ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การโอนที่ดินนิคมสร้างตนเองโดยพินัยกรรมมีผลหรือไม่ และสิทธิครอบครองตกทอดเป็นมรดกได้เพียงใด

สิทธิครอบครองที่ดินนิคมสร้างตนเองตกทอดเป็นมรดกได้หรือไม่, การทำพินัยกรรมโอนที่ดินนิคมสร้างตนเองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่, ที่ดินยังเป็นของรัฐโอนโดยพินัยกรรมได้หรือไม่, ผู้ถือโฉนดแทนทายาทถือเป็นเจ้าของรวมหรือไม่, การเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินมรดก, ฟ้องแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วม, การใช้ ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง, การโอนสิทธิในที่ดินนิคมสร้างตนเอง, ทายาทมีสิทธิในที่ดินเท่าใด, การถือกรรมสิทธิ์แทนทายาท, การแบ่งแยกที่ดินไม่ได้ต้องทำอย่างไร, ขายที่ดินโดยผู้ไม่มีสิทธิ, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ “สิทธิในที่ดินนิคมสร้างตนเอง” และปัญหาว่าการทำพินัยกรรมโอนที่ดินดังกล่าวสามารถกระทำได้หรือไม่ รวมถึงประเด็นสำคัญว่าแม้ที่ดินยังเป็นของรัฐ แต่สิทธิครอบครองสามารถตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทได้หรือไม่ และผู้ที่มีชื่อในเอกสารสิทธิจะถือเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์หรือเพียงถือแทนทายาทเท่านั้น

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการแยก “กรรมสิทธิ์” ออกจาก “สิทธิครอบครอง” และการตีความบทบัญญัติของพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งจำกัดการโอนสิทธิในที่ดินของรัฐ อีกทั้งยังเชื่อมโยงไปสู่หลักเจ้าของรวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมถึงแนวทางการแบ่งทรัพย์เมื่อไม่สามารถแบ่งแยกได้ในทางกายภาพ

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้มีข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินในนิคมสร้างตนเอง ซึ่งยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จึงยังถือเป็นที่ดินของรัฐ ผู้ตายมีเพียงสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว

ต่อมาผู้ตายทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่บุคคลหนึ่ง (บ.) และภายหลังทายาทตกลงให้บุคคลดังกล่าวเป็นผู้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวเพื่อดำเนินการกับหน่วยงานรัฐ เมื่อมีการออกหนังสือ น.ค.3 และต่อมาขอออกโฉนด บุคคลดังกล่าวมีชื่อเป็นเจ้าของในเอกสาร

อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีการโอนมรดกและขายที่ดินให้บุคคลอื่น (จำเลยที่ 2) โจทก์ซึ่งเป็นทายาทจึงฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขาย และขอแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

(1) การทำพินัยกรรมโอนที่ดินนิคมสร้างตนเองที่ยังเป็นของรัฐ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินดังกล่าวยังเป็นของรัฐ การทำพินัยกรรมยกที่ดินจึงขัดต่อ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ไม่อาจทำให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ได้

(2) สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกหรือไม่

ศาลเห็นว่า แม้ไม่มีกรรมสิทธิ์ แต่สิทธิครอบครองเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม

(3) ผู้ที่มีชื่อในเอกสารสิทธิถือกรรมสิทธิ์แทนหรือเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์

ศาลวินิจฉัยว่า บุคคลที่มีชื่อใน น.ค.3 หรือโฉนด เป็นเพียงผู้ถือสิทธิแทนทายาททั้งหมด มิใช่เจ้าของโดยลำพัง

(4) การขายที่ดินทั้งแปลงโดยผู้ถือแทนทายาทชอบหรือไม่

ศาลเห็นว่าไม่มีสิทธิขายทั้งแปลง เพราะเป็นทรัพย์สินของเจ้าของรวม นิติกรรมจึงไม่ชอบ

(5) วิธีแบ่งทรัพย์เมื่อไม่สามารถแบ่งตามสภาพได้

ต้องใช้หลักตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง ให้แบ่งหรือขายและนำเงินมาแบ่ง

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า “สิทธิครอบครอง” แม้ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ แต่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินตามกฎหมาย และสามารถตกทอดทางมรดกได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับที่รับรองว่าสิทธิในทางทรัพย์สินไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมสิทธิ์เสมอไป

นอกจากนี้ ศาลยังเน้นหลักว่า การถือกรรมสิทธิ์ในนามบุคคลหนึ่ง อาจเป็นเพียงการถือแทนผู้อื่นได้ ซึ่งต้องพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม มิใช่ดูเพียงชื่อในเอกสารสิทธิ

เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการนำที่ดินของรัฐไปซื้อขายหรือโอนกันโดยเสรีก่อนที่จะมีการพัฒนาและจัดสรรอย่างเหมาะสม

ส่วน ป.พ.พ. มาตรา 1364 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาการถือครองร่วมที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ โดยเปิดโอกาสให้ศาลมีอำนาจสั่งขายและแบ่งเงิน เพื่อความเป็นธรรมแก่เจ้าของรวมทุกคน

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีแนววินิจฉัยสอดคล้องกันว่า

ผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิอาจถือแทนผู้อื่น

ทรัพย์มรดกไม่จำกัดเฉพาะกรรมสิทธิ์

การกระทำเกินสิทธิของเจ้าของรวม ย่อมไม่มีผลผูกพันเจ้าของร่วมคนอื่น

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิได้รับผลตามคำขอท้ายฟ้อง และให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง พร้อมกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

2. ศาลอุทธรณ์

   ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยยังไม่รับรองสิทธิของโจทก์ทั้งสองในที่ดินพิพาท แต่คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ทั้งสอง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

   ศาลฎีกาพิพากษากลับ เห็นว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินในนิคมสร้างตนเอง ผู้ตายมีเพียงสิทธิครอบครองซึ่งตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรมได้ การทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งแปลงให้บุคคลหนึ่งโดยลำพังไม่มีผลทำให้ได้กรรมสิทธิ์เด็ดขาด ผู้ที่มีชื่อในเอกสารสิทธิและผู้รับโอนภายหลังล้วนถือแทนทายาททุกคน จึงไม่มีสิทธิขายที่ดินทั้งแปลงให้บุคคลภายนอก นิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองไม่ชอบ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายบางส่วน คืนกรรมสิทธิ์ส่วนดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 และให้แบ่งแยกโอนแก่โจทก์ทั้งสองตามส่วน หากแบ่งไม่ได้ให้ดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง โดยค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งว่า การพิจารณาสิทธิในทรัพย์มรดกต้องแยกให้ออกระหว่าง “กรรมสิทธิ์” กับ “สิทธิครอบครอง” เพราะแม้เจ้ามรดกจะยังไม่มีกรรมสิทธิ์เต็มรูปในที่ดินของรัฐ แต่หากมีสิทธิครอบครองหรือสิทธิทำประโยชน์อันได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นทรัพย์มรดกและตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมได้

นอกจากนี้ คดียังตอกย้ำหลักสำคัญว่า การที่ทายาททั้งหลายยินยอมให้บุคคลหนึ่งเข้ารับสิทธิจากรัฐเพียงคนเดียวตามระบบของกฎหมายพิเศษ มิได้แปลว่าทายาทอื่นหมดสิทธิในทรัพย์นั้นโดยเด็ดขาดเสมอไป หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเป็นเพียงการให้มีชื่อแทนเพื่อประโยชน์ในทางปกครองหรือเพื่อความสะดวกในการออกเอกสารสิทธิ บุคคลดังกล่าวย่อมมีฐานะเป็นผู้ถือแทน มิใช่เจ้าของแต่ผู้เดียว

หลักอีกประการหนึ่งซึ่งศาลฎีกาวางไว้ชัดเจน คือ เมื่อทรัพย์อยู่ในลักษณะเจ้าของรวม ผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนหรือเจ้าของรวมคนหนึ่งไม่มีอำนาจจำหน่ายทรัพย์ทั้งแปลงเกินกว่าส่วนสิทธิของตน หากฝ่าฝืนย่อมเป็นการกระทบสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่น และนิติกรรมในส่วนนั้นย่อมไม่อาจยกขึ้นยันเจ้าของรวมผู้มิได้ให้ความยินยอมได้

ในเชิงกฎหมายมรดก คดีนี้ยังชี้ให้เห็นว่า พินัยกรรมไม่อาจก่อผลเกินกว่าสิทธิที่ผู้ทำพินัยกรรมมีอยู่จริง ผู้มีเพียงสิทธิถือแทนย่อมไม่อาจทำพินัยกรรมยกทรัพย์ทั้งจำนวนให้ผู้อื่นเสมือนตนเป็นเจ้าของเด็ดขาดได้ เพราะการแสดงเจตนาทางนิติกรรมต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งสิทธิของตน

ส่วนในเชิงกฎหมายทรัพย์สิน คดีนี้สะท้อนการใช้ ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ เมื่อทรัพย์สินเป็นของเจ้าของรวมและไม่สามารถแบ่งแยกตามแผนที่หรือสภาพการครอบครองเดิมได้ ศาลมีอำนาจกำหนดวิธีการให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งพร้อมเงินทดแทน การประมูลกันระหว่างเจ้าของรวม หรือการขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินตามส่วน ทั้งนี้เพื่อยุติข้อพิพาทโดยไม่ปล่อยให้เจ้าของรวมบางฝ่ายเสียสิทธิเพราะข้อจำกัดทางกายภาพของทรัพย์

กล่าวโดยสรุป คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า ในคดีที่เกี่ยวกับที่ดินนิคมสร้างตนเองหรือทรัพย์ที่อยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษ ศาลจะไม่วินิจฉัยจากชื่อในเอกสารสิทธิเพียงรูปแบบภายนอก แต่จะพิเคราะห์ถึงที่มาของสิทธิ ความสัมพันธ์ระหว่างทายาท ขอบเขตแห่งการถือแทน และสถานะทางกฎหมายที่แท้จริงของทรัพย์ เพื่อให้ความคุ้มครองแก่สิทธิของทายาททุกคนอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า ที่ดินในนิคมสร้างตนเองซึ่งยังมิได้ออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามกฎหมายเฉพาะนั้น ยังเป็นที่ดินของรัฐ ผู้ตายจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ที่จะยกให้แก่ผู้ใดโดยพินัยกรรมได้ แต่ผู้ตายยังคงมี “สิทธิครอบครอง” ซึ่งถือเป็นทรัพย์มรดกและตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง โดยมาตราแรกใช้วินิจฉัยข้อจำกัดเรื่องการโอนสิทธิในที่ดินของรัฐ ส่วนมาตราหลังใช้กำหนดวิธีแบ่งทรัพย์สินของเจ้าของรวมเมื่อไม่อาจแบ่งแยกกันได้โดยสะดวก

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. สิทธิครอบครองที่ดินนิคมสร้างตนเองเป็นทรัพย์มรดก

   แม้เจ้ามรดกยังไม่มีกรรมสิทธิ์เด็ดขาดในที่ดิน แต่เมื่อมีสิทธิครอบครองอันชอบด้วยกฎหมาย สิทธินั้นย่อมมีมูลค่าในทางทรัพย์สินและตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมได้ ทายาททุกคนจึงมีส่วนในสิทธิดังกล่าวเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะมีเหตุทางกฎหมายเป็นอย่างอื่น

2. ผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิอาจเป็นเพียงผู้ถือแทนทายาท

   การที่บุคคลหนึ่งได้รับการออก น.ค.3 หรือโฉนดในชื่อตน มิได้หมายความว่าเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวเสมอไป หากข้อเท็จจริงแสดงว่าเข้ารับสิทธิแทนทายาทคนอื่น บุคคลนั้นย่อมไม่มีอำนาจจำหน่ายทรัพย์ทั้งแปลงเกินส่วนของตน การขายที่ดินให้บุคคลภายนอกโดยลำพังจึงไม่ชอบ และย่อมถูกเพิกถอนได้ในส่วนที่กระทบสิทธิของทายาทอื่น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-ที่ดินนิคมสร้างตนเองที่ยังไม่ได้ออกโฉนด สามารถยกให้กันโดยพินัยกรรมได้หรือไม่

   คำตอบ

   โดยหลักแล้ว หากที่ดินในนิคมสร้างตนเองยังมิได้ออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายเฉพาะ ที่ดินดังกล่าวยังคงมีสถานะเป็นที่ดินของรัฐ ผู้ครอบครองยังมิได้มีกรรมสิทธิ์เต็มรูปเช่นเจ้าของที่ดินทั่วไป ดังนั้น การทำพินัยกรรมยก “ที่ดิน” ทั้งแปลงให้แก่บุคคลใดโดยตรงย่อมมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้ทำพินัยกรรมยังไม่มีกรรมสิทธิ์ที่จะจำหน่ายทรัพย์นั้นได้โดยเสรี อย่างไรก็ดี สิ่งที่ตกทอดได้อาจเป็น “สิทธิครอบครอง” หรือสิทธิทำประโยชน์ที่ผู้ตายมีอยู่ ซึ่งศาลอาจรับรองว่าเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง จึงต้องแยกให้ออกระหว่างการยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินกับการตกทอดของสิทธิครอบครองตามกฎหมายพิเศษและกฎหมายมรดก

2. คำถาม-สิทธิครอบครองในที่ดินของรัฐถือเป็นมรดกได้จริงหรือไม่

   คำตอบ

   ได้ หากสิทธิครอบครองนั้นเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองและผู้ตายได้เข้าทำประโยชน์หรือครอบครองโดยชอบ สิทธิประเภทนี้ย่อมมีสภาพเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง แม้จะยังไม่ใช่กรรมสิทธิ์ก็ตาม ศาลฎีกาวางหลักว่า สิทธิครอบครองดังกล่าวสามารถตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมได้ เพราะเป็นผลประโยชน์ที่มีมูลค่าและมีความเกี่ยวพันกับสิทธิในทรัพย์โดยตรง แต่การตกทอดจะเป็นไปภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายเฉพาะ เช่น กฎหมายว่าด้วยนิคมสร้างตนเองหรือกฎหมายจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ จึงไม่ใช่ว่าทายาทจะได้กรรมสิทธิ์โดยทันที หากเป็นการรับช่วงสิทธิของผู้ตายในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาตไว้

3. คำถาม-ถ้าทายาททุกคนยอมให้พี่คนหนึ่งมีชื่อใน น.ค.3 หรือโฉนด คนที่มีชื่อจะเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะต้องพิจารณาเจตนาและพฤติการณ์โดยรวมประกอบกัน หากการที่ทายาททั้งหลายยินยอมให้บุคคลหนึ่งมีชื่อในเอกสารสิทธิเกิดจากข้อจำกัดของกฎหมายเฉพาะที่ให้มีผู้รับสิทธิได้เพียงคนเดียว เพื่อความสะดวกในการดำเนินการกับรัฐหรือเพื่อจัดการแทนทายาททั้งหลาย บุคคลนั้นอาจมีฐานะเพียงผู้ถือสิทธิแทน มิใช่เจ้าของเด็ดขาดแต่ผู้เดียว ดังนั้น แม้ชื่อในโฉนดจะปรากฏเพียงคนเดียว ก็ยังอาจต้องถือว่าที่ดินเป็นทรัพย์ของทายาททุกคนในลักษณะเจ้าของรวมได้ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทายาทอื่นมิได้สละสิทธิในผลประโยชน์แห่งทรัพย์นั้นอย่างแท้จริง

4. คำถาม-ผู้ที่ถือโฉนดแทนทายาทมีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งแปลงให้ผู้อื่นหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่มีสิทธิกระทำได้เกินกว่าส่วนหรือฐานะทางกฎหมายที่ตนมีอยู่ หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ถือโฉนดเป็นเพียงผู้ถือแทนทายาทคนอื่น การทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งแปลงให้แก่บุคคลอื่นย่อมเกินกว่าสิทธิของตนเอง เพราะพินัยกรรมจะมีผลได้เพียงเท่าที่เจ้ามรดกมีสิทธิจะจำหน่ายได้จริงเท่านั้น ผู้ถือแทนไม่อาจอาศัยชื่อในเอกสารสิทธิไปตัดสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่นโดยลำพังได้ ศาลจึงอาจวินิจฉัยว่า พินัยกรรมมีผลได้ไม่เกินสิทธิของผู้ทำพินัยกรรม และในส่วนที่กระทบสิทธิของทายาทคนอื่นย่อมไม่อาจใช้ยันกันได้

5. คำถาม-ถ้าผู้ถือแทนทายาทขายที่ดินทั้งแปลงให้บุคคลภายนอก นิติกรรมซื้อขายเป็นโมฆะทั้งหมดหรือไม่

   คำตอบ

   ประเด็นนี้ต้องพิจารณาอย่างละเอียดตามสภาพสิทธิของผู้ขายและผลกระทบต่อเจ้าของรวมคนอื่น หากผู้ขายไม่มีสิทธิขายทรัพย์ทั้งแปลงเพราะเป็นเพียงผู้ถือแทนหรือมีสิทธิเพียงบางส่วน การซื้อขายย่อมไม่ชอบในส่วนที่เกินสิทธิของผู้ขาย และทายาทหรือเจ้าของรวมคนอื่นย่อมมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมหรือขอให้คืนทรัพย์ในส่วนที่กระทบสิทธิของตนได้ ในทางปฏิบัติ ศาลอาจไม่ได้วินิจฉัยให้โมฆะทั้งแปลงเสมอไป แต่จะพิจารณาตามขอบเขตแห่งสิทธิและคำขอท้ายฟ้องว่าควรเพิกถอนเพียงใด เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสิทธิของคู่ความแต่ละฝ่าย

6. คำถาม-ทายาทที่ไม่ได้มีชื่อในโฉนดมีอำนาจฟ้องเพิกถอนการขายที่ดินได้หรือไม่

   คำตอบ

   มีได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเป็นทายาทโดยธรรมของผู้มีสิทธิครอบครองเดิม และที่ดินหรือสิทธิในที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันโดยชอบ ทั้งยังสามารถแสดงได้ว่าผู้มีชื่อในโฉนดถือทรัพย์แทนทายาททุกคน มิใช่เจ้าของเด็ดขาดโดยลำพัง ในกรณีเช่นนี้ ทายาทย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงและมีอำนาจฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ทำเกินสิทธิ และขอแบ่งทรัพย์ตามส่วนที่ตนพึงได้ อย่างไรก็ดี ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่ผู้ฟ้องที่จะต้องแสดงข้อเท็จจริงให้ศาลเห็นอย่างชัดเจนว่าตนมีสิทธิในทรัพย์พิพาทจริง

7. คำถาม-ถ้าที่ดินของเจ้าของรวมแบ่งตามสภาพไม่ได้ ศาลจะใช้วิธีใดในการยุติข้อพิพาท

   คำตอบ

   เมื่อทรัพย์สินเป็นของเจ้าของรวมและไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ หรือแม้แบ่งได้แต่การแบ่งตามสภาพจะก่อให้เกิดความเสียหายมาก ศาลมีอำนาจใช้หลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง โดยอาจสั่งให้แบ่งทรัพย์และให้มีการทดแทนกันเป็นเงิน หากส่วนที่ได้ไม่เท่ากัน หรือหากไม่อาจแบ่งได้จริง ศาลอาจสั่งให้มีการประมูลราคาระหว่างเจ้าของรวมก่อน หากวิธีดังกล่าวยังไม่เหมาะสมหรือไม่สำเร็จ ศาลจึงอาจสั่งขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้มาแบ่งตามสัดส่วนสิทธิของแต่ละคน วิธีการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาความเป็นธรรมและยุติข้อพิพาทโดยไม่ให้ฝ่ายใดเสียเปรียบเกินสมควร

8. คำถาม-เหตุใดศาลจึงไม่ดูเพียงชื่อในโฉนดว่าใครเป็นเจ้าของ แต่กลับดูพฤติการณ์เบื้องหลังด้วย

   คำตอบ

   เพราะหลักกฎหมายแพ่งมิได้ยึดถือเพียงรูปแบบภายนอกของเอกสารเท่านั้น หากยังต้องพิจารณาความสัมพันธ์ทางนิติกรรม เจตนาของคู่กรณี และที่มาของสิทธิประกอบกันด้วย โดยเฉพาะในคดีมรดกและคดีเกี่ยวกับทรัพย์ที่อยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษ เช่น ที่ดินนิคมสร้างตนเอง การที่บุคคลหนึ่งมีชื่อในเอกสารสิทธิอาจเป็นเพียงผลจากกระบวนการทางปกครองหรือข้อจำกัดของระบบกฎหมาย มิได้สะท้อนความเป็นเจ้าของที่แท้จริงทั้งหมด ศาลจึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึกว่า บุคคลนั้นได้สิทธิมาเพื่อตนเอง หรือได้มาในฐานะตัวแทนหรือผู้ถือแทนทายาทคนอื่น เพื่อให้ผลแห่งคดีเป็นธรรมและตรงกับสภาพสิทธิที่แท้จริง

9. คำถาม-คดีลักษณะนี้ให้บทเรียนสำคัญอะไรแก่ทายาทและผู้ซื้อที่ดินบ้าง

   คำตอบ

   บทเรียนสำคัญคือ ผู้ซื้อที่ดินต้องตรวจสอบให้รอบด้านมากกว่าการดูเพียงโฉนดหรือชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อทรัพย์มีที่มาจากมรดกหรือที่ดินในนิคมสร้างตนเอง เพราะอาจมีข้อจำกัดทางกฎหมายหรือมีสิทธิของทายาทอื่นซ่อนอยู่ ส่วนทายาทเองควรจัดการสิทธิในทรัพย์มรดกให้ชัดเจน ไม่ปล่อยให้บุคคลหนึ่งถือเอกสารสิทธิไว้โดยไม่มีข้อตกลงที่แน่นอน มิฉะนั้นอาจเกิดข้อพิพาทยืดเยื้อในภายหลัง คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า การจัดการมรดกและการโอนทรัพย์ต้องกระทำภายในขอบเขตแห่งสิทธิและต้องคำนึงถึงกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องเสมอ

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3917/2563

ผู้ตายครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมสร้างตนเอง เมื่อยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นที่ดินของรัฐ การที่ผู้ตายทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่ บ. มิใช่การตกทอดโดยมรดก เป็นการขัดต่อ พ.ร.บ. ดังกล่าว ผู้ตายมีเพียงสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย เมื่อทายาททุกคนของผู้ตายตกลงให้ บ. เป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินของผู้ตายตามที่พระราชกฤษฎีกานิคมสร้างตนเองกำหนดให้ทายาทเข้ารับสิทธิได้เพียงผู้เดียว บ. จึงเป็นแต่เพียงผู้มีชื่อในหนังสือแสดงการทำประโยชน์แทนบุตรทุกคนของผู้ตายเท่านั้น ต่อมา บ. ไปขอออกโฉนดที่ดินจนได้รับโฉนดที่ดินพิพาท ก็ยังต้องถือว่าเป็นการดำเนินการแทนทายาทอื่น ทายาททุกคนมีส่วนเท่า ๆ กันและเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท บ. ไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 ขอรับโอนมรดกที่ดินใส่ชื่อของตนเองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ก็ยังคงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนทายาททุกคนของผู้ตาย สิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้รับโอนคงมีสิทธิในทำนองเดียวกันกับสิทธิของ บ. ผู้โอน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 นิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองไม่ชอบ จำเลยที่ 1 ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แบ่งแยกที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองผู้เป็นทายาทของผู้ตาย แต่หากการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินแก่โจทก์ทั้งสองไม่อาจดำเนินการได้ ก็ต้องดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง

ฎีกาย่อ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 แบ่งแยกโอนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัดส่วน หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินนิคมสร้างตนเองยังเป็นของรัฐ ผู้ตายมีเพียงสิทธิครอบครอง การทำพินัยกรรมยกที่ดินจึงขัดต่อ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง แต่สิทธิครอบครองถือเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทได้ ต่อมาทายาทตกลงให้นายบุญเหลือรับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวเพื่อดำเนินการกับรัฐ จึงมีฐานะเป็นผู้ถือสิทธิแทนทายาททั้งหมด แม้ภายหลังจะออกโฉนดในชื่อดังกล่าว ก็ยังเป็นเจ้าของรวมของทายาททุกคน

นายบุญเหลือจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งแปลง และจำเลยที่ 1 ผู้รับโอนก็มีสิทธิเท่าเดิมคือถือแทนทายาท ไม่มีสิทธิขายที่ดินทั้งแปลงให้จำเลยที่ 2 นิติกรรมซื้อขายจึงไม่ชอบ โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งกรรมสิทธิ์

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายที่ดินบางส่วน และให้จำเลยที่ 1 แบ่งแยกโอนที่ดินให้โจทก์ทั้งสองคนละ 2 ไร่ 76 ตารางวา หากแบ่งไม่ได้ให้ดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง โดยขายและแบ่งเงินตามส่วน

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้ที่ดินกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัดส่วนที่โจทก์ทั้งสองครอบครองและทำประโยชน์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน กับคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายโล้ง กับนางเพียน ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20218 เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา ตั้งอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดิมนางเพียนเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 805 เมื่อนางเพียนถึงแก่ความตาย นายบุญเหลือเป็นผู้จัดการมรดก นายบุญเหลือได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว นายบุญเหลือได้ขอออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 5956 ในนามตนเอง ครั้นวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 นายบุญเหลือได้ขอออกโฉนดที่ดินและได้รับโฉนดที่ดินเลขที่ 20218 เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดิน วันที่ 11 มีนาคม 2557 โจทก์ที่ 1 ฟ้องนายบุญเหลือ ขอให้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20218 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา แก่โจทก์ที่ 1 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 100/2557 ของศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณานายบุญเหลือถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่นายบุญเหลือ ศาลชั้นต้นอนุญาต ครั้นในวันนัดสอบถามคำให้การจำเลยที่ 1 และสืบพยานโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ในวันเดียวกันนั้น โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทแต่เดิมเป็นของนิคมอุตสาหกรรมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ออกเป็นหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เล่มที่ 17 เลขที่ 805 ที่ 38/2524 เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ มีนางเพียน เป็นผู้ครอบครอง นางเพียนทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้แก่นายบุญเหลือตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง แต่ขณะนั้นที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จึงยังเป็นที่ดินของรัฐ การทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเหลือมิใช่การตกทอดโดยทางมรดก จึงขัดกับพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตามการที่นางเพียนได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน นางเพียนจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งสิทธิดังกล่าวถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนางเพียน นางเพียนถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2536 ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีคำสั่งตั้งนายบุญเหลือเป็นผู้จัดการมรดกของนายเพียน นายบุญเหลือได้ทำเรื่องขอรับโอนสิทธิในที่ดินในฐานะทายาทตามพินัยกรรมต่อนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายธัญณัฐ หัวหน้ากลุ่มนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มาเบิกความว่า แม้จะมีคำสั่งตั้งนายบุญเหลือเป็นผู้จัดการมรดก แต่การออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) จะถือตามพระราชกฤษฎีกานิคมสร้างตนเอง ให้ทายาทเข้ารับสิทธิได้เพียงคนเดียว ทายาทคนอื่น ๆ จะต้องลงชื่อสละสิทธิในที่ดินก่อน ส่วนหลังจากนั้นในบรรดาทายาทจะไปตกลงแบ่งกันอย่างไรให้ไปทำบันทึกกันต่างหาก ทายาทของนางเพียนมีการโต้แย้งและโต้เถียงกันอยู่ แล้วทุกคนตกลงยินยอมให้นายบุญเหลือเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินของนางเพียน และลงชื่อสละสิทธิไม่ขอรับมรดกของนางเพียนต่อหน้านายธัญณัฐ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจึงได้ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ให้แก่นายบุญเหลือเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ฉะนั้น นายบุญเหลือจึงเป็นแต่เพียงมีชื่อในหนังสือแสดงการทำประโยชน์แทนบุตรทุกคนของนางเพียนเท่านั้น หลังจากนั้นนายบุญเหลือนำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดินและได้รับเป็นโฉนดที่ดินพิพาทเนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา แต่ก็ยังต้องถือว่าเป็นการดำเนินการแทนทายาทอื่น พี่น้องแต่ละคนจึงมีส่วนเท่า ๆ กันและเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท นายบุญเหลือมีชื่อในโฉนดที่ดินโดยเป็นเพียงการถือแทนพี่น้องเท่านั้น จำเลยที่ 1 เบิกความในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1057/2558 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ว่า บิดามารดามีบุตรด้วยกันรวม 7 คน บุตรชายคนโตคือนายบุญเหลือ นายหอม (โจทก์ที่ 1 ในคดีนี้) เป็นบุตรคนที่ 6 พยานเป็นบุตรคนที่ 7 และในคดีนี้โจทก์ที่ 1 เบิกความไว้ว่า ขณะที่มารดาถึงแก่ความตาย พี่น้องทุกคนยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น ทายาทของนางเพียนมี 7 คน แต่ละคนจึงมีส่วนเท่า ๆ กันในที่ดินพิพาทคนละ 1 ใน 7 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 76 ตารางวา นายบุญเหลือจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมานายบุญเหลือถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 1 ได้ขอรับโอนมรดกที่ดินตามพินัยกรรมของนายบุญเหลือและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ก็ยังคงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนพี่น้องทุกคน สิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้รับโอนก็คงมีสิทธิในทำนองเดียวกันกับสิทธิของนายบุญเหลือผู้โอน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 นิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง จึงไม่ชอบ จำเลยที่ 1 ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 2 ไร่ 76 ตารางวา แต่ตามแผนที่พิพาท โจทก์ที่ 1 นำชี้ว่าครอบครองที่ดินด้านบนเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 33 ตารางวา โจทก์ที่ 2 นำชี้ว่าครอบครองที่ดินตรงกลางเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 1 งาน 24 ตารางวา และจำเลยที่ 1 นำชี้ว่าครอบครองที่ดินด้านล่างเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 3 งาน 37 ตารางวา การจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 2 ไร่ 76 ตารางวา ย่อมไม่อาจดำเนินการแบ่งแยกตามที่ปรากฏในแผนที่พิพาทได้ จึงต้องดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง ที่ว่า ถ้าเจ้าของรวมไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินอย่างไรไซร้ เมื่อเจ้าของรวมคนหนึ่งคนใดขอ ศาลอาจสั่งให้เอาทรัพย์สินนั้นออกแบ่ง ถ้าส่วนที่แบ่งให้ไม่เท่ากันไซร้ จะสั่งให้ทดแทนกันเป็นเงินก็ได้ ถ้าการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนักก็ดี ศาลจะสั่งให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาดก็ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินบางส่วนตามโฉนดที่ดินเลขที่ 20218 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 26 สิงหาคม 2558 เนื้อที่ดินรวม 4 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา ให้ที่ดินส่วนดังกล่าวกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 รังวัดแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 2 ไร่ 76 ตารางวา ค่าใช้จ่ายในการแบ่งแต่ละแปลงให้ออกฝ่ายละเท่า ๆ กัน หากในการแบ่งไม่อาจตกลงกันได้ในระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ก็ให้ขายที่ดินดังกล่าวโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถ้าไม่อาจขายโดยประมูลราคา ก็ให้ขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งกันตามส่วนที่พึงได้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก




สิทธิครอบครอง

สิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค.1 ตกเป็นมรดกหรือไม่ และการครอบครองแทนทายาทมีผลอย่างไรต่อการแบ่งมรดก
การครอบครองที่ดินมรดกเป็นของตนเองหรือแทนทายาทอื่นมีผลอย่างไรต่อสิทธิฟ้องและอายุความ
สิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. และการยึดหน่วงเอกสารสิทธิ(ฎีกา 1967/2552)
ปลูกบ้านในที่ดินคนอื่นโดยสุจริตได้หรือไม่ ศาลชี้เงื่อนไขสำคัญและเตือนการวินิจฉัยนอกประเด็นอาจทำให้คดีพลิก
ครอบครองที่ดินไม่มีโฉนดฟ้องได้ไหม ที่ดินสาธารณะคืออะไร ซื้อที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิมีผลหรือไม่ ศาลฎีกาอธิบายสิทธิครอบครองชัดเจน article
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนด, ข้อพิพาท น.ส.3 กับสิทธิครอบครองจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2551: สิทธิอาศัยที่สิ้นสุดเมื่อรื้อถอนบ้าน และอำนาจผู้จัดการมรดกในการฟ้องขับไล่
ข้อพิพาทเรื่องที่ดินรัฐ, สิทธิครอบครองที่ดิน, ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดินโอนมรดก, พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ
ขอออกหนังสือ น.ส. 3ก-ทับที่ดินของผู้อื่น
สิทธิครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ยังไม่ได้จดทะเบียน
สิทธิครอบครองตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย, ยึดถือที่ดินเพื่อตน
มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือครอบครองแทน
ที่ดินของรัฐยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์
อยู่ในที่ดินโดยอาศัยสิทธิการเช่าของผู้อื่น
ผู้อาศัยสิทธินำที่ดินไปขายผู้รับโอนไม่มีสิทธิ