ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิในทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาก่อนจดทะเบียนสมรสเป็นสินสมรสหรือกรรมสิทธิ์รวมกันแน่

ทรัพย์สินที่ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสเป็นสินสมรสหรือไม่ การอยู่กินฉันสามีภริยากับสิทธิในทรัพย์สิน การพิสูจน์กรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน ทรัพย์สินที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกัน สิทธิของคู่สมรสที่ไม่ได้มีชื่อในโฉนด การเรียกให้จดทะเบียนเป็นเจ้าของร่วมในที่ดิน การประกอบธุรกิจร่วมกันก่อนสมรส ผลของการจดทะเบียนสมรสภายหลัง การรับโอนทรัพย์จากการบังคับจำนอง กรณีที่ดินได้มาจากธุรกิจให้กู้ยืมเงิน สิทธิในทรัพย์สินระหว่างชายหญิงที่อยู่กินกัน การพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินลงทุนในทรัพย์สิน 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญทางกฎหมายว่าทรัพย์สินที่ชายหญิงได้มาร่วมกันในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส จะถือเป็นสินสมรสหรือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย โดยคดีนี้เกิดจากกรณีที่โจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง และเป็นนายหน้าขายที่ดินมาเป็นเวลานานนับตั้งแต่เริ่มอยู่กินฉันสามีภริยา ต่อมามีการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทจากมูลหนี้และสิทธิที่เกิดขึ้นจากธุรกิจดังกล่าว แม้ที่ดินจะปรากฏชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงฝ่ายเดียว แต่โจทก์อ้างว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นผลจากการทำมาหาได้ร่วมกัน จึงมีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมด้วย ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรส เป็นสินส่วนตัวของจำเลย หรือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่กรณี และการจดทะเบียนสมรสในภายหลังจะมีผลเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการจดทะเบียนสมรสหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิสูจน์สิทธิในทรัพย์สินของบุคคลที่อยู่กินฉันสามีภริยาโดยยังมิได้จดทะเบียนสมรส 

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินหลายแปลง โดยอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างโจทก์และจำเลย หากจำเลยไม่ดำเนินการตามคำพิพากษา ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยในการดำเนินการทางทะเบียนที่ดินต่อไป ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธและขอให้ยกฟ้องทั้งหมด 

ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยเริ่มอยู่กินฉันสามีภริยาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2526 มีบุตรร่วมกัน 3 คน ต่อมาจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2544 ในช่วงที่อยู่กินฉันสามีภริยากัน ทั้งสองฝ่ายร่วมกันประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง และเป็นนายหน้าขายที่ดินมาโดยตลอด ซึ่งเป็นกิจการที่สร้างรายได้ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย 

ศาลชั้นต้นรับฟังว่าที่ดินบางส่วนเป็นสินสมรสและพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่งในที่ดินจำนวน 10 แปลง ส่วนคำขออื่นให้ยก ต่อมาทั้งโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ทำให้ประเด็นเกี่ยวกับที่ดินจำนวนดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เนื่องจากไม่มีฝ่ายใดฎีกาในประเด็นดังกล่าวอีก 

สำหรับประเด็นที่เป็นข้อพิพาทในชั้นฎีกา เหลือเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์ที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกันในธุรกิจให้กู้ยืมเงินที่ทำร่วมกับจำเลย โดยที่ดินทั้งสองแปลงมีที่มาจากการที่จำเลยทำสัญญาให้กู้ยืมเงินและรับจำนองที่ดินของลูกหนี้ในปี 2538 และ 2539 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนจดทะเบียนสมรส แต่เป็นช่วงที่ทั้งสองฝ่ายอยู่กินฉันสามีภริยาและร่วมประกอบธุรกิจด้วยกันอยู่แล้ว ต่อมาจำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงจากสิทธิและมูลหนี้ที่เกิดจากการประกอบธุรกิจดังกล่าว 

โจทก์ยืนยันว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันจึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย แม้จะปรากฏชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวก็ตาม ขณะที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่สินสมรสและมิได้ให้สิทธิแก่โจทก์ในที่ดินดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้โจทก์ฎีกาต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้วินิจฉัยสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยตรง 

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยละเอียด

ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นสำคัญของคดีมิใช่การวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรสหรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาก่อนว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยร่วมกันทำมาหาได้ในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาหรือไม่ โดยศาลพิจารณาจากคำฟ้อง คำเบิกความ และแนวทางต่อสู้คดีของโจทก์ทุกชั้นศาลแล้วเห็นว่า โจทก์ยืนยันมาตลอดว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากธุรกิจให้กู้ยืมเงินซึ่งโจทก์และจำเลยร่วมกันดำเนินการ แม้ในชั้นฎีกาจะใช้คำว่าเป็นสินสมรส แต่เนื้อหาที่โจทก์อ้างยังคงเป็นเหตุเดียวกับที่ฟ้องคดีมาโดยตลอด คือเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการทำมาหาได้ร่วมกัน จึงต้องวินิจฉัยในลักษณะของกรรมสิทธิ์รวมเป็นสำคัญ 

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า การจะถือว่าทรัพย์สินใดเป็นกรรมสิทธิ์รวมของบุคคลสองฝ่ายได้นั้น ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมกันในการทำมาหาได้หรือมีส่วนร่วมก่อให้เกิดทรัพย์สินนั้น จากพยานหลักฐานในคดีรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง และเป็นนายหน้าขายที่ดินมาตั้งแต่เริ่มอยู่กินฉันสามีภริยาในปี 2526 กิจการดังกล่าวเป็นกิจการที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันดำเนินการมาโดยต่อเนื่อง มิใช่กิจการส่วนตัวของจำเลยฝ่ายเดียว 

สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 ปรากฏว่าในปี 2538 และ 2539 จำเลยได้ทำสัญญาให้กู้ยืมเงินแก่ลูกหนี้และจดทะเบียนรับจำนองที่ดินดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้ แม้ในเอกสารทางกฎหมายจะปรากฏชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาเพียงผู้เดียว แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โจทก์และจำเลยยังอยู่กินฉันสามีภริยาและร่วมประกอบธุรกิจเดียวกันอยู่ อีกทั้งจำเลยไม่สามารถนำสืบให้ศาลเชื่อได้ว่าเงินที่ใช้ในการปล่อยกู้เป็นเงินส่วนตัวของจำเลยโดยเฉพาะ ศาลจึงรับฟังได้ว่าการปล่อยกู้และการรับจำนองดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันดำเนินการ 

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าการปรากฏชื่อจำเลยเพียงคนเดียวในสัญญา ไม่ได้หมายความว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวเสมอไป เพราะเมื่อพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่ากิจการดังกล่าวเป็นกิจการร่วมกัน การที่จำเลยเข้าทำนิติกรรมจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำแทนผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองฝ่ายด้วย ดังนั้นแม้จะมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองเพียงคนเดียว ก็ไม่ได้ตัดสิทธิของโจทก์ในทรัพย์สินที่เกิดจากกิจการร่วมกันดังกล่าว 

ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า แม้ในขณะที่รับจำนอง กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังไม่ได้ตกแก่จำเลยในทันที แต่ในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง จำเลยย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และสามารถใช้สิทธิบังคับจำนองได้ เมื่อในที่สุดจำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงมาจากมูลหนี้ที่เกิดขึ้นจากกิจการร่วมกัน ทรัพย์สินดังกล่าวจึงมีรากฐานมาจากการทำมาหาได้ร่วมกันของโจทก์และจำเลย ไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยได้มาด้วยตนเองฝ่ายเดียว 

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา และเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย โดยแต่ละฝ่ายมีสิทธิคนละครึ่งในทรัพย์สินดังกล่าว 

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า แม้ต่อมาภายหลังโจทก์และจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกันในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 แต่การจดทะเบียนสมรสภายหลังไม่อาจเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการสมรสให้กลายเป็นสินสมรสได้ เพราะที่ดินทั้งสองแปลงได้มาในช่วงเวลาก่อนการจดทะเบียนสมรส ดังนั้นทรัพย์สินดังกล่าวจึงมิใช่สินสมรส แต่เป็นกรรมสิทธิ์รวมตามข้อเท็จจริงแห่งการทำมาหาได้ร่วมกันเท่านั้น 

ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่รับฟังว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย และเห็นว่าฎีกาของโจทก์มีมูลสมควรรับฟังได้ เมื่อโจทก์มีสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลงคนละครึ่งกับจำเลย จึงสมควรบังคับให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการดำเนินการทางทะเบียนที่ดินต่อไป 

วิเคราะห์ประเด็นกรรมสิทธิ์รวมกับสินสมรส

คดีนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแนวคิดเรื่อง “กรรมสิทธิ์รวม” กับ “สินสมรส” ซึ่งแม้ในทางปฏิบัติจะมีลักษณะคล้ายกันตรงที่บุคคลมากกว่าหนึ่งคนมีสิทธิในทรัพย์เดียวกัน แต่รากฐานทางกฎหมายของสิทธิทั้งสองประเภทแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 

สำหรับสินสมรสนั้นต้องอาศัยความสัมพันธ์ทางกฎหมายในฐานะสามีภริยาที่เกิดจากการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเป็นพื้นฐาน เมื่อทรัพย์สินได้มาในระหว่างสมรสจึงอาจมีสถานะเป็นสินสมรสได้ แต่หากทรัพย์สินได้มาก่อนการจดทะเบียนสมรส ย่อมไม่อาจอาศัยเหตุแห่งการสมรสภายหลังมาทำให้ทรัพย์ดังกล่าวกลายเป็นสินสมรสได้ ศาลฎีกาจึงวางหลักว่าการจดทะเบียนสมรสในภายหลังไม่มีผลย้อนหลังไปเปลี่ยนสถานะของทรัพย์สินที่ได้มาก่อนสมรส 

ในทางกลับกัน กรรมสิทธิ์รวมมิได้เกิดจากสถานะการสมรส แต่เกิดจากข้อเท็จจริงที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันทำมาหาได้ ร่วมลงทุน หรือร่วมก่อให้เกิดทรัพย์สินนั้นขึ้นมา หากพิสูจน์ได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมกันในทางเศรษฐกิจหรือทางกิจการจนก่อให้เกิดทรัพย์สิน ย่อมมีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมได้ แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ตาม 

สาระสำคัญของคดีนี้จึงอยู่ที่การพิสูจน์แหล่งที่มาของทรัพย์สินมากกว่าการพิสูจน์สถานะการสมรส ศาลมิได้พิจารณาเพียงว่าใครมีชื่อในโฉนด หรือใครเป็นคู่สัญญาในเอกสารเท่านั้น แต่พิจารณาถึงที่มาของสิทธิและกระบวนการสร้างทรัพย์สินทั้งหมด จนได้ข้อสรุปว่าทรัพย์ดังกล่าวเกิดจากกิจการที่โจทก์และจำเลยร่วมกันดำเนินการมาเป็นเวลานาน จึงต้องถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย 

หลักกฎหมายที่ศาลนำมาปรับใช้ในคดีนี้

หลักกฎหมายสำคัญประการแรก คือ หลักเรื่องการพิสูจน์การทำมาหาได้ร่วมกัน ศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่คู่กรณีร่วมกันประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง และเป็นนายหน้าขายที่ดินมาโดยต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มอยู่กินฉันสามีภริยา จึงถือว่ากิจการดังกล่าวเป็นกิจการร่วมกัน มิใช่กิจการของจำเลยฝ่ายเดียว 

หลักกฎหมายประการที่สอง คือ หลักเรื่องการพิจารณาแหล่งที่มาของทรัพย์สิน ศาลมิได้ยึดถือเพียงรูปแบบของเอกสารหรือการมีชื่อในโฉนด แต่พิจารณาว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกิดขึ้นจากเงินทุน สิทธิเรียกร้อง และกิจกรรมทางธุรกิจของผู้ใดบ้าง เมื่อจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใช้เงินส่วนตัวของตนเพียงฝ่ายเดียว จึงรับฟังว่าทรัพย์เกิดจากกิจการร่วมกันของคู่กรณี 

หลักกฎหมายประการที่สาม คือ หลักเรื่องผลของการจดทะเบียนสมรส ศาลวางหลักไว้อย่างชัดแจ้งว่าการจดทะเบียนสมรสในภายหลังไม่อาจเปลี่ยนทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการสมรสให้กลายเป็นสินสมรสได้ แม้คู่กรณีจะจดทะเบียนสมรสกันในเวลาต่อมา ทรัพย์ที่ได้มาก่อนหน้านั้นยังคงมีสถานะทางกฎหมายตามข้อเท็จจริงเดิมที่เกิดขึ้นในขณะได้ทรัพย์นั้นมา 

หลักกฎหมายประการสุดท้าย คือ หลักการคุ้มครองสิทธิของผู้ร่วมสร้างทรัพย์สิน ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมตามข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ โดยมิให้บุคคลที่มีชื่อในเอกสารเพียงฝ่ายเดียวได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินทั้งหมด หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวเกิดจากการร่วมแรง ร่วมทุน หรือร่วมทำมาหาได้ของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ผู้มีส่วนร่วมดังกล่าวย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นตามส่วนแห่งกรรมสิทธิ์รวมของตน 

วิเคราะห์หลักกฎหมายเชิงลึก

คดีนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การแยกความแตกต่างระหว่างทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสกับทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม โดยศาลฎีกามิได้พิจารณาเพียงรูปแบบทางทะเบียนหรือชื่อบุคคลที่ปรากฏในเอกสารสิทธิเท่านั้น แต่พิจารณาถึงที่มาของทรัพย์สินและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างคู่กรณีเป็นสำคัญ กล่าวคือ แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จะปรากฏชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวมีที่มาจากธุรกิจให้กู้ยืมเงิน รับจำนอง ซื้อขายที่ดิน และนายหน้าซื้อขายที่ดินซึ่งโจทก์และจำเลยร่วมกันดำเนินการมาตั้งแต่เริ่มอยู่กินฉันสามีภริยา จึงไม่อาจพิจารณาเฉพาะรูปแบบของเอกสารโดยตัดขาดจากข้อเท็จจริงที่เป็นต้นกำเนิดของทรัพย์สินได้ 

สาระสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการสร้างทรัพย์สินมากกว่าการมีชื่อเป็นเจ้าของในทางทะเบียน เนื่องจากในทางปฏิบัติการประกอบกิจการร่วมกันอาจมีบุคคลเพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้ลงนามในสัญญา เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ หรือเป็นผู้ติดต่อทางธุรกิจ แต่หากทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากกิจการที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันดำเนินการ ย่อมไม่อาจถือว่าผู้ที่มีชื่อในเอกสารเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวได้ หลักดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าศาลพิจารณาความเป็นจริงทางเศรษฐกิจควบคู่กับข้อเท็จจริงทางกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์จากแรงงาน เงินทุน หรือความร่วมมือของอีกฝ่ายโดยปราศจากเหตุอันสมควร 

คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า การได้มาซึ่งทรัพย์สินอาจเกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นตอนต่อเนื่องกัน เริ่มจากการนำเงินไปปล่อยกู้ การรับจำนองเป็นประกันหนี้ การเกิดสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง และการได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองในภายหลัง แม้ที่ดินพิพาทจะเพิ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยในภายหลัง แต่ศาลฎีกามองย้อนกลับไปถึงต้นทางของสิทธิที่ทำให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีต้นกำเนิดจากธุรกิจที่โจทก์และจำเลยร่วมกันดำเนินการ ทรัพย์สินที่ได้รับโอนตามสิทธินั้นจึงย่อมมีลักษณะเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกันด้วยเช่นกัน 

เจตนารมณ์ของหลักกรรมสิทธิ์รวมในคดีนี้

แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่ากฎหมายมุ่งคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่มีส่วนร่วมในการสร้างทรัพย์สิน มิใช่คุ้มครองเฉพาะผู้ที่มีชื่อในเอกสารสิทธิหรือผู้ที่เข้าทำนิติกรรมเพียงฝ่ายเดียว หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าทรัพย์สินเกิดจากการร่วมแรง ร่วมทุน ร่วมบริหาร หรือร่วมดำเนินกิจการของบุคคลหลายฝ่าย บุคคลเหล่านั้นย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวตามส่วนแห่งการมีส่วนร่วมของตน 

ในคดีนี้ ศาลฎีกาไม่ได้ให้ความสำคัญกับสถานะการจดทะเบียนสมรสเป็นหลัก แต่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่าทั้งสองฝ่ายร่วมกันสร้างฐานะทางเศรษฐกิจและประกอบกิจการร่วมกันมาเป็นเวลานานก่อนการสมรส การรับรองให้โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทจึงเป็นการรับรองผลแห่งการทำมาหาได้ร่วมกันที่เกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นการให้สิทธิเพราะความเป็นสามีภริยาตามทะเบียนสมรส 

เจตนารมณ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การป้องกันมิให้เกิดความไม่เป็นธรรมจากการอาศัยข้อได้เปรียบทางเอกสารหรือทางทะเบียน หากยอมรับว่าผู้ที่มีชื่อในโฉนดหรือในสัญญาเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร่วมลงทุนและร่วมประกอบกิจการ ย่อมเปิดโอกาสให้บุคคลฝ่ายหนึ่งใช้รูปแบบทางกฎหมายมาปฏิเสธสิทธิของผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างทรัพย์สินอย่างแท้จริง ซึ่งขัดต่อหลักความสุจริตและความเป็นธรรมในการใช้สิทธิทางแพ่ง 

เจาะเหตุผลที่ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาศาลล่าง

สาเหตุสำคัญที่ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองมิได้เกิดจากความเห็นต่างในข้อเท็จจริงพื้นฐาน แต่เกิดจากการประเมินผลทางกฎหมายของข้อเท็จจริงดังกล่าวแตกต่างกัน โดยศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทมีที่มาจากกิจการที่โจทก์และจำเลยร่วมกันดำเนินการมาเป็นเวลานาน และจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใช้เงินส่วนตัวของตนเพียงฝ่ายเดียวในการดำเนินการให้กู้ยืมเงินและรับจำนองที่ดินพิพาท 

ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าการทำสัญญาให้กู้ยืมเงินและการรับจำนองเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายอยู่กินฉันสามีภริยาและร่วมประกอบธุรกิจเดียวกัน แม้จำเลยจะเป็นผู้ปรากฏชื่อในเอกสารเพียงคนเดียว แต่ไม่อาจหักล้างข้อเท็จจริงเรื่องการดำเนินกิจการร่วมกันได้ เมื่อไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าจำเลยใช้เงินส่วนตัวของตนเองโดยเฉพาะ ศาลจึงถือว่ากิจกรรมทางธุรกิจดังกล่าวเป็นกิจการร่วมกันของทั้งสองฝ่าย 

ศาลฎีกาจึงเห็นว่าที่ดินทั้งสองแปลงมิใช่สินส่วนตัวของจำเลยตามที่ศาลล่างวินิจฉัยไว้ แต่เป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกันและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลยคนละครึ่ง การแก้คำพิพากษาจึงเป็นผลมาจากการตีความข้อเท็จจริงและสถานะของทรัพย์สินตามหลักกรรมสิทธิ์รวม มิใช่การรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ที่แตกต่างจากศาลล่าง 

ผลทางกฎหมายของการอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรสตามข้อเท็จจริงในคดีนี้

คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้การอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสจะไม่ก่อให้เกิดสถานะสามีภริยาตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทรัพย์สินทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างการอยู่ร่วมกันจะตกเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยอัตโนมัติ หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นเกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกันหรือเกิดจากกิจการที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันดำเนินการ ย่อมอาจถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้ตามข้อเท็จจริงแห่งคดี 

ในกรณีนี้ แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จะได้มาก่อนวันที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรส แต่ศาลฎีกาไม่ได้ปฏิเสธสิทธิของโจทก์ เพียงเพราะขณะนั้นยังไม่มีการจดทะเบียนสมรส เนื่องจากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทั้งสองฝ่ายร่วมกันประกอบกิจการและร่วมกันสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจจนก่อให้เกิดทรัพย์สินดังกล่าวขึ้นมา สิทธิของโจทก์จึงเกิดจากการเป็นผู้ร่วมทำมาหาได้ มิใช่เกิดจากสถานะความเป็นคู่สมรสตามกฎหมาย 

ในขณะเดียวกัน ศาลฎีกาก็วางหลักไว้อย่างชัดแจ้งว่าการจดทะเบียนสมรสภายหลังไม่อาจเปลี่ยนทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการสมรสให้กลายเป็นสินสมรสได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะได้รับการรับรองสิทธิในที่ดินพิพาท แต่สิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม มิใช่สิทธิในฐานะคู่สมรสตามกฎหมาย แนววินิจฉัยนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการแยกสถานะทางกฎหมายระหว่างสินสมรสกับกรรมสิทธิ์รวม และเป็นการยืนยันว่าการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินอาจเกิดขึ้นได้แม้ในกรณีที่ยังไม่มีการจดทะเบียนสมรส หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการร่วมกันสร้างทรัพย์สินนั้นขึ้นมาอย่างแท้จริง 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 17775 180904 25312 58422 56089 62542 3315 17944 45446 และ 16538 หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10000 บาท ส่วนคำขอเกี่ยวกับที่ดินแปลงอื่นให้ยก

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นอุทธรณ์จำนวน 100 บาท แก่โจทก์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนเป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 มิใช่สินส่วนตัวของจำเลย เนื่องจากมีที่มาจากธุรกิจให้กู้ยืมเงิน รับจำนอง และกิจการที่โจทก์กับจำเลยร่วมกันดำเนินการในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาก่อนจดทะเบียนสมรส จึงเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่ายคนละครึ่ง แม้ต่อมาจะมีการจดทะเบียนสมรสก็ไม่ทำให้ทรัพย์ดังกล่าวกลายเป็นสินสมรส ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นฎีกา 100 บาท แก่โจทก์ และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงหลักกฎหมายสำคัญว่า การได้มาซึ่งทรัพย์สินในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาโดยยังมิได้จดทะเบียนสมรส มิได้ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติ เพราะสถานะของสินสมรสย่อมเกิดขึ้นได้เฉพาะทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างการสมรสตามกฎหมายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทรัพย์สินนั้นเกิดจากการร่วมกันประกอบกิจการ ร่วมลงทุน หรือร่วมทำมาหาได้ของทั้งสองฝ่าย ย่อมอาจก่อให้เกิดสิทธิในฐานะกรรมสิทธิ์รวมได้ แม้จะยังไม่มีการจดทะเบียนสมรสก็ตาม 

หลักที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญในคดีนี้มิใช่การพิจารณาเฉพาะผู้ที่มีชื่อในโฉนดหรือผู้ที่มีชื่อเป็นคู่สัญญา แต่เป็นการพิจารณาถึงแหล่งที่มาของทรัพย์สินและความเป็นจริงทางเศรษฐกิจว่าใครเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างสิทธิหรือทรัพย์สินนั้นขึ้นมา เมื่อทรัพย์สินมีต้นกำเนิดจากกิจการที่คู่กรณีร่วมกันดำเนินการ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากกิจการดังกล่าวย่อมต้องตกแก่ผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายตามส่วนแห่งสิทธิของตน 

แนววินิจฉัยนี้ยังสะท้อนหลักความเป็นธรรมในทางแพ่งว่าการถือครองเอกสารสิทธิหรือการมีชื่อในนิติกรรมเพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่ข้อยุติเด็ดขาดว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่เพียงผู้เดียว หากพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่ามีการร่วมกันสร้างทรัพย์สินขึ้นมา ศาลย่อมมีอำนาจรับรองสิทธิของผู้ร่วมทำมาหาได้และกำหนดให้เป็นเจ้าของร่วมได้ตามข้อเท็จจริงแห่งคดี 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ที่ดินที่ได้มาจากกิจการร่วมกันในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาก่อนจดทะเบียนสมรส จะเป็นสินส่วนตัวของผู้มีชื่อในโฉนด เป็นสินสมรส หรือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวมีที่มาจากธุรกิจที่โจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบและร่วมกันทำมาหาได้ แม้จะมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว ก็ยังถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่ายได้ และการจดทะเบียนสมรสภายหลังไม่มีผลเปลี่ยนทรัพย์ดังกล่าวให้กลายเป็นสินสมรส 

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

กรรมสิทธิ์รวมจากการทำมาหาได้ร่วมกัน

หัวใจสำคัญของคดีอยู่ที่การพิสูจน์ว่าทรัพย์สินเกิดจากกิจการที่คู่กรณีร่วมกันดำเนินการหรือไม่ หากพิสูจน์ได้ว่าทั้งสองฝ่ายร่วมลงทุน ร่วมประกอบธุรกิจ หรือร่วมสร้างสิทธิทางเศรษฐกิจจนก่อให้เกิดทรัพย์สิน ทรัพย์ดังกล่าวย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้ แม้จะมีชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งในเอกสารสิทธิเพียงฝ่ายเดียวก็ตาม 

ทรัพย์ที่ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสไม่กลายเป็นสินสมรส

ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การจดทะเบียนสมรสในภายหลังไม่มีผลย้อนหลังไปเปลี่ยนสถานะของทรัพย์สินที่ได้มาก่อนสมรสให้กลายเป็นสินสมรส ดังนั้นแม้คู่กรณีจะจดทะเบียนสมรสกันในเวลาต่อมา แต่ทรัพย์ที่ได้มาก่อนหน้านั้นยังคงต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมายจากข้อเท็จจริงในขณะที่ได้ทรัพย์มา ไม่ใช่จากสถานะสมรสที่เกิดขึ้นภายหลัง 

อธิบายหลักกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363

มาตรา 1363 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งมีหลักสำคัญว่าเมื่อทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลหลายคนร่วมกัน บุคคลแต่ละคนย่อมมีสิทธิเป็นเจ้าของในทรัพย์สินนั้นตามส่วนของตน แม้จะมิได้มีการแบ่งแยกทรัพย์ออกจากกันอย่างชัดเจนก็ตาม หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองสิทธิของบุคคลทุกคนที่มีส่วนร่วมในทรัพย์สินเดียวกัน และป้องกันมิให้เจ้าของร่วมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ้างสิทธิครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวโดยตัดสิทธิของเจ้าของร่วมคนอื่น

สาระสำคัญของกรรมสิทธิ์รวมจึงมิได้อยู่ที่การมีชื่อในเอกสารสิทธิเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงที่มาของสิทธิในทรัพย์สินนั้นด้วย หากปรากฏว่าบุคคลหลายคนร่วมกันลงทุน ร่วมกันประกอบกิจการ หรือร่วมกันสร้างทรัพย์สินขึ้นมา บุคคลเหล่านั้นย่อมอาจมีฐานะเป็นเจ้าของร่วมได้ แม้เอกสารทางราชการหรือเอกสารทางธุรกิจจะปรากฏชื่อบุคคลเพียงคนเดียวก็ตาม ทั้งนี้เพราะกฎหมายมุ่งคุ้มครองสิทธิที่เกิดจากความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและข้อเท็จจริงในการได้มาซึ่งทรัพย์สิน มิใช่พิจารณาเฉพาะรูปแบบทางทะเบียนเท่านั้น

เมื่อนำหลักมาตรา 1363 มาพิจารณาประกอบคดีนี้ ศาลฎีกาพบว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 มีที่มาจากกิจการให้กู้ยืมเงินและรับจำนองที่โจทก์กับจำเลยร่วมกันดำเนินการมาตั้งแต่เริ่มอยู่กินฉันสามีภริยาในปี 2526 แม้จำเลยจะเป็นผู้มีชื่อในสัญญาและมีชื่อเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในภายหลัง แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยใช้เงินส่วนตัวของตนเองในการดำเนินธุรกรรมดังกล่าว ศาลจึงรับฟังว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นผลจากการทำมาหาได้ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย และเมื่อทรัพย์สินเกิดจากการร่วมกันสร้างขึ้น สิทธิในทรัพย์สินย่อมตกแก่ทั้งสองฝ่ายในฐานะเจ้าของร่วม

แนวคิดสำคัญของมาตรา 1363 ที่สะท้อนอยู่ในคำพิพากษานี้คือ การให้ความสำคัญกับสาระของสิทธิยิ่งกว่ารูปแบบของเอกสาร กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ชื่อในโฉนดจะเป็นของจำเลยเพียงผู้เดียว แต่เมื่อข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย ศาลย่อมรับรองสิทธิของผู้ร่วมทำมาหาได้ด้วย การตีความเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้บุคคลฝ่ายหนึ่งอาศัยความได้เปรียบทางเอกสารหรือทางทะเบียนมาปฏิเสธสิทธิของอีกฝ่ายที่มีส่วนร่วมสร้างทรัพย์สินขึ้นมาอย่างแท้จริง ดังนั้น ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย โดยแต่ละฝ่ายมีสิทธิคนละกึ่งหนึ่ง และมีสิทธิเรียกร้องให้จดทะเบียนแสดงสิทธิของตนในทางทะเบียนได้ 

อธิบายหลักกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474

มาตรา 1474 เป็นบทบัญญัติสำคัญในกฎหมายครอบครัวที่ใช้กำหนดขอบเขตของสินส่วนตัวของคู่สมรส โดยมีหลักการพื้นฐานว่า ทรัพย์สินบางประเภทแม้จะอยู่ในความครอบครองของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็อาจมีสถานะเป็นสินส่วนตัว ไม่ใช่สินสมรส ทั้งนี้เพื่อแยกทรัพย์สินส่วนบุคคลออกจากทรัพย์สินที่กฎหมายถือว่าเป็นของร่วมระหว่างสามีภริยา หลักดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสหรืออดีตคู่สมรส

สาระสำคัญของมาตรา 1474 คือ การพิจารณาว่าทรัพย์สินนั้นได้มาเมื่อใด และได้มาด้วยเหตุใด หากเป็นทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนสมรส หรือเป็นทรัพย์ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นทรัพย์เฉพาะตัวของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทรัพย์นั้นย่อมไม่เป็นสินสมรส แม้ว่าต่อมาคู่สมรสจะใช้ชีวิตร่วมกันหรือมีการจดทะเบียนสมรสอยู่ก็ตาม หลักกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความชัดเจนในการกำหนดสถานะของทรัพย์สินและป้องกันข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินในภายหลัง

ในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่ได้มาซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นอย่างมาก โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าการทำสัญญาให้กู้ยืมเงิน การรับจำนอง และการก่อให้เกิดสิทธิที่จะได้รับโอนที่ดินนั้นเกิดขึ้นในปี 2538 และ 2539 ขณะที่โจทก์และจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส แม้จะอยู่กินฉันสามีภริยากันแล้วก็ตาม ต่อมาจึงมาจดทะเบียนสมรสกันในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 ดังนั้น ที่ดินทั้งสองแปลงจึงเป็นทรัพย์ที่มีรากฐานและที่มาของสิทธิเกิดขึ้นก่อนการสมรสตามกฎหมาย

ศาลฎีกาจึงวางหลักสำคัญว่า การจดทะเบียนสมรสภายหลังไม่อาจทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการสมรสเปลี่ยนสถานะเป็นสินสมรสได้ แม้จะรับฟังว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นทรัพย์ที่โจทก์และจำเลยร่วมกันทำมาหาได้ แต่สิทธิของโจทก์ไม่ได้เกิดจากฐานะคู่สมรส หากเกิดจากฐานะเจ้าของร่วมในทรัพย์สินตามข้อเท็จจริงแห่งการร่วมประกอบกิจการและร่วมสร้างทรัพย์สินขึ้นมา ดังนั้น ศาลจึงไม่วินิจฉัยว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินสมรส แต่กลับวินิจฉัยว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลยคนละครึ่ง

แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญของมาตรา 1474 ว่า สถานะของทรัพย์สินต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและช่วงเวลาที่ทรัพย์นั้นเกิดขึ้นเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง การสมรสในภายหลังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของทรัพย์สินที่ได้มาก่อนสมรสได้ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงแยกประเด็นเรื่องสินสมรสออกจากประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์รวมอย่างชัดเจน และรับรองสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของร่วม มิใช่ในฐานะคู่สมรสที่มีสิทธิในสินสมรส อันเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยคดีลักษณะเดียวกันในอนาคต 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส จะถือเป็นสินสมรสหรือไม่

คำตอบ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่ถือเป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติ เพราะสถานะสินสมรสตามกฎหมายย่อมเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากทรัพย์สินดังกล่าวเกิดจากการร่วมกันทำมาหาได้ ร่วมกันลงทุน หรือร่วมกันประกอบกิจการของทั้งสองฝ่าย ย่อมอาจได้รับการรับรองว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่ายได้ คดีนี้ศาลฎีการับฟังว่าที่ดินพิพาทมีที่มาจากกิจการให้กู้ยืมเงิน รับจำนอง ซื้อขายที่ดิน และนายหน้าขายที่ดินที่โจทก์และจำเลยร่วมกันดำเนินการมาตั้งแต่เริ่มอยู่กินฉันสามีภริยา แม้ขณะนั้นยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ตาม จึงรับรองสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของร่วม แต่ไม่ถือว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรส การพิจารณาจึงต้องดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมสร้างทรัพย์สินเป็นสำคัญ ไม่ใช่ดูเฉพาะสถานะการอยู่ร่วมกันเพียงอย่างเดียว 

2 คำถาม การมีชื่อในโฉนดที่ดินเพียงคนเดียวทำให้เป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่

คำตอบ การมีชื่อในโฉนดหรือเอกสารสิทธิเป็นพยานหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ แต่ไม่ใช่ข้อยุติเด็ดขาดว่าบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่เพียงผู้เดียวเสมอไป หากมีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่าทรัพย์สินนั้นเกิดจากการร่วมกันลงทุน ร่วมกันประกอบกิจการ หรือร่วมกันทำมาหาได้ของบุคคลหลายฝ่าย ศาลอาจรับรองสิทธิของบุคคลอื่นในฐานะเจ้าของร่วมได้ ในคดีนี้แม้ที่ดินพิพาทจะปรากฏชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว แต่ศาลฎีกาพิจารณาถึงที่มาของทรัพย์สินและรับฟังว่าทรัพย์ดังกล่าวมีต้นกำเนิดจากธุรกิจที่โจทก์และจำเลยร่วมกันดำเนินการมาเป็นเวลานาน จึงวินิจฉัยว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมคนละครึ่ง หลักดังกล่าวสะท้อนว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงในการสร้างทรัพย์สินมากกว่ารูปแบบทางทะเบียนเพียงอย่างเดียว 

3 คำถาม หากคู่กรณีร่วมกันประกอบธุรกิจ แต่มีเพียงฝ่ายเดียวที่เป็นผู้ทำสัญญา จะถือว่าอีกฝ่ายไม่มีสิทธิในทรัพย์สินหรือไม่

คำตอบ โดยหลักแล้วการที่บุคคลเพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้ลงนามในสัญญาหรือเป็นคู่สัญญาในเอกสาร ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากกิจการนั้นเสมอไป หากพิสูจน์ได้ว่ากิจการดังกล่าวเป็นกิจการที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันดำเนินการและร่วมกันสร้างรายได้ ศาลอาจรับฟังว่าผู้ลงนามในสัญญากระทำการแทนผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองฝ่ายได้ ในคดีนี้จำเลยเป็นผู้ทำสัญญาให้กู้ยืมเงินและรับจำนองที่ดินเพียงผู้เดียว แต่ศาลฎีการับฟังว่าธุรกิจดังกล่าวเป็นธุรกิจร่วมกันของโจทก์และจำเลย อีกทั้งจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใช้เงินส่วนตัวของตนเองเพียงฝ่ายเดียวในการดำเนินการ จึงถือว่าทรัพย์สินที่ได้มาจากสิทธิดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกันและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย 

4 คำถาม การจดทะเบียนสมรสภายหลังสามารถทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาก่อนสมรสกลายเป็นสินสมรสได้หรือไม่

คำตอบ ศาลฎีกาในคดีนี้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การจดทะเบียนสมรสภายหลังไม่มีผลย้อนหลังไปเปลี่ยนสถานะของทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการสมรสให้กลายเป็นสินสมรสได้ การพิจารณาว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่ ต้องพิจารณาจากช่วงเวลาที่ได้มาซึ่งทรัพย์สินนั้นเป็นสำคัญ หากสิทธิในทรัพย์สินเกิดขึ้นก่อนการจดทะเบียนสมรส แม้ต่อมาจะมีการจดทะเบียนสมรสในภายหลังก็ตาม ทรัพย์ดังกล่าวก็ยังคงมีสถานะตามข้อเท็จจริงเดิม ในคดีนี้สิทธิที่นำไปสู่การได้มาซึ่งที่ดินพิพาทเกิดขึ้นจากการให้กู้ยืมเงินและรับจำนองในช่วงก่อนการจดทะเบียนสมรส ศาลจึงวินิจฉัยว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่สินสมรส แม้จะรับรองว่าโจทก์มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นก็ตาม แต่เป็นสิทธิในฐานะเจ้าของร่วม ไม่ใช่สิทธิในฐานะคู่สมรสที่มีส่วนในสินสมรส 

5 คำถาม การร่วมกันทำมาหาได้ต้องพิสูจน์อย่างไรจึงจะได้รับการรับรองว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวม

คำตอบ การพิสูจน์ว่าทรัพย์สินเป็นผลจากการทำมาหาได้ร่วมกัน ต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมในการสร้างทรัพย์สินนั้น ไม่ว่าจะเป็นการร่วมลงทุน ร่วมบริหารกิจการ ร่วมทำงาน หรือร่วมรับผลประโยชน์จากกิจการเดียวกัน ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม มิใช่พิจารณาเฉพาะเอกสารทางทะเบียนเท่านั้น ในคดีนี้โจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน รับจำนอง ซื้อที่ดิน และเป็นนายหน้าขายที่ดินมาตั้งแต่ปี 2526 ศาลจึงรับฟังว่ากิจการดังกล่าวเป็นกิจการร่วมกัน เมื่อที่ดินพิพาทได้มาจากสิทธิที่เกิดจากกิจการดังกล่าว จึงถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันทำมาหาได้และมีสิทธิร่วมกันในฐานะเจ้าของร่วม หลักการสำคัญอยู่ที่การพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างกิจการร่วมกับทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในภายหลัง 

6 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง

คำตอบ ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับผลทางกฎหมายที่ศาลล่างทั้งสองวางไว้เกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท โดยศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงมีที่มาจากกิจการที่โจทก์และจำเลยร่วมกันดำเนินการ แม้จะมีชื่อจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาและผู้รับโอนกรรมสิทธิ์เพียงฝ่ายเดียวก็ตาม ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใช้เงินส่วนตัวของตนเองในการปล่อยกู้และรับจำนอง อีกทั้งกิจการดังกล่าวดำเนินมาตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายอยู่กินฉันสามีภริยากัน จึงรับฟังว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นผลจากการทำมาหาได้ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย เมื่อวิเคราะห์ข้อเท็จจริงในมุมดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าที่ดินพิพาทมิใช่สินส่วนตัวของจำเลย แต่เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลยคนละครึ่ง 

7 คำถาม หากศาลพิพากษาให้จดทะเบียนใส่ชื่อเจ้าของร่วม แต่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ไม่ยอมดำเนินการจะทำอย่างไร

คำตอบ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้บุคคลฝ่ายหนึ่งดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่ออีกฝ่ายเป็นเจ้าของร่วม แต่บุคคลดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลสามารถกำหนดให้คำพิพากษาใช้แทนการแสดงเจตนาของบุคคลนั้นได้ เพื่อให้ผู้มีสิทธิสามารถนำคำพิพากษาไปดำเนินการทางทะเบียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยไม่ต้องอาศัยความยินยอมของอีกฝ่าย ในคดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่งในที่ดินพิพาท และกำหนดเพิ่มเติมว่า หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หลักดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบังคับตามคำพิพากษาเกิดผลได้จริง และป้องกันมิให้ผู้แพ้คดีใช้การเพิกเฉยหรือไม่ให้ความร่วมมือเป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองสิทธิของผู้ชนะคดี 

8 คำถาม หลักกฎหมายที่สำคัญที่สุดจากคดีนี้คืออะไร

คำตอบ หลักกฎหมายที่สำคัญที่สุดจากคดีนี้คือ การแยกความแตกต่างระหว่างกรรมสิทธิ์รวมกับสินสมรส และการพิจารณาที่มาของทรัพย์สินตามข้อเท็จจริงแห่งการได้มา ศาลฎีกายืนยันว่าทรัพย์สินที่เกิดจากการร่วมกันทำมาหาได้ในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก็อาจเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่ายได้ หากพิสูจน์ได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมในการสร้างทรัพย์สินนั้น ในขณะเดียวกัน การจดทะเบียนสมรสในภายหลังไม่อาจทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาก่อนสมรสกลายเป็นสินสมรสได้ หลักการดังกล่าวช่วยสร้างความชัดเจนในการวินิจฉัยสิทธิในทรัพย์สินระหว่างบุคคลที่อยู่กินฉันสามีภริยา และเน้นให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจและแหล่งที่มาของทรัพย์สินมากกว่าการพิจารณาเพียงชื่อในเอกสารหรือสถานะทางทะเบียนเพียงอย่างเดียว 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2569 

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย เพราะทำมาหาได้ในธุรกิจที่ร่วมทำกับจำเลย ทั้งโจทก์นำสืบพยานตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และในชั้นอุทธรณ์โจทก์ยังคงอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเหตุเดิม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดประเด็นในการวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เมื่ออ่านฎีกาของโจทก์ทั้งฉบับแล้ว ได้ความว่าโจทก์ยกข้อกล่าวอ้างว่าได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกับจำเลย ซึ่งยังคงเป็นเหตุเดียวกับที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบพยาน แม้โจทก์จะระบุในฎีกาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรส แต่กรณีพอจะถือได้ว่าโจทก์ฎีกาว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แต่การที่โจทก์จะอ้างว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้นั้น จะต้องได้ความว่าในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ในทรัพย์สินนั้นด้วยกัน ได้ความว่า โจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง รวมทั้งเป็นนายหน้าขายที่ดินนับตั้งแต่อยู่กินฉันสามีภริยาในปี 2526 ดังนั้นที่จำเลยทำสัญญาให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 ในปี 2538 และ 2539 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย และก่อนจดทะเบียนสมรส โดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้รับฟังได้ว่าจำเลยใช้เงินของตนเองในการทำสัญญาดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาให้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินทั้งสองแปลง เพราะประกอบธุรกิจร่วมกับโจทก์ โดยโจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมกันในการทำมาหาได้มาด้วยกัน แม้จะปรากฏชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาเพียงคนเดียว ก็เป็นกรณีที่จำเลยกระทำแทนโจทก์ด้วย และแม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองจะมิได้ตกแก่จำเลยในทันที แต่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองชอบที่จะใช้สิทธิอันเกิดจากสัญญาจำนองบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ การที่จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากมูลหนี้ตามสัญญาที่จำเลยทำจากการร่วมทำมาหาได้กับโจทก์ จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แม้โจทก์และจำเลยจะได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง ก็ไม่มีผลทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยาเป็นสินสมรสแต่อย่างใด

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทุกแปลง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้โจทก์ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนาดำเนินการออกเอกสารสิทธิ (ใบแทน) และแสดงเจตนาดำเนินการแทนจำเลยต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17775, 180904, 25312, 58422, 56089, 62542, 3315, 17944, 45446 และ 16538 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลอนาคตชั้นอุทธรณ์ 100 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2526 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 3 คน ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2544 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 17026, 54567, 45808, 45807, 45435, 67116, 18509, 40476 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3974 และ 1070 รวม 10 แปลง ซึ่งไม่อาจบังคับให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความต่างไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 17775, 180904, 25312, 58422, 56089, 62542, 3315, 17944, 45446 และ 16538 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังว่าเป็นสินสมรส โจทก์และจำเลยมีกรรมสิทธิ์คนละกึ่งหนึ่ง คู่ความต่างไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลยเพราะทำมาหาได้ในธุรกิจที่ร่วมทำกับจำเลย ทั้งโจทก์นำสืบพยานตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และในชั้นอุทธรณ์โจทก์ยังคงอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเหตุเดิม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดประเด็นในการวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เมื่ออ่านฎีกาของโจทก์ทั้งฉบับแล้ว ได้ความว่าโจทก์ยกข้อกล่าวอ้างว่าได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกับจำเลย ซึ่งยังคงเป็นเหตุเดียวกับที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบพยาน แม้โจทก์จะระบุในฎีกาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรส แต่กรณีพอจะถือได้ว่าโจทก์ฎีกาว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แต่การที่โจทก์จะอ้างว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้นั้น จะต้องได้ความว่าในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ในทรัพย์สินนั้นด้วยกัน จากการนำสืบของโจทก์และจำเลยได้ความว่า โจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง รวมทั้งเป็นนายหน้าขายที่ดินนับตั้งแต่อยู่กินฉันสามีภริยาในปี 2526 ดังนั้นที่จำเลยทำสัญญาให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 ในปี 2538 และ 2539 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย และก่อนจดทะเบียนสมรส โดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้รับฟังได้ว่าจำเลยใช้เงินของตนเองในการทำสัญญาดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาให้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินทั้งสองแปลง เพราะประกอบธุรกิจร่วมกับโจทก์ โดยโจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมกันในการทำมาหาได้มาด้วยกัน แม้จะปรากฏชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาเพียงคนเดียว ก็เป็นกรณีที่จำเลยกระทำแทนโจทก์ด้วย และแม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองจะมิได้ตกแก่จำเลยในทันที แต่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองชอบที่จะใช้สิทธิอันเกิดจากสัญญาจำนองบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ การที่จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากมูลหนี้ตามสัญญาที่จำเลยทำจากการร่วมทำมาหาได้กับโจทก์ จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา รับฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย ซึ่งโจทก์และจำเลยต่างมีสิทธิในที่ดินเท่า ๆ กัน คนละกึ่งหนึ่ง แม้โจทก์และจำเลยจะได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลังก็ไม่มีผลทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยาเป็นสินสมรสแต่อย่างใด ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จึงมิใช่สินสมรส ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินส่วนตัวของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินสองแปลง โดยตีราคาทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกา 1,357,150 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียเฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 27,143 บาท เท่านั้นแต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรคืนแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นฎีกา 100 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ที่ดินที่ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรส แต่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกัน จะเป็นของใครกันแน่  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ที่ดินพิพาทจะมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียว แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน รับจำนอง ซื้อที่ดิน และเป็นนายหน้าขายที่ดินมาตั้งแต่ช่วงที่อยู่กินฉันสามีภริยา ทรัพย์สินที่ได้มาจากกิจการดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน




สินสมรส

ยักยอกสินสมรสที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม คู่สมรสมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์ได้เพียงใด และศาลจะกำหนดค่าเสียหายอย่างไรตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
สามีเสียชีวิตก่อนคดีถึงที่สุด สิทธิเรียกลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในสินสมรสตกทอดเป็นมรดกได้หรือไม่ และศาลแบ่งสินสมรสอย่างไรตาม
โอนที่ดินระหว่างสามีภริยาเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่ เมื่อทรัพย์เป็นสินสมรสและเจ้าหนี้ยังยึดทรัพย์บังคับคดีได้ตามกฎหมาย
“หย่าโดยคำพิพากษาแล้วทรัพย์สินได้มาหลังวันฟ้องหย่าเป็นสินสมรสหรือไม่ ภาระการพิสูจน์เมื่ออ้างถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น และผลของข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ดินและกฎหมายครอบครัว”
แยกสินสมรสจากกิจการบริษัทที่เป็นนิติบุคคลและเงื่อนไขตามกฎหมาย
บ้านมรดกเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส สิทธิร้องขัดทรัพย์ของคู่สมรส(ฎีกา 2467/2549)
เงินประกันชีวิตเป็นสินสมรสหรือมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 4239/2558)
สินสมรส & ดอกผล มาตรา 148, คุ้มครองชั่วคราว,(ฎีกา 10361/2557)
(ฎีกาที่ 1319/2568)การแบ่งสินสมรส บ้านและที่ดินหลังหย่า
สามีมีชู้เสียชีวิตระหว่างฎีกา สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทนยังคงอยู่หรือไม่(ฎีกา4977/2565)
ฎีกาที่ 4837/2567: สิทธิเรียกคืนสินสมรสและทรัพย์มรดกจากการโอนโดยมิชอบ พร้อมข้อวินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนเป็นสินสมรส
สิทธิแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กับข้อจำกัดการบังคับคดีและขั้นตอนตามกฎหมายแพ่งที่ต้องปฏิบัติก่อน
คดีที่ดินมรดกและผลผูกพันของคำพิพากษาในคดีเดิม ผู้สืบสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนและจำนองที่ดินได้หรือไม่ เมื่อประเด็นสิทธิได้ยุติไปแล้ว
เงินประกันชีวิตระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ต้องคืนส่วนครึ่งหนึ่งให้อดีตคู่สมรส
การตีความหนังสือแบ่งทรัพย์สินตามเจตนาที่แท้จริง ป.พ.พ. มาตรา 171
บันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเรื่องแบ่งสินสมรส, การแบ่งสินสมรสในการหย่า, ส่วนควบ
สัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าในทรัพย์สินสมรสมีผลผูกพันหรือไม่ เมื่อคู่สมรสไม่ยินยอม วิเคราะห์หลักกฎหมายการจัดการสินสมรสและสิทธิเรียกร้องค่าเช่า
ภริยายินยอมให้ใส่ชื่อสามีฝ่ายเดียวในที่ดินสินสมรสเป็นการให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้า
สามีโจทก์ได้สมยอมแกล้งเป็นหนี้พี่สาวแล้วทำสัญญายอมความยึดสินสมรส
เงินสินส่วนตัวซื้อที่ดินและปลูกบ้านระหว่างสมรส ทรัพย์เป็นของใคร
ทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียวเป็นสินสมรส
ข้อตกลงเรื่องการหย่าและข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน(สินสมรส)
ฟ้องแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างสินสมรสระหว่างคนไทยและคนต่างด้าว
ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสมีชื่อภรรยาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คนเดียว
ขณะทำพินัยกรรมจดทะเบียนหย่ากันแล้วพินัยกรรมไม่เป็นโมฆะ