ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การนำสืบที่มาของที่ดินเพิ่มเติมจากคำให้การเป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงยังอยู่ในประเด็นทรัพย์สินก่อนสมรส

การนำสืบนอกคำให้การในคดีแพ่ง, การนำสืบรายละเอียดเพิ่มเติมจากคำให้การ, ให้การว่าที่ดินเป็นสินเดิมก่อนสมรส, นำสืบว่าที่ดินได้รับมาจากมรดก, การพิสูจน์ที่มาของที่ดินก่อนสมรส, ขอบเขตการนำสืบตามคำให้การจำเลย, ที่ดินมรดกเป็นทรัพย์ก่อนสมรส, ข้อพิพาทเรื่องสินเดิมและสินสมรส, ผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกทรัพย์มรดก, การแบ่งทรัพย์สินเมื่อจดทะเบียนหย่า, การพิสูจน์กรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดก, พินัยกรรมยกที่ดินให้ทายาท, การครอบครองทรัพย์ภายหลังการหย่า, ข้อเท็จจริงที่นำสืบเพิ่มเติมในคดีแพ่ง, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาขอบเขตของคำให้การและการนำสืบพยานหลักฐานในคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินและทรัพย์มรดก โดยจำเลยให้การว่าที่ดินไม่ใช่สินสมรสของบิดามารดาของคู่ความ แต่เป็นสินเดิมที่มารดามีอยู่ก่อนสมรส ต่อมาในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกที่มารดาได้รับมาจากมารดาของตนเอง โจทก์จึงโต้แย้งว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้ปรากฏอยู่ในคำให้การและเป็นการนำสืบนอกคำให้การ

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การพิจารณาว่า การนำสืบรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์แตกต่างจากข้อต่อสู้ในคำให้การจนกลายเป็นข้อเท็จจริงใหม่หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยต่อสู้มาตั้งแต่ต้นว่าที่ดินเป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีมาก่อนสมรส การนำสืบว่าที่ดินนั้นเป็นมรดกของนางเปลี่ยนมารดาของนางลูกอินทร์ซึ่งตกได้แก่นางลูกอินทร์ ยังคงเป็นการนำสืบถึงที่มาของที่ดินที่จำเลยอ้างว่าได้มาก่อนสมรสอยู่นั่นเอง จึงไม่ใช่การนำสืบนอกคำให้การ

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า นายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่ากันและมีการแบ่งทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้วตามที่จำเลยนำสืบ จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

สาระสำคัญที่สุดของคดี

จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรส แต่เป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีอยู่ก่อนสมรส

ในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกจากมารดาของนางลูกอินทร์

โจทก์เห็นว่าการนำสืบเช่นนี้เป็นการนำสืบนอกคำให้การ

ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเพียงการอธิบายที่มาของที่ดินที่อ้างว่าได้มาก่อนสมรส

จึงยังอยู่ภายในขอบเขตของข้อต่อสู้ตามคำให้การและไม่เป็นการนำสืบนอกคำให้การ

ศาลฎีกายังรับฟังว่านายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้หย่าและแบ่งทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้ว

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน

คำถามที่น่าสนใจ

1. จำเลยให้การว่าที่ดินเป็นสินเดิม แต่ภายหลังนำสืบว่าได้รับมาจากมรดก ถือเป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่

2. การนำสืบรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์ที่อ้างไว้ในคำให้การสามารถกระทำได้เพียงใด

3. การจดทะเบียนหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันแล้วมีความสำคัญต่อข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินภายหลังอย่างไร

ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท

โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบังภู่  ตามคำสั่งศาล โจทก์และจำเลยเป็นบุตรของนายบังภู่กับนางลูกอินทร์ โจทก์กล่าวอ้างว่าในระหว่างที่นายบังภู่กับนางลูกอินทร์อยู่กินด้วยกัน มีทรัพย์สินเป็นที่ดินหนึ่งแปลงพร้อมบ้านอีกสองหลัง

โจทก์อ้างว่านายบังภู่เป็นคนต่างด้าวจึงไม่มีสิทธิลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งมีตราจอง และให้นางลูกอินทร์ถือกรรมสิทธิ์แทน เมื่อนายบังภู่ถึงแก่กรรม โจทก์จึงถือว่าบ้านและที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรส และส่วนของนายบังภู่จำนวนสองในสามส่วนเป็นมรดกตกทอดแก่บุตรเก้าคนและนางลูกอินทร์คนละส่วน

โจทก์ยังอ้างว่าบุตรทุกคนกับนางลูกอินทร์ได้ครอบครองที่ดินมรดกร่วมกันเรื่อยมา จนกระทั่งนางลูกอินทร์ถึงแก่กรรม โดยก่อนถึงแก่กรรมนางลูกอินทร์ได้ทำพินัยกรรมยกบ้านและที่ดินทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์เห็นว่านางลูกอินทร์ไม่มีสิทธิยกทรัพย์ทั้งหมดให้จำเลย จึงขอให้ศาลพิพากษาว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรสและเป็นมรดกของนายบังภู่สองในสามส่วน เพื่อให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกนำไปแบ่งแก่ทายาทต่อไป และขอให้วินิจฉัยว่าพินัยกรรมของนางลูกอินทร์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่า ที่ดินตามฟ้องไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายบังภู่กับนางลูกอินทร์ แต่เป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ จึงมีชื่อนางลูกอินทร์เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้จำเลยยังให้การว่า นายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน และได้แบ่งทรัพย์สินกันแล้ว โดยนางลูกอินทร์ได้รับทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องเป็นของตนทั้งหมด และครอบครองทรัพย์ฝ่ายเดียวจนถึงแก่กรรม รวมทั้งยกข้อต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

ประเด็นเรื่องการนำสืบนอกคำให้การ

ประเด็นสำคัญที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเกิดจากคำให้การของจำเลยกับข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบในชั้นพิจารณา

จำเลยให้การว่าที่ดินตามตราจองเลขที่ 28 ไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายบังภู่กับนางลูกอินทร์ แต่เป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีมาก่อนแต่งงานกับนายบังภู่

ต่อมาในชั้นพิจารณา จำเลยนำสืบว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณสองไร่ในตราจองดังกล่าวเป็นมรดกของนางเปลี่ยน ซึ่งเป็นมารดาของนางลูกอินทร์ และมรดกดังกล่าวตกได้แก่นางลูกอินทร์

โจทก์จึงฎีกาว่า ข้อเท็จจริงเรื่องการได้รับที่ดินมาจากมรดกแตกต่างจากคำให้การของจำเลย และถือเป็นการนำสืบนอกคำให้การ

ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งดังกล่าว โดยพิจารณาสาระของข้อต่อสู้ของจำเลยว่า จำเลยต่อสู้มาตั้งแต่คำให้การแล้วว่าที่ดินเป็นทรัพย์ของนางลูกอินทร์ที่ได้มาก่อนสมรส ส่วนการนำสืบว่าที่ดินนั้นเป็นมรดกของนางเปลี่ยนที่ตกได้แก่นางลูกอินทร์ เป็นการอธิบายถึงที่มาของที่ดินที่นางลูกอินทร์ได้มาก่อนสมรสอยู่นั่นเอง

ข้อเท็จจริงที่นำสืบจึงไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญของข้อต่อสู้จากเดิมว่าเป็นสินสมรสไปเป็นข้อต่อสู้ประเภทอื่น แต่เป็นรายละเอียดที่สนับสนุนข้ออ้างเดิมว่าที่ดินเป็นทรัพย์ที่นางลูกอินทร์ได้มาก่อนสมรส

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การนำสืบดังกล่าวไม่เป็นการนำสืบนอกคำให้การ

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเหตุผลของคำวินิจฉัย

หลักสำคัญจากคำพิพากษานี้อยู่ที่การแยกระหว่างข้อเท็จจริงอันเป็นสาระของข้อต่อสู้กับรายละเอียดที่ใช้อธิบายหรือพิสูจน์ข้อต่อสู้นั้น

หากพิจารณาเฉพาะถ้อยคำ อาจเห็นความแตกต่างระหว่างคำให้การที่ว่าเป็นสินเดิมมาก่อนสมรส กับการนำสืบว่าทรัพย์นั้นได้มาจากมรดก แต่ศาลฎีกาพิจารณาความหมายและสาระของข้อเท็จจริงโดยรวม มิได้พิจารณาเพียงว่าถ้อยคำในคำให้การกับถ้อยคำในทางนำสืบเหมือนกันทุกประการหรือไม่

สาระของข้อต่อสู้ของจำเลยคือ ที่ดินไม่ใช่สินสมรสของนายบังภู่กับนางลูกอินทร์ เพราะเป็นทรัพย์ที่นางลูกอินทร์มีอยู่ก่อนสมรส การนำสืบว่าที่ดินดังกล่าวตกได้แก่นางลูกอินทร์จากมรดกของมารดา จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าที่ดินนั้นมีที่มาอย่างไร มิใช่การเปลี่ยนข้อต่อสู้เดิม

หลักดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การพิจารณาว่าเป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงในคำให้การกับข้อเท็จจริงที่นำสืบ หากข้อเท็จจริงที่นำสืบยังเป็นการพิสูจน์รายละเอียดหรือที่มาของข้อเท็จจริงที่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้แล้ว ย่อมแตกต่างจากกรณีที่นำสืบข้อเท็จจริงซึ่งเปลี่ยนสาระของข้อต่อสู้ไปจากคำให้การ

สำหรับข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สิน คดีนี้จึงมีความสำคัญในแง่การพิสูจน์ที่มาของทรัพย์ เมื่อฝ่ายหนึ่งยืนยันว่าทรัพย์นั้นมีอยู่ก่อนสมรส การนำสืบถึงเหตุแห่งการได้มาของทรัพย์สามารถเป็นรายละเอียดสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าวได้ หากยังคงอยู่ภายในสาระของข้อต่อสู้เดิม

ในอีกด้านหนึ่ง คดีนี้ยังมีข้อเท็จจริงเรื่องการหย่าและการแบ่งทรัพย์สิน ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า นายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่ากัน และมีการแบ่งทรัพย์สินกันไปเรียบร้อยแล้วตามที่จำเลยนำสืบ ข้อเท็จจริงส่วนนี้สอดคล้องกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า ภายหลังการแบ่งทรัพย์สิน นางลูกอินทร์ได้รับทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องและครอบครองฝ่ายเดียวจนถึงแก่กรรม

เจตนารมณ์ของหลักเกี่ยวกับขอบเขตคำให้การที่สะท้อนจากคำวินิจฉัยนี้ คือการกำหนดกรอบของข้อพิพาทให้สามารถพิจารณาได้จากสาระของข้อกล่าวอ้างและข้อต่อสู้ ขณะเดียวกันข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของสิ่งที่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้แล้ว ย่อมต้องพิจารณาว่ายังคงเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นเดิมหรือเป็นการยกข้อต่อสู้ใหม่

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้จึงชี้ให้เห็นหลักในการพิจารณาจากเนื้อหาแท้จริงของข้อต่อสู้ เมื่อคำให้การยืนยันว่าที่ดินเป็นทรัพย์ที่ได้มาก่อนสมรส การนำสืบว่าทรัพย์ดังกล่าวได้มาจากมรดกเป็นการอธิบายที่มาของทรัพย์ ไม่ใช่การเปลี่ยนประเด็นแห่งข้อต่อสู้

ผลของคำวินิจฉัยและความสำคัญในทางคดี

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นความสำคัญของการกำหนดข้อต่อสู้ในคำให้การให้ชัดเจน เพราะคำให้การเป็นกรอบสำคัญในการพิจารณาว่าข้อเท็จจริงที่นำสืบภายหลังยังอยู่ภายในประเด็นเดิมหรือไม่

ในคดีนี้จำเลยได้วางข้อต่อสู้ไว้ตั้งแต่ต้นว่า ที่ดินไม่ใช่สินสมรสแต่เป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีมาก่อนสมรส ดังนั้น เมื่อจำเลยนำสืบต่อไปว่าที่ดินเป็นมรดกจากนางเปลี่ยนมารดาของนางลูกอินทร์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงทำหน้าที่อธิบายว่าเหตุใดนางลูกอินทร์จึงมีที่ดินนั้นอยู่ก่อนสมรส

การพิจารณาว่าข้อเท็จจริงใดเป็นการนำสืบนอกคำให้การจึงไม่ควรแยกพิจารณาเพียงคำหรือประโยคใดประโยคหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงที่นำสืบนั้นยังสนับสนุนข้ออ้างเดิมหรือได้ก่อให้เกิดข้อต่อสู้ใหม่ที่แตกต่างออกไป

คำพิพากษานี้ยังสะท้อนความสำคัญของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติการได้มาและการจัดการทรัพย์สิน โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างทายาทว่าทรัพย์ใดเป็นทรัพย์ของผู้ตายและทรัพย์ใดเป็นของบุคคลอื่น การพิจารณาที่มาของทรัพย์ การสมรส การหย่า และการแบ่งทรัพย์สินจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มีความสัมพันธ์กันในการวินิจฉัยสิทธิในทรัพย์

ท้ายที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยทั้งประเด็นการนำสืบและข้อเท็จจริงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน โดยเห็นว่าการนำสืบของจำเลยไม่เป็นการนำสืบนอกคำให้การ และรับฟังว่านายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้ว จึงพิพากษายืน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิจารณาคดีแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์

2. ศาลอุทธรณ์

โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

โจทก์ฎีกาว่าการที่จำเลยให้การว่าที่ดินเป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ แต่ภายหลังนำสืบว่าที่ดินเป็นมรดกที่นางลูกอินทร์ได้รับจากมารดา เป็นการนำสืบนอกคำให้การ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเพียงการนำสืบถึงที่มาของที่ดินที่นางลูกอินทร์ได้มาก่อนสมรส จึงไม่เป็นการนำสืบนอกคำให้การ และวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่านายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้ว พิพากษายืน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

สาระสำคัญของคำพิพากษานี้มิได้อยู่เพียงข้อพิพาทว่าที่ดินเป็นสินสมรสหรือสินเดิม แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักการกำหนดขอบเขตข้อพิพาทจากคำให้การและการนำสืบพยานหลักฐานของคู่ความ

เมื่อจำเลยได้ยกข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญไว้ในคำให้การแล้ว การนำสืบรายละเอียดที่แสดงถึงที่มาและสนับสนุนข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องถือว่าเป็นการนำสืบข้อต่อสู้ใหม่เสมอไป การพิจารณาต้องพิเคราะห์สาระที่แท้จริงว่าข้อเท็จจริงที่นำสืบนั้นยังคงอยู่ภายในกรอบของข้อต่อสู้เดิมหรือไม่

กรณีนี้จำเลยยืนยันมาตั้งแต่คำให้การว่าที่ดินเป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีมาก่อนสมรส การนำสืบว่าที่ดินนั้นเป็นมรดกที่ตกทอดจากมารดาของนางลูกอินทร์จึงเป็นการอธิบายที่มาของทรัพย์ มิได้เปลี่ยนสาระของข้อต่อสู้ว่าที่ดินเป็นทรัพย์ที่นางลูกอินทร์มีอยู่ก่อนสมรส

ในทางคดีจึงต้องให้ความสำคัญทั้งต่อการกำหนดข้อเท็จจริงในคำให้การและความสัมพันธ์ของพยานหลักฐานที่จะนำสืบกับข้อต่อสู้นั้น เพราะหากข้อเท็จจริงที่นำสืบยังเป็นรายละเอียดสนับสนุนประเด็นที่ยกขึ้นไว้แล้ว ย่อมมีลักษณะแตกต่างจากการนำข้อเท็จจริงใหม่มาใช้เป็นฐานแห่งข้อต่อสู้ที่มิได้ปรากฏอยู่ในคำให้การ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การที่จำเลยให้การว่าที่ดินเป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีมาก่อนสมรส แต่ในชั้นพิจารณานำสืบเพิ่มเติมว่าที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกจากมารดาของนางลูกอินทร์ เป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่นำสืบเป็นการอธิบายถึงที่มาของที่ดินที่นางลูกอินทร์ได้มาก่อนสมรสตามข้อต่อสู้เดิม จึงไม่เป็นการนำสืบนอกคำให้การ

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ จากข้อความคำพิพากษาที่กำหนดไม่ปรากฏการระบุเลขมาตราไว้โดยตรง แก่นของคำวินิจฉัยจึงอยู่ที่หลักเรื่องขอบเขตของคำให้การและการนำสืบข้อเท็จจริงที่สนับสนุนข้อต่อสู้เดิม

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้

1. นำสืบนอกคำให้การ

การนำสืบว่าที่ดินเป็นมรดกจากมารดาของนางลูกอินทร์ไม่ถือเป็นการนำสืบนอกคำให้การ เพราะเป็นเพียงการอธิบายที่มาของที่ดินที่จำเลยได้ต่อสู้ไว้แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่นางลูกอินทร์มีอยู่ก่อนสมรส

2. ที่มาของทรัพย์สินก่อนสมรส

เมื่อจำเลยยกข้อต่อสู้ว่าที่ดินเป็นสินเดิมที่มีอยู่ก่อนสมรส การนำสืบว่าทรัพย์นั้นได้มาอย่างไรเป็นข้อเท็จจริงที่สนับสนุนที่มาของทรัพย์ตามข้อต่อสู้เดิม ศาลฎีกาจึงไม่ถือว่าการนำสืบดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนข้อต่อสู้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

ให้การว่าที่ดินเป็นสินเดิม แต่ภายหลังนำสืบว่าเป็นที่ดินที่ได้รับมาจากมรดก ถือเป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่

คำตอบ

ตามคำวินิจฉัยในคดีนี้ไม่ถือเป็นการนำสืบนอกคำให้การ เพราะจำเลยได้ให้การไว้แล้วว่าที่ดินเป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีมาก่อนสมรส การนำสืบภายหลังว่าที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกของมารดานางลูกอินทร์ที่ตกได้แก่นางลูกอินทร์ เป็นเพียงการอธิบายถึงที่มาของที่ดินที่อ้างว่ามีอยู่ก่อนสมรส จึงยังอยู่ภายในสาระของข้อต่อสู้เดิม

2. คำถาม

เหตุใดการนำสืบว่าได้รับที่ดินจากมรดกจึงไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนข้อต่อสู้ของจำเลย

คำตอบ

เพราะสาระของคำให้การเดิมคือการปฏิเสธว่าที่ดินเป็นสินสมรสและยืนยันว่าเป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีมาก่อนสมรส ส่วนการนำสืบว่าที่ดินเป็นมรดกจากมารดาเป็นรายละเอียดที่อธิบายว่าที่ดินดังกล่าวตกมาเป็นของนางลูกอินทร์ได้อย่างไร ศาลฎีกาจึงเห็นว่าข้อเท็จจริงทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์กันและยังคงอยู่ในข้อต่อสู้เดิม

3. คำถาม

การจดทะเบียนหย่าและการแบ่งทรัพย์สินมีความสำคัญต่อคดีนี้อย่างไร

คำตอบ

จำเลยให้การว่านายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกันและแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว โดยนางลูกอินทร์ได้รับทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องเป็นของตนและครอบครองฝ่ายเดียวจนถึงแก่กรรม ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ทั้งสองได้จดทะเบียนหย่าและมีการแบ่งทรัพย์สินกันไปเรียบร้อยแล้วตามที่จำเลยนำสืบ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นส่วนสำคัญประกอบการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สิน

4. คำถาม

หลักสำคัญที่ควรนำไปพิจารณาเมื่อต้องวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานเป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่คืออะไร

คำตอบ

หลักสำคัญที่ปรากฏจากคำพิพากษานี้คือ ต้องพิจารณาสาระของข้อต่อสู้ในคำให้การเทียบกับข้อเท็จจริงที่นำสืบ หากข้อเท็จจริงที่นำสืบเป็นเพียงรายละเอียดที่อธิบายหรือสนับสนุนข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นต่อสู้ไว้แล้ว ย่อมไม่จำเป็นต้องเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ดังเช่นกรณีนี้ที่การนำสืบถึงมรดกเป็นการอธิบายที่มาของที่ดินที่จำเลยยืนยันมาตั้งแต่คำให้การว่าเป็นทรัพย์ที่นางลูกอินทร์ได้มาก่อนสมรส

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2881/2532 

จำเลยให้การว่า ที่ดินตามฟ้องไม่ใช่สินสมรสระหว่าง ป. กับ ล. ซึ่งเป็นบิดามารดาโจทก์และจำเลย แต่เป็นสินเดิมของ ล.มาก่อนสมรส ในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกของ ป. มารดาของ ล. ตกได้แก่ ล. ดังนี้ ข้อนำสืบของจำเลยเป็นการนำสืบถึงที่มาของที่ดินที่ ล. ได้มาก่อนทำการสมรสกับ บ.อยู่นั่นเอง จึงมิใช่เป็นการนำสืบนอกคำให้การแต่อย่างใด.

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบังภู่ ตามคำสั่งศาล โจทก์กับจำเลยเป็นบุตรของนายบังภู่กับนางลูกอินทร์ระหว่างนายบังภู่กับนางลูกอินทร์อยู่กินด้วยกัน มีสินสมรสคือที่ดิน1 แปลงพร้อมบ้านอีก 2 หลัง นายบังภู่เป็นคนต่างด้าวไม่มีสิทธิลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งมีตราจอง จึงให้นางลูกอินทร์ถือกรรมสิทธิ์แทน ต่อมานายบังภู่ถึงแก่กรรมบ้านและที่ดินอันเป็นสินสมรสของนายบังภู่ 2 ใน 3 ส่วน จึงเป็นมรดกตกทอดมายังบุตร9 คน และนางลูกอินทร์คนละส่วน บุตรทุกคนและนางลูกอินทร์ครอบครองที่ดินมรดกร่วมกันมาจนกระทั่งนางลูกอินทร์ถึงแก่กรรม ก่อนถึงแก่กรรนางลูกอินทร์ได้ทำพินัยกรรมยกบ้านและที่ดินทั้งหมดให้จำเลยทั้งสองโดยไม่มีสิทธิ ขอให้พิพากษาว่าทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นสินสมรสและมรดกของนายบังภู่ 2 ใน 3 ส่วน ให้โจทก์มีสิทธินำมาแบ่งปันแก่ทายาทต่อไป พินัยกรรมของนางลูกอินทร์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินตามฟ้องไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายบังภู่กับนางลูกอินทร์ แต่เป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์จึงมีชื่อนางลูกอินทร์เป็นเจ้าของผู้เดียว นายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา และแบ่งทรัพย์สินกันโดยนางลูกอินทร์ได้ทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องเป็นของตนทั้งหมดและครอบครองฝ่ายเดียวตลอดมาจนกระทั่งถึงแก่กรรม ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่าที่ดินตามตราจองเลขที่ 28 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวาตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับ 1 ไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายบังภู่กับนางลูกอินทร์ แต่เป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์มาก่อนแต่งงานกับนายบังภู่ แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยกลับนำสืบว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ในตราจองเลขที่ 28 เป็นมรดกของนางเปลี่ยนมารดานางลูกอินทร์ตกได้แก่นางลูกอินทร์ ข้อนำสืบดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อนำสืบดังกล่าวของจำเลยเป็นการนำสืบถึงที่มาของที่ดินที่นางลูกอินทร์ได้มาก่อนทำการสมรสกับนายบังภู่อยู่นั่นเอง จึงมิใช่เป็นการนำสืบนอกคำให้การจำเลยดังที่โจทก์ฎีกา และศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า นายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่ากันโดยมีการแบ่งทรัพย์สินกันไปเรียบร้อยแล้วดังที่จำเลยนำสืบ

พิพากษายืน.

การนำสืบที่มาของที่ดินเพิ่มเติมจากคำให้การเป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงยังอยู่ในประเด็นทรัพย์สินก่อนสมรส  การเพิ่มเติมรายละเอียดในชั้นพิจารณาอาจรับฟังได้ หากยังเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นต่อสู้ไว้แล้ว




สินสมรส

เพิกถอนการขายที่ดินสินสมรสแล้วขับไล่ผู้รับโอนได้หรือไม่ เมื่ออุทธรณ์ขอเพิกถอนทั้งแปลงและขับไล่ไว้แล้ว
เพิกถอนการขายสินสมรสให้บุคคลภายนอกได้เมื่อใด เมื่อคู่สมรสขายที่ดินและบ้านโดยไม่ได้รับความยินยอมและผู้รับโอนรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินสมรส
ขณะทำพินัยกรรมจดทะเบียนหย่ากันแล้วพินัยกรรมไม่เป็นโมฆะ
คู่สมรสโอนเงินสินสมรสให้บุคคลอื่นโดยไม่ยินยอม ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ และดอกเบี้ยเริ่มเมื่อศาลพิพากษาเพิกถอน
เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และเงินบำนาญ เป็นสินสมรสหรือไม่ หลักเกณฑ์การแบ่งสินสมรสเมื่อฟ้องหย่า สิทธิของคู่สมรส และขอบเขตการแบ่งทรัพย์สิน
ฟ้องแบ่งบ้านหลังหย่าได้หรือไม่ เมื่อมีบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ากำหนดทรัพย์สินไว้แล้ว และคู่สมรสเคยตกลงแบ่งสินสมรสกันมาก่อน
สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรสหรือไม่ และศาลสามารถวินิจฉัยเรื่องการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสได้เพียงใดเมื่อเป็นประเด็นพิพาทในคดีหย่าและแบ่งสินสมรส
ฟ้องแบ่งสินสมรสต้องพิสูจน์อย่างไร เมื่อคู่สมรสอ้างว่าทรัพย์ถูกขายหมดแล้ว ศึกษาหลักภาระการพิสูจน์ คำให้การไม่ชัดแจ้ง และการแบ่งสินสมรสหลังหย่า
สิทธิในทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาก่อนจดทะเบียนสมรสเป็นสินสมรสหรือกรรมสิทธิ์รวมกันแน่
ยักยอกสินสมรสที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม คู่สมรสมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์ได้เพียงใด และศาลจะกำหนดค่าเสียหายอย่างไรตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
สามีเสียชีวิตก่อนคดีถึงที่สุด สิทธิเรียกลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในสินสมรสตกทอดเป็นมรดกได้หรือไม่ และศาลแบ่งสินสมรสอย่างไรตาม
โอนที่ดินระหว่างสามีภริยาเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่ เมื่อทรัพย์เป็นสินสมรสและเจ้าหนี้ยังยึดทรัพย์บังคับคดีได้ตามกฎหมาย
“หย่าโดยคำพิพากษาแล้วทรัพย์สินได้มาหลังวันฟ้องหย่าเป็นสินสมรสหรือไม่ ภาระการพิสูจน์เมื่ออ้างถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น และผลของข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ดินและกฎหมายครอบครัว”
แยกสินสมรสจากกิจการบริษัทที่เป็นนิติบุคคลและเงื่อนไขตามกฎหมาย
บ้านมรดกเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส สิทธิร้องขัดทรัพย์ของคู่สมรส(ฎีกา 2467/2549)
เงินประกันชีวิตเป็นสินสมรสหรือมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 4239/2558)
สินสมรส & ดอกผล มาตรา 148, คุ้มครองชั่วคราว,(ฎีกา 10361/2557)
(ฎีกาที่ 1319/2568)การแบ่งสินสมรส บ้านและที่ดินหลังหย่า
สามีมีชู้เสียชีวิตระหว่างฎีกา สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทนยังคงอยู่หรือไม่(ฎีกา4977/2565)
ฎีกาที่ 4837/2567: สิทธิเรียกคืนสินสมรสและทรัพย์มรดกจากการโอนโดยมิชอบ พร้อมข้อวินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนเป็นสินสมรส
สิทธิแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กับข้อจำกัดการบังคับคดีและขั้นตอนตามกฎหมายแพ่งที่ต้องปฏิบัติก่อน
คดีที่ดินมรดกและผลผูกพันของคำพิพากษาในคดีเดิม ผู้สืบสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนและจำนองที่ดินได้หรือไม่ เมื่อประเด็นสิทธิได้ยุติไปแล้ว
เงินประกันชีวิตระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ต้องคืนส่วนครึ่งหนึ่งให้อดีตคู่สมรส
การตีความหนังสือแบ่งทรัพย์สินตามเจตนาที่แท้จริง ป.พ.พ. มาตรา 171
บันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเรื่องแบ่งสินสมรส, การแบ่งสินสมรสในการหย่า, ส่วนควบ
สัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าในทรัพย์สินสมรสมีผลผูกพันหรือไม่ เมื่อคู่สมรสไม่ยินยอม วิเคราะห์หลักกฎหมายการจัดการสินสมรสและสิทธิเรียกร้องค่าเช่า
ภริยายินยอมให้ใส่ชื่อสามีฝ่ายเดียวในที่ดินสินสมรสเป็นการให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้า
สามีโจทก์ได้สมยอมแกล้งเป็นหนี้พี่สาวแล้วทำสัญญายอมความยึดสินสมรส
เงินสินส่วนตัวซื้อที่ดินและปลูกบ้านระหว่างสมรส ทรัพย์เป็นของใคร
ทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียวเป็นสินสมรส
ข้อตกลงเรื่องการหย่าและข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน(สินสมรส)
ฟ้องแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างสินสมรสระหว่างคนไทยและคนต่างด้าว