
| ฟ้องแบ่งบ้านหลังหย่าได้หรือไม่ เมื่อมีบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ากำหนดทรัพย์สินไว้แล้ว และคู่สมรสเคยตกลงแบ่งสินสมรสกันมาก่อน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องแบ่งสินสมรสภายหลังการหย่า โดยมีประเด็นสำคัญว่าบ้านที่คู่สมรสปลูกสร้างขึ้นระหว่างสมรสยังคงมีสถานะเป็นสินสมรสที่สามารถนำมาฟ้องแบ่งได้หรือไม่ เมื่อก่อนจดทะเบียนหย่าคู่สมรสได้จัดทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับทรัพย์สิน หนี้สิน และสิทธิในการอยู่อาศัยไว้แล้ว อีกทั้งภายหลังยังมีการดำเนินคดีเพื่อบังคับตามข้อตกลงดังกล่าวจนมีคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุด ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สิน การแสดงเจตนาของคู่สมรสในขณะหย่า ผลของบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า ตลอดจนประเด็นทางวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการยกข้อต่อสู้และการรับฟังพยานหลักฐาน เพื่อวินิจฉัยว่าทรัพย์สินพิพาทยังคงเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า บ้านที่เคยเป็นสินสมรสยังสามารถนำมาฟ้องแบ่งภายหลังการหย่าได้หรือไม่ เมื่อคู่สมรสได้ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวไว้แล้ว และพฤติการณ์ภายหลังการหย่าแสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายได้ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นมาโดยตลอด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคู่สมรสได้ตกลงแบ่งบ้านพิพาทกันเรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดให้บ้านตกเป็นของฝ่ายหนึ่ง บ้านดังกล่าวย่อมหมดสภาพการเป็นสินสมรสที่จะนำมาฟ้องแบ่งกันอีกในภายหลัง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า แม้โจทก์จะมิได้บรรยายรายละเอียดของบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไว้ในคำฟ้อง แต่เมื่อเอกสารดังกล่าวแนบมาท้ายฟ้อง เอกสารนั้นย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และเมื่อจำเลยมิได้ปฏิเสธเอกสารดังกล่าว ย่อมถือว่ารับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อตกลงนั้น ทำให้ศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบการวินิจฉัยได้ 2. การแบ่งสินสมรสเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าคู่สมรสได้ตกลงกันไว้แล้วว่าบ้านพิพาทตกเป็นของจำเลย และต่อมาคู่สมรสยังได้ดำเนินการต่าง ๆ สอดคล้องกับข้อตกลงดังกล่าว รวมทั้งมีการดำเนินคดีเพื่อบังคับตามข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินและบุตร บ้านพิพาทจึงไม่เหลือสภาพเป็นสินสมรสที่โจทก์จะนำมาฟ้องแบ่งได้อีก ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันและมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ระหว่างสมรสได้มีการปลูกสร้างบ้านพิพาทบนที่ดินที่จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่กับบิดา ต่อมาคู่สมรสกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อนำมาใช้เกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าว ภายหลังทั้งสองฝ่ายจดทะเบียนหย่ากัน โดยได้จัดทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ากำหนดเรื่องอำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ทรัพย์สิน และหนี้สินระหว่างกันไว้ด้วย ภายหลังการหย่า จำเลยได้กู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งใหม่และนำเงินไปชำระหนี้เดิมที่คู่สมรสเคยกู้ร่วมกัน ขณะเดียวกันยังมีการตกลงเกี่ยวกับการอยู่อาศัยในบ้านพิพาทและการย้ายออกจากบ้านดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด ต่อมาโจทก์เคยฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า และคดีดังกล่าวได้ยุติลงด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมซึ่งถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นโจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสและขอให้แบ่งบ้านหรือใช้ราคาแทนส่วนที่ตนมีสิทธิได้รับ โดยจำเลยต่อสู้ว่าบ้านพิพาทมิใช่สินสมรสที่สามารถนำมาฟ้องแบ่งได้อีก เนื่องจากคู่สมรสได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวกันไว้แล้วในบันทึกท้ายทะเบียนหย่า และจำเลยได้เป็นผู้รับผิดชอบภาระหนี้สินที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวต่อมาแล้ว. การรับฟังบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ประเด็นสำคัญประการแรกที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคือผลทางกฎหมายของบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า ซึ่งโจทก์ได้แนบมาพร้อมคำฟ้อง แม้โจทก์จะมิได้บรรยายรายละเอียดของบันทึกดังกล่าวไว้โดยตรงในคำฟ้องก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าเอกสารที่แนบท้ายคำฟ้องย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องด้วย เมื่อเอกสารดังกล่าวถูกนำเข้าสู่สำนวนคดีโดยชอบแล้ว ย่อมสามารถนำมาประกอบการพิจารณาข้อเท็จจริงและเจตนาของคู่ความได้เช่นเดียวกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในคำฟ้อง ในคดีนี้จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าแต่อย่างใด ทั้งมิได้โต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่มีผลใช้บังคับ จึงมีผลให้ถือว่าจำเลยยอมรับการมีอยู่ของข้อตกลงดังกล่าว รวมถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน หนี้สิน การอุปการะเลี้ยงดูบุตร และสิทธิในการอยู่อาศัยในบ้านพิพาทตามที่ระบุไว้ในบันทึกนั้น หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว เพราะการพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับสินสมรสมิได้พิจารณาเฉพาะสถานะของทรัพย์สินในขณะที่ได้มาหรือสร้างขึ้นเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าคู่สมรสได้แสดงเจตนาจัดการทรัพย์สินดังกล่าวไว้อย่างไร โดยเฉพาะกรณีที่มีการทำข้อตกลงเป็นหนังสือในวันจดทะเบียนหย่า ซึ่งสะท้อนถึงความประสงค์ร่วมกันในการยุติข้อพิพาทด้านทรัพย์สินและหนี้สินระหว่างกัน ศาลฎีกาจึงมิได้พิจารณาเฉพาะข้อเท็จจริงว่าบ้านพิพาทถูกปลูกสร้างขึ้นระหว่างสมรสหรือไม่ แต่ยังพิจารณาถึงเอกสารที่แสดงเจตนาของคู่สมรสภายหลังด้วย เพราะแม้ทรัพย์สินจะเคยเป็นสินสมรส แต่หากคู่สมรสได้ตกลงแบ่งกันโดยชัดแจ้งแล้ว สิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงนั้น การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและสิทธิของคู่ความในการนำสืบ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทมีเพียงว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ และเห็นว่าการที่จำเลยนำสืบเกี่ยวกับข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเป็นการนำสืบนอกประเด็น เนื่องจากจำเลยมิได้ยกข้อตกลงดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้โดยตรงในคำให้การ ศาลล่างทั้งสองจึงมิได้รับวินิจฉัยพยานหลักฐานในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นแตกต่างออกไป โดยพิจารณาว่าคำให้การของจำเลยมีสาระสำคัญว่า ภายหลังการหย่าขาดจากกันแล้ว บ้านพิพาทมิใช่สินสมรสอีกต่อไป และจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบภาระหนี้สินทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ข้ออ้างดังกล่าวมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าและสถานะของบ้านพิพาท จึงเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ภายในกรอบของประเด็นข้อพิพาทเรื่องบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่จำเลยนำสืบถึงบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า การรับภาระหนี้สินแทนโจทก์ การอนุญาตให้โจทก์อยู่อาศัยในบ้านต่อไปได้ชั่วคราว และการดำเนินการชำระหนี้ร่วมในเวลาต่อมา ล้วนเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพิสูจน์ว่าทรัพย์สินดังกล่าวยังมีสภาพเป็นสินสมรสอยู่หรือไม่ หาใช่การนำสืบนอกประเด็นไม่ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ควรรับฟังและวินิจฉัยพยานหลักฐานดังกล่าว เพราะเป็นข้อที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้มาแล้วโดยชอบ และมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยข้อพิพาทหลักของคดี การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยพยานหลักฐานในส่วนดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ อย่างไรก็ดี เมื่อคดีได้ดำเนินมาจนสิ้นกระบวนการสืบพยานและขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าหากย้อนสำนวนกลับไปยังศาลล่างเพื่อให้วินิจฉัยใหม่จะทำให้คดีล่าช้าโดยไม่จำเป็น จึงใช้ดุลพินิจวินิจฉัยข้อพิพาทดังกล่าวจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ในสำนวนทั้งหมดเสียเอง เพื่อให้ข้อพิพาทได้รับการยุติโดยรวดเร็วและเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย ความสัมพันธ์ระหว่างข้อตกลงหย่ากับสถานะของสินสมรส หลักสำคัญที่ปรากฏจากคดีนี้คือ แม้บ้านพิพาทจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นสินสมรส เนื่องจากปลูกสร้างขึ้นในระหว่างที่โจทก์และจำเลยยังเป็นสามีภริยากัน แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงได้หากปรากฏว่าคู่สมรสได้ตกลงจัดการทรัพย์สินนั้นเป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง ศาลฎีกาพิจารณาข้อความในบันทึกท้ายทะเบียนหย่าโดยละเอียด พบว่าคู่สมรสได้กำหนดแนวทางจัดการทรัพย์สิน หนี้สิน การอุปการะเลี้ยงดูบุตร และสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินต่าง ๆ ไว้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะข้อความที่กำหนดให้โจทก์และบุตรสามารถอยู่อาศัยในบ้านพิพาทได้ต่อไปไม่เกินสิบแปดเดือนนับแต่วันหย่า และเมื่อครบกำหนดต้องย้ายออกจากบ้านพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกไปให้เรียบร้อย ข้อกำหนดดังกล่าวมีความหมายสำคัญในเชิงนิติสัมพันธ์ เพราะหากคู่สมรสยังถือว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินร่วมที่ต้องนำมาแบ่งกันในอนาคต ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะกำหนดระยะเวลาการอยู่อาศัยและการย้ายออกจากบ้านไว้อย่างชัดเจนเช่นนั้น พฤติการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายได้มีความเข้าใจร่วมกันแล้วว่าบ้านพิพาทจะตกเป็นของจำเลย และโจทก์มีเพียงสิทธิอาศัยอยู่ชั่วคราวตามที่ตกลงกันไว้เท่านั้น นอกจากนี้ ภายหลังการหย่ายังปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้รับภาระหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว และได้ดำเนินการกู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งใหม่เพื่อนำไปชำระหนี้ร่วมเดิมทั้งหมด ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่สอดคล้องกับการเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามข้อตกลงมากกว่าการเป็นเพียงผู้ครอบครองทรัพย์สินร่วมกับโจทก์ต่อไป จึงเป็นพยานแวดล้อมที่สนับสนุนว่าการแบ่งสินสมรสในส่วนของบ้านพิพาทได้เสร็จสิ้นลงแล้วตั้งแต่วันที่จดทะเบียนหย่า. การตีความพฤติการณ์ภายหลังการหย่าเพื่อค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่สมรส ศาลฎีกามิได้พิจารณาเฉพาะถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในบันทึกท้ายทะเบียนหย่าเท่านั้น แต่ยังนำพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังการหย่ามาประกอบการวินิจฉัยด้วย เพื่อค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่สมรสเกี่ยวกับบ้านพิพาทและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการที่โจทก์เคยฟ้องคดีเพื่อบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า และคดีดังกล่าวได้ยุติลงด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมจนถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญคือ ในการดำเนินคดีดังกล่าว โจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หนี้สิน และทรัพย์สินต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนหย่า แต่กลับมิได้เรียกร้องให้แบ่งบ้านพิพาทแต่อย่างใด ทั้งที่บ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงและเป็นประเด็นสำคัญระหว่างคู่สมรส พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้ศาลฎีกาเห็นว่า หากโจทก์ยังมีความเข้าใจว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสที่ยังมิได้แบ่งกัน โจทก์ย่อมมีเหตุผลที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นเรียกร้องตั้งแต่ในคดีแรก แต่เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการเช่นนั้น กลับเลือกฟ้องเฉพาะเรื่องการบังคับตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าในส่วนอื่น จึงเป็นพฤติการณ์ที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงว่าคู่สมรสได้แบ่งบ้านพิพาทกันเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่จดทะเบียนหย่า นอกจากนี้ สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นภายหลังยังแสดงให้เห็นว่าคู่สมรสยังคงยึดถือแนวทางการจัดการทรัพย์สินและสิทธิของบุตรตามที่ตกลงกันไว้เดิม โดยมีการกำหนดเรื่องการชำระหนี้ การอุปการะเลี้ยงดูบุตร และการยกทรัพย์สินบางส่วนให้แก่บุตรผู้เยาว์อย่างชัดเจน จึงยิ่งสนับสนุนว่าความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างโจทก์และจำเลยได้รับการจัดการเป็นที่เรียบร้อยแล้วนับแต่วันหย่า การประเมินน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลฎีกา เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า จึงได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวนด้วยตนเอง โดยให้ความสำคัญกับทั้งเอกสารและพฤติการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันเป็นลำดับ ศาลฎีกาพิจารณาว่าบันทึกท้ายทะเบียนหย่าได้กำหนดเรื่องทรัพย์สิน หนี้สิน การอยู่อาศัย และสิทธิของบุตรไว้อย่างละเอียด อีกทั้งภายหลังการหย่าจำเลยยังเป็นผู้รับภาระหนี้สินแต่เพียงผู้เดียว โดยกู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งใหม่แล้วนำไปชำระหนี้เดิมที่โจทก์และจำเลยเคยกู้ร่วมกัน อันเป็นการปลดเปลื้องภาระหนี้ให้แก่โจทก์ ศาลยังพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า บ้านพิพาทตั้งอยู่บนที่ดินซึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของบิดาจำเลย และในขณะเดียวกันจำเลยยังได้ยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางส่วนให้แก่บุตรผู้เยาว์ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการจัดระเบียบทรัพย์สินภายในครอบครัวอย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง มิใช่การปล่อยให้ทรัพย์สินยังคงมีสถานะเป็นสินสมรสรอการแบ่งในอนาคต เมื่อเปรียบเทียบพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีความสอดคล้องกันทั้งในส่วนของเอกสาร พฤติการณ์ และการดำเนินการภายหลังการหย่า ขณะที่ข้ออ้างของโจทก์ไม่สอดคล้องกับพฤติการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะการที่โจทก์ไม่เคยเรียกร้องแบ่งบ้านพิพาทในคดีที่ฟ้องบังคับตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงให้น้ำหนักแก่พยานหลักฐานของจำเลยมากกว่า และรับฟังเป็นข้อยุติว่า คู่สมรสได้ตกลงแบ่งบ้านพิพาทกันแล้ว โดยให้บ้านพิพาทตกเป็นของจำเลยตามเจตนาที่แสดงไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนหย่า เหตุผลที่บ้านพิพาทหมดสภาพการเป็นสินสมรส แม้จุดเริ่มต้นของคดีจะรับฟังได้ว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในระหว่างสมรสและได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการเป็นสินสมรสมิใช่สถานะที่คงอยู่ตลอดไปโดยไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะคู่สมรสมีสิทธิตกลงจัดการและแบ่งทรัพย์สินระหว่างกันได้ ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้จากบันทึกท้ายทะเบียนหย่า ประกอบกับพฤติการณ์ภายหลังการหย่า แสดงให้เห็นว่าคู่สมรสได้กำหนดสถานะของบ้านพิพาทไว้แล้วว่าให้ตกเป็นของจำเลย โดยโจทก์และบุตรมีสิทธิอยู่อาศัยชั่วคราวภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกัน หลังจากนั้นต้องย้ายออกจากบ้านดังกล่าว เมื่อมีการแบ่งทรัพย์สินกันโดยชัดแจ้งแล้ว สิทธิในทรัพย์สินย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงนั้น บ้านพิพาทจึงหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสที่รอการแบ่ง และกลายเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสได้จัดการแบ่งกันเสร็จสิ้นแล้ว ผลทางกฎหมายที่ตามมาคือ โจทก์ไม่อาจนำบ้านพิพาทกลับมาฟ้องแบ่งในภายหลังได้อีก เพราะการแบ่งสินสมรสในส่วนดังกล่าวได้เกิดขึ้นและเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่วันที่คู่สมรสทำข้อตกลงและจดทะเบียนหย่า การฟ้องคดีครั้งนี้จึงเป็นการเรียกร้องในทรัพย์สินที่ไม่มีสถานะเป็นสินสมรสระหว่างคู่ความอีกต่อไป และไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามหลักการแบ่งสินสมรสหลังการหย่าได้อีก. เหตุผลที่ศาลฎีกาไม่ย้อนสำนวนกลับไปยังศาลล่าง โดยหลักแล้ว เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่มีความสำคัญต่อผลแห่งคดี ศาลฎีกาอาจย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลล่างพิจารณาและพิพากษาใหม่ในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยก็ได้ อย่างไรก็ตาม หลักดังกล่าวต้องพิจารณาประกอบกับความเหมาะสมในการอำนวยความยุติธรรมและความรวดเร็วในการดำเนินคดีด้วย ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานกันจนเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว พยานเอกสารและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาททั้งหมดได้เข้าสู่สำนวนครบถ้วน ไม่มีความจำเป็นต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก การย้อนสำนวนกลับไปยังศาลล่างจึงอาจทำให้คดีล่าช้าโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการค้นหาความจริงของคดี เมื่อข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับบันทึกท้ายทะเบียนหย่า พฤติการณ์ภายหลังการหย่า การรับภาระหนี้สิน และการดำเนินคดีระหว่างคู่ความในอดีต ปรากฏอยู่ในสำนวนอย่างสมบูรณ์แล้ว ศาลฎีกาจึงสามารถนำพยานหลักฐานเหล่านั้นมาประเมินและวินิจฉัยได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องกลับไปให้ศาลล่างพิจารณาซ้ำอีกครั้ง แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาคดีที่มุ่งให้ข้อพิพาทยุติลงโดยรวดเร็วและเป็นธรรม เมื่อศาลสูงสุดสามารถวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้จากพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยให้คู่ความต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายจากการดำเนินคดีเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น การเชื่อมโยงระหว่างบันทึกท้ายทะเบียนหย่ากับสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อเท็จจริงสำคัญอีกประการหนึ่งที่ศาลฎีกานำมาประกอบการวินิจฉัยคือ ภายหลังจากการจดทะเบียนหย่าแล้ว โจทก์ได้ฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า และต่อมาคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันจนศาลมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด เมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จะเห็นได้ว่าคู่ความยังคงยึดถือข้อตกลงเดิมเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร การชำระหนี้ และการจัดการทรัพย์สินต่าง ๆ ที่เคยตกลงกันไว้ในวันหย่า การดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นพฤติการณ์ที่ยืนยันว่าบันทึกท้ายทะเบียนหย่ามีผลผูกพันและได้รับการยอมรับจากคู่ความทั้งสองฝ่ายมาโดยตลอด ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในการดำเนินคดีดังกล่าว โจทก์มิได้เรียกร้องให้มีการแบ่งบ้านพิพาท ทั้งที่เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงและเป็นประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งของความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส การไม่ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นในคดีเดิมจึงเป็นพฤติการณ์ที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงว่าคู่ความเข้าใจตรงกันว่าบ้านพิพาทได้รับการจัดการและแบ่งกันเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อพิจารณาบันทึกท้ายทะเบียนหย่า สัญญาประนีประนอมยอมความ และการปฏิบัติของคู่ความภายหลังการหย่าอย่างต่อเนื่อง ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพยานหลักฐานทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า บ้านพิพาทได้ถูกกำหนดสถานะทางกฎหมายไว้แล้วว่าเป็นของจำเลย และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ยังรอการแบ่งระหว่างคู่ความอีกต่อไป หลักกฎหมายที่ได้รับจากคดีนี้เกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสหลังการหย่า คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การพิจารณาว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่ ไม่อาจพิจารณาเฉพาะช่วงเวลาที่ได้มาซึ่งทรัพย์สินเท่านั้น แม้ทรัพย์สินจะเกิดขึ้นในระหว่างสมรสและได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส แต่หากคู่สมรสได้ทำข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินกันโดยชัดแจ้งแล้ว สถานะทางกฎหมายของทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงนั้น คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่าศาลจะพิจารณาเจตนาของคู่สมรสจากทั้งข้อความในเอกสารและพฤติการณ์แวดล้อมประกอบกัน มิได้พิจารณาเฉพาะถ้อยคำตอนใดตอนหนึ่งอย่างแยกขาดจากบริบททั้งหมด หากพฤติการณ์ภายหลังการหย่าสอดคล้องกับข้อตกลงที่ทำไว้ ย่อมเป็นพยานสำคัญที่ช่วยยืนยันความหมายและเจตนาที่แท้จริงของคู่ความ นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักว่าการแนบเอกสารท้ายฟ้องมีความสำคัญในทางกระบวนพิจารณาอย่างมาก เพราะเอกสารดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และสามารถนำมาใช้ประกอบการตีความข้ออ้างและข้อต่อสู้ของคู่ความได้ หากอีกฝ่ายมิได้ปฏิเสธเอกสารดังกล่าวโดยชัดแจ้ง ย่อมอาจมีผลให้ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนั้น ในมิติของคดีครอบครัว คำพิพากษานี้ยังตอกย้ำว่าการจัดทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าควรกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิในการครอบครอง การอยู่อาศัย และหน้าที่ของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน เพราะข้อตกลงดังกล่าวอาจมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการฟ้องร้องและการอ้างสิทธิในทรัพย์สินภายหลังการหย่า บทวิเคราะห์เชิงหลักกฎหมายจากคำวินิจฉัยของศาลฎีกา สาระสำคัญที่สุดของคำพิพากษานี้มิได้อยู่ที่การวินิจฉัยว่าบ้านพิพาทเคยเป็นสินสมรสหรือไม่ เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวแทบไม่มีข้อโต้แย้งระหว่างคู่ความ หากแต่อยู่ที่การวินิจฉัยว่าหลังจากคู่สมรสได้จัดการทรัพย์สินกันผ่านบันทึกท้ายทะเบียนหย่าแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงมีสถานะเป็นสินสมรสที่สามารถนำมาฟ้องแบ่งได้อีกหรือไม่ ศาลฎีกาเลือกใช้แนวทางพิจารณาจากเจตนารวมของคู่ความมากกว่าการยึดติดกับรูปแบบทางเทคนิคของคำให้การหรือการกำหนดประเด็นในชั้นพิจารณา โดยพิจารณาเอกสารทุกฉบับที่เกี่ยวข้องร่วมกับพฤติการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังการหย่า จนได้ข้อยุติว่าคู่สมรสได้แบ่งบ้านพิพาทกันเสร็จสิ้นแล้ว แนววินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากฎหมายครอบครัวมิได้มุ่งคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมุ่งคุ้มครองความแน่นอนแห่งนิติสัมพันธ์และความสุจริตในการปฏิบัติตามข้อตกลงของคู่สมรสด้วย เมื่อคู่ความได้ตกลงกันแล้วและได้ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นมาเป็นเวลานาน ย่อมไม่อาจกลับมาอ้างสิทธิในลักษณะที่ขัดต่อข้อตกลงและพฤติการณ์ที่ตนเคยยอมรับได้ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงรับฟังว่าบ้านพิพาทได้ถูกแบ่งกันเรียบร้อยแล้วตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า และไม่เหลือสถานะเป็นสินสมรสที่โจทก์จะนำมาฟ้องแบ่งได้อีก ส่งผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งในบ้านพิพาทดังกล่าว และคดีต้องยกฟ้องในที่สุด. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าบ้านเดี่ยวสองชั้นเลขที่ 83/2 เป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในระหว่างที่โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน จึงมีสถานะเป็นสินสมรส และเห็นว่าโจทก์มีสิทธิขอแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้ ศาลจึงพิพากษาให้แบ่งบ้านพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยในสัดส่วนเท่ากัน หากไม่สามารถแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ก็ให้ขายโดยวิธีประมูลระหว่างคู่ความ หรือขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าบ้านพิพาทยังคงเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งระหว่างคู่สมรสภายหลังการหย่า แต่เห็นว่ามีภาระหนี้ร่วมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินดังกล่าวอยู่จำนวน 1,700,000 บาท จึงพิพากษาแก้ให้หักหนี้ร่วมดังกล่าวออกจากราคาบ้านพิพาทก่อน แล้วจึงนำมูลค่าคงเหลือมาแบ่งกันระหว่างโจทก์และจำเลย นอกจากที่แก้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแตกต่างจากศาลล่างทั้งสอง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าไว้แล้ว และข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมถึงการจัดการทรัพย์สินและบ้านพิพาทด้วย ประกอบกับพฤติการณ์ภายหลังการหย่า การฟ้องบังคับตามข้อตกลง และการที่จำเลยรับภาระหนี้สินทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ล้วนแสดงให้เห็นว่าคู่สมรสได้แบ่งบ้านพิพาทกันเสร็จสิ้นแล้ว โดยกำหนดให้บ้านพิพาทตกเป็นของจำเลย บ้านพิพาทจึงหมดสภาพการเป็นสินสมรสที่โจทก์จะนำมาฟ้องแบ่งได้อีก ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกินแก่โจทก์ โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลและค่าฤชาธรรมเนียมอื่นเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่าการพิจารณาสถานะของสินสมรสภายหลังการหย่า มิได้พิจารณาเฉพาะว่าทรัพย์สินนั้นได้มาหรือสร้างขึ้นในระหว่างสมรสหรือไม่เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าคู่สมรสได้ตกลงจัดการทรัพย์สินดังกล่าวไว้แล้วหรือไม่ หากมีการทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าโดยชัดแจ้ง และพฤติการณ์ภายหลังสอดคล้องกับข้อตกลงดังกล่าว ย่อมมีผลให้สิทธิในทรัพย์สินเปลี่ยนแปลงไปตามเจตนาของคู่สมรส อีกประการหนึ่ง คดีนี้ตอกย้ำว่าเอกสารที่แนบท้ายคำฟ้องย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง หากคู่ความอีกฝ่ายมิได้ปฏิเสธเอกสารดังกล่าวโดยชัดแจ้ง ศาลย่อมนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารนั้นมาพิจารณาประกอบการวินิจฉัยได้ การดำเนินคดีจึงต้องให้ความสำคัญทั้งต่อข้อความในคำฟ้องและเอกสารประกอบคำฟ้องควบคู่กันไป นอกจากนี้ ศาลยังให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ภายหลังการหย่า เช่น การรับภาระหนี้สิน การจัดการทรัพย์สิน การฟ้องบังคับตามข้อตกลง และการปฏิบัติตามข้อตกลงของคู่ความ ซึ่งสามารถใช้เป็นพยานแสดงเจตนาที่แท้จริงของคู่สมรสได้ การตีความสิทธิในทรัพย์สินจึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างเป็นระบบ มิใช่พิจารณาเพียงข้อความบางตอนโดยแยกออกจากบริบทโดยรวม หลักสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคดีนี้คือ เมื่อคู่สมรสได้ตกลงแบ่งสินสมรสกันเสร็จสิ้นแล้วและมีพฤติการณ์ยืนยันการแบ่งดังกล่าวอย่างชัดเจน ทรัพย์สินนั้นย่อมหมดสภาพการเป็นสินสมรสที่สามารถนำมาฟ้องแบ่งได้อีกในอนาคต การใช้สิทธิฟ้องร้องต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของข้อตกลงที่คู่ความได้ยอมรับและปฏิบัติต่อกันมาแล้ว เพื่อให้เกิดความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติสัมพันธ์และความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แนวคำวินิจฉัยสำคัญที่ได้รับจากคดีนี้ ประการแรก เอกสารที่แนบท้ายคำฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและสามารถนำมาใช้ประกอบการวินิจฉัยข้อพิพาทได้ ประการที่สอง การที่คู่ความมิได้ปฏิเสธเอกสารสำคัญที่อีกฝ่ายอ้างอิง อาจมีผลให้ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารนั้น ประการที่สาม การวินิจฉัยว่าสินสมรสยังคงมีอยู่หรือไม่ ต้องพิจารณาทั้งข้อสัญญา เอกสารประกอบ และพฤติการณ์ภายหลังการหย่าประกอบกัน ประการที่สี่ แม้ทรัพย์สินจะเคยเป็นสินสมรส แต่หากคู่สมรสได้ตกลงแบ่งกันเรียบร้อยแล้ว ทรัพย์สินนั้นย่อมไม่สามารถนำมาฟ้องแบ่งซ้ำได้อีก ประการที่ห้า ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยข้อพิพาทได้เองโดยไม่ย้อนสำนวน หากพยานหลักฐานในสำนวนมีเพียงพอและการย้อนสำนวนจะทำให้คดีล่าช้าโดยไม่จำเป็น ประการที่หก การพิจารณาคดีครอบครัวต้องคำนึงถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่สมรสและความต่อเนื่องของการปฏิบัติตามข้อตกลง มากกว่าการยึดติดอยู่กับถ้อยคำหรือรูปแบบทางเทคนิคของการดำเนินคดีเพียงอย่างเดียว. ข้อ 1. พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 มาตรา 6 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่กำหนดขอบเขตอำนาจและลักษณะของคดีครอบครัว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นไปภายใต้ระบบกฎหมายเฉพาะที่คำนึงถึงสภาพแห่งครอบครัว สวัสดิภาพของผู้เยาว์ และประโยชน์สูงสุดของบุคคลในครอบครัวมากกว่าการมุ่งแพ้ชนะเช่นคดีแพ่งทั่วไป กฎหมายมาตรานี้จึงเป็นรากฐานสำคัญในการกำหนดว่าข้อพิพาทประเภทใดต้องเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัว หลักการสำคัญของมาตรา 6 คือการกำหนดนิยามและขอบเขตของคำว่า “คดีครอบครัว” ซึ่งครอบคลุมข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา บิดามารดาและบุตร การใช้อำนาจปกครอง การอุปการะเลี้ยงดูบุตร การรับบุตรบุญธรรม การหย่า การแบ่งสินสมรส ตลอดจนสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ที่เกิดจากสถาบันครอบครัว เมื่อข้อพิพาทใดเข้าลักษณะเป็นคดีครอบครัวแล้ว ย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัว และต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามหลักเกณฑ์เฉพาะของกฎหมายฉบับนี้ เจตนารมณ์สำคัญของมาตรา 6 คือการยอมรับว่าปัญหาภายในครอบครัวมีลักษณะแตกต่างจากข้อพิพาททางแพ่งทั่วไป เนื่องจากคู่กรณีมักมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่ยังคงดำรงอยู่แม้เกิดข้อพิพาทขึ้นแล้ว หากใช้กระบวนการพิจารณาในลักษณะเผชิญหน้าอย่างเข้มงวดเช่นคดีแพ่งทั่วไป อาจทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อผู้เยาว์หรือบุคคลอื่นในครอบครัว กฎหมายจึงกำหนดระบบศาลเฉพาะขึ้นเพื่อให้ศาลสามารถใช้วิธีการที่เหมาะสมกับสภาพของคดีครอบครัวได้ ในทางปฏิบัติ มาตรา 6 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีแบ่งสินสมรสภายหลังการหย่า เพราะข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างอดีตสามีภริยาถือเป็นผลสืบเนื่องจากความสัมพันธ์ทางครอบครัวโดยตรง จึงอยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาทั้งเรื่องสถานะของทรัพย์สิน สิทธิของคู่สมรส ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า การอุปการะเลี้ยงดูบุตร และข้อพิพาทอื่นที่เกี่ยวเนื่องกันได้ภายในกระบวนพิจารณาเดียว นอกจากนี้ มาตรา 6 ยังมีผลต่อการตีความข้อพิพาทในเชิงเนื้อหา กล่าวคือ ศาลจะมิได้พิจารณาเฉพาะสิทธิทางทรัพย์สินตามเอกสารหรือหลักฐานเท่านั้น แต่ยังสามารถพิจารณาความเป็นอยู่ของครอบครัว เจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบุตรหรือสมาชิกในครอบครัวประกอบด้วย ดังนั้นคดีครอบครัวจึงมีลักษณะยืดหยุ่นกว่าคดีแพ่งทั่วไป และเปิดโอกาสให้ศาลเข้าถึงข้อเท็จจริงที่แท้จริงได้อย่างรอบด้านมากขึ้น สำหรับคดีนี้ ข้อพิพาทเกี่ยวกับบ้านพิพาทที่เคยเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย เป็นข้อพิพาทที่เกิดจากความสัมพันธ์ในฐานะสามีภริยาและเกี่ยวข้องกับบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า ตลอดจนสิทธิและหน้าที่ระหว่างคู่สมรสภายหลังการหย่า จึงเป็นคดีครอบครัวตามความหมายของมาตรา 6 และอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจึงมีอำนาจวินิจฉัยข้อพิพาทดังกล่าวจนถึงที่สุด กล่าวโดยสรุป มาตรา 6 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดรากฐานของระบบคดีครอบครัวทั้งหมด โดยมุ่งให้การแก้ไขข้อพิพาทภายในครอบครัวเป็นไปด้วยความเหมาะสม คำนึงถึงความสัมพันธ์ระยะยาวของบุคคลในครอบครัว และคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์และสถาบันครอบครัวควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิทางกฎหมายของคู่กรณี ข้อ 2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 มาตรา 172 เป็นบทบัญญัติสำคัญในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กำหนดหลักเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริงในคดี โดยมีสาระสำคัญว่า ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างและอีกฝ่ายหนึ่งมิได้โต้แย้งหรือปฏิเสธโดยชัดแจ้ง ให้ถือว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นที่ยุติและไม่จำเป็นต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์อีก หลักการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประหยัด และมุ่งพิจารณาเฉพาะประเด็นที่ยังมีข้อโต้แย้งกันจริง เจตนารมณ์ของมาตรา 172 คือการป้องกันมิให้คู่ความปล่อยให้ข้อเท็จจริงบางประการผ่านเข้าสู่กระบวนพิจารณาโดยไม่แสดงท่าทีคัดค้าน แล้วจึงกลับมาโต้แย้งในภายหลัง อันอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งและทำให้กระบวนพิจารณาล่าช้า กฎหมายจึงกำหนดให้คู่ความมีหน้าที่ต้องแสดงจุดยืนของตนอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นคดี หากไม่ปฏิเสธหรือไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงที่สำคัญ ก็อาจถือว่ารับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว หลักตามมาตรา 172 มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับระบบคำฟ้องและคำให้การ เนื่องจากศาลจะใช้คำคู่ความเป็นจุดเริ่มต้นในการกำหนดประเด็นข้อพิพาท หากข้อเท็จจริงใดไม่เป็นที่โต้แย้ง ศาลไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นประเด็นพิพาทหรือเปิดโอกาสให้สืบพยานในเรื่องนั้นอีก เพราะถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้ว ในคดีนี้ หลักการตามมาตรา 172 ปรากฏอย่างชัดเจนในประเด็นเรื่องบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า แม้โจทก์จะมิได้บรรยายรายละเอียดของบันทึกดังกล่าวไว้ในเนื้อหาคำฟ้องโดยตรง แต่ได้แนบเอกสารดังกล่าวมาท้ายฟ้อง เมื่อเอกสารท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และจำเลยมิได้ปฏิเสธความมีอยู่หรือความถูกต้องของบันทึกดังกล่าว ศาลฎีกาจึงถือว่าคู่ความยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ผลของการยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อรูปคดี เพราะทำให้ศาลสามารถนำข้อความในบันทึกท้ายทะเบียนหย่ามาพิจารณาประกอบการวินิจฉัยได้ โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ใหม่ว่ามีการทำข้อตกลงดังกล่าวจริงหรือไม่ ประเด็นจึงเปลี่ยนจากการพิสูจน์การมีอยู่ของเอกสาร ไปสู่การตีความเจตนาและผลทางกฎหมายของข้อตกลงนั้นแทน นอกจากนี้ มาตรา 172 ยังสะท้อนหลักความสุจริตในการดำเนินกระบวนพิจารณา เพราะคู่ความต้องเปิดเผยข้อโต้แย้งที่แท้จริงของตนต่อศาลอย่างตรงไปตรงมา ไม่อาจเก็บงำข้อคัดค้านสำคัญไว้แล้วนำมาใช้ในภายหลังเพื่อสร้างความได้เปรียบในทางคดี หลักการดังกล่าวช่วยให้การกำหนดประเด็นพิพาทมีความชัดเจนและช่วยให้ศาลสามารถวินิจฉัยข้อพิพาทได้ตรงตามข้อขัดแย้งที่แท้จริงของคู่ความ กล่าวโดยสรุป มาตรา 172 เป็นบทบัญญัติที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดขอบเขตของข้อพิพาทและการรับฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่ง หากคู่ความไม่ปฏิเสธข้อเท็จจริงหรือเอกสารสำคัญที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิง ย่อมอาจถือว่ารับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว และศาลสามารถนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาใช้เป็นพื้นฐานในการวินิจฉัยคดีได้ ซึ่งในคดีนี้หลักการดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้ศาลฎีการับฟังบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าและนำไปสู่ข้อยุติว่าบ้านพิพาทได้ถูกแบ่งกันเรียบร้อยแล้ว ไม่เหลือสถานะเป็นสินสมรสที่โจทก์จะนำมาฟ้องแบ่งได้อีกต่อไป. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม การฟ้องแบ่งบ้านภายหลังการหย่าสามารถทำได้เสมอหรือไม่ คำตอบ การฟ้องแบ่งบ้านภายหลังการหย่าไม่อาจกระทำได้เสมอไป แม้ว่าบ้านดังกล่าวจะเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในระหว่างสมรสและมีลักษณะเป็นสินสมรสก็ตาม เพราะศาลต้องพิจารณาประกอบด้วยว่าคู่สมรสได้มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวไว้ก่อนหรือไม่ หากปรากฏว่าคู่สมรสได้ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าหรือข้อตกลงอื่นที่มีผลเป็นการแบ่งทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้ว สิทธิในการฟ้องแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวอาจสิ้นสุดลงได้ คดีนี้ศาลฎีการับฟังว่าคู่สมรสได้ตกลงเกี่ยวกับบ้านพิพาทไว้แล้วตั้งแต่วันจดทะเบียนหย่า อีกทั้งพฤติการณ์ภายหลังการหย่ายังสอดคล้องกับข้อตกลงดังกล่าว จึงถือว่าการแบ่งทรัพย์สินในส่วนของบ้านพิพาทได้เสร็จสิ้นลงแล้ว บ้านพิพาทจึงไม่เหลือสถานะเป็นสินสมรสที่จะนำมาฟ้องแบ่งกันอีก การพิจารณาคดีลักษณะนี้จึงมิได้ดูเพียงว่าทรัพย์สินเคยเป็นสินสมรสหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าคู่สมรสได้จัดการทรัพย์สินดังกล่าวกันไปแล้วหรือยัง 2 คำถาม บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามีผลทางกฎหมายต่อการแบ่งสินสมรสอย่างไร คำตอบ บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงเจตนาของคู่สมรสเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ทรัพย์สิน หนี้สิน และเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องภายหลังการหย่า หากข้อความในบันทึกมีความชัดเจนและคู่สมรสได้ยอมรับร่วมกัน ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันระหว่างคู่สัญญา ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาข้อความในบันทึกท้ายทะเบียนหย่าประกอบกับพฤติการณ์ภายหลังการหย่าแล้วเห็นว่าคู่สมรสมีเจตนาแบ่งบ้านพิพาทกันเรียบร้อยแล้ว โดยให้บ้านตกเป็นของจำเลยและกำหนดให้โจทก์กับบุตรอยู่อาศัยต่อไปได้เพียงระยะเวลาหนึ่ง การที่คู่สมรสได้แสดงเจตนาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้อย่างชัดแจ้งเช่นนี้ ทำให้ศาลรับฟังว่าการแบ่งสินสมรสในส่วนดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้นบันทึกท้ายทะเบียนหย่าจึงมิใช่เพียงเอกสารประกอบการหย่าเท่านั้น แต่สามารถมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการฟ้องร้องเกี่ยวกับทรัพย์สินในอนาคตได้ 3 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าบ้านพิพาทไม่ใช่สินสมรสที่แบ่งได้อีก คำตอบ แม้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นจะรับฟังได้ว่าบ้านพิพาทถูกปลูกสร้างขึ้นในระหว่างที่โจทก์และจำเลยยังเป็นสามีภริยากัน และโดยหลักย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส แต่ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่สถานะเดิมของทรัพย์สิน แต่อยู่ที่ว่าภายหลังการหย่าคู่สมรสได้จัดการทรัพย์สินดังกล่าวกันแล้วหรือไม่ จากพยานหลักฐานทั้งหมด ศาลรับฟังว่าคู่สมรสได้ตกลงกันไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนหย่าว่าบ้านพิพาทตกเป็นของจำเลย อีกทั้งยังมีพฤติการณ์ภายหลังการหย่าที่สอดคล้องกับข้อตกลงดังกล่าว เช่น การกำหนดระยะเวลาการอยู่อาศัย การรับภาระหนี้สิน และการดำเนินคดีบังคับตามข้อตกลงเดิม จึงถือว่าบ้านพิพาทได้รับการแบ่งกันเรียบร้อยแล้ว เมื่อการแบ่งทรัพย์สินได้เสร็จสิ้นลง สถานะของบ้านพิพาทในฐานะสินสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วย และไม่สามารถนำกลับมาฟ้องแบ่งกันใหม่ได้อีก 4 คำถาม เอกสารที่แนบท้ายคำฟ้องมีความสำคัญต่อการวินิจฉัยคดีเพียงใด คำตอบ เอกสารที่แนบท้ายคำฟ้องมีความสำคัญอย่างมากในทางกระบวนพิจารณา เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและสามารถนำมาใช้ประกอบการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีได้ ในคดีนี้แม้โจทก์จะมิได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าไว้โดยตรงในเนื้อหาคำฟ้อง แต่ได้แนบเอกสารดังกล่าวมาพร้อมคำฟ้อง ศาลฎีกาจึงถือว่าเอกสารนั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องโดยสมบูรณ์ เมื่อจำเลยมิได้ปฏิเสธความมีอยู่หรือความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารจึงสามารถนำมารับฟังประกอบการวินิจฉัยได้ หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินคดีมิได้พิจารณาเฉพาะข้อความในคำฟ้องหรือคำให้การเท่านั้น แต่รวมถึงเอกสารที่คู่ความนำเสนอเข้าสู่สำนวนด้วย ดังนั้นคู่ความจึงต้องให้ความสำคัญกับเอกสารประกอบคดีทุกฉบับอย่างรอบคอบ 5 คำถาม หากอีกฝ่ายไม่ปฏิเสธเอกสารสำคัญจะมีผลอย่างไรต่อรูปคดี คำตอบ เมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งนำเอกสารเข้าสู่สำนวนคดีและอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ปฏิเสธความมีอยู่หรือความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวโดยชัดแจ้ง ย่อมอาจมีผลให้ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารนั้นได้ หลักการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการกำหนดประเด็นข้อพิพาทและการรับฟังพยานหลักฐาน ในคดีนี้จำเลยมิได้ปฏิเสธบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่แนบท้ายคำฟ้อง ศาลฎีกาจึงรับฟังว่าคู่ความมีข้อตกลงดังกล่าวจริงและสามารถนำเนื้อหาของข้อตกลงมาพิจารณาต่อได้ ผลของการไม่ปฏิเสธเอกสารสำคัญจึงอาจทำให้คู่ความสูญเสียโอกาสในการโต้แย้งข้อเท็จจริงบางประการในภายหลัง และอาจส่งผลโดยตรงต่อผลแห่งคดีได้ ดังนั้นการจัดทำคำให้การหรือคำคู่ความจึงต้องพิจารณาเอกสารทุกฉบับอย่างละเอียดเพื่อป้องกันมิให้เกิดผลเสียต่อสิทธิของตนในอนาคต 6 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่นำคดีย้อนกลับไปให้ศาลล่างพิจารณาใหม่ คำตอบ แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานสำคัญบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า แต่ศาลฎีกาก็มิได้ย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลล่างพิจารณาใหม่ เนื่องจากเห็นว่าคู่ความได้สืบพยานกันเสร็จสิ้นแล้ว และข้อเท็จจริงที่จำเป็นต่อการวินิจฉัยปรากฏอยู่ในสำนวนอย่างครบถ้วน การย้อนสำนวนจะทำให้คดีล่าช้าโดยไม่จำเป็น และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เพิ่มเติมต่อการค้นหาความจริงของคดี ศาลฎีกาจึงใช้ดุลพินิจวินิจฉัยข้อพิพาทจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมดในสำนวนทันที แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการอำนวยความยุติธรรมที่มุ่งให้ข้อพิพาทยุติลงโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และไม่สร้างภาระแก่คู่ความเกินสมควรเมื่อข้อเท็จจริงได้รับการพิสูจน์อย่างเพียงพอแล้ว 7 คำถาม การรับภาระหนี้สินของคู่สมรสมีผลต่อการพิจารณาสินสมรสหรือไม่ คำตอบ การรับภาระหนี้สินอาจเป็นพฤติการณ์สำคัญที่ศาลนำมาพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นเพื่อค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่สมรสเกี่ยวกับทรัพย์สินได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นผู้กู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งใหม่เพียงผู้เดียว และนำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้เดิมที่โจทก์และจำเลยเคยกู้ร่วมกัน การกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการรับภาระหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับบ้านพิพาทไว้แต่เพียงผู้เดียว ประกอบกับข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่กำหนดเรื่องทรัพย์สินและสิทธิการอยู่อาศัยไว้แล้ว จึงเป็นพฤติการณ์ที่สนับสนุนว่าคู่สมรสได้ตกลงให้บ้านพิพาทตกเป็นของจำเลย ศาลจึงมิได้พิจารณาเฉพาะตัวเอกสารเท่านั้น แต่พิจารณาพฤติการณ์ทางการเงินและการปฏิบัติของคู่ความภายหลังการหย่าประกอบกันด้วย 8 คำถาม ข้อคิดสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคดีนี้คืออะไร คำตอบ ข้อคิดสำคัญที่สุดจากคดีนี้คือ การหย่าร้างมิได้สิ้นสุดเพียงการจดทะเบียนหย่าเท่านั้น แต่ข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สิน หนี้สิน และสิทธิของคู่สมรสที่ทำไว้ในวันหย่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิทธิทางกฎหมายในอนาคต หากคู่สมรสได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินกันไว้อย่างชัดเจนและมีพฤติการณ์ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ศาลอาจถือว่าการแบ่งทรัพย์สินเสร็จสิ้นแล้ว แม้ทรัพย์สินนั้นจะเคยเป็นสินสมรสมาก่อนก็ตาม คดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าอย่างรอบคอบ การกำหนดสิทธิและหน้าที่ของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน และการปฏิบัติตามข้อตกลงด้วยความสุจริต เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยชี้ขาดผลแห่งคดีในอนาคตได้อย่างแท้จริง. ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7850/2560 แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า แต่เอกสารท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่อจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าที่โจทก์แนบมาท้ายคำฟ้อง ถือว่าจำเลยยอมรับว่ามีข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวเกี่ยวกับบ้านพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยให้การและนำสืบว่าปัจจุบันบ้านพิพาทมิใช่สินสมรสที่โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งจากจำเลยได้เพราะโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าไว้ว่าให้ตกเป็นของจำเลย ประเด็นข้อพิพาทจึงมีอยู่ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามข้อนำสืบของจำเลย แล้ววินิจฉัยไว้ในคำพิพากษา ในส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวด้วย เพราะเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามประเด็นข้อพิพาทและข้อนำสืบในส่วนนี้ของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคู่ความสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเพื่อมิให้คดีล่าช้า จึงเห็นสมควรวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ โดยไม่ย้อนสำนวน เมื่อโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงแบ่งบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสแล้วโดยให้บ้านพิพาทตกเป็นของจำเลย ดังนั้น ในขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้บ้านพิพาทจึงมิใช่สินสมรสที่โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งจากจำเลยได้อีก อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย แต่ให้นำหนี้ร่วมจำนวน 1,700,000 บาท มาหักออกจากราคาบ้านพิพาทก่อนแล้วจึงนำบ้านพิพาทมาแบ่งกัน โจทก์ฎีกาว่าไม่ต้องร่วมรับผิดในเงินจำนวน 1,700,000 บาท ดังนี้ ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของโจทก์จึงมีเพียง 1,700,000 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 34,000 บาท ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาของทุนทรัพย์ 8,500,000 บาท เป็นเงิน 170,000 บาท จึงเป็นการชำระค่าขึ้นศาลเกินมา เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 34,000 บาท แก่โจทก์ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรสคือบ้านเลขที่ 83/2 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งหรือให้ใช้ราคาเป็นเงิน 8,500,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า บ้านเดี่ยวสองชั้น เลขที่ 83/2 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลย ให้แบ่งบ้านพิพาทให้โจทก์และจำเลยได้ส่วนเท่ากัน โดยให้แบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลย ถ้าการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนัก ก็ให้ขายบ้านพิพาทโดยวิธีประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลย ถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้นำบ้านพิพาทออกขายทอดตลาดเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับคำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำหนี้ร่วมจำนวน 1,700,000 บาท มาหักออกจากราคาบ้านพิพาทก่อนแล้วจึงนำบ้านพิพาทมาแบ่งกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2547 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงสุชญา ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2548 ปรากฏตามสำเนา เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 นายคารวุฒิ บิดาของจำเลย ได้ให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวม โดยไม่มีค่าตอบแทนในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 17462 และ 17463 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 192 ส่วนในจำนวน 320 ส่วน และ 168 ส่วนในจำนวน 280 ส่วน ตามลำดับ วันที่ 5 กรกฎาคม 2550 โจทก์และจำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพิษณุโลก จำนวน 2,006,000 บาท ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2551 จำเลยได้กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสุโขทัย จำนวน 1,000,000 บาท โดยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นของจำเลยและนายคารวุฒิ เป็นหลักประกันโดยมีข้อตกลงว่า จำเลยยินยอมให้ธนาคารหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อชำระหนี้ธนาคาร ปรากฏตามต้นฉบับสัญญากู้เงิน ข้อตกลงต่อท้ายสัญญากู้เงิน หนังสือยินยอมให้หักบัญชีเงินฝาก สัญญากู้เงินสัญญาค้ำประกัน และสำเนาโฉนดที่ดิน วันที่ 4 กรกฎาคม 2550 จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างบ้านเลขที่ 83/2 ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2554 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ ทรัพย์สินและหนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลย วันที่ 6 กันยายน 2555 จำเลยกู้ยืมเงินธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสิงหวัฒน์ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวนเงิน 2,100,000 บาท และครั้งที่ 2 จำนวนเงิน 1,300,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นหลักประกัน วันที่ 7 กันยายน 2555 จำเลยได้นำเงินไปชำระหนี้ให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพิษณุโลก รวม 2 ครั้ง จำนวนเงิน 1,588,047.22 บาท และจำนวน 479,937.77 บาท ตามลำดับ วันที่ 23 มกราคม 2557 โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันมีข้อความว่า ข้อ 1 จำเลยตกลงยกที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 เฉพาะส่วนของจำเลย พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 83/3 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้แก่เด็กหญิงสุชญา... ข้อ 2 จำเลยยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,360,000 บาท โดยผ่อนชำระเดือนละ 10,000 บาท... ข้อ 3 จำเลยตกลงจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิงสุชญา ผู้เยาว์ เดือนละ 5,000... บาท ข้อ 4 จำเลยยินยอมและตกลงจ่ายค่าเทอมการศึกษาให้แก่เด็กหญิงสุชญา... ข้อ 5 หากจำเลยผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้บังคับคดีได้ทันที... และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมไปแล้ว คดีถึงที่สุด คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า บ้านเลขที่ 83/2 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เป็นสินสมรสที่จำเลยต้องแบ่งให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ในข้อนี้คู่ความต่างนำสืบรับกันว่า ในระหว่างที่โจทก์และจำเลยสมรสกันได้มีการปลูกสร้างบ้านเลขที่ 83/2 ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 ซึ่งปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า บ้านเลขที่ 83/2 ดังกล่าวตั้งคร่อมอยู่บนที่ดินทั้งสองแปลงข้างต้น ซึ่งจำเลยก็มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามข้อนำสืบในส่วนนี้ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า บ้านเลขที่ 83/2 ที่พิพาทกันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย ที่จำเลยต้องแบ่งให้แก่โจทก์เมื่อหย่าขาดจากกันหากไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาโดยเห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอแบ่งบ้านพิพาทกึ่งหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นสินสมรส แต่จำเลยให้การแต่เพียงว่าบ้านพิพาทมิใช่เป็นสินสมรส โดยไม่ได้ให้การถึงว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสไว้ต่อกัน ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีเพียงว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นดังกล่าวไว้แล้วในชั้นชี้สองสถาน แต่คู่ความก็มิได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลไว้แต่อย่างใด ดังนั้นการที่จำเลยนำสืบว่าก่อนโจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน โจทก์ยินยอมยกบ้านพิพาทให้แก่จำเลยโดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดและจำเลยยินยอมให้โจทก์อยู่อาศัยในบ้านพิพาทต่อไปไม่เกิน 18 เดือน ข้อนำสืบของจำเลยจึงเป็นการนำสืบนอกประเด็น ศาลชั้นต้นจึงไม่รับวินิจฉัยและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็เห็นว่า ข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าบ้านพิพาทมิใช่สินสมรส เนื่องจากโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงกันว่าให้บ้านพิพาทตกเป็นของจำเลยนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงเป็นเรื่องนอกประเด็นซึ่งศาลชั้นต้นก็มิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไว้ ดังนั้น จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว จึงไม่รับวินิจฉัย จากข้อวินิจฉัยดังกล่าวของศาลล่างทั้งสองนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2547 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ระหว่างสมรสมีสินสมรสคือบ้านเลขที่ 83/2 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2554 โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนหย่า ขอให้จำเลยแบ่งสินสมรสบ้านหลังดังกล่าวให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หรือให้ใช้เงินแทนจำนวน 8,500,000 บาท ส่วนจำเลยให้การว่า หลังจากโจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันแล้ว จำเลยได้กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ไปชำระหนี้ให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบหนี้สินแต่เพียงผู้เดียว ปัจจุบันบ้านพิพาทมิใช่สินสมรส ซึ่งเมื่อตรวจดูบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า มีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ การจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และทรัพย์สินระหว่างโจทก์จำเลย โดยเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับบ้านเลขที่ 83/2 ซึ่งเป็นบ้านพิพาทในคดีนี้ ซึ่งแม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวไว้ในคำฟ้องของโจทก์ แต่เอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องโจทก์ เมื่อจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวจึงถือว่าจำเลยยอมรับว่ามีข้อตกลงตามบันทึกนั้นเกี่ยวกับบ้านพิพาทเลขที่ 83/2 ระหว่างโจทก์และจำเลยแล้วตามที่ปรากฏในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า ดังนั้นการที่จำเลยให้การว่าปัจจุบันบ้านพิพาทมิใช่สินสมรสที่โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งจากจำเลยได้ แล้วนำสืบโดยจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ในวันที่ 5 สิงหาคม 2554 โจทก์และจำเลยตกลงยินยอมจดทะเบียนหย่ากัน โดยได้ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าแนบไว้ด้วย ซึ่งในบันทึกดังกล่าวมีการแสดงเจตนาที่จะแบ่งสินสมรสกันในขณะทำบันทึกข้อตกลงท้ายการหย่าเอาไว้และทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดนอกเหนือจากที่บันทึกไว้อีก สำหรับบ้านพิพาท โจทก์และจำเลยตกลงกันมาก่อนแล้วว่าให้ตกเป็นของจำเลย โดยจำเลยจะเป็นผู้รับผิดชอบในหนี้สินทั้งหมดที่โจทก์และจำเลยร่วมกันกู้ยืมจากธนาคารแต่เพียงผู้เดียวซึ่งก็ได้มีการแสดงเจตนากันในบันทึกว่า จำเลยยินยอมให้โจทก์อยู่อาศัยในบ้านพิพาทได้อีกเพียง 18 เดือน หลังจากนั้นโจทก์ต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านพิพาท ซึ่งต่อมาจำเลยก็ได้กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แล้วนำเงินไปชำระหนี้ทั้งหมดที่มีต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการนำสืบถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในคำให้การของจำเลยแล้วโดยเป็นการนำสืบรับว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับบ้าน ตามคำฟ้องโจทก์แล้ว และเมื่อโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันมาแล้วเช่นนี้ บ้านพิพาทจึงไม่มีสภาพเป็นสินสมรสที่โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งจากจำเลยได้อีก ข้อนำสืบของจำเลยจึงอยู่ในประเด็นข้อพิพาทที่ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามข้อนำสืบของจำเลย แล้ววินิจฉัยไว้ในคำพิพากษา ในส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็เช่นกัน ก็จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า บ้านพิพาทมิใช่สินสมรสเพราะโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงให้บ้านพิพาทตกเป็นของจำเลยแล้ว เพราะเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามข้อนำสืบในส่วนนี้ของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคู่ความสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเพื่อมิให้คดีล่าช้า จึงเห็นสมควรวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ โดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า ตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า มีข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินว่า โจทก์และจำเลยมีทรัพย์สินได้แก่ รถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ 9483 พิษณุโลก จำเลยจะจ่ายค่าเช่าซื้อจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ทรัพย์สินอื่น ๆ เช่น เครื่องประดับ ทองเพชร ที่มียกให้เป็นของโจทก์ทั้งหมด มีหนี้สิน จำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์ จำนวน 1,500,000 บาท โดยจะผ่อนชำระให้เดือนละ 10,000 บาท เริ่มตั้งแต่ 30 กันยายน 2555 เป็นต้นไป และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในปี 2565 ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 17462 และ 17463 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก บางส่วน ตามแนวรั้วบ้านด้านทิศใต้ จำเลยแสดงเจตนายกให้เด็กหญิงสุชญา โจทก์และบุตรยังคงอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 83/2 หมู่ 3 ตำบลท่าทอง ต่อไปได้ไม่เกิน 18 เดือน นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนหย่าเป็นต้นไป เมื่อโจทก์ออกไปแล้วจะต้องนำทรัพย์สินออกไปให้เรียบร้อยภายใน 3 เดือน นับแต่วันย้ายออก หากพ้นกำหนดให้ถือว่าทรัพย์สินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ร้านกาแฟ บ้านเลขที่ 83, 83/1 โจทก์ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้ไม่เกิน 18 เดือน นับแต่วันหย่า นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และการจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ด้วย ซึ่งก็ปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 ต่อมาในปี 2556 โจทก์ได้ฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า ซึ่งโจทก์และจำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ทั้งในเรื่องอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หนี้สินที่จำเลยต้องผ่อนชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนรวมทั้งการยกที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 บางส่วน พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 83/3 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้แก่ เด็กหญิงสุชญา บุตรผู้เยาว์ ดังที่ปรากฏในสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 23 มกราคม 2557 และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดไปแล้ว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมาข้างต้นบ่งชี้ให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสินสมรส และอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ รวมทั้งการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับแต่วันที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน การฟ้องคดีของโจทก์ในครั้งแรกก็เพื่อบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงทุกเรื่องที่ตกลงกันไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า ซึ่งก็ปรากฏว่าในการฟ้องคดีครั้งนั้น โจทก์มิได้ฟ้องขอแบ่งสินสมรสบ้านพิพาทจากจำเลยแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ข้อความที่โจทก์และจำเลยตกลงกันไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า ที่ระบุให้โจทก์และบุตรย้ายออกไปจากบ้านพิพาทภายใน 18 เดือน ประกอบกับข้อตกลงที่จำเลยให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 เฉพาะส่วนที่เป็นของจำเลยพร้อมบ้านเลขที่ 83/3 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินส่วนของจำเลย บ่งชี้ให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยตกลงแบ่งสินสมรสในส่วนเกี่ยวกับบ้านพิพาทเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า บ้านหลังดังกล่าวให้ตกเป็นของจำเลย โดยบ้านหลังนี้ตั้งอยู่บนที่ดินในส่วนของบิดาจำเลย ส่วนที่ดินในส่วนของจำเลยและบ้านที่ตั้งอยู่บนที่ดิน จำเลยก็ได้ยกให้แก่บุตรผู้เยาว์ไปตามข้อตกลง ด้วยเหตุนี้โจทก์และบุตรผู้เยาว์จึงต้องย้ายออกไปจากบ้านพิพาทเพราะบ้านพิพาทหลังนี้ตั้งอยู่บนที่ดินส่วนของบิดาจำเลย มิใช่ส่วนของจำเลย ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 176/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 11/2557 ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงมิได้ฟ้องขอแบ่งบ้านพิพาทจากจำเลยเพราะโจทก์ทราบดีว่า ได้มีข้อตกลงแบ่งบ้านพิพาทเรียบร้อยแล้วว่าเป็นของจำเลย โจทก์และบุตรผู้เยาว์จึงต้องออกไปจากบ้านพิพาท และไปอยู่ที่อื่นหลังจากโจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ด้วยเหตุนี้จำเลยจึงได้ไปกู้ยืมจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยยินยอมเป็นลูกหนี้ธนาคารดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว และได้นำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่โจทก์และจำเลยเป็นหนี้ธนาคารดังกล่าว อันเป็นการปลดเปลื้องหนี้สินให้แก่โจทก์ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักดีกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงแบ่งบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสแล้วโดยให้บ้านพิพาทเป็นของจำเลย ดังที่ปรากฏในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า ดังนั้นในขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้บ้านพิพาทจึงมิใช่สินสมรสที่โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งจากจำเลยได้อีกต่อไปตามที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เช่นนี้ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ต้องรับผิดในหนี้จำนวน 1,700,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ อีกต่อไป เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดี ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย แต่ให้นำหนี้ร่วมจำนวน 1,700,000 บาท มาหักออกจากราคาบ้านพิพาทก่อน แล้วจึงนำบ้านพิพาทมาแบ่งกัน โจทก์ฎีกาว่าไม่ต้องร่วมรับผิดในเงินจำนวน 1,700,000 บาท เพราะจำเลยกู้ยืมเงินดังกล่าว หลังจากจดทะเบียนหย่ากับโจทก์แล้ว ดังนี้ ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของโจทก์จึงมีเพียง 1,700,000 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 34,000 บาท ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาของทุนทรัพย์ 8,500,000 บาท เป็นเงิน 170,000 บาท จึงเป็นการชำระค่าขึ้นศาลเกินมา เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 34,000 บาท แก่โจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 34,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล และค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
|




