ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




“หย่าโดยคำพิพากษาแล้วทรัพย์สินได้มาหลังวันฟ้องหย่าเป็นสินสมรสหรือไม่ ภาระการพิสูจน์เมื่ออ้างถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น และผลของข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ดินและกฎหมายครอบครัว”

ทรัพย์สินได้มาหลังวันฟ้องหย่าเป็นสินสมรสหรือไม่, ผลย้อนหลังของคำพิพากษาหย่าต่อทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส, ภาระการพิสูจน์เมื่อผู้มีชื่อในโฉนดยอมรับว่าถือแทนผู้อื่น, ข้อสันนิษฐานผู้มีชื่อในทะเบียนที่ดินตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, ข้อสันนิษฐานสินสมรสเมื่อทรัพย์ได้มาระหว่างสมรสและการโต้แย้งว่าเป็นสินส่วนตัว, การได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เกิดเมื่อจดทะเบียนโอน, ทรัพย์สินจากการประมูลซื้อและการชำระราคาก่อนหรือหลังฟ้องหย่า, การขายอสังหาริมทรัพย์โดยไม่รับความยินยอมของคู่สมรส

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทการแบ่งทรัพย์สินระหว่างอดีตคู่สมรสภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล โดยมีประเด็นแกนกลางว่าทรัพย์สินประเภทที่ดินซึ่งได้มาจากการประมูลซื้อและมีการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ภายหลังวันฟ้องหย่า จะยังถือเป็น “สินสมรส” ให้แบ่งกันได้หรือไม่ อีกทั้งยังมีข้อพิพาทซ้อนในเชิงพยานหลักฐาน เมื่อฝ่ายที่มีชื่อในโฉนดยอมรับว่าตน “มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนบุคคลอื่น” แล้วจะยังอาศัยข้อสันนิษฐานตามทะเบียนที่ดินเพื่อยืนยันสิทธิของตนได้เพียงใด และเมื่ออีกฝ่ายยกข้อสันนิษฐานว่าสินทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ฝ่ายใดต้องแบกรับภาระการพิสูจน์ให้ศาลเชื่อ การวินิจฉัยในคดีนี้จึงมีนัยสำคัญต่อการกำหนด “เส้นตายทางกฎหมาย” ของทรัพย์สินในคดีหย่าโดยศาล อันผูกกับหลักผลย้อนหลังถึงวันฟ้องหย่า ตลอดจนเป็นแนวทางในการประเมินความน่าเชื่อถือของคำเบิกความและพฤติการณ์การจัดการทรัพย์สินว่าเป็นการทำแทนผู้อื่นจริง หรือเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของตนเองโดยแท้

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

1. โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาความสัมพันธ์แตกร้าวและเกิดคดีหย่า โดยจำเลยเป็นฝ่ายยื่นฟ้องหย่าโจทก์ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าในวันที่ 19 มกราคม 2559 และคดีหย่าถึงที่สุดในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 จากนั้นจดทะเบียนหย่าในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559

2. ระหว่างกระบวนการดังกล่าว จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 2 กลุ่มสำคัญ

2.1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 (ต่อมาถูกแบ่งแยกในนามเดิมเป็นหลายแปลง เช่น 58052 ถึง 58058) โดยจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์วันที่ 17 ธันวาคม 2558

2.2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559

3. โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายที่ดินบางแปลง และขอให้ถือที่ดินจำนวนหนึ่งเป็นสินสมรสให้จำเลยแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากตกลงแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงิน

4. จำเลยต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่สินสมรส อ้างว่าแท้จริงเป็นของมารดาและพี่ชายของจำเลย ซึ่งร่วมกันซื้อจากการประมูลของหน่วยงานรัฐ แต่ให้ใส่ชื่อจำเลย “ถือกรรมสิทธิ์แทน” เพื่อความสะดวกในการทำนิติกรรม

5. ภายหลัง จำเลยมีการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทหลายครั้ง เช่น จำนอง ขาย และโอน โดยบางรายการมิได้รับความยินยอมของโจทก์ และมีข้อเท็จจริงประกอบว่าช่วงหนึ่งโจทก์เคยถูกจำคุก ทำให้การติดต่อหรือการคัดค้านการจัดการทรัพย์สินมีข้อจำกัดในทางพฤติการณ์

6. ประเด็นสำคัญจึงเกิดขึ้น 2 ชั้นพร้อมกัน ได้แก่ (ก) ใครมีภาระพิสูจน์เมื่อจำเลยยอมรับว่าถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น และ (ข) ที่ดินที่ “จดทะเบียนรับโอน” ภายหลังวันฟ้องหย่า จะเป็นสินสมรสให้แบ่งกันได้หรือไม่ โดยต้องพิจารณาประกอบหลักผลย้อนหลังของคำพิพากษาหย่าในส่วนทรัพย์สิน

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 

ประเด็นที่ 1 ภาระการพิสูจน์เมื่อจำเลยรับว่ามีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนบุคคลอื่น

1. หลักทั่วไปของทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียน คือ กฎหมายให้ข้อสันนิษฐานว่า “ผู้มีชื่อในทะเบียน” เป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์นั้น แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมีขึ้นเพื่อรองรับความมั่นคงแน่นอนของการจดทะเบียน และใช้เป็นฐานเริ่มต้นในทางพิสูจน์

2. อย่างไรก็ดี เมื่อ จำเลยยอมรับ ว่าที่ดินพิพาท “จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนบุคคลอื่น” ย่อมเป็นการหักล้างฐานคิดของตนเองที่เคยจะอาศัยข้อสันนิษฐานจากทะเบียน กล่าวคือ จำเลยไม่อาจยกข้อสันนิษฐานดังกล่าวขึ้นเพื่อปฏิเสธภาระพิสูจน์ของตนได้

3. เมื่อโจทก์ยกว่าทรัพย์เป็นสินสมรส โจทก์ย่อมได้อานิสงส์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายครอบครัวว่า ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส และเมื่อจำเลยปฏิเสธ จำเลยจึงต้องเป็นฝ่ายนำสืบหักล้างให้ศาลเชื่อ

ประเด็นที่ 2 ที่ดินพิพาทเป็นของใคร ระหว่างจำเลยกับบุคคลที่จำเลยอ้างว่าเป็นเจ้าของแท้จริง

1. ศาลพิจารณาน้ำหนักพยานของจำเลยอย่างเข้มงวด เพราะพยานหลายปากเป็นบุคคลใกล้ชิด มีส่วนได้เสียโดยตรงต่อผลคดี จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง

2. ศาลให้ความสำคัญกับ “ความสมเหตุสมผล” ของพฤติการณ์ หากเป็นทรัพย์ของมารดาและพี่ชายจริง เหตุใดจึงยอมให้ผู้ที่มีคู่สมรสอยู่เป็นผู้ถือชื่อในโฉนด ซึ่งเสี่ยงเกิดผลทางกฎหมายต่อทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสอย่างร้ายแรง ทั้งยังมีวิธีการอื่นที่ปลอดภัยกว่า เช่น มอบอำนาจหรือร่วมดำเนินการโดยเจ้าของแท้จริง

3. ศาลพบ “ความขัดแย้งในคำเบิกความ” และ “ความไม่อยู่กับร่องกับรอย” ในรายละเอียดสำคัญ เช่น ใครเป็นผู้เข้าประมูล ใครถือป้ายเสนอราคา เหตุผลอ้างติดราชการกลับมีข้อเท็จจริงว่ามีการเดินทางไปด้วย รวมทั้งข้ออ้างว่าใช้เงินของบุคคลอื่นจำนวนมาก แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแหล่งที่มาของเงินอย่างน่าเชื่อถือ

4. ศาลยังพิจารณาพฤติการณ์หลังได้ที่ดิน เช่น การจำนอง การขาย การไถ่ถอน และการจัดการหนี้สินที่ดำเนินการโดยจำเลยเป็นหลัก มีลักษณะ “ทำเสมือนเป็นเจ้าของเอง” มากกว่าจะเป็นเพียงผู้ดำเนินการแทนผู้อื่น

5. เมื่อพยานหลักฐานของจำเลยไม่สมกับภาระการพิสูจน์ ศาลจึงรับฟังไม่ได้ตามที่จำเลยอ้าง และลงความเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย

ประเด็นที่ 3 ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ในคดีหย่าโดยคำพิพากษา 

1. แม้ศาลจะรับฟังว่าที่ดินเป็น “ของจำเลย” แต่การเป็น “สินสมรส” ต้องผ่านเงื่อนไขตามกฎหมายครอบครัวอีกชั้นหนึ่ง

2. ประเด็นชี้ขาดอยู่ที่กรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ซึ่งมีกฎหมายกำหนด “ผลย้อนหลังในส่วนทรัพย์สิน” ถึงวันฟ้องหย่า นัยคือ เมื่อคดีเป็นเรื่องจัดการทรัพย์สินภายหลังหย่าโดยศาล ต้องถือ “วันฟ้องหย่า” เป็นเส้นแบ่งทางกฎหมายของทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส

3. ดังนั้น แม้การประมูล/การชำระเงินบางส่วนจะเกิดก่อนหรือใกล้วันฟ้องหย่า แต่หากการได้กรรมสิทธิ์สมบูรณ์เกิดภายหลังวันฟ้องหย่า (โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องจดทะเบียน) ย่อมถือว่า “ได้มา” ภายหลังวันฟ้องหย่า

4. เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเกิดภายหลังวันฟ้องหย่า และโจทก์นำสืบไม่พอให้เชื่อว่ามีการนำเงินสินสมรสไปชำระค่าที่ดินจนทำให้ที่ดินควรถือเป็นสินสมรส ศาลจึงวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทไม่เป็นสินสมรส โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่ง

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

1. หลักภาระการพิสูจน์ในคดีทรัพย์สินคู่สมรส

1.1 เมื่อฝ่ายหนึ่งอ้างสิทธิในทรัพย์โดยอาศัยข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย อีกฝ่ายที่ปฏิเสธต้องนำสืบหักล้างตามสมควรแก่กรณี

1.2 คดีนี้มีความพิเศษตรงที่จำเลย “ยอมรับเอง” ว่าถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น ทำให้จำเลยไม่อาจหยิบข้อสันนิษฐานทะเบียนที่ดินมาใช้เป็นเกราะกำบังเพื่อตัดภาระพิสูจน์ของตน

1.3 เมื่อโจทก์ยกข้อสันนิษฐานสินสมรส และจำเลยปฏิเสธ จำเลยจึงต้องรับภาระพิสูจน์ให้ศาลเชื่อทั้งในส่วน “เจ้าของแท้จริง” และในส่วน “ไม่เป็นสินสมรส”

2. หลักข้อสันนิษฐานจากทะเบียนที่ดินกับข้อเท็จจริงที่ทำให้สันนิษฐานใช้ไม่ได้

2.1 ข้อสันนิษฐานทะเบียนที่ดินเป็นเครื่องมือเพื่อความมั่นคงแน่นอนและความน่าเชื่อถือของการจดทะเบียน

2.2 แต่เมื่อผู้มีชื่อในทะเบียนอ้างตนเป็นเพียง “ตัวแทนถือชื่อ” ย่อมเท่ากับยอมรับว่า “ความจริงมิได้ตรงกับทะเบียน” การจะอาศัยทะเบียนเพื่อยืนยันสิทธิของตนอีกจึงขัดตรรกะในตัวเอง

2.3 ผลในทางคดีคือ ศาลจะขยับไปพิจารณาพยานหลักฐานจริงจังว่าการถือแทนมีมูลหรือไม่ และใครควรแบกภาระพิสูจน์

3. หลักผลย้อนหลังของคำพิพากษาหย่าในส่วนทรัพย์สิน 

3.1 เจตนารมณ์ของหลักผลย้อนหลังถึงวันฟ้องหย่า คือป้องกันมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาศัยช่วงเวลาระหว่างฟ้องหย่ากับคำพิพากษาถึงที่สุด “สร้างภาพ” หรือ “โยกย้าย” ฐานทรัพย์สินให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

3.2 เมื่อกฎหมายกำหนดให้ผลในส่วนทรัพย์สินย้อนไปถึงวันฟ้องหย่า จึงต้องถือวันดังกล่าวเป็น “วันตัดบัญชีทรัพย์สินร่วม” เพื่อความเป็นธรรมและความแน่นอน

3.3 สำหรับอสังหาริมทรัพย์ การ “ได้มา” ในความหมายที่สมบูรณ์ย่อมผูกกับการจดทะเบียนโอน เพราะกรรมสิทธิ์สมบูรณ์เกิดเมื่อจดทะเบียนแล้ว จึงทำให้วันโอนเป็นวันชี้ชะตาว่าอยู่ก่อนหรือหลังวันฟ้องหย่า

เจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่ถูกนำมาใช้เป็นแกนวินิจฉัย

1. มาตราเรื่องข้อสันนิษฐานทะเบียนที่ดิน มีเป้าหมายคุ้มครองความมั่นคงของการซื้อขายและความน่าเชื่อถือของทะเบียน แต่ไม่ใช่เครื่องมือให้ผู้มีชื่อในทะเบียน “ยกมาเลือกใช้” เฉพาะตอนที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตน ทั้งที่ตนยอมรับข้อเท็จจริงว่าถือแทนผู้อื่น

2. มาตราเรื่องข้อสันนิษฐานสินสมรส มีเป้าหมายคุ้มครองคู่สมรส โดยเฉพาะฝ่ายที่เข้าถึงข้อมูลทรัพย์สินได้น้อยกว่า ให้มีฐานเริ่มต้นว่าทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส เพื่อป้องกันการซุกซ่อนหรือแปรสภาพทรัพย์

3. มาตราเรื่องผลย้อนหลังถึงวันฟ้องหย่า มีเป้าหมายเชิงป้องกันการฉวยโอกาสในช่วงคาบเกี่ยวของคดีหย่า ไม่ให้เกิดการเร่งได้มา/โยกย้าย/ซ่อนทรัพย์จนอีกฝ่ายเสียสิทธิ อีกทั้งทำให้การชำระบัญชีทรัพย์สินหลังหย่ามีจุดตัดที่ชัดเจน

แนวคำพิพากษาที่สะท้อนหลักต่อเนื่อง

1. แนววินิจฉัยของศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอในคดีทรัพย์สินคู่สมรส มักยืนหลักว่า “ข้อสันนิษฐานสินสมรส” เป็นกลไกคุ้มครองเชิงโครงสร้าง และฝ่ายที่ปฏิเสธต้องนำสืบหักล้างอย่างมีน้ำหนัก มิใช่กล่าวอ้างลอย ๆ

2. ในคดีที่มีการอ้าง “ถือกรรมสิทธิ์แทน” ศาลมักเข้มงวดต่อพยาน เพราะเป็นข้ออ้างที่สามารถใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงผลทางทรัพย์สินได้ง่าย หากปล่อยให้ใช้ด้วยคำพูดอย่างเดียวจะทำให้ระบบทะเบียนเสียความศักดิ์สิทธิ์และกระทบสิทธิบุคคลภายนอก

3. สำหรับกรณีหย่าโดยคำพิพากษา แนววินิจฉัยมุ่งรักษา “วันฟ้องหย่า” เป็นเส้นแบ่ง เพื่อไม่ให้เกิดความไม่เป็นธรรมจากการได้ทรัพย์สินในช่วงคดีค้างพิจารณา โดยเฉพาะทรัพย์ที่ต้องจดทะเบียนซึ่งวันจดทะเบียนเป็นหัวใจของการได้กรรมสิทธิ์

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินหลายแปลงที่เกี่ยวเนื่องกับที่ดินพิพาทให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากตกลงแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดและแบ่งเงิน พร้อมกำหนดผลเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามส่วนที่ชนะคดี

2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ ลดขอบเขตทรัพย์ที่ต้องแบ่ง โดยให้แบ่งเฉพาะที่ดินบางแปลง และยกส่วนที่ให้แบ่งที่ดินอีกบางแปลงออกไป พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้หลัก โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทได้มาภายหลังวันฟ้องหย่า จึงไม่เป็นสินสมรส โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่ง ให้ยกฟ้องในส่วนทรัพย์ดังกล่าว และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1. หลัก “ข้อสันนิษฐาน” เป็นเพียงฐานเริ่มต้น มิใช่เครื่องมือเลือกใช้ตามอำเภอใจ

เมื่อบุคคลยอมรับว่าตนมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น ย่อมเป็นการทำลายฐานแห่งความน่าเชื่อถือที่ตนจะอาศัยข้อสันนิษฐานจากทะเบียนที่ดินเพื่อให้ตนพ้นภาระพิสูจน์ได้โดยตรง ศาลจึงชี้ชัดว่าผู้กล่าวอ้างถือแทนต้องพิสูจน์ให้ถึงที่สุด มิฉะนั้นจะเกิดการบิดเบือนระบบทะเบียนและทำลายความเป็นธรรมแก่คู่สมรสหรือผู้มีส่วนได้เสีย

2. ข้อสันนิษฐานสินสมรสคือกลไกคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายเสียเปรียบ และผู้ปฏิเสธต้องพิสูจน์จริงจัง

เมื่อมีการอ้างว่าทรัพย์เป็นสินสมรส อีกฝ่ายที่ปฏิเสธไม่อาจปฏิเสธด้วยถ้อยคำลอย ๆ แต่ต้องนำสืบให้ศาลเห็น “ที่มาเงิน” “เจตนาได้มา” และ “พฤติการณ์การครอบครองจัดการ” อย่างสอดคล้องต่อเนื่อง เพราะกฎหมายออกแบบเพื่อป้องกันการซ่อนทรัพย์และการจัดฉากทางเอกสาร

3. วันฟ้องหย่าเป็น “เส้นตายทางทรัพย์สิน” ในกรณีหย่าโดยคำพิพากษา

หลักผลย้อนหลังถึงวันฟ้องหย่ามีสาระเป็นการตัดวงจรการฉวยโอกาสระหว่างคดีค้างพิจารณา ทำให้การพิจารณาว่าสินทรัพย์เป็นสินสมรสต้องยึดวันฟ้องหย่าเป็นหลัก โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่กรรมสิทธิ์สมบูรณ์เกิดเมื่อจดทะเบียนรับโอน หากจดทะเบียนหลังวันฟ้องหย่า ย่อมเป็นเหตุสำคัญให้ทรัพย์นั้นหลุดจากฐานสินสมรส เว้นแต่มีพยานหนักแน่นพอพิสูจน์การนำเงินสินสมรสไปก่อให้เกิดสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ก่อนเส้นตายดังกล่าว

4. คดีทรัพย์สินหลังหย่ามิใช่ชนะด้วย “เรื่องเล่า” แต่ชนะด้วย “โครงพยานหลักฐาน”

ศาลให้ความสำคัญสูงต่อความสอดคล้องของคำเบิกความ เอกสารแหล่งเงิน การมีหรือไม่มีบันทึกข้อตกลง และพฤติการณ์การทำนิติกรรมโดยลำพัง เพราะสิ่งเหล่านี้สะท้อนความจริงว่าผู้ใดเป็นเจ้าของและจัดการเพื่อประโยชน์ของผู้ใด หากคำเบิกความขัดแย้งกันเอง เหตุผลเลื่อนลอย และไม่มีหลักฐานรองรับ ย่อมไม่อาจแบกรับภาระพิสูจน์ในคดีที่ความเสี่ยงทางสิทธิสูงเช่นนี้ได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม: ถ้าชื่อในโฉนดเป็นชื่อของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ศาลถือว่าคนนั้นเป็นเจ้าของเสมอหรือไม่

คำตอบ: โดยหลักทะเบียนที่ดินเป็นฐานสำคัญและมีข้อสันนิษฐานรองรับ แต่หากผู้มีชื่อยอมรับเองว่าถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น หรือมีข้อเท็จจริงทำให้ข้อสันนิษฐานคลอนแคลน ศาลจะหันไปวินิจฉัยจากพยานหลักฐานจริงและภาระการพิสูจน์ของผู้กล่าวอ้างเป็นสำคัญ

2. คำถาม: เมื่อฝ่ายหนึ่งอ้างว่าถือกรรมสิทธิ์แทนมารดาหรือญาติ ใครต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์

คำตอบ: ผู้ที่อ้างว่าตนถือแทนย่อมต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่ออย่างมีน้ำหนัก เพราะเป็นข้ออ้างที่หักล้างภาพตามทะเบียน และอาจกระทบสิทธิของคู่สมรสหรือบุคคลภายนอก หากไม่มีหลักฐานแหล่งเงิน เอกสารมอบอำนาจ หรือพฤติการณ์ที่สอดคล้อง ศาลอาจไม่รับฟัง

3. คำถาม: ทรัพย์สินที่จดทะเบียนรับโอนหลัง “วันฟ้องหย่า” ยังเป็นสินสมรสได้หรือไม่

คำตอบ: ในกรณีหย่าโดยคำพิพากษา หลักผลย้อนหลังทำให้วันฟ้องหย่าเป็นจุดตัดสำคัญ ทรัพย์ที่ได้กรรมสิทธิ์หลังวันฟ้องหย่ามักไม่ถูกนับเป็นสินสมรส โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องจดทะเบียน เว้นแต่มีพยานหนักแน่นพิสูจน์ได้ว่าก่อสิทธิด้วยเงินสินสมรสก่อนจุดตัดและมีเหตุทางกฎหมายให้ถือว่าได้มาก่อน

4. คำถาม: ทำไมศาลให้ความสำคัญกับ “วันจดทะเบียนโอน” มากกว่าวันชำระเงินบางส่วน

คำตอบ: เพราะอสังหาริมทรัพย์โดยหลักต้องจดทะเบียนจึงเกิดกรรมสิทธิ์สมบูรณ์ การชำระเงินเป็นเพียงพฤติการณ์ประกอบ แต่วันโอนเป็นวันที่สิทธิในทรัพย์เกิดขึ้นในทางกฎหมายอย่างแท้จริง จึงใช้ชี้ว่าได้มาก่อนหรือหลังวันฟ้องหย่า

5. คำถาม: หากอีกฝ่ายขายที่ดินโดยไม่ขอความยินยอมคู่สมรส จะเพิกถอนได้อัตโนมัติหรือไม่

คำตอบ: ไม่เป็นอัตโนมัติ ต้องพิจารณาฐานสิทธิของผู้ฟ้องว่าทรัพย์นั้นเป็นสินสมรสหรือมีสิทธิร่วมจริงหรือไม่ หากศาลวินิจฉัยว่าทรัพย์ไม่ใช่สินสมรสหรือผู้ฟ้องไม่มีสิทธิแบ่งตั้งแต่ต้น คำขอเพิกถอนที่ตั้งอยู่บนฐานสิทธินั้นย่อมอ่อนกำลังลงตามไปด้วย

6. คำถาม: คดีแบ่งสินสมรสควรเตรียมพยานหลักฐานเรื่องใดให้ศาลเชื่อที่สุด

คำตอบ: ควรเตรียมหลักฐานแหล่งที่มาของเงิน เอกสารการชำระราคา/โอนเงิน สัญญาหรือบันทึกข้อตกลงที่เกี่ยวกับการถือแทนหรือการกู้ยืม หลักฐานการครอบครองจัดการทรัพย์ และพยานบุคคลที่ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรง เพื่อให้โครงพยานสอดคล้องและน่าเชื่อถือ

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3029/2566

เมื่อจำเลยรับว่าที่ดินพิพาทจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนบุคคลอื่น จำเลยจึงไม่อาจยกข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ขึ้นอ้างได้ โจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง จำเลยปฏิเสธว่าไม่ใช่สินสมรส จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์

การจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่ากัน ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" คดีนี้เป็นฟ้องให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาเมื่อมีการหย่ากันแล้วโดยคำพิพากษาของศาล จึงต้องบังคับตามมาตรา 1532 (ข) กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้นให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า การพิจารณาการได้มาเกี่ยวกับสินสมรสจึงต้องพิจารณามาตรา 1532 (ข) ประกอบด้วย โดยหากเป็นกรณีที่มีการหย่าโดยคำพิพากษา ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรสที่จะเป็นสินสมรสจะต้องได้มาอย่างช้าสุดไม่เกินวันฟ้องหย่า จำเลยฟ้องหย่าโจทก์วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 จำเลยจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20691 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 53456 จำเลยจดทะเบียนรับโอนมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 อันเป็นการได้รับโอนมาภายหลังจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นฟ้องหย่าโจทก์แล้ว และทางนำสืบของโจทก์ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยนำเงินที่เป็นสินสมรสไปชำระค่าที่ดิน เมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้จำเลยได้มาภายหลังวันที่ฟ้องหย่า จึงไม่เป็นสินสมรสของจำเลยกับโจทก์ตามมาตรา 1574 (1) ประกอบมาตรา 1532 (ข) โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20691 และเลขที่ 53456 จากจำเลย

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 และให้จำเลยแบ่งสินสมรสที่ดินรวม 9 แปลง ได้แก่ โฉนดเลขที่ 20691 ซึ่งจำเลยแบ่งแยกเป็น 7 แปลง (โฉนดเลขที่ 58052–58058) และโฉนดเลขที่ 53456 ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากตกลงไม่ได้ให้ออกขายทอดตลาดแบ่งเงินกัน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินดังกล่าวให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ออกขายทอดตลาดหรือชดใช้ราคาทรัพย์ส่วนที่แบ่งไม่ได้ พร้อมให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมบางส่วนและค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแก้คำพิพากษา ให้แบ่งเฉพาะโฉนดเลขที่ 20691 (แปลงคง) และโฉนดเลขที่ 58052, 58053, 58054, 58056, 58057, 58058 ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากตกลงไม่ได้ให้ออกขายทอดตลาด แต่ยกส่วนที่ให้แบ่งโฉนดเลขที่ 53456 และโฉนดเลขที่ 58055 พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า คู่สมรสจดทะเบียนสมรสวันที่ 6 ธันวาคม 2549 จำเลยฟ้องหย่าวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ศาลชั้นต้นพิพากษาหย่า 19 มกราคม 2559 คดีถึงที่สุด 19 กุมภาพันธ์ 2559 และจดทะเบียนหย่า 23 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 รับโอนวันที่ 17 ธันวาคม 2558 และโฉนดเลขที่ 53456 รับโอนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ต่อมาจำเลยขายโฉนดเลขที่ 53456 วันที่ 28 มีนาคม 2559 และขายโฉนดเลขที่ 58055 วันที่ 18 ตุลาคม 2562 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินเป็นของมารดาและพี่ชาย แต่จำเลยมีชื่อในโฉนดและยอมรับว่าถือกรรมสิทธิ์แทน ย่อมไม่อาจอ้างข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ได้ และเมื่อโจทก์อ้างเป็นสินสมรส ย่อมได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1474 วรรคสอง จำเลยจึงมีภาระพิสูจน์ ซึ่งจำเลยนำสืบไม่สมกับภาระ พยานมีพิรุธและขาดหลักฐานแหล่งที่มาของเงิน ศาลจึงรับฟังว่าที่ดินเป็นของจำเลย

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวางหลักตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) ว่าผลเรื่องทรัพย์สินเมื่อหย่าโดยคำพิพากษามีผลย้อนหลังถึงวันฟ้องหย่า ทรัพย์ที่จะเป็นสินสมรสต้องได้มาไม่เกินวันฟ้องหย่า แม้ที่ดินได้มาจากการประมูลก่อน แต่กรรมสิทธิ์เกิดเมื่อจดทะเบียนรับโอน ซึ่งทั้งโฉนดเลขที่ 20691 และ 53456 จดทะเบียนรับโอนภายหลังวันฟ้องหย่า และโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยนำเงินสินสมรสไปชำระค่าที่ดิน จึงไม่เป็นสินสมรส โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่ง ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับที่ดินทั้งหมดดังกล่าว และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

ฎีกายาว

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย และให้จำเลยแบ่งสินสมรสที่ดิน 9 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 3 งาน 13 ตารางวา ซึ่งจำเลยนำไปแบ่งในนามเดิมอีก 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 58052 ถึง 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถตกลงกันได้ ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกัน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 3 งาน 13 ตารางวา ซึ่งจำเลยได้แบ่งแยกเป็นที่ดิน 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 58052 ถึง 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้นำทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ให้จำเลยชดใช้ราคาทรัพย์กึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่ไม่สามารถแบ่งได้ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยรับผิดเพียงเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (ซึ่งเป็นแปลงคง) และที่ดินโฉนดเลขที่ 58052, 58053, 58054, 58056, 58057 และ 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ดินที่จำเลยได้แบ่งในนามเดิมออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์และจำเลยตกลงกันเองก่อน หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย และที่ดินโฉนดเลขที่ 58055 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ให้จำเลยชดใช้ราคาทรัพย์กึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่ไม่สามารถแบ่งได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 จำเลยฟ้องหย่าโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้หย่าเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 และคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 โดยจำเลยไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักทะเบียนอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นั้นได้มาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 แล้วมีการแบ่งที่ดินในนามเดิมออกไปอีก 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 58052 ถึง 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นั้นได้มาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2559 จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ให้แก่นายสุวัฒน์ และวันที่ 18 ตุลาคม 2562 จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 58055 ให้แก่นางสาวปราณปริยา โดยการขายทั้งสองครั้งนั้นไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ส่วนโจทก์เคยต้องโทษจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางจังหวัดเชียงราย ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2558 ถึงเดือนตุลาคม 2561

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยมีภาระการพิสูจน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางรัตนา กับร้อยตำรวจตรีโอภาส มารดาและพี่ชายจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่าจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2558 ซึ่งต่อมามีการแบ่งในนามเดิมออกไปอีก 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 58052 ถึง 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 แต่จำเลยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสซึ่งเป็นมารดาและพี่ชายจำเลย โดยบุคคลทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แต่เพื่อความสะดวกในการทำนิติกรรม จึงให้จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทน และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีโฉนดที่ดินซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ดังนี้ เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนบุคคลอื่น แม้จำเลยจะมีชื่อในโฉนดที่ดินจำเลยก็ไม่อาจนำข้อสันนิษฐานดังกล่าวขึ้นอ้างได้ เมื่อโจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรสย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง จำเลยปฏิเสธว่าไม่ใช่สินสมรส จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าจำเลยมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยหรือเป็นของนางรัตนา และร้อยตำรวจตรีโอภาส ซึ่งเป็นมารดาและพี่ชายจำเลย เห็นว่า จำเลยนำสืบอ้างว่านางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดด้วยวิธีการประมูลราคา เพื่อความสะดวกในการทำนิติกรรมต่าง ๆ นั้น นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสมอบให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการในการทำนิติกรรมต่าง ๆ แทน รวมทั้งลงชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทน การเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทนี้จำเลยเป็นผู้เข้าประมูลซื้อในนามของจำเลยเองซึ่งพยานจำเลยทั้ง 3 ปาก ล้วนเป็นผู้ใกล้ชิดกันและเป็นผู้มีส่วนได้เสียต่อผลแห่งคดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยตรงจึงต้องรับฟังพยานจำเลยด้วยความระมัดระวัง ที่จำเลยอ้างว่าเหตุที่นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสให้จำเลยดำเนินการต่าง ๆ แทนเนื่องจากไว้วางใจจำเลย เพราะจำเลยเป็นบุตรและเป็นน้องสาว และจำเลยมีความคล่องตัวขับรถยนต์ด้วยตนเองได้ ส่วนนางรัตนาอายุมากสายตาไม่ค่อยดีและขับรถไม่เป็น และร้อยตำรวจตรีโอภาสมีงานยุ่งติดราชการตำรวจ นอกจากนี้การซื้อขายที่ดินมีการติดต่อกับหน่วยงานราชการและมีเอกสารเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมาจำเลยติดต่อค้าขายแทนนางรัตนานั้น เห็นว่าการประมูลซื้อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีราคาสูงหากนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสเป็นผู้ประมูลซื้อและเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแล้วให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแทน ซึ่งแม้จำเลยจะเป็นบุตรนางรัตนาและน้องสาวร้อยตำรวจตรีโอภาสก็ตาม แต่จำเลยยังมีคู่สมรสอยู่ซึ่งอาจส่งผลทางกฎหมายที่เสียหายต่อนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสอย่างใหญ่หลวงได้ ดังนี้เพียงเหตุผลที่ว่าจำเลยมีความคล่องตัวขับรถยนต์ด้วยตนเองได้ ส่วนนางรัตนาอายุมากสายตาไม่ค่อยดีและขับรถไม่เป็น จึงไม่สมเหตุผลเพราะข้อจำกัดต่าง ๆ ที่จำเลยอ้างมานั้น หากจำเลยต้องการช่วยเหลือนางรัตนาก็สามารถพานางรัตนาไปจัดการด้วยตนเองหรือมีการมอบอำนาจให้ทำแทนได้ รวมทั้งเหตุที่อ้างว่าร้อยตำรวจตรีโอภาสมีงานยุ่งติดราชการตำรวจก็เป็นเหตุผลที่เลื่อนลอยเพราะการรับราชการนั้นข้าราชการสามารถบริหารเวลาโดยขอลากิจหรือลาพักผ่อนเพื่อทำกิจธุระจำเป็นของตนได้ ประกอบกับร้อยตำรวจตรีโอภาสเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมเป็นผู้ที่มีความรู้ในข้อกฎหมายดีว่าการที่ให้บุคคลอื่นเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนอาจส่งผลเสียร้ายแรงอย่างไรต่อตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ที่ให้ถือกรรมสิทธิ์แทนนั้นมีคู่สมรสด้วยแล้วอาจมีผลต่อทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากับคู่สมรสของผู้ที่ให้ถือกรรมสิทธิ์แทนได้ดังเช่นคดีนี้ นอกจากนี้คำเบิกความของจำเลยที่เบิกความตอบคำซักถามทนายจำเลยก่อนทนายโจทก์ถามค้านว่า วันที่จำเลยไปประมูลซื้อที่ดินพิพาทจาก ป.ป.ส. มีตัวจำเลย มารดาจำเลยและพี่ชายจำเลยไปร่วมประมูลเพียงสามคน ไม่มีบุคคลอื่นหรือทนายความเข้าไปช่วยเหลือในการประมูล ซึ่งเป็นการเบิกความที่ขัดแย้งกับที่จำเลยเบิกความไว้ในตอนแรกว่า จำเลยเป็นผู้ไปดำเนินการประมูลซื้อที่ดินพิพาทเอง และจำเลยยังตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ขณะมีการประมูลที่ดินพิพาทจาก ป.ป.ส. พี่ชายข้าฯ เป็นผู้เข้าประมูล และประมูลได้รวม 3 แปลง แต่ต่อมาพี่ชายข้าฯ ได้ให้ข้าฯ ใส่ชื่อข้าฯ ในที่ดินพิพาทไว้แทน เหตุที่พี่ชายให้ใส่ชื่อข้าฯ ไว้แทนนั้น เพราะเดิมที่ดินพิพาทเป็นของข้าฯ แต่ถูก ป.ป.ส. ยึดไปขายทอดตลาด และพี่ชายข้าฯ ไม่สะดวกที่จะไปดำเนินการจดทะเบียนโอน รวมทั้งเบิกความว่า การลงชื่อเข้าร่วมประมูลจาก ป.ป.ส. มีการระบุชื่อข้าฯ เป็นผู้เข้าร่วมประมูล ไม่ได้ระบุชื่อมารดาและพี่ชายข้าฯ ด้วย นอกจากนี้ร้อยตำรวจตรีโอภาสก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า วันที่จำเลยและมารดาไปประมูลซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดของ ป.ป.ส. นั้น ข้าฯ เดินทางไปด้วย จำเลยเป็นผู้ลงชื่อเข้าร่วมประมูล แต่คนที่ทำหน้าที่ในการถือป้ายเสนอราคาการประมูลคือตัวข้าฯ ซึ่งคำเบิกความของร้อยตำรวจตรีโอภาสเป็นการรับว่าในการไปประมูลซื้อที่ดินพิพาทนั้นร้อยตำรวจตรีโอภาสไปด้วย จึงขัดแย้งกับเหตุผลที่จำเลยและร้อยตำรวจตรีโอภาสเบิกความไว้ว่าร้อยตำรวจตรีโอภาสให้จำเลยดำเนินการแทนเพราะติดราชการตำรวจและภริยาไม่สบาย จึงเป็นการเบิกความที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยและขัดแย้งกันเอง จึงเป็นพิรุธและไม่น่าเชื่อถือ และที่จำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสที่ให้จำเลยดำเนินการต่าง ๆ แทน โดยในการประมูลซื้อที่ดินพิพาทใช้เงินของร้อยตำรวจตรีโอภาส 3,500,000 บาท ซึ่งหากเป็นการประมูลซื้อของร้อยตำรวจตรีโอภาสจริงและใช้เงินบางส่วนของร้อยตำรวจตรีโอภาสแล้วเหตุใดจำเลยจึงต้องคืนเงิน 3,500,000 บาท ที่ใช้ในการประมูลซื้อนี้ให้แก่ร้อยตำรวจตรีโอภาสด้วย โดยจำเลยเบิกความในหน้า 4 ย่อหน้าแรกว่า "ต่อมาได้นำที่ดินแปลงตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ไปจำนองกับนายภราดรเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นเงิน 3,500,000 บาท โดยนำเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้ร้อยตำรวจตรีโอภาส" ซึ่งสอดรับกับคำเบิกความของนางรัตนาที่เบิกความว่า ได้นำที่ดินแปลงตำบลบ้านดู่ไปจำนองกับนายภราดรเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นเงิน 3,500,000 บาท โดยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปคืนให้แก่ร้อยตำรวจตรีโอภาสฯ อันเป็นข้อยืนยันที่แสดงให้เห็นว่าร้อยตำรวจตรีโอภาสมิใช่ผู้เข้าประมูลและเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทด้วย ส่วนเงินต่าง ๆ ที่นำมาจ่ายเป็นค่ามัดจำนั้นทางนำสืบของจำเลยได้ความเพียงว่านำมาจากเงินหมุนเวียนบางส่วนภายในกิจการของนางรัตนาประมาณ 1,500,000 บาท เงินของร้อยตำรวจตรีโอภาส 3,500,000 บาท และเงินที่นางรัตนากู้ยืมจากนายวินัย 1,000,000 บาท นางสาวพัชมณ 1,000,000 บาท และนางฟองนวล 800,000 บาท รวม 2,800,000 บาท นั้น เห็นว่า ในส่วนของร้อยตำรวจตรีโอภาสซึ่งมีจำนวนมากถึง 3,500,000 บาท แต่จำเลยและร้อยตำรวจตรีโอภาสไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงถึงแหล่งที่มาของเงินจำนวนดังกล่าวหรือนำเอกสารการเบิกถอนเงินจากธนาคารมาแสดงให้เห็นว่าร้อยตำรวจตรีโอภาสนำเงินจำนวนนี้มาจากที่ใด จึงเป็นคำกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุน สำหรับในส่วนของบุคคลอื่นที่จำเลยอ้างว่านางรัตนาเป็นผู้กู้ยืมมา แต่จากคำเบิกความของจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่ามีการชำระหนี้คืนแก่เพื่อน ๆ ของจำเลย โดยเป็นการชำระเต็มจำนวน และเมื่อจำเลยคืนเงินเพื่อนของจำเลยก็คืนหลักฐานการกู้ยืมให้ จากนั้นจำเลยได้ฉีกทำลายทิ้ง อันมีความหมายว่าเงินยืมดังกล่าวนั้นเป็นเงินที่จำเลยยืมจากเพื่อน ๆ ของจำเลยมิใช่นางรัตนาเป็นผู้ยืม ประกอบกับเป็นการเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน แม้จำเลย นางรัตนา และร้อยตำรวจตรีโอภาสจะอ้างในทำนองว่า เมื่อได้ชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอกหมดแล้วก็ได้รับหลักฐานการกู้ยืมกลับมาและทำลายทิ้งไปแล้ว จึงไม่มีหลักฐานการกู้เงินดังกล่าวมาแสดงนั้น ซึ่งผิดวิสัยของบุคคลที่ประกอบกิจการค้าขายเยี่ยงจำเลยที่ควรจะเก็บหลักฐานดังกล่าวหรือถ่ายภาพเก็บไว้บ้าง และแม้หากจะมีการทำลายไปแล้วจริงจำเลยก็ยังสามารถนำบุคคลที่อ้างว่าให้กู้ยืมเงินมาเป็นพยานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของจำเลยได้ แต่จำเลยมิได้นำบุคคลใดเลยมาเป็นพยาน คงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ เท่านั้น พยานหลักฐานของจำเลยจึงเป็นคำเบิกความที่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนทำให้มีน้ำหนักน้อย ส่วนที่นางรัตนาเบิกความว่า ในการประกอบกิจการของตนเงินหมุนเวียนบางส่วนได้มาจากการที่นางรัตนานำที่ดินพร้อมบ้านไปจำนองแก่นายสุไผทเป็นเงิน 6,000,000 บาท มีวงเงินที่ใช้ได้ 5,000,000 บาท นั้น แต่จากสัญญาจำนองปรากฏว่านางรัตนาทำสัญญาจำนองตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2557 ซึ่งทำก่อนที่ที่ดินพิพาทซึ่งเคยเป็นของจำเลยมาก่อนจะถูกโอนมาเป็นของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและก่อนที่จำเลยจะเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทถึง 1 ปี 4 เดือน จึงไม่น่าเชื่อว่าเงินที่ได้จากการจำนองดังกล่าวจะเป็นเงินที่นางรัตนาใช้เป็นเงินมัดจำที่ดินที่ประมูลดังกล่าว และนอกจากนี้การที่จำเลยเป็นผู้จัดการรวบรวมเงินชำระหนี้ที่อ้างว่านางรัตนากู้ยืมมาเองโดยทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่านางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสให้จำเลยจัดการหรือรู้เห็นให้จำเลยดำเนินการด้วย ซึ่งพฤติการณ์ที่จำเลยปฏิบัติเสมือนหนึ่งเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ของตัวจำเลยเองโดยจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 และ 53456 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทไปทำนิติกรรมด้วยตนเองหลายครั้ง คือ การนำที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 จดทะเบียนจำนองแก่นายภราดรเป็นเงิน 3,500,000 บาท ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 หลังจากนั้นจำเลยก็ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ให้แก่นายสุวัฒน์เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2559 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ไถ่ถอนจำนองกับนายภราดร โดยอ้างว่านำเงินส่วนที่เหลือไปใช้คืนนางวิมลศรี 1,200,000 บาท คืนให้นายวินัย 1,000,000 บาท คืนให้นางสาวพัชมณ 1,000,000 บาท และคืนให้นางฟองนวล 800,000 บาท สำหรับการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 จำเลยขายให้แก่นายอานนท์ และมีข้อตกลงกันว่านายอานนท์จะชำระเงินไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 6,000,000 บาท แล้วนำที่ดินไปแบ่งแยกเป็นแปลงเล็กหลายแปลง จากนั้นนายอานนท์จะลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายพร้อมที่ดินดังกล่าวแล้วให้นางรัตนากับร้อยตำรวจตรีโอภาสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน 1 ห้อง ส่วนที่เหลือเมื่อขายได้แล้วให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อโดยเงินที่ขายได้ตกเป็นของนายอานนท์ทั้งหมด และเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2561 จำเลยได้รับเงินจากนายอานนท์ 6,000,000 บาท จึงนำไปไถ่ถอนจำนองในวันเดียวกัน นายอานนท์ขายอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 58055 ให้แก่นางสาวปราณปริยาโดยจดทะเบียนโอนวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ซึ่งการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยลำพังของจำเลยและการจัดการชำระหนี้เกี่ยวกับที่ดินพิพาทของจำเลยดังกล่าวข้างต้นนั้นมีลักษณะเหมือนเป็นการซื้อที่ดินและจัดการหนี้สินของตนเองมากกว่าจะเป็นการดำเนินการแทนผู้อื่น พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่สมเหตุผล ดูมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ข้ออ้างในเรื่องการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 กับนายอานนท์โดยมีการตกลงว่านายอานนท์จะชำระเงินไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 6,000,000 บาท แล้วนำที่ดินไปแบ่งแยกเป็นแปลงเล็กหลายแปลง จากนั้นนายอานนท์จะลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายพร้อมที่ดินดังกล่าวแล้วให้แก่นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน 1 ห้อง ส่วนที่เหลือเมื่อขายได้แล้วให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อโดยเงินที่ขายได้ตกเป็นของนายอานนท์ทั้งหมดนั้น ในข้อนี้จำเลยคงมีแต่สำเนารายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ซึ่งจำเลยอ้างว่านายอานนท์โอนเงินมาให้จำเลยเพื่อไปไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ในวันที่ 21 มีนาคม 2561 มาเป็นพยานเท่านั้น โดยจำเลยไม่ได้นำนายอานนท์มาเป็นพยานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ประกอบกับหากนายอานนท์นำเงิน 6,000,000 บาท ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวแล้วมีการแบ่งแยกเป็นแปลงเล็กหลายแปลง และนายอานนท์ยังต้องลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายอีกซึ่งคงจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่ปรากฏว่าจำเลยกับนายอานนท์ทำบันทึกข้อตกลงกันเป็นหนังสือหรือมีการนำนายอานนท์มาเป็นพยานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของจำเลย คำเบิกความของจำเลยจึงเลื่อนลอยไม่สมเหตุผล เมื่อพิจารณาคำเบิกความของจำเลย นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสทั้งหมดโดยตลอดแล้ว เห็นว่า คำเบิกความของจำเลย นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสไม่น่าเชื่อถือและมีน้ำหนักน้อย จำเลยจึงนำสืบไม่สมกับที่มีภาระการพิสูจน์ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่อาจรับฟังได้ตามที่จำเลยกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทคดีนี้เป็นของนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสโดยร่วมกันซื้อมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าที่ดินพิพาทซึ่งรวมถึงที่ดินที่แบ่งในนามเดิมอีก 7 แปลง เป็นของจำเลยนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่วินิจฉัยไปข้างต้นว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทรวมถึงที่ดินที่แบ่งในนามเดิมอีก 7 แปลง ด้วยการประมูลซื้อมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การที่ที่ดินพิพาทจะเป็นสินสมรสก็ต่อเมื่อจำเลยได้ที่ดินพิพาทมาในระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) แต่อย่างไรก็ตามการสมรสของโจทก์และจำเลยได้สิ้นสุดลงแล้วด้วยการที่จำเลยยื่นฟ้องหย่าโจทก์และศาลมีคำพิพากษาให้หย่า ซึ่งการจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่ากันนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" ดังนี้ เมื่อคดีนี้เป็นฟ้องให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาเมื่อมีการหย่ากันแล้วโดยคำพิพากษาของศาลจึงต้องบังคับตามมาตรา 1532 (ข) กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้นให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า ซึ่งการพิจารณาการได้มาเกี่ยวกับสินสมรสนอกจากจะต้องพิจารณามาตรา 1474 (1) ว่าเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรสแล้วจะต้องพิจารณามาตรา 1532 (ข) ประกอบด้วย โดยหากเป็นกรณีที่มีการหย่าโดยคำพิพากษา ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรสที่จะเป็นสินสมรสจะต้องได้มาอย่างช้าสุด ไม่เกินวันฟ้องหย่าด้วย โดยคดีที่จำเลยฟ้องหย่าโจทก์มีการยื่นฟ้องในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ส่วนที่ดินพิพาทจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 จำเลยรับโอนมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 อันเป็นการได้รับโอนมาภายหลังจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นฟ้องหย่าโจทก์แล้ว แต่อย่างไรก็ตามที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวจำเลยได้มาจากการประมูลซื้อทอดตลาดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2558 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 จำเลยชำระค่าที่ดินที่เหลือ 4,237,500 บาท ในวันที่ 30 ตุลาคม 2558 และจดทะเบียนโอนในวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 จำเลยชำระค่าที่ดินที่เหลือ 7,222,500 บาท ในวันที่ 29 มกราคม 2559 และจดทะเบียนรับโอนในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ดังนี้ ถือว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ในวันที่ 17 ธันวาคม 2558 และได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 อันเป็นการได้มาภายหลังจากที่จำเลยฟ้องหย่าโจทก์ และทางนำสืบของโจทก์ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยนำเงินที่เป็นสินสมรสไปชำระค่าที่ดิน เมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้จำเลยได้มาภายหลังวันที่ฟ้องหย่า จึงไม่เป็นสินสมรสของจำเลยกับโจทก์ตามมาตรา 1574 (1) ประกอบมาตรา 1532 (ข) โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20691 และเลขที่ 53456 จากจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (ซึ่งเป็นแปลงคง) และที่ดินโฉนดเลขที่ 58052, 58053, 58054, 58055, 85056, 59057 และ 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ดินที่จำเลยได้แบ่งในนามเดิมออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 และที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นรายละเอียด ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (ซึ่งเป็นแปลงคง) และที่ดินโฉนดเลขที่ 58052, 58053, 58054, 58055, 85056, 59057 และ 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ดินที่จำเลยได้แบ่งในนามเดิมออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 และที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

*ประเด็นทางกฎหมายในคดีนี้

(ก) ภาระการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน

ตามมาตรา 1373 ป.พ.พ. หากชื่อในโฉนดระบุว่าใครเป็นเจ้าของ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่หากบุคคลนั้นยอมรับว่าตนถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น จะไม่สามารถใช้ข้อสันนิษฐานนี้อ้างเพื่อปฏิเสธสิทธิของผู้อื่นได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยรับว่าเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน จึงมีภาระต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าทรัพย์สินเป็นของบุคคลที่ตนกล่าวอ้าง ไม่ใช่ของตนเอง

(ข) การสันนิษฐานสินสมรส

มาตรา 1474 วรรคสอง กำหนดว่า ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสให้สันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินส่วนตัว หากจำเลยปฏิเสธว่าไม่ใช่สินสมรส จำเลยต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์

(ค) ผลย้อนหลังของคำพิพากษาหย่า

มาตรา 1532 (ข) กำหนดว่าหากหย่าโดยคำพิพากษาศาล คำพิพากษาส่วนทรัพย์สินให้มีผลย้อนหลังถึงวันฟ้องหย่า ดังนั้น หากคู่สมรสได้ทรัพย์สินหลังวันฟ้องหย่า ทรัพย์สินนั้นจะไม่ถือเป็นสินสมรส

(ง) การได้มาของที่ดินหลังฟ้องหย่า

แม้การชำระเงินค่าที่ดินบางส่วนเกิดขึ้นก่อนฟ้องหย่า แต่หากการโอนกรรมสิทธิ์เกิดหลังวันฟ้องหย่า ทรัพย์สินดังกล่าวไม่ถือเป็นสินสมรสตามหลักกฎหมาย เนื่องจากกรรมสิทธิ์สมบูรณ์จึงเกิดขึ้นภายหลังฟ้องหย่า

(จ) ภาระการนำสืบของจำเลย

เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของมารดาและพี่ชาย จำเลยต้องมีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน แต่พยานหลักฐานที่นำสืบไม่เพียงพอและมีความขัดแย้งกันเอง ศาลจึงไม่รับฟัง

(ฉ) หลักการคุ้มครองคู่สมรส

แนวคำพิพากษานี้ยืนยันหลักการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสฝ่ายที่เสียเปรียบ โดยให้คู่สมรสที่มีชื่อในทรัพย์สินเป็นผู้พิสูจน์ หากปฏิเสธว่าไม่ใช่สินสมรส ทั้งยังป้องกันการอ้างถือกรรมสิทธิ์แทนเพื่อหลีกเลี่ยงการแบ่งสินสมรส




สินสมรส

แยกสินสมรสจากกิจการบริษัทที่เป็นนิติบุคคลและเงื่อนไขตามกฎหมาย
บ้านมรดกเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส สิทธิร้องขัดทรัพย์ของคู่สมรส(ฎีกา 2467/2549)
เงินประกันชีวิตเป็นสินสมรสหรือมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 4239/2558)
สินสมรส & ดอกผล มาตรา 148, คุ้มครองชั่วคราว,(ฎีกา 10361/2557)
(ฎีกาที่ 1319/2568)การแบ่งสินสมรส บ้านและที่ดินหลังหย่า
สามีมีชู้เสียชีวิตระหว่างฎีกา สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทนยังคงอยู่หรือไม่(ฎีกา4977/2565)
ฎีกาที่ 4837/2567: สิทธิเรียกคืนสินสมรสและทรัพย์มรดกจากการโอนโดยมิชอบ พร้อมข้อวินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนเป็นสินสมรส
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6063/2567 การแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และขั้นตอนบังคับคดีตามมาตรา 1364
อำนาจผู้จัดการมรดก, อำนาจสามีขายสินสมรสโดยลำพัง
เงินประกันชีวิตระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ต้องคืนส่วนครึ่งหนึ่งให้อดีตคู่สมรส
การตีความหนังสือแบ่งทรัพย์สินตามเจตนาที่แท้จริง ป.พ.พ. มาตรา 171
บันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเรื่องแบ่งสินสมรส, การแบ่งสินสมรสในการหย่า, ส่วนควบ
ข้อตกลงตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่าให้คู่หย่าฝ่ายชายจัดการสินสมรสและภาระหนี้สิน
ภริยายินยอมให้ใส่ชื่อสามีฝ่ายเดียวในที่ดินสินสมรสเป็นการให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้า
สามีโจทก์ได้สมยอมแกล้งเป็นหนี้พี่สาวแล้วทำสัญญายอมความยึดสินสมรส
เงินสินส่วนตัวซื้อที่ดินและปลูกบ้านระหว่างสมรส ทรัพย์เป็นของใคร
ทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียวเป็นสินสมรส
ข้อตกลงเรื่องการหย่าและข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน(สินสมรส)
ฟ้องแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างสินสมรสระหว่างคนไทยและคนต่างด้าว
ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสมีชื่อภรรยาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คนเดียว
ขณะทำพินัยกรรมจดทะเบียนหย่ากันแล้วพินัยกรรมไม่เป็นโมฆะ