
| การนำสืบที่มาของที่ดินเพิ่มเติมจากคำให้การเป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงยังอยู่ในประเด็นทรัพย์สินก่อนสมรส
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาขอบเขตของคำให้การและการนำสืบพยานหลักฐานในคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินและทรัพย์มรดก โดยจำเลยให้การว่าที่ดินไม่ใช่สินสมรสของบิดามารดาของคู่ความ แต่เป็นสินเดิมที่มารดามีอยู่ก่อนสมรส ต่อมาในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกที่มารดาได้รับมาจากมารดาของตนเอง โจทก์จึงโต้แย้งว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้ปรากฏอยู่ในคำให้การและเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การพิจารณาว่า การนำสืบรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์แตกต่างจากข้อต่อสู้ในคำให้การจนกลายเป็นข้อเท็จจริงใหม่หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยต่อสู้มาตั้งแต่ต้นว่าที่ดินเป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีมาก่อนสมรส การนำสืบว่าที่ดินนั้นเป็นมรดกของนางเปลี่ยนมารดาของนางลูกอินทร์ซึ่งตกได้แก่นางลูกอินทร์ ยังคงเป็นการนำสืบถึงที่มาของที่ดินที่จำเลยอ้างว่าได้มาก่อนสมรสอยู่นั่นเอง จึงไม่ใช่การนำสืบนอกคำให้การ นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า นายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่ากันและมีการแบ่งทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้วตามที่จำเลยนำสืบ จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ สาระสำคัญที่สุดของคดี จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรส แต่เป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีอยู่ก่อนสมรส ในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกจากมารดาของนางลูกอินทร์ โจทก์เห็นว่าการนำสืบเช่นนี้เป็นการนำสืบนอกคำให้การ ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเพียงการอธิบายที่มาของที่ดินที่อ้างว่าได้มาก่อนสมรส จึงยังอยู่ภายในขอบเขตของข้อต่อสู้ตามคำให้การและไม่เป็นการนำสืบนอกคำให้การ ศาลฎีกายังรับฟังว่านายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้หย่าและแบ่งทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้ว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน คำถามที่น่าสนใจ 1. จำเลยให้การว่าที่ดินเป็นสินเดิม แต่ภายหลังนำสืบว่าได้รับมาจากมรดก ถือเป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่ 2. การนำสืบรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์ที่อ้างไว้ในคำให้การสามารถกระทำได้เพียงใด 3. การจดทะเบียนหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันแล้วมีความสำคัญต่อข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินภายหลังอย่างไร ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบังภู่ ตามคำสั่งศาล โจทก์และจำเลยเป็นบุตรของนายบังภู่กับนางลูกอินทร์ โจทก์กล่าวอ้างว่าในระหว่างที่นายบังภู่กับนางลูกอินทร์อยู่กินด้วยกัน มีทรัพย์สินเป็นที่ดินหนึ่งแปลงพร้อมบ้านอีกสองหลัง โจทก์อ้างว่านายบังภู่เป็นคนต่างด้าวจึงไม่มีสิทธิลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งมีตราจอง และให้นางลูกอินทร์ถือกรรมสิทธิ์แทน เมื่อนายบังภู่ถึงแก่กรรม โจทก์จึงถือว่าบ้านและที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรส และส่วนของนายบังภู่จำนวนสองในสามส่วนเป็นมรดกตกทอดแก่บุตรเก้าคนและนางลูกอินทร์คนละส่วน โจทก์ยังอ้างว่าบุตรทุกคนกับนางลูกอินทร์ได้ครอบครองที่ดินมรดกร่วมกันเรื่อยมา จนกระทั่งนางลูกอินทร์ถึงแก่กรรม โดยก่อนถึงแก่กรรมนางลูกอินทร์ได้ทำพินัยกรรมยกบ้านและที่ดินทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์เห็นว่านางลูกอินทร์ไม่มีสิทธิยกทรัพย์ทั้งหมดให้จำเลย จึงขอให้ศาลพิพากษาว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรสและเป็นมรดกของนายบังภู่สองในสามส่วน เพื่อให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกนำไปแบ่งแก่ทายาทต่อไป และขอให้วินิจฉัยว่าพินัยกรรมของนางลูกอินทร์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่า ที่ดินตามฟ้องไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายบังภู่กับนางลูกอินทร์ แต่เป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ จึงมีชื่อนางลูกอินทร์เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้จำเลยยังให้การว่า นายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน และได้แบ่งทรัพย์สินกันแล้ว โดยนางลูกอินทร์ได้รับทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องเป็นของตนทั้งหมด และครอบครองทรัพย์ฝ่ายเดียวจนถึงแก่กรรม รวมทั้งยกข้อต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ประเด็นเรื่องการนำสืบนอกคำให้การ ประเด็นสำคัญที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเกิดจากคำให้การของจำเลยกับข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบในชั้นพิจารณา จำเลยให้การว่าที่ดินตามตราจองเลขที่ 28 ไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายบังภู่กับนางลูกอินทร์ แต่เป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีมาก่อนแต่งงานกับนายบังภู่ ต่อมาในชั้นพิจารณา จำเลยนำสืบว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณสองไร่ในตราจองดังกล่าวเป็นมรดกของนางเปลี่ยน ซึ่งเป็นมารดาของนางลูกอินทร์ และมรดกดังกล่าวตกได้แก่นางลูกอินทร์ โจทก์จึงฎีกาว่า ข้อเท็จจริงเรื่องการได้รับที่ดินมาจากมรดกแตกต่างจากคำให้การของจำเลย และถือเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งดังกล่าว โดยพิจารณาสาระของข้อต่อสู้ของจำเลยว่า จำเลยต่อสู้มาตั้งแต่คำให้การแล้วว่าที่ดินเป็นทรัพย์ของนางลูกอินทร์ที่ได้มาก่อนสมรส ส่วนการนำสืบว่าที่ดินนั้นเป็นมรดกของนางเปลี่ยนที่ตกได้แก่นางลูกอินทร์ เป็นการอธิบายถึงที่มาของที่ดินที่นางลูกอินทร์ได้มาก่อนสมรสอยู่นั่นเอง ข้อเท็จจริงที่นำสืบจึงไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญของข้อต่อสู้จากเดิมว่าเป็นสินสมรสไปเป็นข้อต่อสู้ประเภทอื่น แต่เป็นรายละเอียดที่สนับสนุนข้ออ้างเดิมว่าที่ดินเป็นทรัพย์ที่นางลูกอินทร์ได้มาก่อนสมรส ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การนำสืบดังกล่าวไม่เป็นการนำสืบนอกคำให้การ วิเคราะห์หลักกฎหมายและเหตุผลของคำวินิจฉัย หลักสำคัญจากคำพิพากษานี้อยู่ที่การแยกระหว่างข้อเท็จจริงอันเป็นสาระของข้อต่อสู้กับรายละเอียดที่ใช้อธิบายหรือพิสูจน์ข้อต่อสู้นั้น หากพิจารณาเฉพาะถ้อยคำ อาจเห็นความแตกต่างระหว่างคำให้การที่ว่าเป็นสินเดิมมาก่อนสมรส กับการนำสืบว่าทรัพย์นั้นได้มาจากมรดก แต่ศาลฎีกาพิจารณาความหมายและสาระของข้อเท็จจริงโดยรวม มิได้พิจารณาเพียงว่าถ้อยคำในคำให้การกับถ้อยคำในทางนำสืบเหมือนกันทุกประการหรือไม่ สาระของข้อต่อสู้ของจำเลยคือ ที่ดินไม่ใช่สินสมรสของนายบังภู่กับนางลูกอินทร์ เพราะเป็นทรัพย์ที่นางลูกอินทร์มีอยู่ก่อนสมรส การนำสืบว่าที่ดินดังกล่าวตกได้แก่นางลูกอินทร์จากมรดกของมารดา จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าที่ดินนั้นมีที่มาอย่างไร มิใช่การเปลี่ยนข้อต่อสู้เดิม หลักดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การพิจารณาว่าเป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงในคำให้การกับข้อเท็จจริงที่นำสืบ หากข้อเท็จจริงที่นำสืบยังเป็นการพิสูจน์รายละเอียดหรือที่มาของข้อเท็จจริงที่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้แล้ว ย่อมแตกต่างจากกรณีที่นำสืบข้อเท็จจริงซึ่งเปลี่ยนสาระของข้อต่อสู้ไปจากคำให้การ สำหรับข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สิน คดีนี้จึงมีความสำคัญในแง่การพิสูจน์ที่มาของทรัพย์ เมื่อฝ่ายหนึ่งยืนยันว่าทรัพย์นั้นมีอยู่ก่อนสมรส การนำสืบถึงเหตุแห่งการได้มาของทรัพย์สามารถเป็นรายละเอียดสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าวได้ หากยังคงอยู่ภายในสาระของข้อต่อสู้เดิม ในอีกด้านหนึ่ง คดีนี้ยังมีข้อเท็จจริงเรื่องการหย่าและการแบ่งทรัพย์สิน ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า นายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่ากัน และมีการแบ่งทรัพย์สินกันไปเรียบร้อยแล้วตามที่จำเลยนำสืบ ข้อเท็จจริงส่วนนี้สอดคล้องกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า ภายหลังการแบ่งทรัพย์สิน นางลูกอินทร์ได้รับทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องและครอบครองฝ่ายเดียวจนถึงแก่กรรม เจตนารมณ์ของหลักเกี่ยวกับขอบเขตคำให้การที่สะท้อนจากคำวินิจฉัยนี้ คือการกำหนดกรอบของข้อพิพาทให้สามารถพิจารณาได้จากสาระของข้อกล่าวอ้างและข้อต่อสู้ ขณะเดียวกันข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของสิ่งที่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้แล้ว ย่อมต้องพิจารณาว่ายังคงเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นเดิมหรือเป็นการยกข้อต่อสู้ใหม่ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้จึงชี้ให้เห็นหลักในการพิจารณาจากเนื้อหาแท้จริงของข้อต่อสู้ เมื่อคำให้การยืนยันว่าที่ดินเป็นทรัพย์ที่ได้มาก่อนสมรส การนำสืบว่าทรัพย์ดังกล่าวได้มาจากมรดกเป็นการอธิบายที่มาของทรัพย์ ไม่ใช่การเปลี่ยนประเด็นแห่งข้อต่อสู้ ผลของคำวินิจฉัยและความสำคัญในทางคดี คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นความสำคัญของการกำหนดข้อต่อสู้ในคำให้การให้ชัดเจน เพราะคำให้การเป็นกรอบสำคัญในการพิจารณาว่าข้อเท็จจริงที่นำสืบภายหลังยังอยู่ภายในประเด็นเดิมหรือไม่ ในคดีนี้จำเลยได้วางข้อต่อสู้ไว้ตั้งแต่ต้นว่า ที่ดินไม่ใช่สินสมรสแต่เป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีมาก่อนสมรส ดังนั้น เมื่อจำเลยนำสืบต่อไปว่าที่ดินเป็นมรดกจากนางเปลี่ยนมารดาของนางลูกอินทร์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงทำหน้าที่อธิบายว่าเหตุใดนางลูกอินทร์จึงมีที่ดินนั้นอยู่ก่อนสมรส การพิจารณาว่าข้อเท็จจริงใดเป็นการนำสืบนอกคำให้การจึงไม่ควรแยกพิจารณาเพียงคำหรือประโยคใดประโยคหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงที่นำสืบนั้นยังสนับสนุนข้ออ้างเดิมหรือได้ก่อให้เกิดข้อต่อสู้ใหม่ที่แตกต่างออกไป คำพิพากษานี้ยังสะท้อนความสำคัญของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติการได้มาและการจัดการทรัพย์สิน โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างทายาทว่าทรัพย์ใดเป็นทรัพย์ของผู้ตายและทรัพย์ใดเป็นของบุคคลอื่น การพิจารณาที่มาของทรัพย์ การสมรส การหย่า และการแบ่งทรัพย์สินจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มีความสัมพันธ์กันในการวินิจฉัยสิทธิในทรัพย์ ท้ายที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยทั้งประเด็นการนำสืบและข้อเท็จจริงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน โดยเห็นว่าการนำสืบของจำเลยไม่เป็นการนำสืบนอกคำให้การ และรับฟังว่านายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้ว จึงพิพากษายืน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิจารณาคดีแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา โจทก์ฎีกาว่าการที่จำเลยให้การว่าที่ดินเป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ แต่ภายหลังนำสืบว่าที่ดินเป็นมรดกที่นางลูกอินทร์ได้รับจากมารดา เป็นการนำสืบนอกคำให้การ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเพียงการนำสืบถึงที่มาของที่ดินที่นางลูกอินทร์ได้มาก่อนสมรส จึงไม่เป็นการนำสืบนอกคำให้การ และวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่านายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้ว พิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย สาระสำคัญของคำพิพากษานี้มิได้อยู่เพียงข้อพิพาทว่าที่ดินเป็นสินสมรสหรือสินเดิม แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักการกำหนดขอบเขตข้อพิพาทจากคำให้การและการนำสืบพยานหลักฐานของคู่ความ เมื่อจำเลยได้ยกข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญไว้ในคำให้การแล้ว การนำสืบรายละเอียดที่แสดงถึงที่มาและสนับสนุนข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องถือว่าเป็นการนำสืบข้อต่อสู้ใหม่เสมอไป การพิจารณาต้องพิเคราะห์สาระที่แท้จริงว่าข้อเท็จจริงที่นำสืบนั้นยังคงอยู่ภายในกรอบของข้อต่อสู้เดิมหรือไม่ กรณีนี้จำเลยยืนยันมาตั้งแต่คำให้การว่าที่ดินเป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีมาก่อนสมรส การนำสืบว่าที่ดินนั้นเป็นมรดกที่ตกทอดจากมารดาของนางลูกอินทร์จึงเป็นการอธิบายที่มาของทรัพย์ มิได้เปลี่ยนสาระของข้อต่อสู้ว่าที่ดินเป็นทรัพย์ที่นางลูกอินทร์มีอยู่ก่อนสมรส ในทางคดีจึงต้องให้ความสำคัญทั้งต่อการกำหนดข้อเท็จจริงในคำให้การและความสัมพันธ์ของพยานหลักฐานที่จะนำสืบกับข้อต่อสู้นั้น เพราะหากข้อเท็จจริงที่นำสืบยังเป็นรายละเอียดสนับสนุนประเด็นที่ยกขึ้นไว้แล้ว ย่อมมีลักษณะแตกต่างจากการนำข้อเท็จจริงใหม่มาใช้เป็นฐานแห่งข้อต่อสู้ที่มิได้ปรากฏอยู่ในคำให้การ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การที่จำเลยให้การว่าที่ดินเป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีมาก่อนสมรส แต่ในชั้นพิจารณานำสืบเพิ่มเติมว่าที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกจากมารดาของนางลูกอินทร์ เป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่นำสืบเป็นการอธิบายถึงที่มาของที่ดินที่นางลูกอินทร์ได้มาก่อนสมรสตามข้อต่อสู้เดิม จึงไม่เป็นการนำสืบนอกคำให้การ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ จากข้อความคำพิพากษาที่กำหนดไม่ปรากฏการระบุเลขมาตราไว้โดยตรง แก่นของคำวินิจฉัยจึงอยู่ที่หลักเรื่องขอบเขตของคำให้การและการนำสืบข้อเท็จจริงที่สนับสนุนข้อต่อสู้เดิม สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. นำสืบนอกคำให้การ การนำสืบว่าที่ดินเป็นมรดกจากมารดาของนางลูกอินทร์ไม่ถือเป็นการนำสืบนอกคำให้การ เพราะเป็นเพียงการอธิบายที่มาของที่ดินที่จำเลยได้ต่อสู้ไว้แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่นางลูกอินทร์มีอยู่ก่อนสมรส 2. ที่มาของทรัพย์สินก่อนสมรส เมื่อจำเลยยกข้อต่อสู้ว่าที่ดินเป็นสินเดิมที่มีอยู่ก่อนสมรส การนำสืบว่าทรัพย์นั้นได้มาอย่างไรเป็นข้อเท็จจริงที่สนับสนุนที่มาของทรัพย์ตามข้อต่อสู้เดิม ศาลฎีกาจึงไม่ถือว่าการนำสืบดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนข้อต่อสู้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ให้การว่าที่ดินเป็นสินเดิม แต่ภายหลังนำสืบว่าเป็นที่ดินที่ได้รับมาจากมรดก ถือเป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่ คำตอบ ตามคำวินิจฉัยในคดีนี้ไม่ถือเป็นการนำสืบนอกคำให้การ เพราะจำเลยได้ให้การไว้แล้วว่าที่ดินเป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีมาก่อนสมรส การนำสืบภายหลังว่าที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกของมารดานางลูกอินทร์ที่ตกได้แก่นางลูกอินทร์ เป็นเพียงการอธิบายถึงที่มาของที่ดินที่อ้างว่ามีอยู่ก่อนสมรส จึงยังอยู่ภายในสาระของข้อต่อสู้เดิม 2. คำถาม เหตุใดการนำสืบว่าได้รับที่ดินจากมรดกจึงไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนข้อต่อสู้ของจำเลย คำตอบ เพราะสาระของคำให้การเดิมคือการปฏิเสธว่าที่ดินเป็นสินสมรสและยืนยันว่าเป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์ที่มีมาก่อนสมรส ส่วนการนำสืบว่าที่ดินเป็นมรดกจากมารดาเป็นรายละเอียดที่อธิบายว่าที่ดินดังกล่าวตกมาเป็นของนางลูกอินทร์ได้อย่างไร ศาลฎีกาจึงเห็นว่าข้อเท็จจริงทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์กันและยังคงอยู่ในข้อต่อสู้เดิม 3. คำถาม การจดทะเบียนหย่าและการแบ่งทรัพย์สินมีความสำคัญต่อคดีนี้อย่างไร คำตอบ จำเลยให้การว่านายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกันและแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว โดยนางลูกอินทร์ได้รับทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องเป็นของตนและครอบครองฝ่ายเดียวจนถึงแก่กรรม ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ทั้งสองได้จดทะเบียนหย่าและมีการแบ่งทรัพย์สินกันไปเรียบร้อยแล้วตามที่จำเลยนำสืบ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นส่วนสำคัญประกอบการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สิน 4. คำถาม หลักสำคัญที่ควรนำไปพิจารณาเมื่อต้องวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานเป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่คืออะไร คำตอบ หลักสำคัญที่ปรากฏจากคำพิพากษานี้คือ ต้องพิจารณาสาระของข้อต่อสู้ในคำให้การเทียบกับข้อเท็จจริงที่นำสืบ หากข้อเท็จจริงที่นำสืบเป็นเพียงรายละเอียดที่อธิบายหรือสนับสนุนข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นต่อสู้ไว้แล้ว ย่อมไม่จำเป็นต้องเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ดังเช่นกรณีนี้ที่การนำสืบถึงมรดกเป็นการอธิบายที่มาของที่ดินที่จำเลยยืนยันมาตั้งแต่คำให้การว่าเป็นทรัพย์ที่นางลูกอินทร์ได้มาก่อนสมรส ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2881/2532 จำเลยให้การว่า ที่ดินตามฟ้องไม่ใช่สินสมรสระหว่าง ป. กับ ล. ซึ่งเป็นบิดามารดาโจทก์และจำเลย แต่เป็นสินเดิมของ ล.มาก่อนสมรส ในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกของ ป. มารดาของ ล. ตกได้แก่ ล. ดังนี้ ข้อนำสืบของจำเลยเป็นการนำสืบถึงที่มาของที่ดินที่ ล. ได้มาก่อนทำการสมรสกับ บ.อยู่นั่นเอง จึงมิใช่เป็นการนำสืบนอกคำให้การแต่อย่างใด. โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบังภู่ ตามคำสั่งศาล โจทก์กับจำเลยเป็นบุตรของนายบังภู่กับนางลูกอินทร์ระหว่างนายบังภู่กับนางลูกอินทร์อยู่กินด้วยกัน มีสินสมรสคือที่ดิน1 แปลงพร้อมบ้านอีก 2 หลัง นายบังภู่เป็นคนต่างด้าวไม่มีสิทธิลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งมีตราจอง จึงให้นางลูกอินทร์ถือกรรมสิทธิ์แทน ต่อมานายบังภู่ถึงแก่กรรมบ้านและที่ดินอันเป็นสินสมรสของนายบังภู่ 2 ใน 3 ส่วน จึงเป็นมรดกตกทอดมายังบุตร9 คน และนางลูกอินทร์คนละส่วน บุตรทุกคนและนางลูกอินทร์ครอบครองที่ดินมรดกร่วมกันมาจนกระทั่งนางลูกอินทร์ถึงแก่กรรม ก่อนถึงแก่กรรนางลูกอินทร์ได้ทำพินัยกรรมยกบ้านและที่ดินทั้งหมดให้จำเลยทั้งสองโดยไม่มีสิทธิ ขอให้พิพากษาว่าทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นสินสมรสและมรดกของนายบังภู่ 2 ใน 3 ส่วน ให้โจทก์มีสิทธินำมาแบ่งปันแก่ทายาทต่อไป พินัยกรรมของนางลูกอินทร์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินตามฟ้องไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายบังภู่กับนางลูกอินทร์ แต่เป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์จึงมีชื่อนางลูกอินทร์เป็นเจ้าของผู้เดียว นายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา และแบ่งทรัพย์สินกันโดยนางลูกอินทร์ได้ทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องเป็นของตนทั้งหมดและครอบครองฝ่ายเดียวตลอดมาจนกระทั่งถึงแก่กรรม ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่าที่ดินตามตราจองเลขที่ 28 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวาตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับ 1 ไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายบังภู่กับนางลูกอินทร์ แต่เป็นสินเดิมของนางลูกอินทร์มาก่อนแต่งงานกับนายบังภู่ แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยกลับนำสืบว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ในตราจองเลขที่ 28 เป็นมรดกของนางเปลี่ยนมารดานางลูกอินทร์ตกได้แก่นางลูกอินทร์ ข้อนำสืบดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อนำสืบดังกล่าวของจำเลยเป็นการนำสืบถึงที่มาของที่ดินที่นางลูกอินทร์ได้มาก่อนทำการสมรสกับนายบังภู่อยู่นั่นเอง จึงมิใช่เป็นการนำสืบนอกคำให้การจำเลยดังที่โจทก์ฎีกา และศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า นายบังภู่กับนางลูกอินทร์ได้จดทะเบียนหย่ากันโดยมีการแบ่งทรัพย์สินกันไปเรียบร้อยแล้วดังที่จำเลยนำสืบ พิพากษายืน.
|




