
| บันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเรื่องแบ่งสินสมรส, การแบ่งสินสมรสในการหย่า, ส่วนควบ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการแบ่งสินสมรสภายหลังการจดทะเบียนหย่า และปัญหาการตีความบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าว่าครอบคลุมทรัพย์สินเพียงใด เมื่อคู่สมรสตกลงยกบ้านให้แก่ฝ่ายหนึ่ง แต่ในบันทึกข้อตกลงไม่ได้ระบุถึงที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านดังกล่าว ต่อมามีข้อพิพาทว่าที่ดินยังเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันหรือไม่ รวมทั้งมีปัญหาว่าศาลสามารถมีคำพิพากษาให้โอนที่ดินพร้อมบ้านทั้งแปลงแก่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้หรือไม่ แม้คำขอท้ายฟ้องเดิมจะขอแบ่งสินสมรสเพียงกึ่งหนึ่งก็ตาม คดีนี้ศาลต้องพิจารณาทั้งผลผูกพันของบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า หลักการแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส หลักส่วนควบของบ้านและที่ดิน ตลอดจนการตีความเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีตามปกติประเพณีในทางสุจริต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่คู่สมรสตกลงยกบ้านให้แก่ฝ่ายหนึ่ง โดยบ้านดังกล่าวปลูกสร้างอยู่บนที่ดินที่เป็นสินสมรสและเป็นส่วนควบของที่ดินนั้น ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงเจตนาที่จะยกทั้งบ้านและที่ดินให้แก่บุคคลเดียวกัน แม้ในบันทึกข้อตกลงจะมิได้ระบุเลขโฉนดที่ดินไว้โดยตรงก็ตาม คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสหลังการหย่า การตีความข้อตกลงระหว่างคู่สมรส และขอบเขตอำนาจของศาลในการกำหนดวิธีการเยียวยาให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี โดยเฉพาะในกรณีที่ทรัพย์สินบางรายการมิได้ถูกระบุไว้อย่างชัดแจ้งในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า แต่มีความเชื่อมโยงกันตามหลักกฎหมายและสภาพแห่งทรัพย์นั้นเอง สรุปข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์ของคดี โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2555 ทั้งสองฝ่ายจดทะเบียนหย่ากันและได้ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าไว้ โดยในข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินระบุให้บ้านเลขที่ 109/4 เป็นของฝ่ายชาย ซึ่งบ้านดังกล่าวปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 แต่ในบันทึกข้อตกลงมิได้ระบุถึงการโอนหรือการแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 แต่อย่างใด ภายหลังการหย่า โจทก์เห็นว่าบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สะท้อนเจตนาที่แท้จริงของตน จึงนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า และขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยทรัพย์สินที่โจทก์ขอให้แบ่งประกอบด้วยเงิน ทอง เพชร ที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ที่ดินโฉนดเลขที่ 166902 ที่ดินโฉนดเลขที่ 15655 อาคารชุดเคหะ บ. อาคารบี ห้องชุดเลขที่ 643/152 และอาคารชุดเคหะ บ. อาคารเอ ห้องชุดเลขที่ 642/124 รวมทั้งขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยหากจำเลยไม่ดำเนินการแบ่งทรัพย์สินตามคำพิพากษา ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าเป็นข้อตกลงที่คู่กรณีทำขึ้นโดยสมัครใจและมีผลใช้บังคับตามกฎหมาย การแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวเป็นการแบ่งสินสมรสตามกฎหมายแล้ว เมื่อมีการจดทะเบียนหย่าและรับรองข้อตกลงดังกล่าว ย่อมถือว่าคู่กรณีได้จัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งสินสมรสใหม่อีก นอกจากนี้จำเลยยังฟ้องแย้งเรียกค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิต ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และค่าเลี้ยงชีพของจำเลยเป็นจำนวนเงินหลายรายการ ประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่เกิดขึ้นในคดีจึงมิใช่เพียงว่าบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่ามีผลใช้บังคับหรือไม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาว่าทรัพย์สินใดถูกแบ่งกันแล้วตามข้อตกลงดังกล่าว และทรัพย์สินใดที่ยังไม่ได้ถูกจัดสรรหรือแบ่งกันอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 109/4 อันเป็นทรัพย์สินที่ถูกกล่าวถึงในบันทึกข้อตกลง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าควรให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์ทั้งหมด พร้อมทั้งมีคำสั่งเกี่ยวกับหนี้สินและเงินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยตามฟ้องแย้งบางส่วน ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ศาลอุทธรณ์เห็นแตกต่างจากศาลชั้นต้นในประเด็นที่ดินพิพาท โดยแก้คำพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง พร้อมแก้จำนวนเงินที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยตามฟ้องแย้ง ส่วนประเด็นอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จึงฎีกาเฉพาะประเด็นสำคัญว่า ศาลสามารถมีคำพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์ทั้งแปลงได้หรือไม่ และการพิพากษาเช่นนั้นจะถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ ในชั้นฎีกา ข้อเท็จจริงสำคัญที่เป็นที่ยุติคือ บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่ามีผลใช้บังคับตามกฎหมาย คู่กรณีทำข้อตกลงกันโดยสมัครใจ และบ้านเลขที่ 109/4 เป็นบ้านที่ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 อันเป็นทรัพย์พิพาทของคดี เหลือเพียงปัญหาข้อกฎหมายว่าการตีความเจตนาของคู่กรณีตามข้อตกลงดังกล่าวควรมีผลครอบคลุมถึงที่ดินด้วยหรือไม่ และศาลจะสามารถมีคำพิพากษาให้โอนที่ดินพร้อมบ้านทั้งแปลงแก่โจทก์ได้เพียงใดภายใต้กรอบแห่งคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องที่มีอยู่ในสำนวนคดี วิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแบบละเอียด คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเพียงประเด็นเดียวว่า ศาลสามารถพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์ทั้งหมดได้หรือไม่ ทั้งที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้แบ่งสินสมรสเพียงกึ่งหนึ่ง โดยการวินิจฉัยของศาลฎีกาเริ่มต้นจากการพิจารณาลักษณะของคำฟ้อง ข้อต่อสู้ของจำเลย และข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วในสำนวนคดี ประเด็นแรก การมีผลใช้บังคับของบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า ศาลฎีการับฟังเป็นยุติตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยตรงกันว่า โจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าด้วยความสมัครใจ บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงสมบูรณ์และมีผลผูกพันคู่กรณีตามกฎหมาย ประเด็นที่โจทก์อ้างว่าบันทึกข้อตกลงไม่ได้เกิดจากความสมัครใจจึงตกไปในชั้นฎีกา และต้องถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่มีผลใช้บังคับได้ ผลสำคัญของการวินิจฉัยในประเด็นนี้คือ ศาลฎีกาไม่ได้พิจารณาคดีในฐานะคดีเพิกถอนบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าอีกต่อไป แต่พิจารณาว่าเมื่อข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว คู่กรณีมีเจตนาแบ่งทรัพย์สินกันไว้อย่างไร และมีทรัพย์สินรายการใดที่ยังไม่ได้รับการแบ่งตามเจตนานั้น ประเด็นที่สอง การตีความข้อความในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า ในบันทึกข้อตกลงมีข้อความระบุเพียงว่า บ้านเลขที่ 109/4 ยกให้เป็นของฝ่ายชาย แต่ไม่ได้กล่าวถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านดังกล่าวเลย ข้อพิพาทสำคัญจึงอยู่ที่ว่าการระบุเฉพาะบ้านโดยไม่ระบุที่ดิน จะถือว่าคู่กรณีมีเจตนาให้เฉพาะตัวบ้านหรือรวมถึงที่ดินด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ข้อความในเอกสารจะกล่าวถึงเฉพาะบ้านเลขที่ 109/4 แต่ต้องพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงอื่นในคดี โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่าบ้านดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 และเป็นบ้านที่คู่กรณีกล่าวถึงโดยเฉพาะในข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สินหลังหย่า การตีความของศาลฎีกาจึงมิได้ยึดถือเฉพาะถ้อยคำตามตัวอักษรเท่านั้น แต่พิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีประกอบกับลักษณะของทรัพย์สินที่เป็นข้อพิพาทด้วย ประเด็นที่สาม หลักส่วนควบของบ้านและที่ดิน ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่วินิจฉัยไว้แล้วว่า บ้านเลขที่ 109/4 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 เป็นส่วนควบตามกฎหมายของที่ดินดังกล่าว เมื่อบ้านเป็นส่วนควบของที่ดิน ย่อมมีความเชื่อมโยงทางกฎหมายกับที่ดินอย่างแยกออกจากกันได้ยาก การจะตีความว่าคู่กรณีตั้งใจยกบ้านให้ฝ่ายหนึ่ง แต่ยังคงให้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือเป็นของอีกฝ่ายหนึ่ง ย่อมไม่สอดคล้องกับสภาพแห่งทรัพย์และการใช้ประโยชน์ตามปกติ ศาลฎีกาจึงนำหลักส่วนควบมาใช้ประกอบการค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี มิใช่เพียงเพื่ออธิบายสถานะทางกฎหมายของทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนว่าการยกบ้านย่อมมีนัยถึงการยกที่ดินที่รองรับบ้านนั้นด้วย ประเด็นที่สี่ การใช้หลักปกติประเพณีในทางสุจริต หัวใจสำคัญที่สุดของคำพิพากษานี้อยู่ที่การนำหลักปกติประเพณีในทางสุจริตตามกฎหมายมาใช้ตีความเจตนาของคู่กรณี ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อพิจารณาตามปกติประเพณีในทางสุจริตแล้ว ย่อมเข้าใจได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาแบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสระหว่างกัน โดยจำเลยตกลงยกที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้เอกสารจะไม่เขียนถึงที่ดินโดยตรง แต่หากบุคคลทั่วไปซึ่งใช้ความสุจริตและความเข้าใจตามปกติพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าว ย่อมเข้าใจได้ว่าการยกบ้านหลังหนึ่งให้บุคคลใด ย่อมหมายถึงการยกทรัพย์สินที่ทำให้บ้านนั้นใช้ประโยชน์ได้จริงด้วย นั่นคือที่ดินที่เป็นที่ตั้งของบ้าน ประเด็นที่ห้า การพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ จำเลยต่อสู้ว่าศาลไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ได้รับที่ดินทั้งแปลงได้ เพราะโจทก์ขอแบ่งสินสมรสเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย โดยพิจารณาว่าโจทก์ตั้งรูปคดีมาเพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยสิทธิในสินสมรสที่ยังไม่ได้รับการแบ่งอย่างถูกต้อง และที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 ก็เป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเด็นพิพาทมาตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วในคดียังชี้ให้เห็นว่าคู่กรณีมีเจตนาตกลงยกที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์ทั้งหมดอยู่แล้ว ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โอนที่ดินพร้อมบ้านทั้งหมดแก่โจทก์ จึงเป็นเพียงการกำหนดผลทางกฎหมายให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี มิใช่การให้สิทธิเกินกว่าที่เป็นประเด็นในคดี ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ประเด็นที่หก เหตุผลที่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยโอนที่ดินพร้อมบ้านแก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่าโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้แบ่งสินสมรสเพียงครึ่งเดียว อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าการพิจารณาเฉพาะคำขอท้ายฟ้องโดยไม่คำนึงถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีและข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วในคดี ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาไม่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริง เมื่อศาลรับฟังได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาตกลงยกบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า การกำหนดให้โจทก์ได้รับเพียงกึ่งหนึ่งของที่ดินจึงไม่สอดคล้องกับเจตนาที่แท้จริงดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และกลับไปใช้แนวทางเดียวกับศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์ทั้งหมด และหากจำเลยไม่ดำเนินการโอน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จากแนววินิจฉัยทั้งหมดจะเห็นได้ว่า แก่นสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่การแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งหรือทั้งหมดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีจากข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า โดยศาลฎีกาให้ความสำคัญกับสภาพแห่งทรัพย์ หลักส่วนควบ และหลักปกติประเพณีในทางสุจริตมากกว่าการยึดถือถ้อยคำในเอกสารอย่างเคร่งครัดตามตัวอักษรเพียงอย่างเดียว จนนำไปสู่ข้อสรุปว่าที่ดินและบ้านพิพาทควรตกเป็นของโจทก์ทั้งหมดตามเจตนาที่คู่กรณีได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่วันหย่า วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 และมาตรา 1532 คดีนี้มีจุดสำคัญอยู่ที่การตีความบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสภายหลังการหย่า โดยจำเลยต่อสู้ว่าการจัดแบ่งทรัพย์สินตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นการแบ่งทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 แล้ว เมื่อมีการจดทะเบียนหย่า ย่อมถือว่าคู่สมรสได้แบ่งสินสมรสกันเรียบร้อยแล้ว และไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งสินสมรสใหม่อีก มาตรา 1532 มีหลักการสำคัญว่า เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง สินสมรสจะต้องได้รับการแบ่งระหว่างคู่สมรส หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินภายหลังการหย่า ลดข้อพิพาทระหว่างอดีตคู่สมรส และทำให้แต่ละฝ่ายสามารถใช้สิทธิในทรัพย์สินที่ได้รับไปได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม แม้คู่สมรสจะทำข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว ศาลยังมีหน้าที่ตรวจสอบว่าทรัพย์สินแต่ละรายการได้รับการจัดสรรตามเจตนาของคู่กรณีครบถ้วนหรือไม่ ในคดีนี้ แม้ศาลจะรับฟังว่าบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่ามีผลสมบูรณ์และมีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าข้อตกลงดังกล่าวระบุเฉพาะบ้านเลขที่ 109/4 โดยไม่ได้กล่าวถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านนั้น จึงเกิดปัญหาว่าจะตีความข้อตกลงดังกล่าวอย่างไร และถือว่าที่ดินดังกล่าวได้รับการแบ่งแล้วหรือไม่ ประเด็นนี้นำไปสู่การใช้มาตรา 368 ซึ่งบัญญัติหลักเรื่องการปฏิบัติชำระหนี้และการตีความความสัมพันธ์ทางกฎหมายตามปกติประเพณีในทางสุจริต หลักการสำคัญของมาตรานี้คือ ในกรณีที่ข้อความในสัญญาหรือข้อตกลงไม่ชัดเจน หรือมีช่องว่างที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดไว้โดยตรง การพิจารณาสิทธิและหน้าที่ของคู่กรณีต้องคำนึงถึงเจตนาที่แท้จริง ความสุจริต และพฤติการณ์แวดล้อมของเรื่องนั้นประกอบกัน ศาลฎีกาจึงมิได้หยุดอยู่เพียงการอ่านข้อความในบันทึกข้อตกลงว่าให้บ้านเลขที่ 109/4 แก่โจทก์เท่านั้น แต่พิจารณาต่อไปว่าบ้านดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินใด บ้านกับที่ดินมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และบุคคลทั่วไปที่สุจริตย่อมเข้าใจข้อตกลงดังกล่าวอย่างไรในทางปฏิบัติ เมื่อพิจารณาตามหลักปกติประเพณีในทางสุจริต ศาลเห็นว่าการที่คู่สมรสตกลงยกบ้านให้แก่ฝ่ายหนึ่ง ย่อมสะท้อนเจตนาที่จะให้ฝ่ายนั้นได้รับสิทธิในที่ดินที่รองรับบ้านดังกล่าวด้วย เพราะหากตีความว่าบ้านเป็นของบุคคลหนึ่ง แต่ที่ดินเป็นของอีกบุคคลหนึ่งหรือยังเป็นทรัพย์สินร่วม ย่อมขัดต่อสภาพปกติของการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน และไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการแบ่งทรัพย์สินภายหลังการหย่า ดังนั้น ศาลฎีกาจึงนำมาตรา 1532 มาใช้เป็นฐานทางกฎหมายเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรส และนำมาตรา 368 มาใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี เพื่อให้การแบ่งทรัพย์สินเป็นไปตามความประสงค์ที่คู่กรณีตกลงกันไว้จริง มิใช่ยึดติดอยู่กับถ้อยคำที่ปรากฏในเอกสารเพียงอย่างเดียว หลักกฎหมายสำคัญที่ปรากฏจากคดีนี้คือ การแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1532 ไม่ได้หมายความว่าศาลจะพิจารณาเฉพาะข้อความตามตัวอักษรของข้อตกลงเท่านั้น แต่หากข้อความดังกล่าวมีข้อบกพร่องหรือไม่ได้ระบุรายละเอียดของทรัพย์สินไว้อย่างครบถ้วน ศาลสามารถอาศัยมาตรา 368 เพื่อค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ทรัพย์สินแต่ละรายการมีความเชื่อมโยงกันในทางกฎหมายและในทางข้อเท็จจริง อีกประการหนึ่ง คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการตีความสัญญาหรือข้อตกลงตามกฎหมายไทยมิใช่การตีความแบบเคร่งครัดตามตัวอักษรเท่านั้น แต่เป็นการตีความโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของคู่กรณี ความสุจริต และสภาพแห่งทรัพย์สินที่เป็นวัตถุแห่งนิติสัมพันธ์ด้วย เมื่อศาลรับฟังได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาจะแบ่งบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์ การที่เอกสารไม่ได้ระบุเลขโฉนดที่ดินไว้โดยชัดแจ้งจึงไม่อาจทำให้เจตนาดังกล่าวสูญหายไปได้ แนววินิจฉัยนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีครอบครัวและคดีแบ่งสินสมรสในทางปฏิบัติ เพราะเป็นตัวอย่างของการใช้มาตรา 368 ควบคู่กับมาตรา 1532 เพื่ออุดช่องว่างของข้อตกลงระหว่างคู่สมรส และเพื่อให้ผลแห่งการแบ่งทรัพย์สินเป็นไปตามเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีมากที่สุด อันสอดคล้องกับความเป็นธรรมและความสุจริตในทางกฎหมาย วิเคราะห์กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 มาตรา 246 มาตรา 252 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง คดีนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษในด้านกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เนื่องจากประเด็นสำคัญในชั้นฎีกาไม่ได้อยู่ที่ข้อเท็จจริงว่าทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือไม่ เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นที่ยุติแล้ว แต่เป็นปัญหาว่าศาลสามารถพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์ทั้งหมดได้หรือไม่ ทั้งที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้แบ่งสินสมรสเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น ปัญหานี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักห้ามศาลพิพากษาเกินคำขอและขอบเขตอำนาจของศาลในการกำหนดคำบังคับให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน มาตรา 142 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นบทบัญญัติสำคัญที่กำหนดหลักว่า ศาลต้องพิพากษาหรือสั่งชี้ขาดภายในขอบเขตแห่งคำฟ้องและคำขอของคู่ความ ไม่อาจพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องได้ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความ ทำให้คู่กรณีทราบล่วงหน้าว่าต้องต่อสู้ในประเด็นใด และป้องกันมิให้ศาลกำหนดสิทธิหรือหน้าที่ในเรื่องที่ไม่เคยเป็นประเด็นแห่งคดี อย่างไรก็ตาม หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอตามมาตรา 142 มิได้หมายความว่าศาลจะต้องผูกพันอยู่กับถ้อยคำในคำขอท้ายฟ้องเพียงอย่างเดียว แต่ศาลยังมีหน้าที่พิจารณาเนื้อหาของคำฟ้องทั้งหมด ข้อเท็จจริงที่คู่ความกล่าวอ้าง และประเด็นข้อพิพาทที่แท้จริงของคดีประกอบกันด้วย ดังนั้นการวินิจฉัยว่าคำพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากสาระสำคัญของคดี มิใช่พิจารณาเฉพาะตัวเลขหรือถ้อยคำที่ปรากฏในคำขอท้ายฟ้องอย่างเคร่งครัด ในคดีนี้ แม้โจทก์จะขอแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง แต่สาระสำคัญของคำฟ้องคือโจทก์โต้แย้งว่าทรัพย์สินบางรายการยังไม่ได้รับการแบ่งอย่างถูกต้องตามเจตนาของคู่กรณี โดยเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านที่ถูกระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า ประเด็นว่าที่ดินดังกล่าวควรตกเป็นของฝ่ายใดจึงเป็นข้อพิพาทโดยตรงมาตั้งแต่ต้นคดี มาตรา 246 และมาตรา 252 มีความเกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาในการแก้ไขคำพิพากษาให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ปรากฏในสำนวน โดยหลักการสำคัญคือ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏอยู่ในสำนวนครบถ้วนแล้ว ศาลมีอำนาจวินิจฉัยข้อกฎหมายและกำหนดผลทางกฎหมายให้ถูกต้องได้ แม้เหตุผลหรือแนววินิจฉัยของศาลล่างจะคลาดเคลื่อนก็ตาม ศาลฎีกาจึงพิจารณาว่า แม้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะเห็นว่าควรให้โจทก์ได้รับที่ดินเพียงกึ่งหนึ่งตามคำขอท้ายฟ้อง แต่เมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าคู่กรณีมีเจตนายกบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งหมด และบ้านดังกล่าวเป็นส่วนควบของที่ดิน การกำหนดให้โจทก์ได้รับเพียงครึ่งเดียวจึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดี ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การพิจารณาว่าคำพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในประเด็นพิพาทของคดีหรือไม่ หากทรัพย์สินนั้นเป็นประเด็นแห่งการต่อสู้กันโดยตรง และข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะชี้ขาดสิทธิของคู่กรณี ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดผลแห่งคดีให้สอดคล้องกับสิทธิที่แท้จริงได้ แม้ผลดังกล่าวจะแตกต่างจากรูปแบบการเรียกร้องที่คู่ความใช้ในการร่างคำขอท้ายฟ้องก็ตาม นอกจากนี้ คดีนี้ยังอยู่ภายใต้การพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัว จึงต้องนำพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง มาประกอบการพิจารณาด้วย บทบัญญัติดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญของคดีครอบครัวว่า ศาลมีบทบาทเชิงรุกมากกว่าคดีแพ่งทั่วไป และสามารถกำหนดมาตรการหรือคำบังคับที่เหมาะสมเพื่อให้ข้อพิพาทในครอบครัวได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพความสัมพันธ์ที่แท้จริงของคู่กรณี เหตุผลที่ศาลฎีกาอ้างอิงมาตรา 182/1 วรรคสอง ประกอบมาตรา 142 มาตรา 246 และมาตรา 252 ก็เพื่อยืนยันว่าคดีครอบครัวไม่ควรยึดติดกับรูปแบบทางวิธีพิจารณาอย่างเคร่งครัดจนทำให้ผลแห่งความยุติธรรมคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาให้ที่ดินพร้อมบ้านตกเป็นของโจทก์ทั้งหมด การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โอนทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดจึงเป็นการกำหนดผลทางกฎหมายให้ตรงกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี มิใช่การให้สิทธิเกินกว่าที่เป็นประเด็นในคดี สาระสำคัญของแนววินิจฉัยนี้จึงอยู่ที่การสร้างดุลยภาพระหว่างหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอตามมาตรา 142 กับหน้าที่ของศาลในการอำนวยความยุติธรรมตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน ศาลฎีกาไม่ได้ละเลยหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ แต่ตีความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 และบ้านเลขที่ 109/4 เป็นประเด็นพิพาทโดยตรงมาตั้งแต่ต้น และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคู่กรณีมีเจตนายกทรัพย์สินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งหมด การพิพากษาให้โอนทรัพย์สินทั้งแปลงจึงยังคงอยู่ภายในขอบเขตแห่งข้อพิพาทและไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง แนวคำพิพากษานี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นว่าหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจำกัดการอำนวยความยุติธรรมของศาล แต่มีไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความเท่านั้น หากข้อพิพาทนั้นอยู่ในขอบเขตแห่งคดีมาตั้งแต่ต้น และข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยสิทธิของคู่กรณีได้ ศาลย่อมสามารถกำหนดคำบังคับให้สอดคล้องกับสิทธิที่แท้จริงและเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีได้โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์ทั้งหมด และให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 984,614 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนดแก่จำเลย โดยคิดจากต้นเงิน 484,614 บาท นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และคิดจากต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนคำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ดินและบ้านพิพาท โดยให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากนี้ยังแก้ไขจำนวนเงินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยเป็น 1,584,614 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ส่วนประเด็นอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าจะระบุเพียงบ้านเลขที่ 109/4 แต่เมื่อบ้านดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 และบ้านเป็นส่วนควบของที่ดิน ประกอบกับเมื่อพิจารณาตามปกติประเพณีในทางสุจริตแล้ว ย่อมเห็นได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาแบ่งทรัพย์สินโดยยกทั้งที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์ทั้งหมดมาตั้งแต่วันทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โอนที่ดินพร้อมบ้านทั้งหมดจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โดยให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์ทั้งหมด หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินจำนวน 31,492 บาทแก่โจทก์ ส่วนคำพิพากษานอกจากนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า การตีความข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสภายหลังการหย่าไม่อาจพิจารณาเฉพาะถ้อยคำตามตัวอักษรที่ปรากฏในเอกสารเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี สภาพแห่งทรัพย์สิน และพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดประกอบกันด้วย แม้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าจะระบุเพียงบ้านเลขที่ 109/4 โดยมิได้กล่าวถึงที่ดินที่เป็นที่ตั้งของบ้าน แต่เมื่อบ้านดังกล่าวเป็นส่วนควบของที่ดินและมีความเชื่อมโยงกันอย่างไม่อาจแยกจากกันได้ในทางกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจตีความว่าการยกบ้านให้แก่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาจครอบคลุมถึงที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านนั้นด้วย หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าคู่กรณีมีเจตนาเช่นนั้น นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นว่าหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอไม่ได้หมายความว่าศาลจะถูกจำกัดด้วยถ้อยคำในคำขอท้ายฟ้องอย่างเคร่งครัด หากข้อพิพาทนั้นอยู่ในขอบเขตแห่งคดีมาตั้งแต่ต้นและข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยสิทธิที่แท้จริงของคู่กรณี ศาลย่อมสามารถกำหนดคำบังคับให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีได้ สาระสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ในคดีครอบครัว ศาลมุ่งแสวงหาความยุติธรรมตามสภาพความสัมพันธ์และเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีมากกว่าการยึดถือรูปแบบทางเทคนิคของเอกสารหรือถ้อยคำในคำฟ้องเพียงอย่างเดียว ดังนั้นผู้ทำข้อตกลงแบ่งสินสมรสควรระบุรายละเอียดทรัพย์สินให้ครบถ้วนและชัดเจน เพื่อป้องกันข้อพิพาทและปัญหาการตีความในอนาคต ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าว่า เมื่อคู่สมรสตกลงยกบ้านให้แก่ฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่ได้ระบุถึงที่ดินที่เป็นที่ตั้งของบ้านดังกล่าว ศาลจะสามารถตีความได้หรือไม่ว่าคู่กรณีมีเจตนายกทั้งบ้านและที่ดินให้แก่บุคคลเดียวกัน รวมทั้งปัญหาว่าการที่ศาลพิพากษาให้โอนทรัพย์สินทั้งหมดแก่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การตีความเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีตามปกติประเพณีในทางสุจริต ศาลฎีกานำหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 มาพิจารณาว่า แม้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าจะระบุเพียงบ้านเลขที่ 109/4 แต่เมื่อบ้านดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 และเป็นส่วนควบของที่ดิน ประกอบกับพฤติการณ์ทั้งหมดในคดี ย่อมรับฟังได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาที่จะยกทั้งบ้านและที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งหมด 2. ขอบเขตอำนาจศาลในการกำหนดคำบังคับโดยไม่ถือว่าเกินคำขอ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะขอแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง แต่เมื่อข้อพิพาทเรื่องที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 อยู่ในประเด็นแห่งคดีมาตั้งแต่ต้น และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของโจทก์ทั้งหมด การที่ศาลพิพากษาให้โอนที่ดินพร้อมบ้านทั้งแปลงแก่โจทก์จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่ามีผลผูกพันคู่สมรสหรือไม่ คำตอบ บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าจะมีผลผูกพันคู่สมรสเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่กรณีได้ตกลงกันโดยสมัครใจและได้ดำเนินการจดทะเบียนหย่าพร้อมบันทึกข้อตกลงดังกล่าวตามกฎหมายแล้ว ในคดีนี้ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาต่างรับฟังตรงกันว่าคู่กรณีได้ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าด้วยความสมัครใจ จึงถือเป็นข้อตกลงที่สมบูรณ์และมีผลใช้บังคับตามกฎหมาย คู่กรณีจึงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การที่บันทึกข้อตกลงมีผลใช้บังคับไม่ได้หมายความว่าทรัพย์สินทุกประเภทจะได้รับการแบ่งอย่างครบถ้วนเสมอไป หากยังมีข้อพิพาทว่าทรัพย์สินบางรายการมิได้ถูกกล่าวถึงในข้อตกลง หรือมีปัญหาต้องตีความว่าคู่กรณีมีเจตนาจัดสรรทรัพย์สินอย่างไร ศาลยังคงมีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยถึงสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวได้ โดยต้องพิจารณาจากข้อความในข้อตกลงประกอบกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดของคดี 2. คำถาม หากบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าระบุเฉพาะบ้าน แต่ไม่ได้ระบุที่ดินที่เป็นที่ตั้งของบ้าน จะถือว่าที่ดินถูกแบ่งแล้วหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วต้องพิจารณาจากเจตนาของคู่กรณีและข้อเท็จจริงแห่งคดีเป็นสำคัญ ไม่อาจวินิจฉัยจากถ้อยคำในเอกสารเพียงอย่างเดียว ในคดีนี้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าระบุเพียงบ้านเลขที่ 109/4 โดยไม่ได้กล่าวถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านดังกล่าว ศาลฎีกาพิจารณาว่าบ้านดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินพิพาทและเป็นส่วนควบตามกฎหมายของที่ดิน เมื่อประกอบกับหลักปกติประเพณีในทางสุจริตแล้ว ย่อมรับฟังได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาจะยกทั้งบ้านและที่ดินให้แก่โจทก์ มิใช่เฉพาะตัวบ้านเพียงอย่างเดียว ดังนั้น แม้ที่ดินจะไม่ได้ถูกระบุไว้โดยตรงในบันทึกข้อตกลง ศาลก็สามารถตีความได้ว่าที่ดินดังกล่าวรวมอยู่ในเจตนาการแบ่งทรัพย์สินของคู่กรณี หากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แวดล้อมสนับสนุนการตีความเช่นนั้น 3. คำถาม หลักส่วนควบของบ้านและที่ดินมีความสำคัญต่อการวินิจฉัยคดีนี้อย่างไร คำตอบ หลักส่วนควบเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลนำมาใช้ประกอบการค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่าบ้านเลขที่ 109/4 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าบ้านดังกล่าวเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท เมื่อบ้านและที่ดินมีความสัมพันธ์กันในลักษณะที่ไม่อาจแยกจากกันได้ตามสภาพแห่งทรัพย์ การตีความว่าคู่กรณีประสงค์ยกบ้านให้บุคคลหนึ่ง แต่ยังคงให้ที่ดินเป็นของอีกบุคคลหนึ่ง ย่อมไม่สอดคล้องกับสภาพการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินดังกล่าว ศาลฎีกาจึงนำหลักส่วนควบมาประกอบการวิเคราะห์ว่า การระบุยกบ้านให้แก่โจทก์ในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า สะท้อนถึงเจตนาที่จะยกทั้งบ้านและที่ดินให้แก่โจทก์ด้วย อันเป็นการตีความที่สอดคล้องกับสภาพแห่งทรัพย์และพฤติการณ์ของคดี 4. คำถาม ศาลสามารถพิพากษาให้โอนที่ดินทั้งแปลงได้หรือไม่ หากโจทก์ขอแบ่งสินสมรสเพียงกึ่งหนึ่ง คำตอบ ประเด็นนี้เป็นข้อกฎหมายสำคัญที่สุดข้อหนึ่งของคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้แบ่งสินสมรสเพียงกึ่งหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาคำฟ้องทั้งฉบับและประเด็นข้อพิพาททั้งหมดประกอบกันด้วย มิใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำในคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น ในคดีนี้ที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 เป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเด็นพิพาทมาตั้งแต่ต้น และข้อเท็จจริงในสำนวนรับฟังได้ว่าคู่กรณีมีเจตนายกทั้งบ้านและที่ดินให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินพร้อมบ้านทั้งหมดแก่โจทก์ จึงเป็นการกำหนดผลทางกฎหมายให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี มิใช่การให้สิทธิเกินไปกว่าที่เป็นประเด็นแห่งคดี จึงไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามกฎหมาย 5. คำถาม หลักปกติประเพณีในทางสุจริตมีบทบาทอย่างไรในการตีความข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า คำตอบ หลักปกติประเพณีในทางสุจริตเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้เพื่อค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีในกรณีที่ข้อความในข้อตกลงไม่ครอบคลุมรายละเอียดของทรัพย์สินทุกประการ ในคดีนี้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าระบุเพียงว่าบ้านเลขที่ 109/4 เป็นของฝ่ายชาย แต่ไม่ได้กล่าวถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านดังกล่าว ศาลฎีกาจึงมิได้ยึดถือเฉพาะข้อความตามตัวอักษร แต่พิจารณาจากสภาพแห่งทรัพย์ ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับที่ดิน และพฤติการณ์โดยรวมของคู่กรณี เมื่อพิจารณาตามปกติประเพณีในทางสุจริตแล้ว ย่อมเข้าใจได้ว่าการยกบ้านให้แก่บุคคลหนึ่งย่อมมีความหมายรวมถึงที่ดินที่รองรับบ้านนั้นด้วย เพราะหากตีความเป็นอย่างอื่นย่อมไม่สอดคล้องกับสภาพการใช้ประโยชน์ตามปกติของทรัพย์สินดังกล่าว ศาลจึงรับฟังว่าคู่กรณีมีเจตนาจะยกทั้งบ้านและที่ดินให้แก่โจทก์ 6. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คำตอบ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่าโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้แบ่งสินสมรสเพียงกึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าการพิจารณาเฉพาะคำขอท้ายฟ้องโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วในคดีและเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี อาจทำให้ผลแห่งคำพิพากษาไม่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในคดี เมื่อศาลรับฟังได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาจะยกบ้านและที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า การกำหนดให้โจทก์ได้รับที่ดินเพียงกึ่งหนึ่งจึงไม่สอดคล้องกับเจตนาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์และกลับไปใช้แนววินิจฉัยเดียวกับศาลชั้นต้น โดยให้โอนที่ดินพร้อมบ้านทั้งหมดแก่โจทก์ 7. คำถาม หากทรัพย์สินบางรายการไม่ได้ถูกระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า ศาลยังสามารถวินิจฉัยสิทธิในทรัพย์สินนั้นได้หรือไม่ คำตอบ จากแนววินิจฉัยในคดีนี้ ศาลยังสามารถพิจารณาและวินิจฉัยสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวได้ หากทรัพย์สินนั้นเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีและมีข้อเท็จจริงเพียงพอให้ศาลวินิจฉัยได้ แม้ว่าทรัพย์สินบางรายการจะไม่ได้ถูกระบุไว้โดยชัดแจ้งในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า แต่หากทรัพย์สินนั้นมีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับทรัพย์สินที่ถูกกล่าวถึงในข้อตกลง หรือหากพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าคู่กรณีมีเจตนาจัดสรรทรัพย์สินดังกล่าวไว้แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีและกำหนดสิทธิในทรัพย์สินนั้นได้ ในคดีนี้ที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 มิได้ถูกระบุไว้ในข้อตกลงโดยตรง แต่ศาลเห็นว่ามีความสัมพันธ์กับบ้านเลขที่ 109/4 ซึ่งถูกระบุไว้ในข้อตกลง จึงสามารถนำมาพิจารณาร่วมกันและกำหนดสิทธิของคู่กรณีในทรัพย์สินดังกล่าวได้ 8. คำถาม คดีนี้ให้บทเรียนสำคัญอย่างไรเกี่ยวกับการจัดทำข้อตกลงแบ่งสินสมรสภายหลังการหย่า คำตอบ คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าให้มีความชัดเจนและครบถ้วนที่สุด โดยเฉพาะในส่วนของการระบุรายละเอียดทรัพย์สินที่คู่กรณีประสงค์จะแบ่งหรือโอนให้แก่กัน หากทรัพย์สินมีหลายส่วนที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น บ้านและที่ดิน ควรระบุรายละเอียดของทรัพย์สินทุกส่วนให้ครบถ้วน เพื่อป้องกันปัญหาการตีความในภายหลัง แม้ในคดีนี้ศาลฎีกาจะสามารถใช้หลักปกติประเพณีในทางสุจริตและหลักส่วนควบมาช่วยค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีได้ แต่การปล่อยให้ข้อความในข้อตกลงมีช่องว่างหรือความคลุมเครือ ย่อมนำไปสู่ข้อพิพาทและการดำเนินคดีที่ยาวนาน ดังนั้นผู้ที่จัดทำข้อตกลงแบ่งสินสมรสควรตรวจสอบรายละเอียดทรัพย์สินทุกประเภทให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนลงนามและจดทะเบียน เพื่อให้เจตนาของคู่กรณีได้รับการบันทึกไว้อย่างชัดแจ้งและลดความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทในอนาคต ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2567 คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าระหว่างโจทก์และจำเลย และขอบังคับให้จำเลยแบ่งสินสมรสทุกรายการให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยให้การต่อสู้ว่า บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าไม่เป็นโมฆะ การจัดแบ่งสินสมรสตามข้อ 3 เป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 เมื่อนายทะเบียนจดทะเบียนการหย่า ถือได้ว่ามีการแบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรส โดยยกให้จำเลยทั้งหมดแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งสินสมรสใหม่อีก เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว ถือได้ว่าโจทก์มีเจตนาขอแบ่งสินสมรสทั้งปวงระหว่างโจทก์กับจำเลยกึ่งหนึ่งโดยขอให้ไม่ยึดถือตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่ากันด้วยความสมัครใจ บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าจึงสมบูรณ์มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างกัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวระบุสินสมรสที่ตกลงยกให้โจทก์เพียงบ้านเลขที่ 109/4 โดยไม่ได้กล่าวถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 อันเป็นที่ตั้งของบ้านดังกล่าวแต่อย่างใด และโจทก์มีคำขอให้แบ่งสินสมรสอีก 5 รายการ ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยปกปิดไว้ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 ที่พิพาทด้วย แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยแบ่งที่ดังกล่าวอันเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง แต่โจทก์ย่อมไม่อาจบรรยายฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งแปลงได้ เพราะโจทก์ตั้งรูปเรื่องมาว่าบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของโจทก์และโจทก์ต้องการขอแบ่งสินสมรสรายการอื่น ๆ นอกจากที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าด้วย เมื่อข้อเท็จจริงยุติในชั้นฎีกาว่าบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่ามีผลใช้บังคับได้ และจำเลยยังไม่ได้แบ่งสินสมรสรายการที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็ได้วินิจฉัยแล้วว่า บ้านเลขที่ 109/4 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 เป็นส่วนควบตามกฎหมายของที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 และเมื่อพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีในทางสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 แล้วเห็นได้ว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาแบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสระหว่างกันโดยจำเลยตกลงยกที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์ทั้งหมด โดยนับตั้งแต่วันที่มีการทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า เมื่อมูลค่าที่ดินพิพาทไม่ได้สูงเกินไปกว่าราคาประเมินกึ่งหนึ่งของสินสมรสในคดีนี้และยังอยู่ในประเด็นพิพาทว่า จำเลยต้องแบ่งสินสมรสรายการนี้ให้โจทก์หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้โจทก์ทั้งหมด จึงไม่เป็นการพิพากษาที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฎในคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนฯ มาตรา 182/1 วรรคสอง โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนขอให้เพิกถอนนิติกรรมบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าระหว่างโจทก์และจำเลยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2555 กับบังคับให้จำเลยแบ่งสินสมรส คือ เงิน ทอง เพชร และโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 เนื้อที่ 50 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ที่ดินโฉนดเลขที่ 166902 เนื้อที่ 98 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 15655 เนื้อที่ 13 ตารางวา อาคารชุดเคหะ บ. อาคารบี ห้องชุดเลขที่ 643/152 ชั้นที่ 3 เนื้อที่ 26.09 ตารางเมตร และอาคารชุดเคหะ บ. อาคารเอ ห้องชุดเลขที่ 642/124 ชั้นที่ 4 เนื้อที่ 26.09 ตารางเมตร ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ไปดำเนินการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หรือขายทรัพย์สินดังกล่าวแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิต 484,614 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนายณัฐพล เดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่านายณัฐพลจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,380,000 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 673,932 บาท รวมเป็นเงิน 2,053,932 บาท และจ่ายค่าเลี้ยงชีพจำเลยเดือนละ 20,000 บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตาย ค่าเลี้ยงชีพคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,820,000 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 876,218 บาท รวมเป็นเงิน 2,696,218 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์ และให้โจทก์ชำระเงิน 984,614 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 484,614 บาท นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และค่าทนายความให้เป็นพับ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งจำเลยให้โจทก์ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดี คำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยจำเลยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์สองในสามส่วน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ชำระเงิน 1,584,614 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 484,614 บาท นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องแย้งจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์สำหรับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2555 ได้จดทะเบียนการหย่าและทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าตามสำเนาทะเบียนการหย่าและบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า โดยมีข้อตกลงในข้อ 3 ระบุว่า "เรื่องทรัพย์สิน (1) บ้านเลขที่ 109/4...ยกให้เป็นของฝ่ายชาย...บ้านเลขที่ 109/4 ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706" คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ศาลสามารถพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์ทั้งแปลงได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าระหว่างโจทก์และจำเลยและขอบังคับให้จำเลยแบ่งสินสมรสทุกรายการให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยให้การต่อสู้ว่าบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าไม่เป็นโมฆะ การจัดแบ่งสินสมรสตามข้อ 3 เป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 เมื่อนายทะเบียนจดทะเบียนการหย่า ถือได้ว่ามีการแบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยยกให้จำเลยทั้งหมดแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งสินสมรสใหม่อีก เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว ถือได้ว่าโจทก์มีเจตนาขอแบ่งสินสมรสทั้งปวงระหว่างโจทก์กับจำเลยกึ่งหนึ่งโดยขอให้ไม่ยึดถือตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่ากันด้วยความสมัครใจ บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าจึงสมบูรณ์มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างกัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวระบุสินสมรสที่ตกลงยกให้โจทก์เพียงบ้านเลขที่ 109/4 โดยไม่ได้กล่าวถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 อันเป็นที่ตั้งของบ้านดังกล่าวแต่อย่างใด และโจทก์มีคำขอให้แบ่งสินสมรสอีก 5 รายการ ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยปกปิดไว้ ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 ที่พิพาทด้วย แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยแบ่งที่ดินดังกล่าวอันเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง แต่โจทก์ย่อมไม่อาจบรรยายฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งแปลงได้เพราะโจทก์ตั้งรูปเรื่องมาว่าบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของโจทก์และโจทก์ต้องการขอแบ่งสินสมรสรายการอื่น ๆ นอกจากที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าด้วย เมื่อข้อเท็จจริงยุติในชั้นฎีกาแล้วว่าบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่ามีผลใช้บังคับได้ และจำเลยยังไม่ได้แบ่งสินสมรสรายการที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า บ้านเลขที่ 109/4 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 ที่พิพาทเป็นส่วนควบตามกฎหมายของที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 และโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีในทางสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 แล้ว เห็นได้ว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาแบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสระหว่างกันโดยจำเลยตกลงยกที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์ทั้งหมด โดยนับตั้งแต่วันที่มีการทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า ที่ดินพร้อมบ้านที่พิพาทตกเป็นของโจทก์ทั้งหมด เมื่อมูลค่าที่ดินที่พิพาทไม่ได้สูงเกินไปกว่าราคาประเมินกึ่งหนึ่งของสินสมรสในคดีนี้และยังอยู่ในประเด็นพิพาทว่าจำเลยต้องแบ่งสินสมรสรายการนี้ให้โจทก์หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์ทั้งหมดจึงไม่เป็นการพิพากษาที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142, มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับที่ดินทั้งแปลง ซึ่งไม่เป็นการเกินคำขอ กรณีจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งมีทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาจำนวน 200 บาทแต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมา 31,692 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมา 31,492 บาทแก่โจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 พร้อมบ้านเลขที่ 109/4 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาจำนวน 31,492 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|



.jpg)

