ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรสหรือไม่ และศาลสามารถวินิจฉัยเรื่องการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสได้เพียงใดเมื่อเป็นประเด็นพิพาทในคดีหย่าและแบ่งสินสมรส

สิทธิการเช่าที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรสหรือไม่, การแบ่งสิทธิการเช่าหลังการหย่า, ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรส, การบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสมีผลอย่างไร, การแบ่งสินสมรสเมื่อคู่สมรสหย่ากัน, สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์เป็นสินสมรสหรือไม่, ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิการเช่าในคดีครอบครัว, หลักสันนิษฐานว่าสินทรัพย์เป็นสินสมรส, การพิสูจน์ว่าสิทธิการเช่าเป็นสินส่วนตัว, การวินิจฉัยเรื่องสินสมรสของศาลฎีกา, การให้ทรัพย์สินระหว่างสมรส, การแบ่งกรรมสิทธิ์รวมภายหลังหย่า 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในกฎหมายครอบครัวว่าทรัพย์สินประเภทสิทธิการเช่าซึ่งได้มาในระหว่างสมรสจะถือเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยข้อพิพาทเกิดขึ้นภายหลังคู่สมรสมีปัญหาชีวิตครอบครัวจนต้องฟ้องหย่า และมีการโต้แย้งถึงสถานะทางกฎหมายของสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพของครอบครัวมาเป็นเวลานาน รวมถึงมีข้อพิพาทเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจัดทำขึ้นเพื่อยกสิทธิของตนในทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่คู่สมรสอีกฝ่ายและบุตร

ประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงการพิจารณาว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้ใดเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงหลักการสันนิษฐานตามกฎหมายในกรณีที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้งว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส ตลอดจนปัญหาว่าการต่อสู้คดีของคู่ความที่อ้างว่าตนถูกฉ้อฉลหลอกลวงให้ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ถือเป็นการบอกล้างนิติกรรมหรือสัญญาระหว่างสมรสแล้วหรือไม่ และศาลสามารถนำประเด็นดังกล่าวมาวินิจฉัยได้หรือไม่โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น

ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการตีความสถานะของสิทธิการเช่าที่ได้มาในระหว่างสมรส โดยชี้ให้เห็นว่าหากข้อเท็จจริงยังมีความคลุมเครือและไม่อาจรับฟังได้โดยแน่ชัดว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ ย่อมต้องนำหลักสันนิษฐานตามกฎหมายเรื่องสินสมรสมาปรับใช้ นอกจากนี้ยังได้วินิจฉัยถึงผลของการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส การแบ่งทรัพย์สินภายหลังการหย่า และขอบเขตอำนาจของศาลในการปรับบทกฎหมายตามข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบ อันเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพิจารณาคดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินระหว่างสมรสและสิทธิการเช่าซึ่งมิใช่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์โดยตรงแต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและมีผลกระทบต่อสิทธิของคู่สมรสอย่างมีนัยสำคัญ 

สรุปข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์ของคดี

โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2530 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นางสาว ธ. ต่อมาจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 1 ห้อง เลขที่ 23/7 ซึ่งเป็นทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยในฐานะผู้ให้เช่า โดยอาคารดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสและครอบครัวใช้เป็นที่อยู่อาศัยและเกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพของครอบครัวมาเป็นเวลานาน

ต่อมาในเดือนตุลาคม 2558 โจทก์และนางสาว ธ. ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในลักษณะชู้สาว ภายหลังจากนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 มีปากเสียงและเกิดความขัดแย้งภายในครอบครัวมาโดยตลอด จนกระทั่งวันที่ 15 ธันวาคม 2558 โจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาว ธ. ได้ร่วมกันทำบันทึกข้อตกลงฉบับหนึ่ง โดยมีสาระสำคัญว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมยกสิทธิของตนในสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวให้แก่โจทก์และนางสาว ธ. และกำหนดให้ผู้รับสัญญามีสิทธิฟ้องร้องบังคับคดีได้หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว

ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาล ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ขอให้แบ่งสินสมรสและคืนสินส่วนตัว โดยให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ให้แก่โจทก์ตามบันทึกข้อตกลง หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา นอกจากนี้ยังขอให้โจทก์เป็นผู้จัดทำบัญชีทรัพย์สินเพื่อแบ่งสินสมรส ขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู และขอให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนจากเหตุชู้สาว รวมทั้งขอให้จำเลยทั้งสองกราบขอโทษโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมิได้เกิดจากการแสดงเจตนาโดยแท้จริง เนื่องจากโจทก์และบุคคลภายนอกร่วมกันฉ้อฉลหลอกลวงให้ลงลายมือชื่อในเอกสาร อีกทั้งไม่ได้อ่านข้อความก่อนลงลายมือชื่อ และจำเลยที่ 1 ยินยอมลงลายมือชื่อเพียงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนมิได้มีความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกับจำเลยที่ 2 พร้อมทั้งระบุว่าจะดำเนินการบอกล้างตามกฎหมายต่อไป

ในส่วนของข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์นั้น โจทก์อ้างว่ามารดาของจำเลยที่ 1 ได้ยกสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 เพื่อใช้ประกอบอาชีพและดำรงชีวิตร่วมกันในฐานะครอบครัว โดยมีเงื่อนไขให้ช่วยเลี้ยงดูมารดาของจำเลยที่ 1 และรับผิดชอบค่าเช่ารวมถึงการต่อสัญญาเช่า ส่วนจำเลยที่ 1 อ้างว่ามารดาของตนยกสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่ตนแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่มีเงื่อนไขใด และเป็นการให้ก่อนสมรส

อย่างไรก็ตาม คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างอ้างตนเองเป็นพยานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตน โดยไม่มีพยานหลักฐานเอกสารหรือพยานบุคคลอื่นมาสนับสนุนอย่างชัดเจน อีกทั้งไม่ปรากฏหนังสือยกสิทธิการเช่าที่ระบุชัดว่ามารดาของจำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลใดโดยเฉพาะ จึงเกิดข้อพิพาทสำคัญว่าที่แท้แล้วสิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 หรือเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลยที่ 1

คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทสำคัญหลายประการ ได้แก่ ประเด็นว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์เป็นชู้กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ประเด็นว่าบันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 มีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่ ประเด็นว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นการบอกล้างบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้วหรือไม่ ประเด็นว่าสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์พิพาทเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว และประเด็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสและผลของการแบ่งสิทธิการเช่า เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ศาลฎีกาต้องนำมาพิจารณาและวินิจฉัยตามลำดับต่อไป 

การวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับสถานะของสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์

ประเด็นสำคัญที่สุดประการแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย คือ สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 23/7 เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 หรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่ามารดาของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยกสิทธิการเช่าดังกล่าวให้ แต่มีรายละเอียดแตกต่างกัน กล่าวคือ โจทก์อ้างว่ามารดาจำเลยที่ 1 ยกให้แก่ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 เพื่อใช้ประกอบอาชีพและดำรงชีวิตร่วมกันในฐานะครอบครัว ขณะที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ามารดายกให้แก่ตนแต่เพียงผู้เดียวและเป็นการให้ก่อนสมรส

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างอ้างตนเองเป็นพยานยืนยันข้อกล่าวอ้างของตนโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน อีกทั้งไม่ปรากฏเอกสารการให้สิทธิการเช่าที่ระบุชัดเจนว่ายกให้แก่ผู้ใดเป็นการเฉพาะ และไม่มีหลักฐานที่แสดงเจตนาของผู้ให้ได้อย่างแน่นอน จึงไม่อาจรับฟังได้โดยชัดแจ้งว่ามารดาของจำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ

เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะวินิจฉัยว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของบุคคลใด ศาลฎีกาจึงนำหลักกฎหมายเรื่องการสันนิษฐานสถานะของทรัพย์สินระหว่างสมรสมาปรับใช้ โดยเห็นว่า สิทธิการเช่าพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างการสมรส และเมื่อเกิดข้อสงสัยว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ กฎหมายกำหนดให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส จนกว่าจะมีผู้พิสูจน์เป็นอย่างอื่นได้อย่างชัดแจ้ง

แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นหลักสำคัญในกฎหมายครอบครัวว่า ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่ผู้ที่อ้างว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัว หากไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายได้ ศาลย่อมต้องรับฟังว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรส เนื่องจากกฎหมายมุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายในทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างการใช้ชีวิตสมรสร่วมกัน

ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่รับฟังว่าสิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และวินิจฉัยใหม่ว่าสิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการแบ่งทรัพย์สินภายหลังการหย่าร้าง เพราะเมื่อทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรส ย่อมต้องเข้าสู่กระบวนการแบ่งสินสมรสตามหลักกฎหมายครอบครัว

อีกประเด็นหนึ่งที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญ คือ ลักษณะของสิทธิการเช่าในฐานะทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ แม้สิทธิการเช่าจะมิใช่กรรมสิทธิ์ในตัวอสังหาริมทรัพย์โดยตรง แต่ก็เป็นสิทธิที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางทรัพย์สินแก่ผู้ถือสิทธิ สามารถใช้ประโยชน์ในอาคารพาณิชย์เพื่ออยู่อาศัยหรือประกอบกิจการได้ และมีมูลค่าที่คู่สมรสอาจได้รับร่วมกันระหว่างการสมรส ดังนั้น สิทธิการเช่าจึงสามารถเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในบังคับของหลักเกณฑ์เรื่องสินสมรสและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสได้

คำวินิจฉัยในส่วนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของคดี เพราะเป็นจุดเปลี่ยนจากการมองว่าสิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 ไปสู่การรับฟังว่าเป็นทรัพย์สินร่วมของคู่สมรส ซึ่งส่งผลต่อการพิจารณาประเด็นอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่ว่าจะเป็นผลของบันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างคู่สมรส การบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส และวิธีการแบ่งสิทธิการเช่าภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน โดยประเด็นเหล่านี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ศาลฎีการับฟังว่าสิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรส มิใช่สินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเคยวินิจฉัยไว้ 

การวิเคราะห์บันทึกข้อตกลง การบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส และปัญหาการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

ภายหลังจากที่โจทก์และนางสาว ธ. ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในลักษณะชู้สาว คู่กรณีได้จัดทำบันทึกข้อตกลงลงวันที่ 15 ธันวาคม 2558 โดยมีสาระสำคัญว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมยกสิทธิในทรัพย์สินส่วนของตนในสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์พิพาทให้แก่โจทก์และนางสาว ธ. และยินยอมให้ผู้รับสัญญาดำเนินคดีบังคับตามสัญญาได้หากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว บันทึกข้อตกลงฉบับนี้จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญของคดี เนื่องจากโจทก์อาศัยเอกสารดังกล่าวเป็นฐานแห่งสิทธิในการขอให้ศาลบังคับโอนสิทธิการเช่าให้แก่ตน

อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าไม่ได้มีเจตนาทำสัญญาดังกล่าวโดยแท้จริง เนื่องจากถูกโจทก์และบุคคลอื่นฉ้อฉลหลอกลวงให้ลงลายมือชื่อ อีกทั้งไม่ได้อ่านข้อความก่อนลงลายมือชื่อ และยินยอมลงลายมือชื่อเพียงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนมิได้มีความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกับจำเลยที่ 2 เท่านั้น พร้อมทั้งระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าจะดำเนินการบอกล้างตามกฎหมายต่อไป

เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การประกอบกัน ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นข้อพิพาทของคดีมิได้จำกัดอยู่เพียงว่ามีการทำบันทึกข้อตกลงหรือไม่ แต่รวมถึงว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่ และจำเลยที่ 1 มีสิทธิปฏิเสธความผูกพันตามเอกสารดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ใช้ถ้อยคำทางกฎหมายอย่างเป็นทางการในลักษณะคำขอบอกล้างนิติกรรมโดยตรง แต่เนื้อหาแห่งคำให้การที่อ้างว่าถูกฉ้อฉลหลอกลวงและปฏิเสธความมีผลผูกพันของเอกสารดังกล่าว ย่อมมีความหมายในสาระสำคัญว่าเป็นการต่อสู้เพื่อให้บันทึกข้อตกลงหมดผลผูกพันแก่ตน

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า คำให้การดังกล่าวมีเนื้อหาครอบคลุมประเด็นเรื่องการบอกล้างบันทึกข้อตกลงอยู่แล้ว และเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับข้อพิพาทหลักในคดี เพราะหากบันทึกข้อตกลงมีผลใช้บังคับ สิทธิในทรัพย์สินพิพาทย่อมต้องเป็นไปตามข้อตกลงนั้น แต่หากบันทึกข้อตกลงไม่มีผลผูกพันหรือถูกบอกล้าง ผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินพิพาทก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยถึงผลของการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส จึงมิใช่การหยิบยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใหม่ที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันขึ้นมาวินิจฉัยเอง หากแต่เป็นการวินิจฉัยภายในกรอบข้อพิพาทที่ปรากฏอยู่ในคำฟ้องและคำให้การแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนดังกล่าวไม่เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น

เมื่อศาลฎีการับฟังว่าสิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ประเด็นต่อมาจึงอยู่ที่ผลของบันทึกข้อตกลงต่อทรัพย์สินดังกล่าว โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยไว้ว่า บันทึกข้อตกลงมีผลผูกพันเฉพาะในส่วนสิทธิของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของสินสมรสเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นสิทธิของโจทก์อยู่แล้วในฐานะคู่สมรสผู้มีส่วนในสินสมรส

นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาว่า ส่วนที่จำเลยที่ 1 ยกสิทธิให้แก่นางสาว ธ. ซึ่งมิใช่คู่สัญญาในความสัมพันธ์ทางสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นั้น มีลักษณะเป็นการให้แก่บุคคลภายนอก เมื่อส่วนที่เป็นการให้แก่โจทก์ถูกกระทบจากผลของการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส สิทธิในส่วนดังกล่าวจึงกลับคืนสู่สถานะเดิมในฐานะสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันภายหลังการหย่า

ผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากแนววินิจฉัยดังกล่าว คือ ส่วนที่เคยเป็นของจำเลยที่ 1 และยกให้แก่โจทก์ตามบันทึกข้อตกลงย่อมกลับมาเป็นสินสมรสดังเดิม เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน จึงต้องนำทรัพย์สินดังกล่าวมาแบ่งกันตามหลักการแบ่งสินสมรส ขณะที่ส่วนที่ตกแก่บุคคลภายนอกตามที่ศาลรับฟังยังคงมีผลตามที่ได้วินิจฉัยไว้

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกล่าวถึงสิทธิของนางสาว ธ. ซึ่งมิใช่คู่ความในคดี เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย โดยวินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าวเป็นเพียงการปรับบทกฎหมายเพื่อกำหนดผลแห่งการแบ่งสินสมรสและการแบ่งสิทธิในทรัพย์สินพิพาทตามข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบกันในคดี มิใช่การวินิจฉัยสิทธิใหม่ของบุคคลภายนอกที่อยู่นอกเหนือประเด็นแห่งคดี

หลักกฎหมายสำคัญที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยส่วนนี้ คือ การพิจารณาว่าศาลวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากสาระของข้อพิพาทที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กันจริง มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบของถ้อยคำในคำให้การหรือคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น หากข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ศาลนำมาวินิจฉัยมีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นพิพาทที่คู่ความโต้แย้งกันอยู่แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและปรับบทกฎหมายให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน เนื่องจากรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในลักษณะชู้สาวอันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย พร้อมทั้งกำหนดให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนคำขออื่นของโจทก์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิการเช่า การแบ่งทรัพย์สิน ค่าอุปการะเลี้ยงดู และคำขออื่นนอกจากนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำขอในส่วนนั้น

2. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับจำเลยที่ 2 และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท ส่วนคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพของโจทก์นั้น ศาลเห็นว่าไม่สมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระ นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังวินิจฉัยเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงระหว่างคู่สมรสและผลแห่งการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส รวมทั้งวินิจฉัยถึงการแบ่งสิทธิในทรัพย์สินพิพาท โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในประเด็นสำคัญเรื่องสถานะของสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ โดยเห็นว่าสิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส และเมื่อไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายใด จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่วินิจฉัยว่าสิทธิการเช่าเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และพิพากษาแก้ให้สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์เป็นของโจทก์ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 และนางสาว ธ. คนละหนึ่งในสี่ และหากไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินของเจ้าของรวม นอกจากที่แก้ดังกล่าวให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า การอ้างว่าทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมต้องมีภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ศาลเชื่อได้อย่างชัดแจ้ง หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัว และข้อเท็จจริงปรากฏว่าทรัพย์สินได้มาในระหว่างสมรส ย่อมต้องถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรสตามกฎหมาย

อีกประการหนึ่ง คดีนี้สะท้อนหลักการตีความคำให้การตามเนื้อหาสาระมากกว่ารูปแบบของถ้อยคำ กล่าวคือ แม้คู่ความจะมิได้ใช้คำว่า “บอกล้างนิติกรรม” หรือ “บอกล้างสัญญา” อย่างชัดแจ้ง แต่หากเนื้อหาคำให้การแสดงเจตนาปฏิเสธความผูกพันของนิติกรรมโดยอ้างเหตุฉ้อฉลหลอกลวง ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยว่ามีประเด็นเรื่องการบอกล้างอยู่ในคดีแล้ว

นอกจากนี้ คำพิพากษายังแสดงให้เห็นว่า การที่ศาลปรับบทกฎหมายให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบ มิได้ถือเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นเสมอไป หากข้อเท็จจริงและผลทางกฎหมายดังกล่าวเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กันในคดี ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐาน

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า “สิทธิการเช่าที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว” และ “ศาลสามารถวินิจฉัยเรื่องการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสได้หรือไม่เมื่อเป็นประเด็นที่ปรากฏอยู่ในคำให้การของคู่ความ” โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายใด และทรัพย์สินนั้นได้มาในระหว่างสมรส ย่อมต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส อีกทั้งคำให้การที่ปฏิเสธความผูกพันของบันทึกข้อตกลงโดยอ้างเหตุฉ้อฉลหลอกลวง ย่อมถือได้ว่ามีประเด็นเรื่องการบอกล้างสัญญาอยู่ในคดีแล้ว

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

การสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส

แก่นสำคัญของคดีอยู่ที่การนำหลักสันนิษฐานตามกฎหมายมาใช้ในกรณีที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายใด โดยเมื่อสิทธิการเช่าได้มาในระหว่างสมรสและไม่มีหลักฐานชัดแจ้งหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ศาลจึงรับฟังว่าเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันภายหลังการหย่า

การบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่ 1 ให้การว่าถูกฉ้อฉลหลอกลวงและปฏิเสธผลผูกพันของบันทึกข้อตกลง เป็นการยกประเด็นเรื่องการบอกล้างสัญญาเข้าสู่การพิจารณาแล้ว ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยเรื่องการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสจึงไม่เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น และสามารถนำมาประกอบการวินิจฉัยเรื่องการแบ่งสินสมรสได้โดยชอบด้วยกฎหมาย 

อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 และมาตรา 1474 วรรคสอง

ข้อ 1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469

มาตรา 1469 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับสัญญาระหว่างสามีภริยา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัวและป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจหรืออิทธิพลที่ตนมีอยู่เหนืออีกฝ่ายหนึ่งจนก่อให้เกิดความเสียเปรียบในการจัดการทรัพย์สินระหว่างสมรส หลักกฎหมายดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาแตกต่างจากบุคคลทั่วไป เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ที่มีความใกล้ชิด ผูกพัน และอาจมีการใช้อิทธิพลต่อการตัดสินใจของอีกฝ่ายได้ง่ายกว่าการทำนิติกรรมระหว่างบุคคลภายนอก

ในคดีนี้ ประเด็นสำคัญเกิดจากบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ทำขึ้นกับโจทก์และนางสาว ธ. โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการยกสิทธิในทรัพย์สินส่วนของตนในสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์พิพาทให้แก่ผู้รับสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าตนถูกฉ้อฉลหลอกลวงให้ลงลายมือชื่อและไม่ได้มีเจตนาทำสัญญาดังกล่าวโดยแท้จริง พร้อมทั้งปฏิเสธความผูกพันของเอกสารดังกล่าว

แม้ศาลฎีกาจะมิได้วินิจฉัยรายละเอียดเกี่ยวกับองค์ประกอบของมาตรา 1469 โดยตรง แต่ประเด็นในคดีกลับเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของสัญญาระหว่างคู่สมรสอย่างชัดเจน เนื่องจากข้อพิพาทสำคัญอยู่ที่ว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวยังมีผลผูกพันหรือไม่ และการที่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธผลผูกพันของเอกสารดังกล่าวถือเป็นการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสแล้วหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การว่าถูกฉ้อฉลหลอกลวงและปฏิเสธผลผูกพันของบันทึกข้อตกลง ย่อมมีสาระสำคัญเท่ากับเป็นการยกประเด็นเรื่องการบอกล้างขึ้นต่อสู้คดีแล้ว ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนำประเด็นดังกล่าวมาวินิจฉัยจึงไม่ถือเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น

สาระสำคัญของหลักกฎหมายในส่วนนี้จึงอยู่ที่การพิจารณาว่า สัญญาหรือนิติกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างคู่สมรสไม่อาจพิจารณาเพียงรูปแบบของเอกสารเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดประกอบกัน หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งอ้างว่าการแสดงเจตนาเกิดขึ้นจากการฉ้อฉลหลอกลวง ศาลย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบว่าการแสดงเจตนาดังกล่าวยังคงมีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่ และผลแห่งการบอกล้างจะส่งผลต่อสถานะของทรัพย์สินอย่างไร

แนววินิจฉัยในคดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาระหว่างคู่สมรสไม่ใช่เพียงเรื่องการตีความเอกสาร แต่เป็นเรื่องการพิจารณาความสมบูรณ์ของการแสดงเจตนาและผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการปฏิเสธหรือบอกล้างนิติกรรมดังกล่าว ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการกำหนดสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสภายหลังการหย่าร้าง 

ข้อ 2 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง

มาตรา 1474 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในกฎหมายครอบครัว เนื่องจากกำหนดหลักสันนิษฐานเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยบัญญัติว่า หากมีข้อสงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันปัญหาการโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส และเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายในทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างการใช้ชีวิตสมรสร่วมกัน

ในคดีนี้ ประเด็นข้อพิพาทสำคัญอยู่ที่สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์พิพาทว่าเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 หรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์อ้างว่ามารดาของจำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่ทั้งสองฝ่ายเพื่อใช้ประกอบอาชีพและดำรงชีวิตร่วมกัน ขณะที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ามารดาของตนยกสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่ตนเพียงผู้เดียว

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างอ้างตนเองเป็นพยานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตน โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน อีกทั้งไม่ปรากฏหนังสือยกสิทธิการเช่าที่ระบุชัดเจนว่ายกให้แก่ผู้ใดเป็นการเฉพาะ จึงไม่สามารถรับฟังได้โดยแน่ชัดว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงผู้เดียว

เมื่อข้อเท็จจริงยังคงมีความสงสัยเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์สิน ศาลฎีกาจึงนำมาตรา 1474 วรรคสอง มาปรับใช้ โดยเห็นว่าสิทธิการเช่าพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส และเมื่อไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายใด ย่อมต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส

หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญในเชิงภาระการพิสูจน์ กล่าวคือ บุคคลที่อ้างว่าทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัวจะต้องมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย หากไม่สามารถพิสูจน์ได้จนศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยอันสมควร ทรัพย์สินนั้นย่อมถูกถือว่าเป็นสินสมรสโดยผลของกฎหมาย

ผลจากการนำมาตรา 1474 วรรคสอง มาปรับใช้ในคดีนี้ ทำให้ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่รับฟังว่าสิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และพิพากษาใหม่ว่าสิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อันส่งผลโดยตรงต่อการแบ่งทรัพย์สินภายหลังการหย่าร้าง

คดีนี้จึงถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้หลักสันนิษฐานเรื่องสินสมรสในทางปฏิบัติ โดยแสดงให้เห็นว่าเมื่อพยานหลักฐานไม่สามารถชี้ชัดถึงความเป็นสินส่วนตัวของทรัพย์สินได้ ศาลย่อมต้องใช้ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเพื่อสร้างความแน่นอนในสถานะของทรัพย์สินและคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวอย่างเคร่งครัด 

อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่กำหนดขอบเขตอำนาจของศาลในการพิพากษาคดี โดยมีหลักการสำคัญว่าศาลต้องพิพากษาหรือสั่งคดีภายในขอบเขตแห่งคำฟ้อง คำขอ และประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความยกขึ้นว่ากล่าวกันในคดี ศาลไม่มีอำนาจพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากสิ่งที่คู่ความนำเข้าสู่การพิจารณา หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความ ให้คู่ความทราบล่วงหน้าว่าประเด็นใดเป็นข้อพิพาทและสามารถเตรียมพยานหลักฐานมาหักล้างหรือสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตนได้อย่างเต็มที่ อันเป็นหลักพื้นฐานของความยุติธรรมในกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง

อย่างไรก็ตาม หลักเรื่องการห้ามพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นมิได้หมายความว่าศาลจะถูกจำกัดอยู่เฉพาะถ้อยคำที่คู่ความใช้ในคำฟ้องหรือคำให้การเท่านั้น เพราะในทางปฏิบัติศาลมีหน้าที่พิจารณาเนื้อหาสาระของข้อพิพาทที่แท้จริงจากคำคู่ความทั้งหมด รวมถึงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบประกอบกัน หากข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ศาลหยิบยกมาวินิจฉัยเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นพิพาทที่คู่ความโต้แย้งกันอยู่แล้ว การวินิจฉัยดังกล่าวย่อมไม่ถือเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น แม้ศาลจะใช้เหตุผลหรือบทกฎหมายแตกต่างจากที่คู่ความอ้างก็ตาม

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำหลักตามมาตรา 142 มาปรับใช้ เนื่องจากหนึ่งในประเด็นที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาคือ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ได้บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสแล้วนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ โดยโจทก์มีคำฟ้องอ้างอิงบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อยกสิทธิในทรัพย์สินพิพาทให้แก่โจทก์และนางสาว ธ. ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การว่าตนถูกฉ้อฉลหลอกลวงให้ทำเอกสารดังกล่าว ไม่ได้อ่านรายละเอียดก่อนลงลายมือชื่อ และเอกสารดังกล่าวไม่ใช่การแสดงเจตนาที่แท้จริงของตน อีกทั้งระบุว่าจะดำเนินการบอกล้างตามกฎหมายต่อไป

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิเคราะห์คำให้การของจำเลยที่ 1 โดยตลอด ย่อมเห็นได้ชัดว่าจำเลยที่ 1 มิได้เพียงปฏิเสธข้อกล่าวหาเท่านั้น แต่ยังปฏิเสธผลผูกพันของบันทึกข้อตกลงโดยตรง และอ้างเหตุแห่งการฉ้อฉลหลอกลวงเป็นเหตุสนับสนุนการปฏิเสธดังกล่าว การต่อสู้เช่นนี้จึงมีสาระสำคัญเท่ากับเป็นการยกประเด็นเรื่องการบอกล้างบันทึกข้อตกลงเข้าสู่การพิจารณาของศาลแล้ว แม้จะมิได้มีการใช้ถ้อยคำทางกฎหมายในรูปแบบที่สมบูรณ์หรือมีคำขอเฉพาะเกี่ยวกับการบอกล้างก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ประเด็นเรื่องการบอกล้างบันทึกข้อตกลงเป็นประเด็นที่ปรากฏอยู่ในคำให้การและเกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อพิพาทหลักของคดีซึ่งว่าด้วยผลผูกพันของบันทึกข้อตกลงดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนำประเด็นดังกล่าวมาวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยภายในขอบเขตข้อพิพาทที่คู่ความนำเข้าสู่คดี มิใช่การวินิจฉัยเรื่องใหม่ที่คู่ความไม่เคยกล่าวอ้างหรือไม่เคยต่อสู้กันมาก่อน

นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังฎีกาอีกประเด็นหนึ่งว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยถึงส่วนแบ่งสิทธิของนางสาว ธ. ซึ่งมิได้เป็นคู่ความในคดี เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกำหนดสัดส่วนแห่งสิทธิในทรัพย์สินพิพาทดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการวินิจฉัยเรื่องสถานะของสิทธิการเช่าและการแบ่งสินสมรสตามข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบกันในคดี เป็นเพียงการปรับบทกฎหมายให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ มิใช่การสร้างสิทธิใหม่หรือวินิจฉัยสิทธิของบุคคลภายนอกขึ้นโดยปราศจากประเด็นรองรับ

หลักกฎหมายที่สำคัญซึ่งปรากฏจากคำพิพากษานี้จึงอยู่ที่การแยกความแตกต่างระหว่าง “การวินิจฉัยเกินคำขอหรือเกินประเด็น” กับ “การปรับบทกฎหมายตามข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบ” กล่าวคือ หากข้อเท็จจริงที่ศาลนำมาวินิจฉัยเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดีและเป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาทที่คู่ความโต้แย้งกันอยู่แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจปรับใช้กฎหมายให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงนั้นได้ แม้คู่ความจะมิได้อ้างบทกฎหมายดังกล่าวโดยตรงก็ตาม

คำพิพากษานี้จึงสะท้อนหลักสำคัญของมาตรา 142 ว่า การพิจารณาว่าศาลพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากสาระของข้อพิพาทที่แท้จริง มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบของถ้อยคำในคำฟ้องหรือคำให้การ หากประเด็นที่ศาลวินิจฉัยเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับสิทธิ หน้าที่ หรือผลทางกฎหมายที่คู่ความนำมาฟ้องร้องและต่อสู้กันอยู่แล้ว การวินิจฉัยดังกล่าวย่อมเป็นการใช้อำนาจภายในขอบเขตแห่งคดีและไม่ขัดต่อหลักห้ามพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แต่อย่างใด 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์สามารถถือเป็นสินสมรสได้หรือไม่

คำตอบ 

สิทธิการเช่าแม้จะไม่ใช่กรรมสิทธิ์ในตัวอสังหาริมทรัพย์โดยตรง แต่เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ถือสิทธิได้ หากสิทธิการเช่าดังกล่าวได้มาในระหว่างการสมรส ย่อมอาจเข้าลักษณะเป็นสินสมรสได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบว่ามีหลักฐานแสดงว่าเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายใดหรือไม่ ในคดีนี้คู่ความต่างอ้างว่ามารดาของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยกสิทธิการเช่าให้ แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าให้แก่บุคคลใดโดยเฉพาะ อีกทั้งไม่ปรากฏเอกสารที่ระบุผู้รับสิทธิอย่างชัดแจ้ง ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเมื่อทรัพย์สินดังกล่าวได้มาในระหว่างสมรสและยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์สิน จึงต้องนำหลักสันนิษฐานตามกฎหมายมาปรับใช้และรับฟังว่าเป็นสินสมรส ส่งผลให้สิทธิการเช่าดังกล่าวต้องถูกนำมาพิจารณาแบ่งกันภายหลังการหย่าตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายครอบครัว 

2 คำถาม หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัว ศาลจะวินิจฉัยอย่างไร

คำตอบ 

หลักกฎหมายครอบครัวกำหนดว่าในกรณีที่เกิดข้อสงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือเป็นสินส่วนตัว และพยานหลักฐานไม่สามารถชี้ขาดได้อย่างชัดเจนว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของคู่สมรสฝ่ายใดโดยเฉพาะ ศาลต้องใช้หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรส ผู้ที่อ้างว่าทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัวจึงมีภาระต้องนำพยานหลักฐานมาหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวให้ศาลเชื่อได้ ในคดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างอ้างข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันเกี่ยวกับที่มาของสิทธิการเช่า แต่ต่างอาศัยเพียงคำเบิกความของตนเองโดยไม่มีหลักฐานอื่นสนับสนุน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่อาจรับฟังได้โดยแน่ชัดว่าทรัพย์สินเป็นของฝ่ายใด เมื่อสิทธิการเช่าได้มาในระหว่างสมรสและไม่มีหลักฐานหักล้างที่เพียงพอ จึงต้องรับฟังว่าเป็นสินสมรสตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย 

3 คำถาม การอ้างว่าถูกฉ้อฉลหลอกลวงให้ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงมีผลทางกฎหมายอย่างไร

คำตอบ 

การอ้างว่าถูกฉ้อฉลหลอกลวงในการทำเอกสารหรือทำสัญญาเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของการแสดงเจตนา เนื่องจากกฎหมายถือว่าการแสดงเจตนาที่เกิดขึ้นจากการถูกฉ้อฉลอาจไม่สะท้อนความประสงค์ที่แท้จริงของผู้แสดงเจตนา ในคดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การว่าถูกโจทก์และบุคคลอื่นฉ้อฉลหลอกลวงให้ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลง อีกทั้งไม่ได้อ่านข้อความก่อนลงลายมือชื่อ และเอกสารดังกล่าวไม่ใช่เจตนาที่แท้จริงของตน ศาลฎีกาพิจารณาว่าคำให้การดังกล่าวเป็นการปฏิเสธผลผูกพันของบันทึกข้อตกลงโดยตรง จึงมีลักษณะเป็นการยกประเด็นเรื่องการบอกล้างเอกสารดังกล่าวขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแล้ว แม้จะมิได้ใช้ถ้อยคำทางกฎหมายอย่างเป็นทางการก็ตาม 

4 คำถาม ศาลสามารถวินิจฉัยเรื่องที่คู่ความไม่ได้ใช้ถ้อยคำทางกฎหมายโดยตรงได้หรือไม่

คำตอบ 

ศาลมีหน้าที่พิจารณาสาระสำคัญของข้อพิพาทจากคำฟ้อง คำให้การ และพยานหลักฐานทั้งหมด มิได้จำกัดอยู่เพียงถ้อยคำหรือศัพท์กฎหมายที่คู่ความใช้เท่านั้น หากเนื้อหาแห่งคำคู่ความแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีการโต้แย้งสิทธิหรือผลทางกฎหมายในเรื่องใด ศาลย่อมสามารถวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้ ในคดีนี้แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ใช้คำว่า “บอกล้างสัญญา” อย่างชัดแจ้งตลอดทุกตอนของคำให้การ แต่มีการอ้างว่าถูกฉ้อฉลหลอกลวงและปฏิเสธผลผูกพันของบันทึกข้อตกลง ศาลฎีกาจึงเห็นว่าประเด็นเรื่องการบอกล้างเป็นประเด็นที่ปรากฏอยู่ในคำให้การแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนำเรื่องดังกล่าวมาวินิจฉัยจึงอยู่ภายในขอบเขตของข้อพิพาท มิใช่การหยิบยกเรื่องใหม่ขึ้นมาพิจารณาเอง 

5 คำถาม การวินิจฉัยเรื่องการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสถือเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่

คำตอบ 

หลักเรื่องการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นจะเกิดขึ้นเมื่อศาลวินิจฉัยเรื่องที่คู่ความมิได้ฟ้องร้องหรือมิได้โต้แย้งกันในคดี แต่หากประเด็นที่ศาลวินิจฉัยมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อพิพาทที่ปรากฏอยู่ในคำฟ้องและคำให้การ ย่อมไม่ถือเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น ในคดีนี้โจทก์อาศัยบันทึกข้อตกลงเป็นฐานแห่งสิทธิในการเรียกร้องทรัพย์สิน ขณะที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าเอกสารดังกล่าวเกิดจากการฉ้อฉลหลอกลวงและไม่มีผลผูกพัน ดังนั้นประเด็นเรื่องการบอกล้างบันทึกข้อตกลงจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการวินิจฉัยสิทธิในทรัพย์สินพิพาท ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้ และไม่เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น 

6 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในเรื่องสถานะของสิทธิการเช่า

คำตอบ 

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังว่าสิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 แต่ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพียงพอจะรับฟังได้ว่ามารดาของจำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว หรือยกให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันโดยเฉพาะ เนื่องจากไม่มีเอกสารการให้ที่ระบุผู้รับสิทธิไว้อย่างชัดแจ้ง และคู่ความต่างอ้างตนเองเป็นพยานโดยไม่มีหลักฐานอื่นสนับสนุน เมื่อข้อเท็จจริงยังมีความคลุมเครือ ศาลฎีกาจึงนำหลักสันนิษฐานเรื่องสินสมรสมาปรับใช้และรับฟังว่าสิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นสินสมรสที่ได้มาในระหว่างสมรส ผลจึงแตกต่างจากแนววินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 

7 คำถาม เมื่อศาลรับฟังว่าสิทธิการเช่าเป็นสินสมรสแล้วจะมีผลต่อการแบ่งทรัพย์สินอย่างไร

คำตอบ 

เมื่อศาลรับฟังว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรส ทรัพย์สินนั้นย่อมอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การแบ่งสินสมรสภายหลังการหย่าร้าง ไม่อาจถือเป็นทรัพย์สินของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงต้องนำมาพิจารณาแบ่งกันตามส่วนแห่งสิทธิของแต่ละฝ่าย โดยศาลฎีกาพิพากษาให้สิทธิการเช่าเป็นของโจทก์ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 และนางสาว ธ. คนละหนึ่งในสี่ และหากเจ้าของรวมไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ให้ดำเนินการตามบทกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของเจ้าของรวมต่อไป การวินิจฉัยดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากการที่ศาลรับฟังว่าสิทธิการเช่าเป็นสินสมรส มิใช่สินส่วนตัว 

8 คำถาม คดีนี้ให้บทเรียนสำคัญทางกฎหมายครอบครัวอย่างไร

คำตอบ 

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญหลายประการของกฎหมายครอบครัวและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประการแรก ผู้ที่อ้างว่าทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัวต้องมีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ชัดเจน หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ กฎหมายย่อมสันนิษฐานว่าทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ประการที่สอง การพิจารณาสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงระหว่างคู่สมรสต้องคำนึงถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี และหากมีการอ้างว่าถูกฉ้อฉลหลอกลวง ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบความสมบูรณ์ของการแสดงเจตนา ประการสุดท้าย การพิจารณาว่าศาลพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่นั้น ต้องดูจากสาระของข้อพิพาทที่แท้จริง ไม่ใช่ดูเพียงรูปแบบของถ้อยคำในคำคู่ความ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการปรับใช้หลักกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดี 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3122/2564 

การที่มารดาจำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ให้ เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นการให้โดยเป็นหนังสือระบุว่ายกให้แก่ผู้ใด และหนังสือยกให้นั้นระบุว่าเป็นสินสมรส การจะฟังว่ามารดาจำเลยที่ 1 ยกให้โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมไม่อาจรับฟังได้โดยถนัดนัก แต่สิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มาในระหว่างสมรส และกรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส เช่นนี้จึงต้องฟังว่า สิทธิการเช่าที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยที่ 1 และมีคำขอให้แบ่งสินสมรสและคืนสินส่วนตัวคือ สิทธิการเช่าพิพาทแก่โจทก์และ ธ. ซึ่งเป็นบุตรโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามบันทึกข้อตกลง จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์สมคบกับบุคคลภายนอกฉ้อฉลหลอกลวงจำเลยที่ 1 ให้ทำบันทึกข้อตกลง และไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 อ่านข้อความก่อนลงลายมือชื่อ จำเลยที่ 1 ยินยอมทำเอกสารดังกล่าวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้คบชู้กับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลเป็นการแสดงเจตนาที่แท้จริงของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 จะดำเนินการบอกล้างตามกฎหมายต่อไป เช่นนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 ย่อมมีประเด็นข้อพิพาทว่า บันทึกข้อตกลงในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิการเช่าพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์นั้นเป็นสัญญาระหว่างสมรสและมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 หรือไม่ ทั้งตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 จะดำเนินการบอกล้างตามกฎหมาย ซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 1 จะดำเนินการบอกล้างการแสดงเจตนาที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวตามที่ให้การว่าถูกโจทก์กับพวกฉ้อฉลหลอกลวงก็ตาม แต่คำให้การของจำเลยที่ 1 ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นคำให้การที่ปฏิเสธว่าบันทึกข้อตกลงไม่มีผลบังคับแก่จำเลย เท่ากับเป็นการบอกล้างบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และโจทก์ ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงเป็นสัญญาระหว่างสมรสและหยิบยกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ขึ้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ได้บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสแล้ว หาได้เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ และถือว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 มีประเด็นการบอกล้างบันทึกข้อตกลงแล้ว

สิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิใช่สินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องหย่าขาดจากกัน คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในเรื่องการแบ่งสินสมรส ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถูกโจทก์กับ ธ. ร่วมกันฉ้อฉล และมีผลผูกพันสินสมรสเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 เพียงครึ่งหนึ่งที่ยกให้โจทก์และ ธ. อีกครึ่งหนึ่งเป็นสินสมรสในส่วนของโจทก์ และส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ยกให้ ธ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้นมีลักษณะเป็นการให้ เมื่อจำเลยที่ 1 บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสที่ทำไว้กับโจทก์แล้วเช่นนี้ ย่อมมีผลให้สิทธิการเช่าพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ยกให้แก่โจทก์กลับมาเป็นสินสมรสดังเดิม เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน สิทธิการเช่าพิพาทดังกล่าวต้องแบ่งให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละครึ่งหนึ่ง โดยส่วนของจำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่งได้ตกเป็นสิทธิของ ธ. ไปแล้ว เท่ากับจำเลยที่ 1 และ ธ. มีส่วนแบ่งคนละหนึ่งในสี่ของสิทธิการเช่าพิพาท กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องของการปรับบทกฎหมายในเรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและการแบ่งสินสมรส ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานอันเป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่คู่ความนำมาสืบ มิใช่เป็นการวินิจฉัยถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันจะเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นอย่างใดไม่

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับโจทก์แบ่งสินสมรสและคืนสินส่วนตัวคือจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 23/7 ต่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ ขอถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา กับให้โจทก์เพียงผู้เดียวมีอำนาจทำบัญชีทรัพย์สินเพื่อแบ่งสินสมรสและคืนสินส่วนตัว ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 ถึงเดือนสิงหาคม 2559 เป็นเงิน 220,000 บาท และ เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองกราบขอโทษโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทน 100,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2530 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางสาว ธ. เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2531 จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ถือสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 1 ห้อง เลขที่ 23/7 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยผู้ให้เช่า ต่อมาเดือนตุลาคม 2558 โจทก์และนางสาว ธ. สืบทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นชู้กับจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่อยมาและเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 โจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาว ธ. ทำบันทึกข้อตกลงโดยมีข้อความว่า "สัญญาฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1...ผู้ให้สัญญาฝ่ายหนึ่งกับโจทก์และนางสาว ธ. ...ผู้รับสัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ผู้ให้สัญญาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินดังต่อไปนี้ 1. สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 1 ห้อง เลขที่ 23/7... คู่สัญญาได้ตกลงทำสัญญากันดังต่อไปนี้ ข้อ 1. ผู้ให้สัญญายอมยกทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดในส่วนของผู้ให้สัญญาให้แก่ผู้รับสัญญาเด็ดขาดนับแต่วันทำสัญญาฉบับนี้และผู้รับสัญญาตกลงรับเอา ทรัพย์สินดังกล่าวตามสัญญาฉบับนี้...และข้อ 4 ผู้ให้สัญญาตกลงยินยอมว่าในกรณีที่ผู้ให้สัญญาประพฤติผิดนัดผิดสัญญานี้ในข้อหนึ่งข้อใดผู้ให้สัญญายินยอมให้ผู้รับสัญญาใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อบังคับให้ผู้ให้สัญญาปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงนี้โดยทันที โดยทั้งนี้ผู้ให้สัญญาตกลงยินยอมเป็นผู้รับผิดชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาลเป็นต้น แทนผู้รับสัญญา...ลงชื่อจำเลยที่ 1 ผู้ให้สัญญาโจทก์ และนางสาว ธ. ผู้รับสัญญา และมีพยานลงลายมือชื่อสองคน" ประเด็นเรื่องเหตุแห่งการหย่านั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในทำนองชู้สาวซึ่งเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ประเด็นเรื่องค่าทดแทนและค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์นั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 100,000 บาท สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนวันฟ้องและนับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตนั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเจตนาของโจทก์ที่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูมานับแต่วันฟ้องด้วยนั้นเห็นเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์ขอค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 นั่นเอง แล้วศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าไม่สมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ ฎีกาในประเด็นที่ว่า สิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสในการให้สิทธิการเช่าพิพาทนั้นเป็นการนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่และคำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสดังกล่าวแล้วหรือไม่ และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการเดียวว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ว่าสิทธิการเช่าเป็นของบุคคลภายนอกด้วยเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ ส่วนฎีกาโจทก์ในประเด็นอื่นที่ว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 20,000 บาท ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด หนี้กระทำการที่โจทก์ขอศาลให้มีคำสั่งบังคับจำเลยทั้งสองกราบขอโทษโจทก์นั้น ศาลจะพิพากษาให้ได้หรือไม่ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้วินิจฉัยประเด็นที่โจทก์ ขอให้ตั้งโจทก์ผู้เดียวจัดทำบัญชีทรัพย์สินเพื่อแบ่งสินสมรสและคืนสินส่วนตัวนั้น ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหน้า 10 ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาที่ว่า สิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ตรงกันว่า สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นเลขที่ 23/7 พิพาท เดิมเป็นของมารดาจำเลยที่ 1 ที่ทำสัญญาเช่ากับการท่าเรือแห่งประเทศไทย และในปี 2530 เมื่อจำเลยที่ 1 สมรสกับโจทก์ได้พักอาศัยด้วยกันกับมารดาจำเลยที่ 1 ที่อาคารพิพาท โจทก์นำสืบว่า มารดาจำเลยที่ 1 ได้ยกสิทธิการเช่าพิพาทให้เป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 กับโจทก์เพื่อค้าขายอาหารตามสั่ง โดยมีเงื่อนไขว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์จะต้องเลี้ยงดูมารดา จำเลยที่ 1 ไปตลอดชีวิตและต้องจ่ายค่าเช่าและต่อสัญญาเช่ากับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า มารดาจำเลยที่ 1 ทำการค้าขายที่อาคารพิพาท ก่อนถึงแก่กรรม มารดาจำเลยที่ 1 ได้ยกสิทธิการเช่าพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ก่อนสมรสกัน โจทก์ไม่มีสินส่วนตัวมาก่อน โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างอ้างตนเองเป็น พยานนำสืบยันกันปากต่อปากโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็น การให้โดยเป็นหนังสือระบุว่ายกให้แก่ผู้ใด และหนังสือยกให้นั้นระบุว่าเป็นสินสมรส การจะฟังว่ามารดาจำเลยที่ 1 ยกให้โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมไม่อาจ รับฟังได้โดยถนัดนัก แต่สิทธิการเช่าพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มาในระหว่างสมรส และกรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติว่าให้สันนิษฐาน ไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส เช่นนี้จึงต้องฟังว่าสิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังว่าสิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ว่า สิทธิการเช่าเป็นของบุคคลภายนอกด้วยเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เมื่อสิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิใช่สินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องหย่าขาดจากกัน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในเรื่องการแบ่งสินสมรสตามที่โจทก์ขอมาท้ายคำฟ้องฎีกา ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงเอกสารท้ายฟ้องที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถูกโจทก์กับนางสาว ธ. ร่วมกันฉ้อฉลและมีผลผูกพันสินสมรสเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 เพียงครึ่งหนึ่งที่ยกให้โจทก์และนางสาว ธ. ร่วมกันอีกครึ่งหนึ่งเป็นสินสมรสในส่วนของโจทก์และส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ยกให้นางสาว ธ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้นมีลักษณะเป็นการให้ เมื่อจำเลยที่ 1 บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสที่ทำไว้กับโจทก์แล้วเช่นนี้ ย่อมมีผลให้สิทธิการเช่าพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ยกให้แก่โจทก์กลับมาเป็นสินสมรสดังเดิม เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน สิทธิการเช่าพิพาทดังกล่าวต้องแบ่งให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละครึ่งหนึ่งโดยส่วนของจำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่งได้ตกเป็นสิทธิของ นางสาว ธ. ไปแล้ว เท่ากับจำเลยที่ 1 และนางสาว ธ. มีส่วนแบ่งคนละหนึ่งในสี่ของ สิทธิการเช่าพิพาทกรณีเช่นนี้เป็นเรื่องของการปรับบทกฎหมายในเรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวม และการแบ่งสินสมรสตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานอันเป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่คู่ความนำมาสืบ มิใช่เป็นการวินิจฉัยถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันจะเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นอย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 1 ห้อง เลขที่ 23/7 เป็นของโจทก์ครึ่งหนึ่ง และของจำเลยที่ 1 กับนางสาว ธ. คนละหนึ่งในสี่ ให้แบ่งกันในระหว่างเจ้าของรวมหากไม่ตกลงกันให้จัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

คดีนี้คู่สมรสมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ภายหลังการฟ้องหย่า โดยต่างฝ่ายต่างอ้างที่มาของสิทธิการเช่าแตกต่างกัน  เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ามารดาของจำเลยยกสิทธิการเช่าให้แก่ผู้ใดโดยเฉพาะ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส




สินสมรส

ฟ้องแบ่งบ้านหลังหย่าได้หรือไม่ เมื่อมีบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ากำหนดทรัพย์สินไว้แล้ว และคู่สมรสเคยตกลงแบ่งสินสมรสกันมาก่อน
ฟ้องแบ่งสินสมรสต้องพิสูจน์อย่างไร เมื่อคู่สมรสอ้างว่าทรัพย์ถูกขายหมดแล้ว ศึกษาหลักภาระการพิสูจน์ คำให้การไม่ชัดแจ้ง และการแบ่งสินสมรสหลังหย่า
สิทธิในทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาก่อนจดทะเบียนสมรสเป็นสินสมรสหรือกรรมสิทธิ์รวมกันแน่
ยักยอกสินสมรสที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม คู่สมรสมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์ได้เพียงใด และศาลจะกำหนดค่าเสียหายอย่างไรตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
สามีเสียชีวิตก่อนคดีถึงที่สุด สิทธิเรียกลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในสินสมรสตกทอดเป็นมรดกได้หรือไม่ และศาลแบ่งสินสมรสอย่างไรตาม
โอนที่ดินระหว่างสามีภริยาเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่ เมื่อทรัพย์เป็นสินสมรสและเจ้าหนี้ยังยึดทรัพย์บังคับคดีได้ตามกฎหมาย
“หย่าโดยคำพิพากษาแล้วทรัพย์สินได้มาหลังวันฟ้องหย่าเป็นสินสมรสหรือไม่ ภาระการพิสูจน์เมื่ออ้างถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น และผลของข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ดินและกฎหมายครอบครัว”
แยกสินสมรสจากกิจการบริษัทที่เป็นนิติบุคคลและเงื่อนไขตามกฎหมาย
บ้านมรดกเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส สิทธิร้องขัดทรัพย์ของคู่สมรส(ฎีกา 2467/2549)
เงินประกันชีวิตเป็นสินสมรสหรือมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 4239/2558)
สินสมรส & ดอกผล มาตรา 148, คุ้มครองชั่วคราว,(ฎีกา 10361/2557)
(ฎีกาที่ 1319/2568)การแบ่งสินสมรส บ้านและที่ดินหลังหย่า
สามีมีชู้เสียชีวิตระหว่างฎีกา สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทนยังคงอยู่หรือไม่(ฎีกา4977/2565)
ฎีกาที่ 4837/2567: สิทธิเรียกคืนสินสมรสและทรัพย์มรดกจากการโอนโดยมิชอบ พร้อมข้อวินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนเป็นสินสมรส
สิทธิแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กับข้อจำกัดการบังคับคดีและขั้นตอนตามกฎหมายแพ่งที่ต้องปฏิบัติก่อน
คดีที่ดินมรดกและผลผูกพันของคำพิพากษาในคดีเดิม ผู้สืบสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนและจำนองที่ดินได้หรือไม่ เมื่อประเด็นสิทธิได้ยุติไปแล้ว
เงินประกันชีวิตระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ต้องคืนส่วนครึ่งหนึ่งให้อดีตคู่สมรส
การตีความหนังสือแบ่งทรัพย์สินตามเจตนาที่แท้จริง ป.พ.พ. มาตรา 171
บันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเรื่องแบ่งสินสมรส, การแบ่งสินสมรสในการหย่า, ส่วนควบ
สัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าในทรัพย์สินสมรสมีผลผูกพันหรือไม่ เมื่อคู่สมรสไม่ยินยอม วิเคราะห์หลักกฎหมายการจัดการสินสมรสและสิทธิเรียกร้องค่าเช่า
ภริยายินยอมให้ใส่ชื่อสามีฝ่ายเดียวในที่ดินสินสมรสเป็นการให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้า
สามีโจทก์ได้สมยอมแกล้งเป็นหนี้พี่สาวแล้วทำสัญญายอมความยึดสินสมรส
เงินสินส่วนตัวซื้อที่ดินและปลูกบ้านระหว่างสมรส ทรัพย์เป็นของใคร
ทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียวเป็นสินสมรส
ข้อตกลงเรื่องการหย่าและข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน(สินสมรส)
ฟ้องแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างสินสมรสระหว่างคนไทยและคนต่างด้าว
ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสมีชื่อภรรยาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คนเดียว
ขณะทำพินัยกรรมจดทะเบียนหย่ากันแล้วพินัยกรรมไม่เป็นโมฆะ