพาทที่ชัดเจน และอาจถูกถือว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องได้ หลักการนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของกระบวนพิจารณาความแพ่งที่มุ่งให้คู่ความเปิดเผยข้อพิพาทที่แท้จริงต่อศาล เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม หลักสำคัญประการที่สาม คือ การใช้ข้อสันนิษฐานทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรส ในกรณีที่ไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินได้อย่างชัดเจน กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากในทางปฏิบัติ เพราะทรัพย์สินจำนวนมากที่ได้มาระหว่างสมรสอาจไม่มีเอกสารหรือหลักฐานที่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส หากไม่มีข้อสันนิษฐานเช่นนี้ คู่สมรสฝ่ายที่มิได้ครอบครองทรัพย์สินอาจเสียเปรียบอย่างร้ายแรงในการพิสูจน์สิทธิของตน หลักสำคัญประการที่สี่ คือ การคุ้มครองกองสินสมรสจากการจำหน่ายหรือโยกย้ายทรัพย์สินโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ศาลฎีกาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การอ้างว่าทรัพย์สินถูกจำหน่ายไปแล้วไม่ใช่เหตุที่ทำให้ทรัพย์สินหลุดพ้นจากการแบ่งสินสมรสโดยอัตโนมัติ หากผู้กล่าวอ้างไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ ศาลย่อมมีอำนาจถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการจัดแบ่งสินสมรส หลักการนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการใช้สิทธิในทางที่ไม่สุจริต และช่วยรักษาความสมดุลระหว่างคู่สมรสทั้งสองฝ่าย เมื่อพิจารณาในภาพรวม คดีนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า การแบ่งสินสมรสไม่ได้มุ่งพิจารณาเฉพาะผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามเอกสารเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้มาของทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส และพฤติการณ์ในการครอบครองหรือจัดการทรัพย์สินร่วมกันด้วย ขณะเดียวกันกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็เข้ามาทำหน้าที่กำหนดกลไกในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพื่อให้ศาลสามารถค้นหาความจริงและวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น คุณค่าที่แท้จริงของคำพิพากษานี้จึงไม่ได้อยู่เพียงผลลัพธ์ว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี แต่ยังอยู่ที่การวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ การรับฟังคำให้การ การใช้ข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิในสินสมรส ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับคดีแบ่งสินสมรสและคดีครอบครัวอื่น ๆ ได้อย่างกว้างขวาง และเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการวิเคราะห์ข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสในอนาคต. การวิเคราะห์ผลทางกฎหมายและคุณค่าของคำพิพากษาต่อการดำเนินคดีแบ่งสินสมรส คำพิพากษานี้มีคุณค่าในทางปฏิบัติอย่างมาก เนื่องจากเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของคดีซึ่งคู่สมรสมีทรัพย์สินจำนวนมากและมีข้อพิพาทครอบคลุมทรัพย์สินหลายประเภท ทั้งอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินเพื่อการประกอบกิจการ และทรัพย์สินสะสมมูลค่า โดยศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์การวินิจฉัยที่สามารถนำไปใช้กับคดีแบ่งสินสมรสในลักษณะเดียวกันได้อย่างกว้างขวาง ประเด็นที่โดดเด่นที่สุดคือ ศาลมิได้พิจารณาเพียงว่าทรัพย์สินมีอยู่จริงหรือไม่เท่านั้น แต่พิจารณาไปถึงว่าคู่ความฝ่ายใดมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงในแต่ละประเด็นด้วย การกำหนดภาระการพิสูจน์อย่างถูกต้องจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อผลแห่งคดี เพราะแม้ข้อเท็จจริงจะมีความสำคัญเพียงใด แต่หากผู้ที่มีภาระการพิสูจน์ไม่สามารถนำสืบให้ศาลเชื่อได้ ย่อมต้องรับผลเสียจากการขาดพยานหลักฐานนั้น คำพิพากษานี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายสารบัญญัติกับกฎหมายวิธีสบัญญัติอย่างชัดเจน กล่าวคือ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดสิทธิของคู่สมรสเกี่ยวกับสินสมรสและการแบ่งทรัพย์สิน ขณะที่กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดวิธีการพิสูจน์สิทธิดังกล่าวต่อศาล เมื่อทั้งสองส่วนทำงานร่วมกัน ศาลจึงสามารถวินิจฉัยได้ว่าทรัพย์สินใดควรได้รับการคุ้มครองและแบ่งปันตามกฎหมาย อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ศาลให้ความสำคัญกับพยานหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้มากกว่าคำกล่าวอ้างของคู่ความ ไม่ว่าจะเป็นรายการจดทะเบียนรถยนต์ บัญชีคุมพระเครื่อง ภาพถ่าย เอกสารการส่งมอบทรัพย์สิน หรือพฤติการณ์แวดล้อมเกี่ยวกับการครอบครองทรัพย์สิน หลักฐานเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญในการทำให้ศาลสามารถวินิจฉัยข้อเท็จจริงได้อย่างมั่นคงและน่าเชื่อถือ ในทางกลับกัน คำพิพากษานี้ยังแสดงให้เห็นว่าการกล่าวอ้างโดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการอ้างว่าทรัพย์สินถูกขายไปแล้ว เป็นของบุคคลอื่น เป็นสินส่วนตัว หรือไม่มีอยู่แล้ว ย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลรับฟังได้ โดยเฉพาะเมื่อข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ผู้กล่าวอ้างต้องเป็นผู้พิสูจน์เองตามกฎหมาย สำหรับคดีครอบครัวโดยทั่วไป แนววินิจฉัยในคดีนี้มีความสำคัญต่อการจัดเตรียมคดีอย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นว่าคู่ความไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการโต้แย้งข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการรวบรวมและจัดเตรียมพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงเหล่านั้นได้ด้วย มิฉะนั้นแม้ข้อกล่าวอ้างจะเป็นจริง แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ตามหลักกฎหมาย ศาลก็ไม่อาจนำมารับฟังเป็นผลแห่งคดีได้ นอกจากนี้ คำพิพากษายังสะท้อนหลักการคุ้มครองความสุจริตในการจัดการสินสมรส กล่าวคือ คู่สมรสฝ่ายใดที่ครอบครองหรือบริหารจัดการทรัพย์สินร่วมกันอยู่ ไม่อาจใช้สถานะดังกล่าวเป็นช่องทางในการลดทอนสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ การอ้างว่าทรัพย์สินถูกจำหน่ายหรือสูญหายไปแล้วจึงต้องมีพยานหลักฐานรองรับอย่างจริงจัง มิฉะนั้นกฎหมายย่อมถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแบ่งทรัพย์สิน เมื่อพิจารณาโดยรวม คำพิพากษานี้จึงมีคุณค่าในฐานะแนวทางสำคัญสำหรับคดีแบ่งสินสมรสที่มีทรัพย์สินจำนวนมากและมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์สิน เพราะศาลฎีกาได้อธิบายหลักภาระการพิสูจน์ หลักคำให้การที่ชัดแจ้ง หลักข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับสินสมรส และหลักการคุ้มครองกองสินสมรสไว้อย่างครบถ้วน ทำให้คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายครอบครัวและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งร่วมกันเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง. บทสรุปเชิงวิชาการของคดี คำพิพากษานี้เป็นตัวอย่างสำคัญของคดีแบ่งสินสมรสที่ศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ไว้อย่างชัดเจน โดยชี้ให้เห็นว่าการกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่อาจพิจารณาจากสถานะของคู่ความว่าเป็นโจทก์หรือจำเลยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากลักษณะของข้อเท็จจริงที่แต่ละฝ่ายกล่าวอ้างในคดีด้วย หากคู่ความฝ่ายใดยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนสิทธิหรือข้อต่อสู้ของตน ฝ่ายนั้นย่อมมีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว และหากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ย่อมต้องรับผลแห่งการขาดพยานหลักฐานตามกฎหมาย คดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำคำให้การอย่างถูกต้องและชัดเจน เพราะแม้คู่ความจะมีสิทธิยกข้อต่อสู้ได้อย่างกว้างขวาง แต่หากคำให้การไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ไม่แยกแยะข้อเท็จจริงให้สามารถทราบได้ว่าประเด็นใดเป็นข้อพิพาทที่แท้จริง ศาลย่อมมีอำนาจถือว่าคู่ความนั้นรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องในส่วนนั้นแล้ว หลักการดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อผลแพ้ชนะของคดี และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการดำเนินคดีแพ่งและคดีครอบครัวทุกประเภท ในส่วนของทรัพย์สินที่เป็นข้อพิพาท ศาลฎีกาได้แสดงให้เห็นถึงการนำข้อสันนิษฐานทางกฎหมายมาใช้ควบคู่กับหลักภาระการพิสูจน์ โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อสงสัยว่าทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือไม่ กฎหมายย่อมให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส และผู้ที่ต้องการหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวย่อมต้องนำพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอมาพิสูจน์ เมื่อจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าพระเครื่องเป็นสินส่วนตัว ศาลจึงรับฟังว่าพระเครื่องดังกล่าวเป็นสินสมรสและต้องนำมาแบ่งกัน อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือการคุ้มครองกองสินสมรสจากการถูกจำหน่ายหรือโยกย้ายโดยคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับฟังเพียงคำกล่าวอ้างว่าทรัพย์สินถูกขายไปแล้วหรือไม่มีอยู่แล้ว แต่กำหนดให้ผู้กล่าวอ้างต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวอย่างชัดเจน หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ศาลย่อมมีอำนาจถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการแบ่งสินสมรส หลักการดังกล่าวช่วยป้องกันมิให้เกิดการใช้สิทธิในทางที่ไม่สุจริต และรักษาความเป็นธรรมระหว่างคู่สมรสทั้งสองฝ่าย เมื่อพิจารณาในเชิงกฎหมายครอบครัว คดีนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่าการแบ่งสินสมรสไม่ได้มุ่งพิจารณาเพียงกรรมสิทธิ์ตามเอกสารหรือการครอบครองทางกายภาพเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงที่มาของทรัพย์สิน พฤติการณ์แห่งการได้มา การจัดการทรัพย์สินระหว่างสมรส และข้อเท็จจริงที่คู่ความสามารถพิสูจน์ได้ต่อศาลด้วย จึงจะสามารถวินิจฉัยได้ว่าทรัพย์สินใดควรได้รับการแบ่งปันตามกฎหมาย คดีนี้จึงถือเป็นแนวคำพิพากษาที่มีคุณค่าอย่างมากต่อการศึกษากฎหมายครอบครัวและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพราะได้รวบรวมหลักกฎหมายสำคัญหลายประการไว้ในคดีเดียว ไม่ว่าจะเป็นหลักภาระการพิสูจน์ หลักคำให้การที่ชัดแจ้ง หลักข้อสันนิษฐานว่าสินทรัพย์เป็นสินสมรส และหลักการคุ้มครองกองสินสมรสจากการจำหน่ายเพื่อประโยชน์ฝ่ายเดียว อันเป็นหลักกฎหมายที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับคดีแบ่งสินสมรสและข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสได้อย่างกว้างขวาง แนววินิจฉัยที่สำคัญที่สุดซึ่งปรากฏจากคดีนี้ คือ ศาลจะคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสที่มีสิทธิในสินสมรสบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ ไม่เปิดโอกาสให้คู่ความฝ่ายใดได้รับประโยชน์จากการกล่าวอ้างลอย ๆ หรือการให้การที่ไม่ชัดแจ้ง และยืนยันว่าผู้ที่ต้องการให้ศาลเชื่อข้อเท็จจริงใดย่อมต้องรับผิดชอบในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นด้วยตนเอง ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมและเป็นหัวใจสำคัญของคำพิพากษาคดีนี้อย่างแท้จริง. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การแบ่งสินสมรสหลังหย่าจำเป็นต้องพิสูจน์ว่าทรัพย์สินยังมีอยู่ในขณะฟ้องคดีหรือไม่ คำตอบ คดีนี้แสดงให้เห็นว่า การแบ่งสินสมรสไม่ได้พิจารณาเฉพาะว่าทรัพย์สินยังคงมีอยู่ในวันฟ้องคดีหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าคู่ความฝ่ายใดเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์สินนั้น หากโจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเคยมีอยู่ในระหว่างสมรสและเป็นสินสมรส ส่วนจำเลยยอมรับว่าทรัพย์สินเคยมีอยู่จริงแต่กล่าวอ้างภายหลังว่าทรัพย์สินถูกจำหน่ายไปแล้วหรือไม่มีอยู่แล้ว ภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่จำเลยผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ หากจำเลยไม่สามารถพิสูจน์การจำหน่ายหรือการสูญสิ้นของทรัพย์สินได้ ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังว่าทรัพย์สินดังกล่าวยังคงต้องนำมาพิจารณาเพื่อการแบ่งสินสมรสต่อไป หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ้างลอย ๆ ว่าทรัพย์สินหมดไปแล้วโดยไม่มีหลักฐานรองรับ และเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย 2. คำถาม หากจำเลยอ้างว่าทรัพย์สินถูกขายไปแล้ว จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานประเภทใดมาพิสูจน์ คำตอบ จากแนววินิจฉัยในคดีนี้ ศาลให้ความสำคัญกับพยานหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้มากกว่าคำกล่าวอ้างของคู่ความ หากจำเลยอ้างว่าทรัพย์สินถูกจำหน่ายไปแล้ว จำเลยย่อมต้องนำพยานหลักฐานมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสัญญาซื้อขาย เอกสารการโอนกรรมสิทธิ์ หลักฐานการรับชำระเงิน หลักฐานทางบัญชี หรือพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายนั้นโดยตรง ทั้งนี้เพราะการกล่าวอ้างว่าทรัพย์สินถูกจำหน่ายไปแล้วถือเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ผู้กล่าวอ้างต้องรับภาระพิสูจน์เอง หากไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้ และอาจถือว่าทรัพย์สินนั้นยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกองสินสมรสเพื่อประโยชน์ในการแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสต่อไป หลักการนี้มีความสำคัญต่อการป้องกันการหลีกเลี่ยงการแบ่งสินสมรสและช่วยให้การวินิจฉัยคดีเป็นไปบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ 3. คำถาม การให้การว่า ทรัพย์สินบางส่วนเป็นของครอบครัว บางส่วนเป็นสินสมรส และบางส่วนเป็นสินส่วนตัว เพียงพอหรือไม่ คำตอบ คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการให้การในลักษณะกว้าง ๆ หรือคลุมเครือไม่เพียงพอตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลเห็นว่าหากคู่ความประสงค์จะโต้แย้งข้อเท็จจริงในคำฟ้อง จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าทรัพย์สินรายการใดเป็นของใคร มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร และอาศัยข้อเท็จจริงใดเป็นฐานในการต่อสู้คดี การให้การเพียงว่าทรัพย์สินบางส่วนเป็นของครอบครัว บางส่วนเป็นสินสมรส หรือบางส่วนเป็นสินส่วนตัว โดยไม่แยกแยะเป็นรายรายการ ย่อมไม่ทำให้เกิดประเด็นพิพาทที่ชัดเจน และอาจมีผลทางกฎหมายเสมือนเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องในส่วนนั้น หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คู่ความเปิดเผยข้อพิพาทที่แท้จริงต่อศาล และช่วยให้กระบวนพิจารณาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย 4. คำถาม เพราะเหตุใดศาลจึงถือว่าพระเครื่องในคดีนี้เป็นสินสมรส คำตอบ ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาแสดง ได้แก่ บัญชีคุมพระเครื่อง ภาพถ่ายพระเครื่อง และบันทึกการส่งมอบทรัพย์สิน ซึ่งทำให้เห็นว่าพระเครื่องที่พิพาทมีความเชื่อมโยงกับช่วงเวลาระหว่างการสมรส ขณะเดียวกันจำเลยอ้างว่าพระเครื่องเป็นสินส่วนตัวและบางส่วนถูกจำหน่ายไปแล้ว แต่ไม่สามารถนำพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอมาหักล้างข้อสันนิษฐานทางกฎหมายได้ พยานที่จำเลยนำเข้าสืบเป็นเพียงผู้มีความรู้เกี่ยวกับการดูพระเครื่อง มิใช่ผู้รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้มาซึ่งพระเครื่องแต่ละองค์ ศาลจึงเห็นว่าไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าพระเครื่องดังกล่าวเป็นสินส่วนตัว เมื่อประกอบกับข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ให้ถือไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรสในกรณีที่มีข้อสงสัย ศาลจึงรับฟังว่าพระเครื่องที่พิสูจน์ได้ว่ายังมีอยู่เป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งกันระหว่างคู่สมรส 5. คำถาม หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งอ้างว่าทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัว จะต้องพิสูจน์อย่างไร คำตอบ จากหลักกฎหมายและแนววินิจฉัยในคดีนี้ ผู้ที่อ้างว่าทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัวย่อมมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างของตน โดยเฉพาะในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นมีความเชื่อมโยงกับช่วงเวลาระหว่างการสมรส หรือมีข้อสงสัยว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ กฎหมายย่อมให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ดังนั้นผู้ที่ต้องการหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวจะต้องแสดงให้เห็นถึงที่มาของทรัพย์สินอย่างชัดเจน เช่น หลักฐานการได้มาก่อนสมรส หลักฐานการรับให้โดยเสน่หาเฉพาะตัว หรือหลักฐานอื่นที่แสดงให้เห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เกิดจากการสร้างฐานะร่วมกันของคู่สมรส หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ศาลย่อมมีสิทธิรับฟังว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสและต้องนำมาจัดแบ่งตามกฎหมาย หลักการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่สมรสและป้องกันการอ้างสิทธิในทรัพย์สินโดยปราศจากหลักฐานรองรับ 6. คำถาม เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับภาระการพิสูจน์มากกว่าคำกล่าวอ้างของคู่ความ คำตอบ ศาลมีหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทจากข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ มิใช่จากคำกล่าวอ้างของคู่ความเพียงอย่างเดียว ดังนั้นหลักภาระการพิสูจน์จึงเป็นกลไกสำคัญที่ใช้แยกข้อเท็จจริงที่มีพยานหลักฐานรองรับออกจากข้อเท็จจริงที่เป็นเพียงคำกล่าวอ้าง ในคดีนี้จำเลยอ้างหลายครั้งว่าทรัพย์สินถูกจำหน่ายไปแล้วหรือไม่มีอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถนำพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาพิสูจน์ได้ ศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อกล่าวอ้างดังกล่าว การกำหนดภาระการพิสูจน์เช่นนี้ช่วยป้องกันมิให้คู่ความได้รับประโยชน์จากการกล่าวอ้างลอย ๆ และช่วยให้ผลแห่งคดีเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ หลักการนี้ยังส่งเสริมให้คู่ความทุกฝ่ายต้องนำเสนอพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนและสุจริต ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรมในคดีแพ่งและคดีครอบครัว 7. คำถาม หากทรัพย์สินเคยเป็นสินสมรส แต่ต่อมาถูกจำหน่ายไปก่อนฟ้องคดี ยังสามารถนำมาคิดแบ่งสินสมรสได้หรือไม่ คำตอบ ตามแนววินิจฉัยในคดีนี้ การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอ้างว่าทรัพย์สินถูกจำหน่ายไปแล้ว มิได้หมายความว่าทรัพย์สินดังกล่าวจะหลุดพ้นจากการแบ่งสินสมรสโดยอัตโนมัติ ศาลจะพิจารณาว่ามีการจำหน่ายจริงหรือไม่ มีพยานหลักฐานรองรับเพียงใด และการจำหน่ายนั้นมีลักษณะเป็นการจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวหรือไม่ หากผู้กล่าวอ้างไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ ศาลย่อมมีอำนาจถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการจัดแบ่งสินสมรส หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งหลีกเลี่ยงการแบ่งทรัพย์สินด้วยการโอนหรือจำหน่ายทรัพย์ออกไปก่อนการดำเนินคดี และเพื่อรักษาความเป็นธรรมแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส 8. คำถาม คำพิพากษานี้ให้บทเรียนสำคัญอะไรแก่ผู้ที่กำลังดำเนินคดีแบ่งสินสมรส คำตอบ บทเรียนสำคัญที่สุดจากคดีนี้คือ ผู้ที่ประสงค์จะใช้สิทธิเรียกร้องหรือคัดค้านสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่งต้องเตรียมพยานหลักฐานให้พร้อมและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ตนกล่าวอ้าง การอาศัยเพียงคำปฏิเสธหรือคำกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานรองรับอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลรับฟังได้ นอกจากนี้การจัดทำคำให้การก็ต้องมีความชัดเจน ระบุข้อเท็จจริงเป็นรายประเด็นและรายทรัพย์สินให้ครบถ้วน เพราะหากคำให้การคลุมเครือหรือไม่ชัดแจ้ง อาจถูกถือว่าเป็นการรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของอีกฝ่ายหนึ่งได้ คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเอกสาร หลักฐานทางทะเบียน ภาพถ่าย บัญชีทรัพย์สิน และพยานบุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการวินิจฉัยของศาลอย่างมาก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีแบ่งสินสมรสจึงควรให้ความสำคัญกับการรวบรวมและรักษาพยานหลักฐานตั้งแต่ก่อนเกิดข้อพิพาท เพื่อคุ้มครองสิทธิของตนตามกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2568 ภาระการพิสูจน์ย่อมเป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ หากศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจกำหนดภาระการพิสูจน์ใหม่ให้ถูกต้องเสียได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสที่มีอยู่กับจำเลย หากจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่เลยตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่โจทก์ แต่จำเลยให้การรับว่าเคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่ โดยยกข้อต่อสู้ว่าสินสมรสดังกล่าวไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง จึงเป็นคำให้การรับข้อเท็จจริงในทรัพย์สินตามฟ้องแล้ว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 การที่โจทก์ฟ้องว่ามีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันเป็นสินสมรส โดยโจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยไม่ได้ให้การถึง จึงถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว และต้องห้ามมิให้จำเลยนำพยานเข้าสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เห็นเป็นอื่นแต่อย่างใด รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้ารุ่น FJ CRUISER 4.0 สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน ขง 2222 สงขลา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์มาแสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยได้จำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวไปแล้วในราคา 2,000,000 บาท ถือว่าจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย และรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฮิตาชิ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ตค 2109 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน กอ 6156 สงขลา รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หลายเลขทะเบียน 1 กก สงขลา 9715 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน คพว สงขลา 630 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน คยธ สงขลา 680 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน งนษ สงขลา 495 รถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน บบ 2320 ปราจีนบุรี และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา คันหมายเลขทะเบียน นค 5101 พระนครศรีอยุธยา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ทรัพย์บางรายการเป็นทรัพย์สินของครอบครัวจำเลย บางรายการเป็นสินสมรสโดยทรัพย์ทั้งหมดถูกจำหน่ายในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ บางรายการเป็นสินส่วนตัวของจำเลย หาใช่สินสมรส คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งโดยไม่แยกแยะว่ารถยนต์คันใดเป็นของครอบครัวจำเลย เป็นสินสมรส หรือเป็นสินส่วนตัว จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยรับเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว ส่วนที่จำเลยกล่าวอ้างว่าจำหน่ายทรัพย์สินไปหมดแล้วนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1534 บัญญัติว่า "สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี... จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 ..." จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยว่าคำให้การที่จำเลยอ้างว่าได้จำหน่ายสินสมรสไปแล้วมาลอย ๆ เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวให้ถือเสมือนว่า สินสมรสนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามบทบัญญัติดังกล่าว ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าขณะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย โจทก์เป็นผู้ดูแลฟาร์มวัวทั้งหมด จำเลยให้การปฏิเสธว่า ได้จำหน่ายวัวทั้งหมดไปเป็นเงิน 1,000,000 บาท เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน มิได้ปฏิเสธว่ามิใช่สินสมรส เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ มานำสืบให้เห็นตามที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้อง ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีไม้ซุงและไม้แผ่นดังกล่าวจริง จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม้บางส่วนเป็นของบุคคลภายนอก บางส่วนเป็นสินสมรสซึ่งได้แปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว โดยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่แยกแยะให้เห็นว่า ไม้ส่วนใดเป็นของบุคคลภายนอก ส่วนใดเป็นสินสมรส กรณีจึงเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่จำต้องวินิจฉัย ต้องฟังว่าสินสมรสดังกล่าวมีอยู่จริง ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า พระเครื่องเป็นสินสมรสโดยมีพยานหลักฐาน คือ บัญชีคุมพระและภาพถ่ายพระเครื่อง ทั้งมีบันทึกการเจรจาส่งมอบทรัพย์สินและยึดทรัพย์ประกอบคดี ที่โจทก์ส่งมอบพระเครื่องให้แก่จำเลย 187 องค์ ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธว่า พระเครื่องเป็นสินส่วนตัวและได้จำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกไปหมดสิ้นแล้ว กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสนสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้เป็นสินสมรส" จำเลยย่อมมีภาระการพิสูจน์ ส่วนที่จำเลยให้การว่าพระเครื่องที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นพระเครื่องที่ไม่ปรากฎในคำฟ้อง จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์เช่นกัน แต่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานโดยมี ฬ.มาเบิกความเป็นพยาน ซึ่งพยานปากดังกล่าวเป็นเพียงผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการดูพระเครื่อง หาใช่พยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้พระเครื่องของจำเลยมาว่าเป็นการได้มาระหว่างสมรสหรือไม่ จำเลยเองซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์กลับไม่มาเบิกความต้องถือว่าจำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ได้ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 198,306,929.50 บาท หากไม่สามารถตกลงกันได้หรือจำเลยเพิกเฉยให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งปันกันระหว่างโจทก์กับจำเลยต่อไป หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติภายใน 30 วัน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแบ่งปันกันทั้งหมด ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นเงิน 1,320,000 บาท และในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ กับให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นเงิน 2,200,000 บาท และในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ในวันนัดไกล่เกลี่ยและชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้อง และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 3257, 3847, 4949 และ 4950 ซึ่งมีชื่อบุคคลภายนอกถือกรรมสิทธิ์ และไม่รับฟ้องในส่วนของคำขอแบ่งหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ต่อมาโจทก์แถลงขอสละประเด็นตามคำฟ้องในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 24106 เนื้อที่ 35 ไร่ 96.4 ตารางวา ราคาประเมินประมาณ 21,000,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคำฟ้องข้อดังกล่าวจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดกัน ให้โจทก์กับจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจกำหนดถิ่นที่อยู่รวมถึงเรื่องการศึกษาของบุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 ถึงเดือนพฤษภาคม 2565 เป็นเวลา 62 เดือน ในอัตราเดือนละ 18,000 บาท เป็นเงิน 1,116,000 บาท และตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในอัตราเดือนละ 25,000 บาท และตั้งแต่บุตรผู้เยาว์ศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท ให้แบ่งสินสมรส คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 27334 เลขที่ดิน 1137 เนื้อที่ 2 งาน ที่ดินโฉนดเลขที่ 27365 เนื้อที่ 13 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 76228 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เนื้อที่ 1 ไร่ 12 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 30070 เนื้อที่ 3 งาน 57 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 30071 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 16625 เนื้อที่ 6 ไร่ 66.7 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 16564 เนื้อที่ 2 ไร่ 25.6 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 16565 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 93.1 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 1605 เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 37.4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 2084 เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 29.3 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 31672 เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 79.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 31673 เนื้อที่ 19 ไร่ 81.2 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33272 เนื้อที่ 29 ไร่ 3 งาน 26.3 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33273 เนื้อที่ 33 ไร่ 94.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33400 เนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 36867 เนื้อที่ 11 ไร่ 30.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 38552 เนื้อที่ 2 ไร่ 31.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3257 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3847 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 17 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4949 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4950 เนื้อที่ 4 ไร่ 11 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 36952 เนื้อที่ 28 ไร่ 10.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 43276 เนื้อที่ดินรวม 27.2 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 182249 เนื้อที่ 17 ไร่ 77.4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 58627 เนื้อที่ 3 งาน 4.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 58628 เนื้อที่ 2 งาน 79.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 143911 เนื้อที่ 1 ไร่ 33.6 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 241340 เนื้อที่ 3.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 241341 เนื้อที่ 4.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251085 เนื้อที่ 95 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251086 เนื้อที่ 33.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251087 เนื้อที่ 33.3 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 154 เนื้อที่ 25 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 16335 เนื้อที่ 118 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 16336 เนื้อที่ 58 ไร่ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1266 เนื้อที่ 28 ไร่ 1 งาน 69 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1898 เนื้อที่ 44 ไร่ 72 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1899 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 98 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1902 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 19 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1903 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1904 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 48 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1905 เลขที่ดิน 901 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา และเลขที่ 1907 เลขที่ดิน 101 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 62 ตารางวา ห้องชุดอาคาร บ. โฉนดที่ดินเลขที่ 61394 และ 61395 และพระรูปหล่อลอยองค์ เนื้อทองคำ มหาลาภไอ้ไข่ วัดเจดีย์ ให้โจทก์กับจำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วนำเงินมาแบ่งกัน แต่หากยังตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ว. บุตรผู้เยาว์ นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ ในอัตราเดือนละ 25,000 บาท และนับตั้งแต่บุตรผู้เยาว์มีอายุ 17 ปี ขึ้นไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท ให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรส คือ แบ่งวัวที่เลี้ยงในฟาร์มวัวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้จำเลยชำระเงินค่าวัวเป็นเงิน 750,000 บาท และแบ่งไม้แผ่นและไม้ซุงที่เก็บไว้ที่บ้าน ที่โกดัง และที่โรงเรือนสองชั้น ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้จำเลยชำระเงินค่าไม้แผ่นและไม้ซุงเป็นเงิน 1,500,000 บาท สำหรับรายการรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์ คือ รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น HILUX สีขาว หมายเลขทะเบียน กท 3113 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น VELLFIRE 2.4 สีดำ หมายเลขทะเบียน กอ 8888 สงขลา และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Fortuner สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 กฎ 6458 กรุงเทพมหานคร หรือ ขง 1 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น FJ CRUISER 4.0 สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน ขง 2222 สงขลา รถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฮิตาชิ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ตค 2109 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน กอ 6156 สงขลา รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กก สงขลา 9715 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน คพว สงขลา 630 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน คยธ สงขลา 680 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน งนษ สงขลา 495 รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน บบ 2320 ปราจีนบุรี และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา หมายเลขทะเบียน นค 5101 พระนครศรีอยุธยา กับรายการพระเครื่อง คือ หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A2 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ (พิมพ์เมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A3 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ (พิมพ์เมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A4 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ(ฉ.) (เบอร์ 139) (4ฉ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A6 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ(ฉ.) (เบอร์ 284) (1ฉ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A8 รุ่นเตารีด A เนื้อนวะ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A9 รุ่นเตารีด A เนื้อนวะ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A13 รุ่นเตารีด A เนื้อนวะ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A16 เลขใต้ฐาน เบอร์ 425 สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A17 เลขใต้ฐาน เบอร์ 510 สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B1 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B3 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B5 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B9 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C6 เตารีด อัลปาเช่ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C8 เตารีด อัลปาเช่ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C11 เตารีด หน้าใหญ่ (เตารีดเล็ก) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C13 เตารีดเล็ก สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C15 เตารีดเล็ก แข้งขีด สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C19 เตารีด พิมพ์กลางไม่ปั๊ม สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C20 เตารีด พิมพ์กลางไม่ปั๊ม สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C21 พระกริ่ง บัวรอบ สร้างปีที่ 2508 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D1 หลังเตารีด เนื้อเหลือง (พิมเมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D2 หลังเตารีด เนื้อเหลือง (พิมเมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D10 เตารีด พิมพ์ B สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D11 เตารีด พิมพ์ C สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D13 ปั๊มซ้ำ บ็อกแตก สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D16 ปั๊มซ้ำ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D17 ปั๊มซ้ำ 2 ชาย สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D18 เตารีด หน้าจีน สร้างปีที่ 2508 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D19 หลังหนังสือ ตัว (ท.) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D23 หลังหนังสือเล็ก (ว.) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E1 ขี่คอ แจกกรรมการ สร้างปีที่ 2509 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E2 เหรียญเสมา รุ่น 3 (อัลปาก้า) สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E3 เหรียญเสมา 2 จุด สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E4 เหรียญเสมาทองแดง สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E5 เหรียญเสมาทองแดง สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E6 เหรียญเสมา (อัลปาก้า) สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E8 น้ำเต้าหน้าหนุ่ม สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E9 น้ำเต้าหน้าแก่ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E10 เหรียญไข่ปลา รุ่น 4 10 ขีด สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E11 รุ่น 4 ไข่ปลา สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E12 ใบสาเก หน้าแก่ สร้างปีที่ 2508 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E13 เหรียญไข่ปลาใหญ่ พุดย้อย รุ่น 2 สร้างปีที่ 2502 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E14 เหรียญ 5 เหลี่ยม สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E15 เหรียญ 5 เหลี่ยม สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E18 รูปถ่ายหลวงปู่ทวด สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E21 เม็ดแตง หน้าผากสี่เส้น สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง F ลำดับ F2 เนื้อคลั่ง (หัวมีขีด) กล่อง F ลำดับ F7 ปลัดขิก หลวงพ่อแปลก และกล่อง F ลำดับ F12 ตะกรุด (อาจารย์นำ) ให้โจทก์กับจำเลยแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วนำเงินมาแบ่งกัน แต่หากยังตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 3257 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3847 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 17 ตาราวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4949 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 4950 เนื้อที่ 4 ไร่ 11 ตารางวา กันคนละกึ่งหนึ่งนั้นเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังยุติว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2551 มีบุตรด้วยกันคือเด็กชาย ว. พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่จังหวัดสงขลา เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2560 โจทก์กับจำเลยมีเหตุทะเลาะวิวาทกัน โจทก์ออกจากบ้านพักอาศัยพาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่ที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ โดยไม่ได้กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยอีก คดีในส่วนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี มีเหตุให้หย่าขาดจากกัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลย โจทก์กับจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจในการกำหนดถิ่นที่อยู่และการศึกษาของบุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว จำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์และจำเลยต้องแบ่งสินสมรสที่เป็นที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุดอาคาร บ. และพระรูปหล่อลอยองค์เนื้อทองคำ มหาลาภไอ้ไข่ วัดเจดีย์ ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 3257 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3847 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 17 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4949 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 4950 เนื้อที่ 4 ไร่ 11 ตารางวา ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกฟ้อง จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์ เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ภาระการพิสูจน์ย่อมเป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ หากศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจกำหนดภาระการพิสูจน์ใหม่ให้ถูกต้องเสียได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสที่มีอยู่กับจำเลย หากจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่เลยตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่โจทก์ แต่จำเลยให้การรับว่าเคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่ โดยยกข้อต่อสู้ว่าสินสมรสดังกล่าวไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง จึงเป็นคำให้การรับข้อเท็จจริงในทรัพย์สินตามฟ้องแล้ว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 การที่โจทก์ฟ้องว่ามีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันเป็นสินสมรส เป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น HILUX สีขาว หมายเลขทะเบียน กท 3113 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น VELLFIRE 2.4 สีดำ หมายเลขทะเบียน กอ 8888 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Fortuner สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 กฎ 6458 กรุงเทพมหานคร หรือ ขง 1 สงขลา โดยโจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์ แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยไม่ได้ให้การถึง จึงถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว และต้องห้ามมิให้จำเลยนำพยานเข้าสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เห็นเป็นอื่นแต่อย่างใด รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น FJ CRUISER 4.0 สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน ขง 2222 สงขลา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์ มาแสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยได้จำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวไปแล้วในราคา 2,000,000 บาท ถือว่าจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย และรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฮิตาชิ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ตค 2109 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน กอ 6156 สงขลา รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กก สงขลา 9715 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน คพว สงขลา 630 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน คยธ สงขลา 680 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน งนษ สงขลา 495 รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน บบ 2320 ปราจีนบุรี และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา คันหมายเลขทะเบียน นค 5101 พระนครศรีอยุธยา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์ แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ทรัพย์บางรายการเป็นทรัพย์สินของครอบครัวจำเลย บางรายการเป็นสินสมรสโดยทรัพย์ทั้งหมดถูกจำหน่ายในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ บางรายการเป็นสินส่วนตัวของจำเลย หาใช่สินสมรส คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งโดยไม่แยกแยะว่ารถยนต์คันใดเป็นของครอบครัวจำเลย เป็นสินสมรส หรือเป็นสินส่วนตัว จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยกล่าวอ้างว่าจำหน่ายทรัพย์สินไปหมดแล้วนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 บัญญัติว่า "สินสมรสที่คู่สมรสผ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี... จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533..." จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยว่าคำให้การที่จำเลยอ้างว่าได้จำหน่ายสินสมรสไปแล้วมาลอย ๆ เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวให้ถือเสมือนว่า สินสมรสนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์เป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า วัว ไม้แผ่น ไม้ซุง และพระเครื่องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าขณะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย โจทก์เป็นผู้ดูแลฟาร์มวัวทั้งหมด จำเลยให้การปฏิเสธว่า ได้จำหน่ายวัวทั้งหมดไปเป็นเงิน 1,000,000 บาท เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน มิได้ปฏิเสธว่ามิใช่สินสมรส เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ มานำสืบให้เห็นตามที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้อง แม้โจทก์จะเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า วัวตายเนื่องจากเกิดโรคระบาดก็ไม่ได้หมายความว่า วัวในฟาร์มจะตายไปทั้งหมด ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้จำเลยแบ่งวัวที่เหลือในฟาร์ม โดยกำหนดมูลค่าเป็นเงินจำนวน 750,000 บาท แก่โจทก์ ชอบแล้ว ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีไม้ซุงและไม้แผ่นดังกล่าวจริง จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม้บางส่วนเป็นของบุคคลภายนอก บางส่วนเป็นสินสมรสซึ่งได้แปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว โดยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่แยกแยะให้เห็นว่า ไม้ส่วนใดเป็นของบุคคลภายนอก ส่วนใดเป็นสินสมรส กรณีจึงเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่จำต้องวินิจฉัย ต้องฟังว่าสินสมรสดังกล่าวมีอยู่จริง ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าพระเครื่องเป็นสินสมรสโดยมีพยานหลักฐาน คือ บัญชีคุมพระและภาพถ่ายพระเครื่อง ทั้งมีบันทึกการเจรจาส่งมอบทรัพย์สินและยึดทรัพย์ประกอบคดี ที่โจทก์ส่งมอบพระเครื่องให้แก่จำเลย 187 องค์ ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธว่า พระเครื่องเป็นสินส่วนตัว และได้จำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกไปหมดสิ้นแล้ว กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส" จำเลยย่อมมีภาระการพิสูจน์ ส่วนที่จำเลยให้การว่าพระเครื่องที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นพระเครื่องที่ไม่ปรากฏในคำฟ้อง จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์เช่นกัน แต่จำเลยนำสืบพยานหลักฐาน โดยมีนายฬาเมศ มาเบิกความเป็นพยาน ซึ่งจำเลยยื่นบัญชีระบุพยานปากนี้ไว้ในวันเดียวกันกับวันสืบพยานจำเลยปากนี้ และโจทก์ได้คัดค้านการสืบพยานปากนี้ อีกทั้งพยานจำเลยปากดังกล่าวเป็นเพียงผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการดูพระเครื่อง หาใช่พยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้พระเครื่องของจำเลยมาว่าเป็นการได้มาระหว่างสมรสหรือไม่ ทั้งจำเลยเองซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์กลับไม่มาเบิกความ ต้องถือว่าจำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ได้ จำเลยจึงต้องแบ่งพระเครื่องให้โจทก์กึ่งหนึ่งตามส่วนที่โจทก์นำสืบได้ว่ายังมีพระเครื่องซึ่งเป็นสินสมรสบางส่วนอยู่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




