ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คดีที่ดินมรดกและผลผูกพันของคำพิพากษาในคดีเดิม ผู้สืบสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนและจำนองที่ดินได้หรือไม่ เมื่อประเด็นสิทธิได้ยุติไปแล้ว

ฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินได้หรือไม่, ผู้สืบสิทธิของคู่ความเดิมถูกผูกพันตามคำพิพากษาหรือไม่, ผู้จัดการมรดกมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพียงใด, สัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทเดิมหรือไม่, คำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันทายาทหรือผู้รับสิทธิหรือไม่, ที่ดินสินสมรสตามกฎหมายเดิมโอนขายได้โดยลำพังหรือไม่, ผู้สืบสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอนขายที่ดินมรดกได้หรือไม่, ฟ้องเพิกถอนการจำนองที่ดินภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดได้หรือไม่, ป.วิ.แพ่ง มาตรา 145

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในคดีมรดกและที่ดินว่า เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และอำนาจของผู้จัดการมรดก ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยไว้แล้ว บุคคลผู้สืบสิทธิจากคู่ความเดิมจะยังมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอนขาย การให้โดยเสน่หา การแบ่งแยก และการจำนองที่ดินดังกล่าวได้อีกหรือไม่ คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า หากข้อเท็จจริงและฐานสิทธิสำคัญได้ยุติไปแล้วโดยคำพิพากษาเดิม ผู้สืบสิทธิย่อมถูกผูกพันตามผลของคำพิพากษานั้น ไม่อาจนำประเด็นเดิมกลับมาโต้แย้งใหม่เพื่อขอเพิกถอนนิติกรรมที่ต่อเนื่องจากสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ได้มาโดยชอบได้ อีกทั้งยังสะท้อนหลักเรื่องอำนาจผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้ผู้ตาย ตลอดจนผลระงับของสัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญ

สรุปข้อเท็จจริง

คดีนี้มีที่มาจากที่ดินพิพาทจำนวนมากในเขตตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นทรัพย์ที่นายสดและนาง น. ได้มาระหว่างสมรสกัน ภายหลังนายสดถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม ศาลตั้งจำเลยที่ 20 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสด ต่อมาจำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดก อ้างว่านายสดได้ทำสัญญาขายที่ดินไว้ก่อนตาย และต่อมาคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 โดยกำหนดวิธีโอนที่ดินและการชำระราคาเป็นงวด

หลังจากนั้น ได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบางแปลงแก่จำเลยที่ 1 แล้วมีการโอนให้โดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 2 มีการแบ่งแยกโฉนด การจำนอง และการโอนต่อไปยังจำเลยอื่น ๆ หลายราย ส่วนที่ดินงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ก็มีข้อพิพาทต่อเนื่องในชั้นบังคับคดี จนนำไปสู่คำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับที่วินิจฉัยว่า บางงวดจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ในบางงวดจำเลยที่ 20 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ทำให้จำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิบังคับให้โอนที่ดินส่วนที่เหลือได้

ต่อมานาง น. กับพวก ฟ้องขอแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดกของนายสด ศาลฎีกาในคดีหนึ่งวินิจฉัยรับรองสิทธิของนาง น. ว่ามีส่วนในที่ดินพิพาทสองในสามส่วน และอีกหนึ่งในห้าของหนึ่งในสามส่วนที่เหลือ แต่ในอีกคดีหนึ่งซึ่งนาง น. ฟ้องจำเลยที่ 20 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม ศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่า สัญญาจะซื้อจะขายเดิมได้ระงับไปแล้วด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 852 นายสดมีอำนาจทำสัญญาเกี่ยวกับสินบริคณห์ได้โดยลำพังตามกฎหมายเดิม และจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อชำระหนี้ของผู้ตายและจัดการทรัพย์มรดกตามมาตรา 1719 ได้โดยชอบ

โจทก์ในคดีนี้เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของนาง น. จึงฟ้องจำเลยทั้ง 22 ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทุกประเภทที่เกิดสืบเนื่องจากสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ทั้งการโอนขาย การให้โดยเสน่หา การแบ่งแยก และการจำนอง พร้อมขอให้โอนกรรมสิทธิ์กลับคืนแก่โจทก์หรือชดใช้เป็นราคาแทน แต่ศาลต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ยังมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเหล่านี้อยู่หรือไม่ เมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมวินิจฉัยประเด็นสิทธิไว้อย่างชัดเจนแล้ว

คำวินิจฉัย

ประเด็นแรก คือ โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินพิพาทหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนเกิดคดีนี้ นาง น. เคยฟ้องจำเลยที่ 20 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 20 โอนขายที่ดินส่วนที่เป็นสินสมรสของนาง น. โดยไม่ได้รับความยินยอม การวินิจฉัยในคดีก่อนถึงที่สุดแล้วว่า สัญญาจะซื้อจะขายเดิมได้ระงับไปด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 852 และการที่จำเลยที่ 20 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความขายที่ดินแก่จำเลยที่ 1 เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 มิใช่การกระทำนอกเหนือหน้าที่

เมื่อคดีเดิมได้วินิจฉัยไว้เช่นนี้ ข้อเท็จจริงสำคัญจึงยุติแล้วว่า นายสดได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 จริง และจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย ผลของคำพิพากษาย่อมผูกพันนาง น. รวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนาง น. ตลอดจนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 20 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง

ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจย้อนกลับมาโต้เถียงข้อเท็จจริงเดิมว่า นายสดไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 หรือว่าจำเลยที่ 20 โอนขายที่ดินส่วนของนาง น. โดยมิชอบ เพราะประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ยุติและมีผลผูกพันแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์โดยชอบ ย่อมมีสิทธิโอนกรรมสิทธิ์ต่อแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้ และผู้รับโอนเหล่านั้นก็ย่อมมีสิทธิจดทะเบียนทำนิติกรรมต่อเนื่อง รวมทั้งการจำนองและการแบ่งแยกได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินพิพาทตามฟ้อง

ประเด็นที่สอง คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 ซึ่งรับรองสิทธิของนาง น. ในที่ดินพิพาท จะทำให้โจทก์ยังมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาดังกล่าวเป็นเพียงการรับรองสิทธิของนาง น. ที่มีต่อทายาทและต่อจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดเท่านั้น มิได้เป็นการตัดสิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับโอนโดยชอบตามผลของสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมที่มีผลถึงที่สุดแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากการจัดการมรดกของจำเลยที่ 20 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือแก่ผู้มีสิทธิในทรัพย์สิน โจทก์ย่อมอาจมีสิทธิไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 20 เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ใช่สิทธิที่จะมาฟ้องเพิกถอนนิติกรรมต่อเนื่องที่เกิดจากกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้มาโดยชอบแล้ว

ประเด็นที่สาม คือ ปัญหาเรื่องค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคราวที่ศาลอุทธรณ์เคยยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและย้อนสำนวนไปให้พิจารณาใหม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเฉพาะปัญหาตามอุทธรณ์คำสั่ง มิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์คำพิพากษา อุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียง 200 บาท และเมื่อโจทก์ได้ชำระค่าขึ้นศาลตามอุทธรณ์คำสั่งครบถ้วนแล้ว ศาลจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์คำพิพากษาจำนวน 200,100 บาทแก่โจทก์

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

หลักกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ “ผลผูกพันของคำพิพากษาเดิม” และ “ขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก” ศาลฎีกาแยกชัดเจนว่า เมื่อคดีก่อนวินิจฉัยประเด็นสิทธิสำคัญไว้ถึงที่สุดแล้ว ผู้สืบสิทธิย่อมตกอยู่ภายใต้ผลผูกพันของคำพิพากษาเดิมตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ไม่อาจนำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเดิมมาฟ้องใหม่ในรูปแบบอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงผลของคำพิพากษาได้

พร้อมกันนั้น ศาลยังยืนยันหลักตามมาตรา 1719 ว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจกระทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์มรดก ชำระหนี้ผู้ตาย และแบ่งปันทรัพย์สินส่วนที่เหลือให้ทายาท การที่ผู้จัดการมรดกทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อปฏิบัติตามภาระผูกพันที่ผู้ตายก่อไว้ก่อนถึงแก่ความตาย จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในขอบเขตกฎหมาย มิใช่การกระทำเกินอำนาจ

อีกหลักหนึ่งคือ ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 852 ซึ่งทำให้สิทธิเรียกร้องหรือข้อพิพาทเดิมระงับไปและถูกแทนที่ด้วยนิติสัมพันธ์ใหม่ตามข้อตกลงประนีประนอม เมื่อศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ข้อพิพาทเดิมยิ่งยุติอย่างเด็ดขาด การจะฟ้องเพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาดังกล่าวภายหลังย่อมทำได้จำกัดมาก และไม่อาจทำได้เพียงเพราะผู้สืบสิทธิไม่พอใจผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้น

เจตนารมณ์ของมาตราที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มีเจตนารมณ์เพื่อให้ข้อพิพาทที่ศาลวินิจฉัยแล้วถึงที่สุดมีความแน่นอน เป็นหลักประกันความสงบเรียบร้อยของกระบวนพิจารณา และป้องกันมิให้คู่ความหรือผู้สืบสิทธินำประเด็นเดิมกลับมาฟ้องซ้ำหรือโต้เถียงใหม่ไม่รู้จบ หากเปิดโอกาสให้ผู้สืบสิทธิฟ้องใหม่ในประเด็นที่ศาลวินิจฉัยไปแล้ว ย่อมทำให้คำพิพากษาถึงที่สุดหมดความศักดิ์สิทธิ์ และกระทบต่อความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์ในทางทรัพย์สินอย่างร้ายแรง

มาตรา 1719 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีเจตนารมณ์ให้อำนาจผู้จัดการมรดกในการบริหารจัดการกองมรดกอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการชำระหนี้ของผู้ตายและการรักษาทรัพย์สินของกองมรดก หากผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจเพียงพอ การจัดการมรดกจะหยุดชะงัก ทรัพย์สินอาจสูญเสียหรือเกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้และทายาทได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลรับรองว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อชำระภาระผูกพันของผู้ตาย เป็นการกระทำภายในหน้าที่อันจำเป็นของผู้จัดการมรดก

มาตรา 852 มีเจตนารมณ์ให้การประนีประนอมยุติข้อพิพาทเดิมโดยเด็ดขาด และทำให้คู่สัญญาต่างต้องผูกพันตามข้อตกลงใหม่ ศาลฎีกาในคดีนี้และคดีก่อนที่เกี่ยวข้องยึดถือหลักดังกล่าวอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ เมื่อมีสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว สิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายเดิมย่อมระงับไป และไม่อาจรื้อฟื้นกลับขึ้นมาอ้างเพื่อล้มผลของสัญญาประนีประนอมในภายหลังได้

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องในคดีนี้มีหลายฉบับและเชื่อมโยงกันเป็นโครงสร้างเดียว ได้แก่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3594/2527 และ 4188/2533 ซึ่งวินิจฉัยข้อพิพาทเรื่องการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในแต่ละงวด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 ซึ่งรับรองสิทธิของนาง น. ในฐานะภริยาและผู้มีส่วนในที่ดินพิพาท และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2546 ซึ่งมีความสำคัญยิ่ง เพราะวินิจฉัยชัดว่า จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความและโอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ได้โดยชอบ คดี 3502/2564 จึงเป็นการต่อยอดและตอกย้ำผลผูกพันของแนววินิจฉัยดังกล่าว

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   ภายหลังศาลอุทธรณ์เคยย้อนสำนวนกลับมาให้พิจารณาใหม่ และมีการถอนฟ้องจำเลยบางรายออกจากคดีแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษายืน เห็นพ้องว่าประเด็นสิทธิสำคัญเกี่ยวกับสัญญาประนีประนอมยอมความ การโอนขายที่ดิน และอำนาจของผู้จัดการมรดก ได้ถูกวินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ต่อเนื่องจากสิทธิดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

   พิพากษายืนในส่วนผลแห่งคดี โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินพิพาทตามฟ้อง เพราะถูกผูกพันด้วยคำพิพากษาเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แต่แก้ไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม โดยให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200,100 บาทแก่โจทก์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า การใช้สิทธิฟ้องคดีในเรื่องทรัพย์มรดกและที่ดินมิได้ขึ้นอยู่เพียงกับการอ้างว่าเป็นทายาทหรือเป็นผู้จัดการมรดกเท่านั้น หากแต่ต้องพิจารณาก่อนว่า “ฐานสิทธิ” ที่จะนำมาอ้างยังคงมีอยู่ตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อประเด็นสิทธิสำคัญได้ถูกวินิจฉัยโดยคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมเกิดผลผูกพันทั้งแก่คู่ความเดิมและผู้สืบสิทธิ ผู้สืบสิทธิไม่อาจอาศัยสถานะของตนยกประเด็นเดิมมารื้อฟื้นเป็นคดีใหม่เพื่อเพิกถอนผลของนิติกรรมที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษาเดิมได้

ในเชิงหลักกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำว่า “ผลผูกพันของคำพิพากษา” เป็นหลักแห่งความมั่นคงในระบบยุติธรรม มิใช่เพียงหลักทางเทคนิคในกระบวนพิจารณาเท่านั้น แต่เป็นหลักที่คุ้มครองความแน่นอนแห่งสิทธิในทรัพย์สิน การโอนกรรมสิทธิ์ และความน่าเชื่อถือของทะเบียนสิทธิในที่ดิน หากเปิดโอกาสให้มีการย้อนโต้แย้งประเด็นเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย่อมกระทบต่อความมั่นคงของระบบทะเบียนอสังหาริมทรัพย์โดยตรง

อีกประการหนึ่ง คดีนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้จัดการมรดกมิใช่เพียงผู้ดูแลทรัพย์สินในเชิงรับ แต่เป็นผู้มีอำนาจเชิงรุกในการจัดการภาระหนี้สินของผู้ตาย ตลอดจนการดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้การบริหารกองมรดกบรรลุผล การกระทำของผู้จัดการมรดกจึงต้องวินิจฉัยจากวัตถุประสงค์และขอบเขตหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่พิจารณาเพียงผลทางทรัพย์สินที่กระทบต่อทายาทบางฝ่ายเท่านั้น

ท้ายที่สุด คดีนี้ยังสอนในทางปฏิบัติว่า หากผู้มีสิทธิในกองมรดกเห็นว่าผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ ควรเลือกใช้สิทธิทางคดีให้ตรงกับฐานกฎหมายที่แท้จริง เช่น ฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือฟ้องว่ากล่าวเอาแก่ผู้จัดการมรดกโดยตรง มิใช่ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมปลายทางโดยละเลยข้อผูกพันจากคำพิพากษาเดิม เพราะการใช้สิทธิผิดฐาน อาจทำให้คดีแพ้ตั้งแต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องได้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลผูกพันของคำพิพากษาศาลฎีกาเดิม และอำนาจของผู้จัดการมรดกในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อจัดการทรัพย์มรดกและชำระหนี้ของผู้ตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดรับรองแล้วว่า ผู้ตายได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 จริง และผู้จัดการมรดกมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนขายที่ดินดังกล่าวได้โดยชอบ ผู้สืบสิทธิของคู่ความเดิมย่อมถูกผูกพันตามคำพิพากษานั้น ไม่อาจนำประเด็นเดิมกลับมาฟ้องเพิกถอนการโอน การให้โดยเสน่หา หรือการจำนองที่ดินที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากกรรมสิทธิ์ของผู้รับโอนโดยชอบได้

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ผลผูกพันของคำพิพากษาเดิม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง

   แก่นของคดีอยู่ที่ว่า ข้อเท็จจริงและฐานสิทธิสำคัญได้ถูกวินิจฉัยโดยคำพิพากษาศาลฎีกาก่อนหน้าไปแล้ว ผู้สืบสิทธิในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของคู่ความเดิมจึงถูกผูกพันด้วย ไม่อาจโต้เถียงข้อเท็จจริงเดิมซ้ำอีก หรือเปลี่ยนรูปคำขอมาเป็นฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ต่อเนื่องจากผลของคำพิพากษาเดิมได้

2. อำนาจผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ประกอบมาตรา 852

   ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ผู้จัดการมรดกทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อโอนขายที่ดินตามภาระผูกพันที่ผู้ตายก่อไว้ก่อนตาย เป็นการกระทำในขอบเขตหน้าที่ที่จำเป็นเพื่อชำระหนี้และจัดการกองมรดกโดยชอบ มิใช่การกระทำเกินอำนาจ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลระงับข้อพิพาทเดิมแล้ว ย่อมก่อให้เกิดฐานสิทธิใหม่ที่คู่กรณีและผู้สืบสิทธิต้องเคารพ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-ผู้สืบสิทธิของคู่ความเดิมจะฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินได้หรือไม่ หากคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

   คำตอบ

   โดยหลักแล้ว หากคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยประเด็นสิทธิในที่ดินหรือความชอบด้วยกฎหมายของนิติกรรมไว้แล้ว ผู้สืบสิทธิของคู่ความเดิม เช่น ทายาท ผู้รับโอนสิทธิ หรือผู้จัดการมรดก ย่อมถูกผูกพันด้วยผลของคำพิพากษานั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การจะนำคดีมาฟ้องใหม่เพื่อเพิกถอนการโอน การให้โดยเสน่หา หรือการจำนองที่ต่อเนื่องจากสิทธิซึ่งศาลได้วินิจฉัยว่าชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมทำไม่ได้ เพราะเป็นการย้อนกลับมาโต้แย้งข้อเท็จจริงหรือฐานสิทธิที่ยุติไปแล้ว เว้นแต่จะมีฐานสิทธิใหม่หรือข้อกฎหมายใหม่ที่มิใช่ประเด็นเดียวกับที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้วอย่างแท้จริง

2. คำถาม-ผู้จัดการมรดกมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์มรดกได้เพียงใด

   คำตอบ

   ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกเท่าที่จำเป็นเพื่อรวบรวม รักษา จำหน่าย ชำระหนี้ และแบ่งปันทรัพย์สินแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 หากผู้ตายมีหนี้หรือภาระผูกพันทางสัญญาก่อนถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจเข้าดำเนินการแทนกองมรดก รวมถึงการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อยุติข้อพิพาทหรือปฏิบัติตามภาระผูกพันของผู้ตายได้ ตราบใดที่การกระทำนั้นอยู่ในขอบเขตหน้าที่และมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์แห่งการจัดการกองมรดก มิใช่เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือกระทำเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้

3. คำถาม-สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลอย่างไรต่อสิทธิเดิมของคู่กรณี

   คำตอบ

   สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อยุติข้อพิพาทหรือความไม่แน่นอนแห่งสิทธิของคู่สัญญา เมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว สิทธิเรียกร้องหรือข้อพิพาทเดิมย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 และถูกแทนที่ด้วยข้อตกลงใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากศาลมีคำพิพากษาตามยอมด้วยแล้ว ข้อผูกพันดังกล่าวยิ่งมีผลเด็ดขาดมากขึ้น คู่กรณีและผู้สืบสิทธิจึงไม่อาจกลับไปยกข้อพิพาทเดิมขึ้นอ้างเพื่อทำลายผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ เว้นแต่จะมีเหตุที่กฎหมายเปิดช่องไว้อย่างจำกัดจริง ๆ

4. คำถาม-หากคำพิพากษาเดิมรับรองสิทธิของภริยาในที่ดินสินสมรสไว้ เหตุใดผู้สืบสิทธิยังแพ้คดีเพิกถอนการโอน

   คำตอบ

   เพราะการรับรองสิทธิของภริยาในคดีหนึ่ง มิได้หมายความว่าเธอหรือผู้สืบสิทธิจะสามารถเพิกถอนนิติกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับที่ดินได้โดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาด้วยว่าในคดีอื่นที่เกี่ยวพันกัน ศาลได้วินิจฉัยถึงที่สุดหรือไม่ว่า การโอนขายหรือการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลฎีกาเคยวินิจฉัยแล้วว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความและโอนขายที่ดินได้โดยชอบ ผู้สืบสิทธิจึงถูกผูกพันตามผลของคดีนั้น การรับรองสิทธิในอีกคำพิพากษาหนึ่งจึงอาจใช้เป็นฐานไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้จัดการมรดกได้ แต่ไม่เพียงพอที่จะเพิกถอนสิทธิของผู้รับโอนซึ่งได้กรรมสิทธิ์โดยชอบไปแล้ว

5. คำถาม-หากเห็นว่าผู้จัดการมรดกจัดการทรัพย์มรดกผิดพลาด ควรใช้สิทธิฟ้องอย่างไร

   คำตอบ

   หากผู้มีส่วนได้เสียเห็นว่าผู้จัดการมรดกจัดการทรัพย์มรดกโดยมิชอบ ใช้อำนาจเกินขอบเขต หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก ควรพิจารณาฐานสิทธิให้ชัดก่อนฟ้อง เช่น อาจฟ้องให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ฟ้องถอดถอนผู้จัดการมรดก หรือฟ้องให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือบัญชีทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี แต่ถ้าจะฟ้องเพิกถอนนิติกรรมปลายทางที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลรับรองไว้แล้ว ย่อมติดปัญหาเรื่องผลผูกพันของคำพิพากษาและอำนาจฟ้องอย่างมาก ดังนั้น การเลือกฐานคดีให้ตรงกับความเสียหายที่แท้จริงจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในคดีมรดก

6. คำถาม-การโอนให้โดยเสน่หาและการจำนองภายหลังการรับโอนกรรมสิทธิ์จะถูกเพิกถอนได้หรือไม่

   คำตอบ

   ต้องพิจารณาก่อนว่า ผู้โอนเดิมมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินโดยชอบหรือไม่ หากผู้โอนได้รับกรรมสิทธิ์โดยชอบจากคำพิพากษาหรือจากนิติกรรมที่ศาลได้วินิจฉัยรับรองแล้ว การโอนให้โดยเสน่หา การขายต่อ การแบ่งแยก หรือการจำนองที่เกิดขึ้นภายหลัง ย่อมเป็นนิติกรรมที่อาศัยฐานสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีนิติกรรมใดเป็นโมฆะ โมฆียะ หรือเกิดจากการฉ้อฉลโดยมีฐานกฎหมายเฉพาะ การฟ้องเพิกถอนจะทำไม่ได้เพียงเพราะโจทก์เชื่อว่าตนเคยมีสิทธิดีกว่า หากสิทธินั้นได้ถูกคำพิพากษาถึงที่สุดตัดตอนหรือจำกัดไว้แล้ว

7. คำถาม-ผลผูกพันของคำพิพากษาตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ครอบคลุมถึงใครบ้าง

    คำตอบ

    ผลผูกพันของคำพิพากษาครอบคลุมไม่เฉพาะคู่ความที่ปรากฏชื่อในคดีเดิมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคคลผู้สืบสิทธิจากคู่ความในเรื่องแห่งคดีนั้นด้วย เช่น ทายาท ผู้รับโอนสิทธิ หรือผู้เข้ามาแทนที่คู่ความเดิมในฐานะผู้จัดการมรดก หลักการนี้มีขึ้นเพื่อให้ข้อพิพาทที่ศาลวินิจฉัยแล้วเกิดความเด็ดขาดและไม่เปิดช่องให้เปลี่ยนตัวบุคคลแล้วนำประเด็นเดิมกลับมาฟ้องใหม่ อย่างไรก็ดี ผลผูกพันดังกล่าวย่อมจำกัดอยู่ในขอบเขตของประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไว้จริง หากเป็นสิทธิใหม่หรือเหตุแห่งคดีใหม่ที่ต่างออกไปโดยแท้จริง ก็อาจไม่อยู่ในบังคับของหลักผูกพันดังกล่าว

8. คำถาม-เหตุใดศาลฎีกาจึงสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ แม้โจทก์แพ้คดีในประเด็นหลัก

    คำตอบ

    เพราะประเด็นเรื่องค่าขึ้นศาลเป็นเรื่องกฎหมายวิธีพิจารณาที่แยกจากผลแพ้ชนะในเนื้อหาคดี ศาลฎีกาเห็นว่า ในครั้งที่ศาลอุทธรณ์ยกคำสั่งและย้อนสำนวนไปให้พิจารณาใหม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์คำสั่ง มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์คำพิพากษา จึงถือว่าอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงตามอัตราคงที่ เมื่อโจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ย่อมมีสิทธิได้รับคืน แม้ในที่สุดโจทก์จะไม่มีสิทธิฟ้องในประเด็นเพิกถอนนิติกรรมก็ตาม เรื่องค่าขึ้นศาลจึงต้องวินิจฉัยให้ถูกต้องตามกฎหมายเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3502/2564

คดีก่อน น. ฟ้องจำเลยที่ 20 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจำเลยที่ 20 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงขายที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นสินสมรสของ น. โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือให้สัตยาบันจาก น. เป็นการจัดการมรดกโดยมิชอบ สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพัน น. จนศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งเป็นของ น. สองในสามส่วนอันเป็นส่วนหนึ่งของสินบริคณห์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1462 วรรคสอง (เดิม) ส. ผู้เป็นสามีมีอำนาจจำหน่ายสินบริคณห์ได้แต่ผู้เดียวโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจาก น. ภริยาก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1468 (เดิม) และมาตรา 1473 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ส. ย่อมมีอำนาจทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์รวมทั้งในส่วนที่เป็นสินสมรสของ น. ให้แก่ผู้อื่นได้โดยลำพัง โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจาก น. ก่อน จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. คู่สัญญาให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ ส. ทำไว้ก่อนตายได้ การที่จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์สินของ ส. เพื่อชำระหนี้ที่ ส. มีความรับผิดอยู่ก่อนตาย และเพื่อนำทรัพย์สินที่เหลือมาจัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทของ ส. ตามกฎหมาย อันเป็นการจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ตามหน้าที่ที่จำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 หาใช่เป็นการกระทำนอกเหนือหน้าที่ของผู้จัดการมรดกไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพัน น. รวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของ น. จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 20 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จะโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วและผูกพันโจทก์เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นอย่างอื่นว่า ส. ไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของ น. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทจำนวนมาก ซึ่งสืบเนื่องจากสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีก่อน ทั้งการโอนขาย ให้โดยเสน่หา และจำนอง พร้อมขอให้โอนกรรมสิทธิ์กลับคืนแก่โจทก์ หรือหากโอนคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้ง 22 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินกว่า 1,563 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณามีปัญหาเรื่องการถอนฟ้องบางส่วน การเข้าเป็นคู่ความแทน และการย้อนสำนวนไปพิจารณาใหม่หลายครั้ง จนท้ายที่สุดศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทและความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาประนีประนอมยอมความ ได้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดไว้แล้วว่า นายสดมีอำนาจทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวได้ และจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนขายที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ได้โดยชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 คำพิพากษาเดิมย่อมมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ดังกล่าว อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่าต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200,100 บาทแก่โจทก์ และพิพากษายืน นอกนั้นให้เป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทุกประเภท ทุกรายการ ซึ่งรวมถึงการโอนให้โดยเสน่หา โอนขาย หรือจำนองที่ปรากฏรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในสารบัญโฉนดที่ดินเลขที่ 838, 1113, 3149 ถึง 3156, 3210 ถึง 3212, 3303 ถึง 3310, 3474 ถึง 3481, 3490 ถึง 3497, 3600 ถึง 3633 และ 4365 ถึง 4368 อันสืบเนื่องมาจากผลของสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลชั้นต้น งวดที่ 1 จำนวนสองในสามส่วน และอีกหนึ่งในห้าส่วนของหนึ่งในสามส่วน เมื่อเพิกถอนแล้วให้จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสด จำเลยที่ 21 และที่ 22 ร่วมกันจดทะเบียนโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทุกแปลงในส่วนที่เพิกถอนดังกล่าว และให้จำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทุกประเภท ทุกรายการ ซึ่งรวมถึงการให้โดยเสน่หา โอนขาย หรือจำนองที่ปรากฏรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในสารบัญโฉนดที่ดินเลขที่ 3258, 3259, 3357, 3456, 3498, 3558, 3659 ถึง 3663, 3716 ถึง 3720, 6131 ถึง 6157, 6192 ถึง 6199, 6284 ถึง 6288, 15333, 15334, 22480 ถึง 22487 ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 781, 1306, 1353, 1520, 1521 และที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 249, 250 อันสืบเนื่องมาจากผลของสัญญาประนีประนอมยอมความงวดที่ 3 จำนวนสองในสามส่วน และอีกหนึ่งในห้าส่วนของหนึ่งในสามส่วน เมื่อเพิกถอนแล้วให้จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสด จำเลยที่ 21 และที่ 22 ร่วมกันจดทะเบียนโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวทุกแปลงในส่วนที่เพิกถอนดังกล่าว หากจำเลยทั้งยี่สิบสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันรับผิดค่าธรรมเนียม ค่าอากร และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน หากจำเลยทั้งยี่สิบสองไม่สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ได้ ให้บังคับจำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 1,563,833,332 บาท หรือใช้ราคาที่ดินตามราคาตลาดในวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่จำนวนใดมากกว่ากันก็ให้ใช้ราคานั้น พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากที่ดินแปลงใดไม่อาจดำเนินการได้ ให้จำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันใช้ราคาที่ดินแปลงที่ไม่สามารถโอนคืนโดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ แก่โจทก์ตามบัญชีแสดงราคาที่ดินพิพาทท้ายฟ้อง หรือใช้ราคาที่ดินตามราคาตลาดในวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่จำนวนใดมากกว่ากันก็ให้ใช้ราคานั้น พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์โดยนายอุดมศักดิ์ ทนายความโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 1 มีนาคม 2547 ขอถอนคำฟ้อง ทนายความจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 18 ที่ 21 และที่ 22 แถลงไม่คัดค้าน ส่วนจำเลยอื่นไม่มาศาล ศาลชั้นต้นนัดพร้อมวันที่ 7 มิถุนายน 2547 เพื่อสอบถามว่าจะคัดค้านคำร้องขอถอนคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2547 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอถอนคำฟ้อง อ้างว่าโจทก์ไม่เคยมอบอำนาจให้นายอุดมศักดิ์มีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบก่อน และโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม โจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามใบแต่งทนายความของโจทก์ ทนายความโจทก์มีอำนาจถอนฟ้องได้ การยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมายมีผลผูกพันโจทก์ ไม่อนุญาตให้ถอนคำร้องขอถอนคำฟ้องเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 18 ที่ 21 และที่ 22 และอนุญาตให้ถอนคำร้องขอถอนคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ต่อมาเมื่อถึงวันนัดพร้อมวันที่ 7 มิถุนายน 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 18 ที่ 21 และที่ 22 ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยดังกล่าวออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน และจำเลยที่ 3 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ขอเข้าว่าคดีแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งหมด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 20 ชำระเงินค่าที่ดินที่ได้จากการขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์สองในสามส่วน และอีกหนึ่งในห้าส่วนของหนึ่งในสามส่วนที่เหลือ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยอื่นทั้งหมด ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 17 และที่ 19 โดยกำหนดค่าทนายความคนละ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ถอนคำร้องขอถอนคำฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 18 ที่ 21 และที่ 22 ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี และยกอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 21 และที่ 22 ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 8 ถึง ที่ 18 ที่ 21 และที่ 22 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยดังกล่าวออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายสดและนาง น. เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2478 ก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 (เดิม) มีบุตรด้วยกัน 5 คน โจทก์และจำเลยที่ 20 เป็นบุตรของนายสดและ น. จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และจำเลยที่ 3 เป็นมารดาของจำเลยที่ 4 ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 838, 1113 และอีกหลายแปลง เนื้อที่ประมาณ 3,000 ไร่ เป็นที่ดินที่นายสดและ น. ได้มาระหว่างเป็นสามีภริยากัน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2521 นายสดถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 20 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสด วันที่ 26 มิถุนายน 2521 จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7145/2521 ว่า ก่อนนายสดถึงแก่ความตายได้ทำสัญญาขายที่ดินและสิทธิการครอบครองที่ดินที่ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี รวมเนื้อที่ประมาณ 3,000 ไร่ แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 25,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดปฏิบัติตามสัญญา วันที่ 26 สิงหาคม 2523 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 20 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยที่ 20 ตกลงขายที่ดินตามฟ้องแก่จำเลยที่ 1 ในราคา 40,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 20 เป็นผู้จัดการออกโฉนดที่ดินทุกแปลง เมื่อออกโฉนดที่ดินแล้วจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยอมชำระราคาที่ดินส่วนที่โอนนั้นตามราคาประเมินของทางราชการ หากที่ดินตามฟ้องแปลงใด จำเลยที่ 20 ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 20 ยินยอมใช้ที่ดินหรือราคาตลาดแทนแก่จำเลยที่ 1 จนครบ ตกลงโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินเป็น 3 งวด ดังนี้ งวดที่ 1 ภายในกำหนด 4 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 20 จะโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 838 และ 1113 แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 20 งวดที่ 2 ภายในกำหนด 5 เดือน นับจากวันพ้นกำหนดเวลางวดที่ 1 จำเลยที่ 20 จะโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1525, 1602, 1636 และ 1647 แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 20 งวดที่ 3 ที่ดินที่เหลือให้จำเลยที่ 20 ขอออกโฉนดที่ดินเสร็จแล้วให้แจ้งแก่จำเลยที่ 1 เพื่อกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินส่วนที่เหลือ หากจำเลยที่ 1 ชำระราคาที่ดินงวดใดไม่ได้ ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 สละสิทธิไม่ซื้อที่ดินตามโฉนดเหล่านั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2524 จำเลยที่ 20 จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 838 และ 1113 แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าที่ดินแก่จำเลยที่ 20 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในงวดที่ 1 แล้ว และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 รังวัดที่ดินแบ่งแยกในนามเดิมโฉนดเลขที่ 1113 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3149 ถึง 3156 และ 3210 ถึง 3212 และแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3212 ออกเป็นโฉนดเลขที่ 4365 ถึง 4368 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3151 ถึง 3154 แก่จำเลยที่ 16 และที่ดินโฉนดเลขที่ 3155 และ 3156 แก่จำเลยที่ 15 จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3210, 3211, 4365 และ 4366 แก่จำเลยที่ 7 แล้วจำเลยที่ 7 จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 12 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 838 จำเลยที่ 2 รังวัดที่ดินแบ่งแยกในนามเดิมออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 ถึง 3310 จากนั้นได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3307 ถึง 3310 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3625 ถึง 3633, 3474 ถึง 3481, 3600 ถึง 3624 และ 3490 ถึง 3497 ตามลำดับ วันที่ 1 ตุลาคม 2529 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 838 และที่ดินที่แบ่งแยกทั้งหมดแก่จำเลยที่ 10 ส่วนงวดที่ 2 และงวดที่ 3 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 20 มีข้อพิพาทกันในชั้นบังคับคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาในงวดที่ 2 มีผลเท่ากับเป็นการสละสิทธิในการซื้อที่ดินงวดที่ 2 ทั้งสี่โฉนดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3594/2527 และศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 20 ขอออกโฉนดที่ดินงวดที่ 3 เสร็จและรับโฉนดที่ดินส่วนใหญ่ไปแล้ว แต่จำเลยที่ 20 มิได้แจ้งกำหนดวันโอนให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 20 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 20 โอนที่ดินงวดที่ 3 ได้ ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4188/2533 นาง น. กับพวกฟ้องจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสด ขอให้จำเลยที่ 20 แบ่งที่ดินสินสมรสและมรดกของนายสดแก่ น. และทายาทเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 10864/2534 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 20 แบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่นาง น. สองในสามส่วน ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งในสามส่วนให้แบ่งแก่ น. อีกหนึ่งในห้าส่วน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2534 นาง น. ฟ้องจำเลยที่ 20 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้เพิกถอนการรังวัดแบ่งแยกที่ดินกับเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลชั้นต้น มิให้มีผลผูกพันที่ดินส่วนที่เป็นสินสมรสของนาง น. สองในสามส่วนเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 16824/2534 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นสินสมรสตามคำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 ได้ระงับไปแล้วด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 นาง น. ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมได้ ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งเป็นของนาง น. สองในสามส่วนอันเป็นส่วนหนึ่งของสินบริคณห์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาตรา 1462 วรรคสอง (เดิม) นายสดมีอำนาจจำหน่ายสินบริคณห์ได้แต่ผู้เดียวโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจาก น. ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาตรา 1468 (เดิม) และมาตรา 1473 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น นายสดย่อมมีอำนาจทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์รวมทั้งในส่วนที่เป็นสินสมรสของนาง น. ให้แก่ผู้อื่นได้โดยลำพัง โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจาก น. ก่อน จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดคู่สัญญาให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่นายสดทำไว้ก่อนตายได้ การที่จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดทำสัญญาประนีประนอมยอมความขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกเพื่อชำระหนี้ที่นายสดมีความรับผิดอยู่ก่อนตาย และเพื่อนำทรัพย์สินที่เหลือมาจัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทของนายสดตามกฎหมาย อันเป็นการจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดตามหน้าที่ที่จำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2546 ในระหว่างที่คดีต่าง ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล มีการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาท คือ วันที่ 25 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3258, 3259, 3357, 3456, 3498 และ 3558 แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทน ในวันเดียวกันจำเลยที่ 3 จดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 4 โดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทน วันที่ 30 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3660, 3661, 3717, 3718 และ 3720 แก่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3659, 3663 และ 3719 แก่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 และ 3716 แก่จำเลยที่ 5 จดทะเบียนขายที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 781, 1306, 1353, 1520 และ 1521 แก่จำเลยที่ 6 วันที่ 1 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3258 และ 3259 แก่จำเลยที่ 13 วันที่ 21 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3558 แก่จำเลยที่ 12 ในระหว่างจำนองมีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3558 ออกเป็นโฉนดเลขที่ 6131 ถึง 6175 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3498 แก่จำเลยที่ 11 ต่อมาจำเลยที่ 2 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3660 และ 3661 ออกเป็นโฉนดเลขที่ 15333 และ 15334 ตามลำดับ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3720 แก่จำเลยที่ 14 วันที่ 18 มิถุนายน 2536 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3717 และ 3718 แก่จำเลยที่ 11 วันที่ 8 เมษายน 2537 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 15333 และ 15334 แก่จำเลยที่ 11 วันที่ 20 ตุลาคม 2538 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3661 แก่จำเลยที่ 17 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3659 และ 3719 แก่จำเลยที่ 14 ในระหว่างจำนอง จำเลยที่ 3 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3659 ออกเป็นโฉนดเลขที่ 6192 ถึง 6199 วันที่ 21 เมษายน 2537 จำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 แก่จำเลยที่ 18 ในระหว่างจำนอง จำเลยที่ 5 แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นโฉนดเลขที่ 22480 ถึง 22487 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 6 จดทะเบียนจำนองที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 1520 แก่จำเลยที่ 14 วันที่ 17 กันยายน 2535 จดทะเบียนจำนองที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 1306 แก่จำเลยที่ 13 วันที่ 20 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนให้จำเลยที่ 19 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 15333 และ 15334 โดยไม่มีค่าตอบแทน วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3720 ให้จำเลยที่ 9 โดยไม่มีค่าตอบแทน วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3659 และ 3719 ให้จำเลยที่ 8 โดยไม่มีค่าตอบแทน เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6284 ถึง 6288 แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทนมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ก่อนคดีนี้นาง น. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 20 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 16824/2534 โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 20 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงขายที่ดินส่วนที่เป็นสินสมรสของ น. โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือให้สัตยาบันจากนาง น. เป็นการจัดการมรดกโดยมิชอบ สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพันนาง น. ขอให้เพิกถอนการรังวัดแบ่งแยกที่ดินซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้บางส่วนให้กลับมารวมอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 838 และ 1113 ในสภาพเดิมก่อนมีการแบ่งแยกแล้วให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 838 และ 1113 ใส่ชื่อจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดโดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ กับขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3594/2527 ประกอบด้วยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4188/2533 เป็นที่ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 20 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลชั้นต้นได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นสินสมรสได้ระงับไปแล้วด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 นาง น. จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมได้ ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งเป็นของนาง น. สองในสามส่วนอันเป็นส่วนหนึ่งของสินบริคณห์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาตรา 1462 วรรคสอง (เดิม) นายสดมีอำนาจจำหน่ายสินบริคณห์ได้แต่ผู้เดียวโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากนาง น. ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาตรา 1468 (เดิม) และมาตรา 1473 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น นายสดย่อมมีอำนาจทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์รวมทั้งในส่วนที่เป็นสินสมรสของนาง น. ให้แก่ผู้อื่นได้โดยลำพัง โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากนาง น. ก่อน จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดคู่สัญญาให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่นายสดทำไว้ก่อนตายได้ การที่จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์สินของนายสดเพื่อชำระหนี้ที่นายสดมีความรับผิดอยู่ก่อนตาย และเพื่อนำทรัพย์สินที่เหลือมาจัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทของนายสดตามกฎหมาย อันเป็นการจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดตามหน้าที่ที่จำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 หาใช่เป็นการกระทำนอกเหนือหน้าที่ของผู้จัดการมรดกไม่ ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2546 ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันนาง น. รวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนาง น. จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 20 ซึ่งเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาในคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จะโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วและผูกพันโจทก์เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นว่านายสดไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของนาง น. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่ คดีนี้จึงต้องฟังว่านายสดทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 จริง และจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดทำสัญญาประนีประนอมยอมความและโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบ จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย นาง น. ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มีสิทธิจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินพิพาทตามฟ้อง สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 ที่วินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลชั้นต้นไม่มีผลผูกพันนาง น. ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทสองในสามส่วนและอีกหนึ่งในห้าส่วนของหนึ่งในสามส่วน เป็นเพียงการรับรองสิทธิในที่ดินพิพาทของนาง น. ที่มีต่อทายาทและจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดเท่านั้น ซึ่งหากจำเลยที่ 20 จัดการทรัพย์มรดกของนายสดก่อให้เกิดความเสียหายแก่ นาง น. และทายาทอย่างไร โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง น. ชอบที่จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 20 เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในชั้นที่ศาลอุทธรณ์ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนคำร้องขอถอนคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 18 ที่ 21 และที่ 22 กับคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องสำหรับจำเลยดังกล่าว และอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นตามอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2550 ด้วย แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะปัญหาตามอุทธรณ์คำสั่ง โดยพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนคำร้องขอถอนคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 18 ที่ 21 และที่ 22 และยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์ตามอุทธรณ์คำพิพากษาของโจทก์ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ซึ่งโจทก์ได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์คำสั่งมาครบถ้วนแล้ว จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์คำพิพากษาฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2550 ทั้งหมด 200,100 บาท แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม โดยมิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์คำพิพากษาแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์คำพิพากษาฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2550 จำนวน 200,100 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




สินสมรส

“หย่าโดยคำพิพากษาแล้วทรัพย์สินได้มาหลังวันฟ้องหย่าเป็นสินสมรสหรือไม่ ภาระการพิสูจน์เมื่ออ้างถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น และผลของข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ดินและกฎหมายครอบครัว”
แยกสินสมรสจากกิจการบริษัทที่เป็นนิติบุคคลและเงื่อนไขตามกฎหมาย
บ้านมรดกเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส สิทธิร้องขัดทรัพย์ของคู่สมรส(ฎีกา 2467/2549)
เงินประกันชีวิตเป็นสินสมรสหรือมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 4239/2558)
สินสมรส & ดอกผล มาตรา 148, คุ้มครองชั่วคราว,(ฎีกา 10361/2557)
(ฎีกาที่ 1319/2568)การแบ่งสินสมรส บ้านและที่ดินหลังหย่า
สามีมีชู้เสียชีวิตระหว่างฎีกา สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทนยังคงอยู่หรือไม่(ฎีกา4977/2565)
ฎีกาที่ 4837/2567: สิทธิเรียกคืนสินสมรสและทรัพย์มรดกจากการโอนโดยมิชอบ พร้อมข้อวินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนเป็นสินสมรส
สิทธิแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กับข้อจำกัดการบังคับคดีและขั้นตอนตามกฎหมายแพ่งที่ต้องปฏิบัติก่อน
เงินประกันชีวิตระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ต้องคืนส่วนครึ่งหนึ่งให้อดีตคู่สมรส
การตีความหนังสือแบ่งทรัพย์สินตามเจตนาที่แท้จริง ป.พ.พ. มาตรา 171
บันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเรื่องแบ่งสินสมรส, การแบ่งสินสมรสในการหย่า, ส่วนควบ
ข้อตกลงตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่าให้คู่หย่าฝ่ายชายจัดการสินสมรสและภาระหนี้สิน
ภริยายินยอมให้ใส่ชื่อสามีฝ่ายเดียวในที่ดินสินสมรสเป็นการให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้า
สามีโจทก์ได้สมยอมแกล้งเป็นหนี้พี่สาวแล้วทำสัญญายอมความยึดสินสมรส
เงินสินส่วนตัวซื้อที่ดินและปลูกบ้านระหว่างสมรส ทรัพย์เป็นของใคร
ทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียวเป็นสินสมรส
ข้อตกลงเรื่องการหย่าและข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน(สินสมรส)
ฟ้องแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างสินสมรสระหว่างคนไทยและคนต่างด้าว
ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสมีชื่อภรรยาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คนเดียว
ขณะทำพินัยกรรมจดทะเบียนหย่ากันแล้วพินัยกรรมไม่เป็นโมฆะ