ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้รับพินัยกรรมมีสิทธิรับที่ดินตามใบจองได้หรือไม่ วิเคราะห์หลักการตกทอดโดยทางมรดก สิทธิครอบครอง และอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ

 

ผู้รับพินัยกรรมมีสิทธิรับที่ดินตามใบจองหรือไม่, การตกทอดโดยทางมรดกหมายถึงอะไร, ทายาทโดยธรรมกับผู้รับพินัยกรรมแตกต่างกันอย่างไร, ใบจองสามารถโอนทางพินัยกรรมได้หรือไม่, สิทธิของผู้รับพินัยกรรมในที่ดินใบจอง, หลักกฎหมายเรื่องสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า, การครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามกฎหมาย, อำนาจฟ้องของผู้รับพินัยกรรม, ฟ้องรื้อถอนรั้วในที่ดินพิพาทได้หรือไม่, การตีความคำว่าตกทอดโดยทางมรดก, สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่ง, เกี่ยวกับใบจองและมรดก,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความบทบัญญัติว่าด้วยการตกทอดโดยทางมรดกของที่ดินซึ่งได้รับอนุญาตให้จับจองแต่ยังไม่ได้รับคำรับรองการทำประโยชน์ รวมทั้งการวินิจฉัยสถานะของผู้รับพินัยกรรมว่ามีสิทธิได้รับที่ดินดังกล่าวและมีอำนาจฟ้องคดีได้หรือไม่ ตลอดจนการพิจารณาว่าผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้รับพินัยกรรมกับผู้ที่เข้าครอบครองทำประโยชน์ในภายหลัง

คดีนี้มีประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความคำว่า ตกทอดโดยทางมรดก ตามกฎหมายว่าครอบคลุมเฉพาะทายาทโดยธรรม หรือรวมถึงผู้รับพินัยกรรมด้วย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าถ้อยคำดังกล่าวมีความหมายครอบคลุมทั้งการรับมรดกโดยฐานะทายาทโดยธรรมและการรับมรดกตามพินัยกรรม เนื่องจากกฎหมายมิได้จำกัดไว้เฉพาะทายาทโดยธรรม หากกฎหมายประสงค์จะจำกัดบุคคลผู้มีสิทธิย่อมต้องบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ดังนั้นผู้รับพินัยกรรมจึงได้รับสิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าวและมีอำนาจใช้สิทธิฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินที่ได้รับตกทอดมาได้

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยถึงหลักกฎหมายเรื่องสิทธิครอบครองในที่ดินที่มีเพียงใบจอง ซึ่งยังไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยึดถือครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินเป็นสำคัญ หากปรากฏว่าบุคคลใดเป็นผู้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในพื้นที่พิพาทจริง บุคคลนั้นย่อมได้รับความคุ้มครองในฐานะผู้มีสิทธิครอบครอง แม้ว่าบุคคลอีกฝ่ายจะเป็นผู้รับพินัยกรรมของเจ้าของใบจองก็ตาม การใช้สิทธิของผู้รับพินัยกรรมจึงต้องอยู่ภายใต้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองที่กฎหมายรับรอง

คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคดีเกี่ยวกับที่ดินตามใบจอง การตกทอดทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรม อำนาจฟ้องของผู้รับพินัยกรรม และการคุ้มครองสิทธิครอบครองในที่ดินมือเปล่า เพราะแสดงให้เห็นถึงหลักการตีความกฎหมายตามถ้อยคำแห่งบทบัญญัติ ประกอบกับการพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอย่างรอบด้าน อันเป็นหลักสำคัญในการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินลักษณะดังกล่าวต่อไป

สรุปข้อเท็จจริง

คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินซึ่งรัฐออกใบจองให้แก่เจ้าของเดิม โดยเจ้าของเดิมได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้รับโอนที่ดินในฐานะผู้รับพินัยกรรม ภายหลังพบว่าจำเลยเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินบางส่วนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาท โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินภายในกำหนดเวลา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ขอให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทนโดยให้จำเลยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขณะที่จำเลยต่อสู้ว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว พร้อมทั้งฟ้องแย้งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน รวมทั้งห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกทั้งฟ้องและฟ้องแย้ง ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง สิทธิที่เกิดจากการรับพินัยกรรม และสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของผู้รับพินัยกรรม

ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคือ ผู้รับพินัยกรรมมีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับที่ดินตามใบจองหรือไม่ โดยศาลพิจารณาบทบัญญัติที่กำหนดว่าที่ดินซึ่งได้รับอนุญาตให้จับจองแต่ยังไม่ได้รับคำรับรองการทำประโยชน์จะโอนไม่ได้ เว้นแต่ตกทอดโดยทางมรดก จากถ้อยคำดังกล่าวศาลเห็นว่ากฎหมายใช้คำว่า ตกทอดโดยทางมรดก มิได้ใช้คำว่า ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม ดังนั้นการตีความต้องเป็นไปตามความหมายของกฎหมายมรดก ซึ่งการตกทอดโดยทางมรดกเกิดขึ้นได้ทั้งกรณีทายาทโดยธรรมและกรณีผู้รับพินัยกรรม เมื่อกฎหมายมิได้จำกัดบุคคลผู้มีสิทธิไว้เฉพาะทายาทโดยธรรม จึงไม่อาจตีความจำกัดสิทธิของผู้รับพินัยกรรมได้

ศาลฎีกายังอธิบายเพิ่มเติมว่า หากกฎหมายมีเจตนาจะจำกัดสิทธิไว้เฉพาะทายาทโดยธรรม ย่อมสามารถบัญญัติข้อความดังกล่าวไว้อย่างชัดแจ้งเช่นที่กฎหมายบางฉบับเคยใช้ถ้อยคำว่า ทายาทโดยธรรมโดยทางมรดก ดังนั้นการใช้ถ้อยคำแตกต่างกันย่อมสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่แตกต่างกัน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเจ้าของเดิมทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับโอนในฐานะผู้รับพินัยกรรม โจทก์จึงได้รับสิทธิตามกฎหมายและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่เห็นว่าการทำพินัยกรรมให้บุคคลภายนอกเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายและตกเป็นโมฆะ เพราะบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องมิได้ห้ามการตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมแต่อย่างใด เมื่อกฎหมายรองรับการตกทอดโดยทางมรดกโดยไม่จำกัดประเภทของผู้รับมรดก ผู้รับพินัยกรรมย่อมได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับทายาทโดยธรรมในประเด็นนี้

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท

เมื่อศาลวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว ประเด็นสำคัญลำดับต่อมาคือการพิจารณาว่าระหว่างโจทก์กับจำเลย ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ศาลฎีกาวางหลักว่า ที่ดินซึ่งมีเพียงใบจองยังไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ แต่เป็นเพียงหนังสือที่รัฐอนุญาตให้เข้าครอบครองที่ดินของรัฐเป็นการชั่วคราว จึงยังเป็นที่ดินมือเปล่า การพิจารณาสิทธิระหว่างเอกชนด้วยกันจึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยึดถือครอบครองและการทำประโยชน์เป็นสำคัญ

จากพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบรับกัน ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในพื้นที่พิพาทส่วนหนึ่งซึ่งกำหนดไว้ในแผนที่พิพาท ศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเฉพาะพื้นที่ดังกล่าว และย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย สามารถห้ามมิให้บุคคลอื่นรวมทั้งโจทก์และบริวารเข้าไปรบกวนการครอบครองในพื้นที่นั้นได้ แม้โจทก์จะได้รับสิทธิในฐานะผู้รับพินัยกรรมก็ตาม สิทธิในการรับมรดกมิได้ทำให้สิทธิครอบครองของบุคคลซึ่งครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ

ส่วนพื้นที่พิพาทที่เหลือนอกเหนือจากบริเวณดังกล่าว ศาลพิจารณาว่าจำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอมาแสดงให้เห็นว่าตนหรือผู้ที่อ้างสิทธิร่วมกันได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์อย่างต่อเนื่องในพื้นที่นั้น แม้จะอ้างว่ามีการปลูกต้นไม้และใช้ประโยชน์ในที่ดิน แต่เมื่อพิจารณาประกอบแผนที่พิพาทกลับพบว่าต้นไม้ส่วนใหญ่อยู่เฉพาะบริเวณที่ศาลรับรองสิทธิครอบครองของจำเลยอยู่แล้ว ส่วนพื้นที่อื่นกลับไม่มีข้อเท็จจริงสนับสนุนเพียงพอ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในพื้นที่ส่วนที่เหลือ

วิเคราะห์หลักกฎหมายและหลักการตีความที่ศาลใช้วินิจฉัย

คำพิพากษานี้สะท้อนหลักสำคัญของการตีความกฎหมายว่า การใช้ถ้อยคำของกฎหมายต้องได้รับความหมายตามข้อความที่บัญญัติไว้ หากกฎหมายใช้คำทั่วไป ศาลย่อมไม่อาจตีความจำกัดสิทธิของประชาชนให้แคบกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ การใช้คำว่า ตกทอดโดยทางมรดก จึงครอบคลุมการรับมรดกทุกประเภทที่กฎหมายมรดกรับรอง ไม่ว่าจะเป็นการรับโดยฐานะทายาทโดยธรรมหรือโดยฐานะผู้รับพินัยกรรม ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าการเปรียบเทียบบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้ถ้อยคำแตกต่างกันสามารถใช้ประกอบการค้นหาเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ เมื่อกฎหมายอีกฉบับบัญญัติคำว่า ทายาทโดยธรรมไว้อย่างชัดแจ้ง แต่บทบัญญัติที่ใช้ในคดีนี้มิได้ใช้ถ้อยคำดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ร่างกฎหมายมิได้ประสงค์จำกัดสิทธิไว้เฉพาะบุคคลประเภทนั้น

ในอีกด้านหนึ่ง คำพิพากษานี้ยืนยันหลักว่าการมีสิทธิรับทรัพย์มรดกกับการมีสิทธิครอบครองในทางข้อเท็จจริงเป็นคนละเรื่องกัน แม้ผู้รับพินัยกรรมจะมีสิทธิรับที่ดินและมีอำนาจฟ้องคดี แต่เมื่อที่ดินยังไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ การคุ้มครองสิทธิระหว่างคู่กรณีย่อมต้องพิจารณาจากการยึดถือครอบครองและการทำประโยชน์จริงในพื้นที่พิพาท ดังนั้นผู้ที่อ้างสิทธิครอบครองต้องมีพยานหลักฐานแสดงการเข้าครอบครองอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง มิใช่อาศัยเพียงการกล่าวอ้างหรือข้อสันนิษฐานเท่านั้น

แนววินิจฉัยดังกล่าวทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างสิทธิที่เกิดจากการตกทอดโดยทางมรดกกับสิทธิครอบครองในที่ดินมือเปล่า โดยศาลให้ความสำคัญกับทั้งหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงประกอบกัน กล่าวคือ ผู้รับพินัยกรรมได้รับการรับรองสิทธิในฐานะผู้รับมรดกตามกฎหมาย แต่การใช้สิทธิเกี่ยวกับที่ดินต้องไม่กระทบต่อสิทธิครอบครองของผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าครอบครองและทำประโยชน์อยู่จริงในพื้นที่พิพาท ทั้งสองหลักจึงสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กรอบของกฎหมายและพยานหลักฐานที่ปรากฏในคดีนั้นเอง.

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามคำขอให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินพิพาท และในส่วนของฟ้องแย้งก็ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมีสิทธิได้รับการบังคับให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายสิ่งของ และห้ามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทตามที่ร้องขอ จึงพิพากษายกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย พร้อมกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งเป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์

ภายหลังจากทั้งโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นพ้องกับผลแห่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จึงพิพากษายืน โดยยังคงยกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยเช่นเดิม พร้อมกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งเป็นพับ อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มเติมว่าโจทก์มิใช่ทายาทของผู้ทำพินัยกรรม แต่เป็นบุคคลภายนอก การทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้โจทก์จึงเป็นการหลีกเลี่ยงข้อห้ามของกฎหมายและตกเป็นโมฆะ ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในประเด็นอำนาจฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าการตกทอดโดยทางมรดกตามกฎหมายครอบคลุมทั้งการตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรม ดังนั้นโจทก์ซึ่งได้รับที่ดินพิพาทตามพินัยกรรมจึงมีอำนาจฟ้องคดีได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองที่ดิน ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในพื้นที่พิพาทบางส่วนจริง จึงมีสิทธิครอบครองเฉพาะบริเวณดังกล่าวและมีสิทธิห้ามมิให้โจทก์และบริวารเข้าไปรบกวนการครอบครอง ส่วนพื้นที่อื่นจำเลยนำสืบไม่ได้ว่าครอบครองทำประโยชน์จริง จึงไม่มีสิทธิครอบครองในส่วนนั้น และคำขอฟ้องแย้งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างก็ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เฉพาะให้ห้ามโจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองของจำเลยในพื้นที่ที่ระบายสีเขียวตามแผนที่พิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของการตีความกฎหมายว่าศาลต้องยึดถือถ้อยคำของบทบัญญัติเป็นหลัก และไม่อาจจำกัดสิทธิของบุคคลให้แคบกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อกฎหมายใช้คำว่า ตกทอดโดยทางมรดก โดยมิได้จำกัดเฉพาะทายาทโดยธรรม ย่อมต้องตีความให้ครอบคลุมถึงผู้รับพินัยกรรมตามกฎหมายมรดกด้วย การปฏิเสธสิทธิของผู้รับพินัยกรรมโดยอาศัยเหตุว่าเป็นบุคคลภายนอกทั้งที่กฎหมายมิได้บัญญัติไว้ จึงเป็นการตีความที่ขัดต่อหลักการใช้กฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ

ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่าการมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกมิได้หมายความว่าผู้รับมรดกจะได้รับความคุ้มครองเหนือสิทธิครอบครองของบุคคลอื่นในทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อที่ดินยังไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ การวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างเอกชนต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยึดถือครอบครองและการทำประโยชน์เป็นสำคัญ ผู้ที่อ้างสิทธิครอบครองย่อมมีภาระพิสูจน์ว่าตนได้เข้าครอบครอง ใช้ประโยชน์ และยึดถือที่ดินอย่างแท้จริง หากพิสูจน์ได้เฉพาะบางส่วน สิทธิครอบครองก็ย่อมได้รับความคุ้มครองเฉพาะส่วนที่พิสูจน์ได้เท่านั้น ไม่อาจขยายผลไปถึงพื้นที่อื่นที่ไม่มีพยานหลักฐานรองรับ

คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่สำคัญในการสร้างความชัดเจนทั้งในด้านกฎหมายมรดกและกฎหมายที่ดิน กล่าวคือ การรับรองสิทธิของผู้รับพินัยกรรมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายโดยเคร่งครัด ขณะเดียวกันการคุ้มครองสิทธิครอบครองในที่ดินมือเปล่าก็ต้องอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองทำประโยชน์ มิใช่อาศัยเพียงฐานะผู้รับสิทธิหรือเอกสารเพียงอย่างเดียว อันเป็นหลักที่ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างสิทธิที่เกิดจากการตกทอดโดยทางมรดกกับสิทธิที่เกิดจากการครอบครองตามกฎหมาย

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความคำว่า ตกทอดโดยทางมรดก ตามกฎหมายว่าครอบคลุมเฉพาะทายาทโดยธรรมหรือรวมถึงผู้รับพินัยกรรมด้วย โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำดังกล่าวหมายถึงการตกทอดทั้งแก่ทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรมตามกฎหมายมรดก ผู้รับพินัยกรรมจึงมีสิทธิได้รับที่ดินตามใบจองและมีอำนาจฟ้องคดีได้ นอกจากนี้ศาลยังวินิจฉัยต่อไปว่า แม้ผู้รับพินัยกรรมจะมีอำนาจฟ้อง แต่การใช้สิทธิเกี่ยวกับที่ดินมือเปล่าจะต้องพิจารณาร่วมกับหลักสิทธิครอบครองตามข้อเท็จจริง ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าครอบครองและทำประโยชน์ในพื้นที่พิพาทจริงย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในส่วนที่ตนครอบครอง

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสังเขป

การตกทอดโดยทางมรดก

กฎหมายใช้คำว่า ตกทอดโดยทางมรดก โดยมิได้จำกัดเฉพาะทายาทโดยธรรม จึงครอบคลุมทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรม ผู้รับพินัยกรรมจึงมีสิทธิได้รับที่ดินตามใบจองและมีอำนาจใช้สิทธิฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย

สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า

ที่ดินซึ่งมีเพียงใบจองยังไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ การวินิจฉัยสิทธิระหว่างคู่กรณีจึงต้องอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยึดถือครอบครองและการทำประโยชน์ ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าครอบครองจริงย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเฉพาะในส่วนที่ครอบครอง แม้อีกฝ่ายจะเป็นผู้รับพินัยกรรมก็ตาม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

ผู้รับพินัยกรรมสามารถรับที่ดินตามใบจองที่ยังไม่ได้รับคำรับรองการทำประโยชน์ได้หรือไม่

คำตอบ

ผู้รับพินัยกรรมสามารถได้รับสิทธิในที่ดินตามใบจองได้ หากเป็นการตกทอดโดยทางมรดกตามที่กฎหมายกำหนด เพราะบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องใช้ถ้อยคำว่า ตกทอดโดยทางมรดก มิได้จำกัดไว้เฉพาะการตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมเท่านั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับหลักกฎหมายมรดก การตกทอดโดยทางมรดกย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งกรณีทายาทโดยธรรมและกรณีผู้รับพินัยกรรม ดังนั้น หากเจ้าของใบจองได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่บุคคลหนึ่งโดยชอบด้วยกฎหมาย บุคคลนั้นย่อมได้รับสิทธิในฐานะผู้รับพินัยกรรม และมีฐานะเป็นผู้ได้รับการตกทอดโดยทางมรดกเช่นเดียวกับทายาทโดยธรรม ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าผู้รับพินัยกรรมย่อมได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว และมีอำนาจใช้สิทธิทางศาลเกี่ยวกับที่ดินที่ได้รับตกทอดมาได้ การตีความเช่นนี้เป็นการตีความตามถ้อยคำของกฎหมาย มิใช่การขยายสิทธิขึ้นใหม่ เพราะหากกฎหมายประสงค์จะจำกัดสิทธิไว้เฉพาะทายาทโดยธรรม ย่อมสามารถบัญญัติข้อความดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้งได้ เมื่อมิได้บัญญัติไว้ ศาลจึงไม่อาจจำกัดสิทธิของผู้รับพินัยกรรมให้แคบกว่าที่กฎหมายกำหนด

2. คำถาม

เหตุใดศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าผู้รับพินัยกรรมมีอำนาจฟ้อง แม้ศาลอุทธรณ์จะเห็นว่าเป็นบุคคลภายนอก

คำตอบ

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการตีความบทบัญญัติของกฎหมายตามถ้อยคำที่บัญญัติไว้เป็นสำคัญ โดยพิจารณาว่าบทบัญญัติที่ใช้บังคับในคดีนี้ใช้คำว่า ตกทอดโดยทางมรดก มิใช่คำว่า ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม ดังนั้น การรับมรดกตามพินัยกรรมจึงอยู่ในความหมายของการตกทอดโดยทางมรดกเช่นเดียวกับการรับมรดกโดยฐานะทายาทโดยธรรม ศาลจึงไม่เห็นพ้องกับความเห็นที่ว่าผู้รับพินัยกรรมเป็นบุคคลภายนอกและการทำพินัยกรรมเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย เพราะไม่มีบทบัญญัติใดห้ามเจ้าของใบจองทำพินัยกรรมให้บุคคลอื่น อีกทั้งเมื่อกฎหมายมิได้จำกัดประเภทของผู้รับมรดก ศาลย่อมไม่มีอำนาจตีความเพิ่มข้อจำกัดขึ้นเอง หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวทางสำคัญของการใช้กฎหมายว่า การจำกัดสิทธิของประชาชนต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายรองรับโดยชัดแจ้ง มิใช่อาศัยการตีความโดยขยายข้อห้ามเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้รับพินัยกรรมได้รับสิทธิจากเจ้าของเดิมโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้รับพินัยกรรมจึงมีอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทได้ตามกฎหมาย

3. คำถาม

ผู้รับพินัยกรรมได้รับสิทธิในที่ดินแล้ว เหตุใดจึงยังไม่สามารถขับไล่ผู้ครอบครองที่ดินได้ทั้งหมด

คำตอบ

การที่บุคคลได้รับสิทธิในที่ดินจากการตกทอดโดยทางมรดก มิได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะสามารถใช้สิทธิขับไล่ผู้ที่อยู่ในที่ดินได้ทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อที่ดินดังกล่าวยังมีเพียงใบจองและยังไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ กฎหมายกำหนดให้การพิจารณาข้อพิพาทระหว่างเอกชนต้องอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยึดถือครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินเป็นสำคัญ หากปรากฏว่าคู่กรณีอีกฝ่ายเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในพื้นที่พิพาทจริง บุคคลดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครองในฐานะผู้มีสิทธิครอบครอง แม้ว่าผู้รับพินัยกรรมจะมีอำนาจฟ้องคดีก็ตาม ศาลฎีกาจึงแยกพิจารณาระหว่างสิทธิที่เกิดจากการตกทอดโดยทางมรดกกับสิทธิครอบครองที่เกิดจากการยึดถือและทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งเป็นสิทธิคนละลักษณะและต้องวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในแต่ละส่วนของที่ดิน เมื่อรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์เฉพาะบางพื้นที่ ศาลจึงคุ้มครองสิทธิของจำเลยเฉพาะบริเวณดังกล่าว ส่วนพื้นที่อื่นที่ไม่มีพยานหลักฐานแสดงการครอบครอง ศาลก็ไม่รับรองสิทธิให้แก่จำเลย หลักการนี้สะท้อนว่าศาลพิจารณาทั้งสิทธิทางกฎหมายและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองควบคู่กัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน

4. คำถาม

เหตุใดศาลฎีกาจึงรับรองสิทธิครอบครองของจำเลยเพียงบางส่วนของที่ดินพิพาทเท่านั้น

คำตอบ

ศาลฎีกาพิจารณาจากพยานหลักฐานที่คู่กรณีนำสืบเกี่ยวกับการเข้ายึดถือครอบครองและการทำประโยชน์ในพื้นที่พิพาทแต่ละส่วน โดยข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ตรงกันคือ จำเลยครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทตามแผนที่ที่กำหนดไว้ ศาลจึงรับรองสิทธิครอบครองเฉพาะบริเวณดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่ส่วนที่เหลือ จำเลยอ้างว่ามีการเข้าครอบครองต่อจากบุคคลอื่นและมีการปลูกต้นไม้ทำประโยชน์ แต่เมื่อพิจารณาพยานบุคคลประกอบกับแผนที่พิพาทแล้ว กลับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักเพียงพอว่าจำเลยได้เข้าครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างแท้จริง อีกทั้งตำแหน่งต้นไม้ที่อ้างถึงส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณที่ศาลรับรองสิทธิครอบครองไว้แล้ว จึงไม่อาจนำมาใช้ยืนยันสิทธิครอบครองในพื้นที่อื่นได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองเฉพาะพื้นที่ที่พิสูจน์ได้ด้วยพยานหลักฐานเท่านั้น หลักการนี้แสดงให้เห็นว่าการคุ้มครองสิทธิครอบครองต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ มิใช่อาศัยเพียงการกล่าวอ้างหรือการคาดหมายว่ามีสิทธิในที่ดินทั้งหมด

5. คำถาม

คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อการตีความกฎหมายมรดกและกฎหมายที่ดินอย่างไร

คำตอบ

คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางหลักการตีความกฎหมายทั้งในด้านกฎหมายมรดกและกฎหมายที่ดิน โดยศาลฎีกายืนยันว่าการใช้ถ้อยคำของกฎหมายต้องตีความตามข้อความที่บัญญัติไว้ เมื่อกฎหมายใช้คำว่า ตกทอดโดยทางมรดก ย่อมครอบคลุมทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรม เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติข้อจำกัดไว้โดยชัดแจ้ง ศาลจึงไม่อาจตีความจำกัดสิทธิของผู้รับพินัยกรรมให้แคบกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ พร้อมกันนั้นศาลยังยืนยันหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า สิทธิที่เกิดจากการรับมรดกกับสิทธิครอบครองในที่ดินมือเปล่าเป็นคนละประเด็น แม้ผู้รับพินัยกรรมจะได้รับสิทธิตามกฎหมายและมีอำนาจฟ้องคดี แต่การใช้สิทธิเกี่ยวกับที่ดินยังต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงว่าผู้ใดเป็นผู้ยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในพื้นที่พิพาทจริง หากมีการพิสูจน์ได้ว่าบุคคลอื่นมีสิทธิครอบครองในบางส่วน กฎหมายก็ให้ความคุ้มครองแก่สิทธิดังกล่าวเช่นกัน แนววินิจฉัยนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการแยกพิจารณาระหว่างสิทธิที่เกิดจากการตกทอดโดยทางมรดกกับสิทธิที่เกิดจากการครอบครอง อันช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามบทบัญญัติและข้อเท็จจริงของแต่ละคดีอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักนิติธรรม

อธิบายหลักกฎหมาย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1603

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1603 วางหลักว่า ทรัพย์สินของผู้ตายสามารถตกทอดไปยังผู้รับพินัยกรรมได้ตามเจตนาที่ผู้ทำพินัยกรรมได้กำหนดไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย หลักการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายมรดกที่รับรองเสรีภาพของเจ้ามรดกในการกำหนดผู้รับทรัพย์สินภายหลังการเสียชีวิต ตราบเท่าที่พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ผู้รับพินัยกรรมย่อมได้รับสิทธิในทรัพย์สินที่ระบุไว้ในพินัยกรรมเช่นเดียวกับการตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมในส่วนที่กฎหมายรับรอง คดีนี้ศาลฎีกานำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้ประกอบการตีความคำว่า ตกทอดโดยทางมรดก ซึ่งปรากฏอยู่ในกฎหมายอีกฉบับ โดยวินิจฉัยว่าความหมายของการตกทอดโดยทางมรดกมิได้จำกัดเฉพาะการรับมรดกของทายาทโดยธรรม แต่ยังรวมถึงการรับมรดกของผู้รับพินัยกรรมด้วย เพราะทั้งสองกรณีต่างเป็นการรับสิทธิจากผู้ตายภายใต้ระบบกฎหมายมรดกเช่นเดียวกัน ศาลจึงเห็นว่าผู้รับพินัยกรรมมีฐานะเป็นผู้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง และย่อมมีอำนาจใช้สิทธิในฐานะผู้รับมรดกได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเจ้าของที่ดินตามใบจองได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับโอนในฐานะผู้รับพินัยกรรม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวได้ หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้จึงยืนยันว่า การตีความกฎหมายต้องสอดคล้องกับระบบกฎหมายมรดกโดยรวม และเมื่อกฎหมายมิได้จำกัดสิทธิของผู้รับพินัยกรรมไว้โดยชัดแจ้ง ศาลย่อมไม่อาจตีความจำกัดสิทธิของบุคคลให้แคบกว่าถ้อยคำแห่งบทบัญญัติได้

พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง

พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้ผู้ได้รับอนุญาตให้จับจองที่ดินซึ่งยังไม่ได้รับคำรับรองว่าได้ทำประโยชน์แล้วโอนที่ดินดังกล่าว เว้นแต่เป็นการตกทอดโดยทางมรดก วัตถุประสงค์ของบทบัญญัตินี้คือเพื่อป้องกันการซื้อขายหรือเปลี่ยนมือสิทธิในที่ดินก่อนที่ผู้ได้รับอนุญาตจะปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายครบถ้วน ขณะเดียวกันก็ยังเปิดโอกาสให้สิทธิในที่ดินสามารถตกทอดต่อไปได้เมื่อเจ้าของเดิมถึงแก่ความตาย คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การใช้คำว่า ตกทอดโดยทางมรดก มีความหมายครอบคลุมทั้งการตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรม เพราะกฎหมายมิได้ใช้ถ้อยคำจำกัดเฉพาะทายาทโดยธรรม อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้ถ้อยคำแตกต่างกัน ยิ่งแสดงให้เห็นว่าหากผู้ร่างกฎหมายประสงค์จะจำกัดสิทธิไว้เฉพาะบุคคลประเภทใด ย่อมสามารถบัญญัติไว้ได้อย่างชัดแจ้ง ดังนั้น ผู้รับพินัยกรรมจึงมีสิทธิได้รับการตกทอดที่ดินตามใบจองและมีอำนาจใช้สิทธิฟ้องคดีได้เช่นเดียวกับทายาทโดยธรรม อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปว่า แม้ผู้รับพินัยกรรมจะมีสิทธิได้รับที่ดินตามกฎหมาย แต่เมื่อที่ดินยังเป็นเพียงที่ดินตามใบจองและยังไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ การวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างเอกชนต้องพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงเรื่องการยึดถือครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินด้วย หากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลอื่นเป็นผู้ครอบครองพื้นที่พิพาทจริง บุคคลนั้นย่อมได้รับความคุ้มครองในสิทธิครอบครองตามกฎหมายเฉพาะส่วนที่พิสูจน์ได้ หลักกฎหมายดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นว่ามาตรา 8 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่กำหนดข้อยกเว้นเกี่ยวกับการตกทอดสิทธิในที่ดินตามใบจอง ขณะที่การใช้สิทธิเกี่ยวกับที่ดินหลังการตกทอดยังต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายว่าด้วยสิทธิครอบครองและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในแต่ละคดีด้วย

บทสรุป

คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักกฎหมายที่มีความสำคัญทั้งในด้านกฎหมายมรดกและกฎหมายที่ดิน โดยยืนยันว่าการตีความบทบัญญัติของกฎหมายต้องยึดถือตามถ้อยคำที่บัญญัติไว้เป็นสำคัญ เมื่อกฎหมายใช้คำว่า ตกทอดโดยทางมรดก โดยมิได้จำกัดเฉพาะทายาทโดยธรรม ความหมายดังกล่าวย่อมครอบคลุมถึงผู้รับพินัยกรรมตามกฎหมายด้วย ผู้รับพินัยกรรมจึงมีสิทธิได้รับที่ดินตามใบจองและมีอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวได้ การตีความในลักษณะนี้สอดคล้องกับหลักกฎหมายมรดกและสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มิได้ประสงค์จำกัดสิทธิของผู้รับพินัยกรรมให้แคบกว่าที่บัญญัติไว้

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า สิทธิในการได้รับทรัพย์มรดกกับสิทธิครอบครองในที่ดินเป็นคนละประเด็น แม้ผู้รับพินัยกรรมจะมีสิทธิได้รับที่ดินและมีอำนาจฟ้องคดี แต่หากที่ดินดังกล่าวยังเป็นเพียงที่ดินตามใบจองซึ่งยังไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ การวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างเอกชนย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยึดถือครอบครองและการทำประโยชน์เป็นสำคัญ ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาทจริง ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเฉพาะในส่วนที่พิสูจน์ได้ แม้อีกฝ่ายจะเป็นผู้รับพินัยกรรมก็ตาม

แนววินิจฉัยดังกล่าวจึงสะท้อนหลักการสำคัญว่า การใช้สิทธิในทรัพย์มรดกต้องดำเนินควบคู่ไปกับการเคารพสิทธิครอบครองที่กฎหมายรับรองไว้ตามข้อเท็จจริง ศาลจะไม่พิจารณาจากฐานะของคู่กรณีเพียงอย่างเดียว แต่จะชั่งน้ำหนักทั้งบทบัญญัติของกฎหมายและพยานหลักฐานเกี่ยวกับการครอบครองในแต่ละส่วนของที่ดินอย่างละเอียด เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่ายเป็นไปตามหลักนิติธรรมและข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ในคดี

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินตามใบจอง การรับทรัพย์สินโดยพินัยกรรม การตีความคำว่า ตกทอดโดยทางมรดก และการคุ้มครองสิทธิครอบครองในที่ดินมือเปล่า โดยยืนยันว่าการตีความกฎหมายต้องสอดคล้องกับถ้อยคำแห่งบทบัญญัติและระบบกฎหมายโดยรวม ขณะเดียวกันการวินิจฉัยสิทธิในที่ดินต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองและการทำประโยชน์ที่พิสูจน์ได้จริง อันเป็นหลักสำคัญที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับข้อพิพาทในลักษณะเดียวกันได้ต่อไปในอนาคต

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8184/2568 

พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก" ซึ่งการตกทอดโดยทางมรดกนั้น มี 2 กรณี คือ ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมและตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1603 เมื่อมาตรา 8 วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้ถ้อยคำว่าตกทอดโดยมรดก จึงหมายถึงทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรมย่อมมีสิทธิตามมาตรานี้ เพราะหากกฎหมายประสงค์ให้หมายถึงเฉพาะทายาทโดยธรรมแล้ว ย่อมระบุให้ชัดแจ้ง เช่นตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2497 มาตรา 10 ว่า "ที่ดินที่ได้อนุญาตให้จับจองไปนั้น จะโอนไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมโดยทางมรดก" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านาย ผ. ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อรั้วออกจากที่ดินพิพาทได้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินของโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากจำเลยเพิกเฉยให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยเสียค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดิน ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน

โจทก์ให้การ แก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2530 รัฐออกใบจอง (น.ส. 2) เลขที่ 999 ให้แก่นายผจญ แล้วนายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทตามใบจองดังกล่าวให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2565 โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทในฐานะผู้รับพินัยกรรม จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก" ซึ่งการตกทอดโดยทางมรดกนั้นมี 2 กรณี คือ ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมและตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1603 เมื่อมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้ถ้อยคำว่า ตกทอดโดยทางมรดก จึงหมายถึงทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรมย่อมมีสิทธิตามมาตรานี้ เพราะหากกฎหมายประสงค์ให้หมายถึงเฉพาะทายาทโดยธรรมแล้ว ย่อมระบุให้ชัดแจ้ง เช่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 มาตรา 10 ว่า "ที่ดินที่ได้อนุญาตให้จับจองไปนั้น จะโอนไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมโดยทางมรดก" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทของนายผจญแต่เป็นบุคคลภายนอก การที่นายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้โจทก์เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีใบจองซึ่งเป็นหนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินของรัฐชั่วคราว ไม่ใช่เอกสารสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เกี่ยวกับที่ดิน ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินมือเปล่า ฉะนั้น ระหว่างโจทก์กับจำเลย หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ผู้นั้นย่อมได้สิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท เนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวนั้นและมีสิทธิห้ามไม่ให้โจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย โจทก์ย่อมไม่อาจฟ้องขอให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทส่วนนี้ได้ สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือซึ่งจำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์จึงมีสิทธิครอบครองนั้น จำเลยเบิกความเพียงว่า ภายหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความ นายผจญไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนของตนตามสัญญา นายวิเชษฐ์จึงเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วจำเลยครอบครองต่อจากนายวิเชษฐ์ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายวิเชษฐ์และจำเลยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์อย่างไร แม้นางเพ็ญพร พี่ของจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ว่างเปล่า มีบ่อบาดาลและต้นไม้คลุมบ่อ นายวิเชษฐ์และจำเลยเข้าไปปลูกต้นไม้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่เมื่อพิจารณาประกอบแผนที่พิพาท ปรากฏว่าต้นไม้ส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวเท่านั้น ในที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือมีต้นไม้เพียง 1 ต้น ดังนี้ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนอื่นนอกเหนือจากส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท จำเลยจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาทนั้น จำเลยไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่าโจทก์ปลูกสร้างสิ่งใดในบริเวณใดของที่ดินพิพาท จึงไม่อาจบังคับตามคำขอนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามโจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งเป็นพับ

ผู้รับพินัยกรรมมีสิทธิรับที่ดินตามใบจองหรือไม่  ผู้รับพินัยกรรมอาจมีสิทธิในที่ดินตามใบจองมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ  หลายคนเข้าใจว่าที่ดินตามใบจองตกทอดได้เฉพาะทายาทโดยธรรมเท่านั้น  ทนายลีนนท์ โทร.0859604258




สิทธิครอบครอง

สิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค.1 ตกเป็นมรดกหรือไม่ และการครอบครองแทนทายาทมีผลอย่างไรต่อการแบ่งมรดก
การโอนที่ดินนิคมสร้างตนเองโดยพินัยกรรมมีผลหรือไม่ และสิทธิครอบครองตกทอดเป็นมรดกได้เพียงใด
การครอบครองที่ดินมรดกเป็นของตนเองหรือแทนทายาทอื่นมีผลอย่างไรต่อสิทธิฟ้องและอายุความ
สิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. และการยึดหน่วงเอกสารสิทธิ(ฎีกา 1967/2552)
ปลูกบ้านในที่ดินคนอื่นโดยสุจริตได้หรือไม่ ศาลชี้เงื่อนไขสำคัญและเตือนการวินิจฉัยนอกประเด็นอาจทำให้คดีพลิก
ครอบครองที่ดินไม่มีโฉนดฟ้องได้ไหม ที่ดินสาธารณะคืออะไร ซื้อที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิมีผลหรือไม่ ศาลฎีกาอธิบายสิทธิครอบครองชัดเจน
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนด, ข้อพิพาท น.ส.3 กับสิทธิครอบครองจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2551: สิทธิอาศัยที่สิ้นสุดเมื่อรื้อถอนบ้าน และอำนาจผู้จัดการมรดกในการฟ้องขับไล่
ข้อพิพาทเรื่องที่ดินรัฐ, สิทธิครอบครองที่ดิน, ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดินโอนมรดก, พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ
ขอออกหนังสือ น.ส. 3ก-ทับที่ดินของผู้อื่น
สิทธิครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ยังไม่ได้จดทะเบียน
สิทธิครอบครองตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย, ยึดถือที่ดินเพื่อตน
มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือครอบครองแทน
ที่ดินของรัฐยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์
อยู่ในที่ดินโดยอาศัยสิทธิการเช่าของผู้อื่น
ผู้อาศัยสิทธินำที่ดินไปขายผู้รับโอนไม่มีสิทธิ