ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การปลูกสร้างรุกล้ำที่ดิน และกรณีวินิจฉัยนอกประเด็นในอุทธรณ์,ป.พ.พ. มาตรา 1312,(ฎีกา 4954/2566)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4954/2566 เกี่ยวกับการปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่น, การตีความ ป.พ.พ. มาตรา 1312 เรื่องการปลูกสร้างรุกล้ำโดยสุจริต, ขอบเขตการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ตามกระบวนพิจารณา, หลักห้ามวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท, กรณีศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเกินคำฟ้องและคำให้การ, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่ดิน, หลักกฎหมายเรื่องการครอบครองแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381, คดีผู้จัดการมรดกฟ้องขอรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง, แนววินิจฉัยเรื่องความสุจริต

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการปลูกสร้างโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินของผู้อื่น การอ้างความสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 และขอบเขตอำนาจของศาลอุทธรณ์ในการหยิบยกประเด็นข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัย ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การปลูกสร้างรุกล้ำโดยสุจริตต้องเป็นกรณีที่ปลูกในที่ดินของตนเป็นหลักและรุกล้ำเพียงส่วนน้อยเท่านั้น อีกทั้งศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยประเด็นที่คู่ความมิได้ยกขึ้นเป็นข้อพิพาท หากไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. การปลูกสร้างโรงเรือนทั้งหมดในที่ดินของผู้อื่น จะอ้างความสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312 ได้หรือไม่

2. ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกประเด็นที่คู่ความไม่ยกขึ้นต่อสู้มาวินิจฉัยเพียงใด

3. การวินิจฉัยนอกประเด็นส่งผลต่อความชอบด้วยกระบวนพิจารณาอย่างไร

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายเรื่องการปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินโดยสุจริต และอำนาจของศาลในการวินิจฉัยคดีให้อยู่ภายในกรอบแห่งประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความยกขึ้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกบทกฎหมายที่คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้มาใช้วินิจฉัย ทั้งที่ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อีกทั้งยังยืนยันการตีความบทบัญญัติเรื่องการปลูกสร้างรุกล้ำโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อย่างเคร่งครัด

มาตรากฎหมายสำคัญที่สุดที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง

เป็นบทกฎหมายหลักที่ศาลฎีกานำมาอธิบายขอบเขตของคำว่า “การปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต” และใช้เป็นเกณฑ์ชี้ขาดว่าข้อเท็จจริงของคดีนี้ไม่อาจปรับบทดังกล่าวได้

 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายประเด็นสำคัญสั้น ๆ

1. ป.พ.พ. มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง

เป็นแก่นของคดีในด้านสารบัญญัติ ศาลฎีกาวางหลักว่า มาตรานี้ใช้ได้เฉพาะกรณีที่เจ้าของโรงเรือนปลูกสร้างในที่ดินของตนเป็นหลัก และมีเพียงบางส่วนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินผู้อื่นเท่านั้น หากปลูกสร้างทั้งหมดอยู่ในที่ดินของผู้อื่น ย่อมไม่เข้าลักษณะตามบทกฎหมายนี้

2. การปลูกสร้างรุกล้ำโดยสุจริต

ศาลฎีกาอธิบายความหมายของ “สุจริต” ในบริบทของมาตรา 1312 อย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เพียงแค่ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดิน แต่ต้องเป็นการเข้าใจโดยชอบว่าปลูกอยู่ในที่ดินของตนเอง และรุกล้ำเพียงส่วนน้อยโดยไม่รู้ตัว

3. วินิจฉัยนอกประเด็น

เป็นหัวใจของคดีในเชิงกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาชี้ว่าศาลอุทธรณ์หยิบยกประเด็นเรื่องการปลูกสร้างรุกล้ำโดยสุจริตขึ้นวินิจฉัย ทั้งที่คู่ความมิได้ยกขึ้นเป็นข้อพิพาท และศาลชั้นต้นมิได้กำหนดไว้ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกกรอบแห่งคดี

4. ขอบเขตอำนาจศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาวางหลักว่าศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยภายในขอบเขตของคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นข้อพิพาท เว้นแต่จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งกรณีนี้ไม่เข้าลักษณะดังกล่าว

5. กระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่าความยุติธรรมทางกระบวนพิจารณาเป็นหัวใจของคดีแพ่ง การวินิจฉัยโดยยึดประเด็นที่คู่ความไม่ได้มีโอกาสโต้แย้ง ย่อมกระทบสิทธิในการต่อสู้คดี และทำให้คำพิพากษาไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางบุญชื่น เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท จำเลยเป็นบุตรคนแรกของเจ้ามรดก และได้รับอนุญาตจากนางบุญชื่นให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวในช่วงที่เจ้ามรดกยังมีชีวิต ต่อมานางบุญชื่นได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินให้บุตรคนอื่น โดยมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและโจทก์รับโอนมรดกแล้ว จำเลยยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงฟ้องขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ส่งมอบที่ดิน และเรียกค่าเสียหาย

ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และการปลูกสร้างเป็นการรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ จึงพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน ส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ และชำระค่าขาดประโยชน์ตามที่ศาลเห็นสมควร พร้อมยกฟ้องแย้งเรื่องครอบครองปรปักษ์

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์และปัญหาการวินิจฉัยนอกประเด็น

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาทโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดินเดิม จึงถือเป็นการปลูกสร้างรุกล้ำโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312 และยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวมิได้เป็นประเด็นที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ และศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดไว้เป็นข้อพิพาท

แนววินิจฉัยของศาลฎีกาและหลักกฎหมายที่วางไว้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การปลูกสร้างรุกล้ำโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312 ต้องเป็นกรณีที่เจ้าของโรงเรือนปลูกสร้างในที่ดินของตนเองเป็นหลัก และมีเพียงบางส่วนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินผู้อื่นเท่านั้น หากโรงเรือนทั้งหมดตั้งอยู่ในที่ดินของผู้อื่น ย่อมไม่อาจถือเป็นการรุกล้ำตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ นอกจากนี้ ศาลฎีกายังย้ำหลักสำคัญว่าศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจหยิบยกประเด็นใหม่ที่คู่ความมิได้ยกขึ้นเป็นข้อพิพาทมาวินิจฉัย เว้นแต่จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งกรณีนี้ไม่เข้าลักษณะดังกล่าว การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความ ป.พ.พ. มาตรา 1312 ว่าการอ้างความสุจริตในการปลูกสร้างรุกล้ำต้องเข้าเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด อีกทั้งตอกย้ำหลักกระบวนพิจารณาว่าศาลต้องวินิจฉัยภายในขอบเขตแห่งคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ เพื่อคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4954/2566 

เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีในประเด็นเรื่องการปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทโดยสุจริต และศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวไว้ ทั้งการปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง จะต้องได้ความว่าเจ้าของโรงเรือนปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของตนเองแต่มีบางส่วนของโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น ส่วนที่รุกล้ำต้องเป็นส่วนน้อยและส่วนที่อยู่ในที่ดินของตนนั้นต้องเป็นส่วนใหญ่ มิฉะนั้นจะเรียกว่าสร้างโรงเรือนรุกล้ำมิได้ ซึ่งข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนต่าง ๆ ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 โดยอาศัยสิทธิของ บ. ทั้งหมด และไม่มีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของจำเลยเลย กรณีจึงไม่อาจปรับด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1312 ได้ ดังนั้นการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่หยิบยกประเด็นเรื่องความสุจริตตามบทมาตราดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เพราะมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน ส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ และชำระค่าขาดประโยชน์ พร้อมยกฟ้องแย้ง

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โดยอาศัยเหตุปลูกสร้างรุกล้ำโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312

3. ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็นและไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

บทความกฎหมาย มาตรา 1312

การปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 เป็นบทบัญญัติที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในคดีที่ดิน โดยเฉพาะกรณีที่มีการปลูกสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างล้ำเขตเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น บทบัญญัตินี้สะท้อนแนวคิดของกฎหมายแพ่งที่มุ่งคุ้มครองทั้งสิทธิในกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน และความเป็นธรรมแก่ผู้ปลูกสร้างที่กระทำไปโดยสุจริต ทั้งนี้ การนำมาตรานี้มาปรับใช้จำเป็นต้องตีความอย่างเคร่งครัดตามองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นอาจกระทบต่อหลักกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายทรัพย์สิน

มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงกรณีที่เจ้าของโรงเรือนได้ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของตนเอง แต่มีบางส่วนของโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต กฎหมายเปิดโอกาสให้เจ้าของที่ดินซึ่งถูกล้ำเขตเลือกใช้สิทธิได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้รื้อถอนส่วนที่รุกล้ำ หรือยอมให้คงอยู่โดยเรียกค่าทดแทนตามความเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายที่ไม่สมควรแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แก่นสำคัญของมาตรา 1312 อยู่ที่คำว่า “ปลูกสร้างในที่ดินของตนเอง” และ “รุกล้ำเพียงบางส่วน” กล่าวคือ โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างต้องตั้งอยู่ในที่ดินของผู้ปลูกเป็นหลัก ส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นต้องเป็นส่วนน้อย หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าโรงเรือนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดตั้งอยู่ในที่ดินของผู้อื่น ย่อมไม่อาจถือเป็นการรุกล้ำตามความหมายของมาตรานี้ได้ เพราะไม่ใช่กรณีที่เจ้าของโรงเรือนมีฐานสิทธิจากการเป็นเจ้าของที่ดินของตนเอง

อีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ “ความสุจริต” ความสุจริตในที่นี้มิใช่เพียงการได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดิน หรือการเชื่อว่าตนมีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดิน แต่ต้องเป็นความเชื่อโดยสุจริตว่าการปลูกสร้างนั้นอยู่ภายในเขตที่ดินของตนเอง และการรุกล้ำเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวและไม่อาจรู้ได้ตามสมควร หากผู้ปลูกสร้างทราบอยู่แล้วว่าที่ดินมิใช่ของตน หรือรู้ว่าปลูกสร้างทั้งหมดอยู่ในที่ดินของผู้อื่น แม้จะได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดิน ก็ไม่อาจอ้างความสุจริตตามมาตรา 1312 ได้

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับวางหลักตรงกันว่า มาตรา 1312 เป็นบทกฎหมายที่ต้องตีความอย่างแคบ ไม่สามารถนำไปขยายความคุ้มครองแก่ผู้ปลูกสร้างที่ไม่มีฐานะเป็นเจ้าของที่ดินได้อย่างแท้จริง ศาลมักพิจารณาจากข้อเท็จจริงเชิงรูปธรรม เช่น ตำแหน่งที่ตั้งของโรงเรือน สัดส่วนพื้นที่ที่รุกล้ำ และพฤติการณ์ในการปลูกสร้าง ว่าผู้ปลูกสร้างมีเหตุอันสมควรเชื่อว่าตนปลูกอยู่ในที่ดินของตนเองหรือไม่

นอกจากนี้ มาตรา 1312 ยังต้องพิจารณาควบคู่กับหลักกฎหมายว่าด้วยการครอบครอง หากผู้ปลูกสร้างเข้าไปใช้ที่ดินของผู้อื่นโดยอาศัยสิทธิการอนุญาต การครอบครองดังกล่าวถือเป็นการยึดถือแทนเจ้าของ มิใช่การครอบครองในฐานะเจ้าของ การปลูกสร้างโรงเรือนในกรณีเช่นนี้จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการรุกล้ำโดยสุจริตได้ เพราะผู้ปลูกทราบอยู่แล้วว่าที่ดินมิใช่ของตน

อีกประเด็นหนึ่งที่พบได้บ่อยในทางคดี คือความพยายามนำมาตรา 1312 มาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ศาลฎีกาได้ย้ำหลายครั้งว่ามาตรานี้ไม่ใช่บทกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้บุกรุกที่ดินโดยทั่วไป แต่เป็นเพียงข้อยกเว้นเฉพาะกรณีที่มีความสุจริตและมีลักษณะการรุกล้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การใช้มาตรานี้โดยไม่เข้าองค์ประกอบ ย่อมเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ในทางปฏิบัติ เมื่อศาลรับฟังได้ว่าการปลูกสร้างไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 1312 เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด และเรียกค่าเสียหายจากการใช้ที่ดินโดยไม่มีสิทธิได้ การพิจารณาเช่นนี้สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองกรรมสิทธิ์ ซึ่งเป็นหัวใจของกฎหมายแพ่งว่าด้วยทรัพย์สิน

กล่าวโดยสรุป ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 เป็นบทบัญญัติที่มีความละเอียดอ่อนและต้องอาศัยการวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ การนำมาตรานี้มาใช้ต้องตรวจสอบองค์ประกอบทั้งในด้านสถานะของผู้ปลูกสร้าง ความสัมพันธ์กับที่ดินของตนเอง ลักษณะการรุกล้ำ และความสุจริตอย่างแท้จริง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ศาลจะไม่ขยายขอบเขตการคุ้มครองเกินกว่าที่กฎหมายตั้งใจไว้ ทั้งนี้เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเป็นธรรมกับความมั่นคงแห่งสิทธิในกรรมสิทธิ์ที่ดิน

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

กรณีที่จำเลยเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในที่ดินพิพาทของนางบุญชื่น โดยอาศัยการอนุญาตให้ใช้ที่ดินในขณะเจ้าของที่ดินยังมีชีวิตอยู่ ต่อมาเมื่อเจ้าของที่ดินถึงแก่ความตายและมีพินัยกรรมกำหนดให้จำเลยต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง จำเลยยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าเป็นการปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง การวินิจฉัยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และข้อเท็จจริงของคดีนี้เข้าองค์ประกอบของมาตราดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด

ธงคำตอบ

การปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง ต้องได้ความว่า เจ้าของโรงเรือนได้ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของตนเองเป็นหลัก และมีเพียงบางส่วนของโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต กล่าวคือไม่รู้และไม่ควรได้รู้ว่ารุกล้ำ และส่วนที่รุกล้ำต้องเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับส่วนที่ตั้งอยู่ในที่ดินของตนเอง

แต่ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ทั้งหมดในที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 ของนางบุญชื่น โดยอาศัยสิทธิการอนุญาตให้ใช้ที่ดิน ไม่มีส่วนใดของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่ในที่ดินของจำเลยเองเลย กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการ “รุกล้ำ” ตามความหมายของมาตรา 1312 เพราะไม่ใช่การปลูกสร้างในที่ดินของตนเป็นหลักแล้วรุกล้ำเพียงบางส่วน

ดังนั้น ข้อเท็จจริงของคดีนี้ไม่เข้าองค์ประกอบของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 นำบทกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้กับคดีนี้ จึงเป็นการใช้กฎหมายคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ 2.

เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีในประเด็นว่าการปลูกสร้างโรงเรือนเป็นการรุกล้ำโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 และศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดประเด็นดังกล่าวไว้เป็นข้อพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะมีอำนาจหยิบยกประเด็นเรื่องความสุจริตตามมาตราดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ และการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เพียงใด

ธงคำตอบ

หลักกระบวนพิจารณาความแพ่งกำหนดให้ศาลต้องวินิจฉัยคดีภายในขอบเขตแห่งคำฟ้อง คำให้การ คำฟ้องแย้ง และประเด็นข้อพิพาทที่ศาลได้กำหนดไว้ เพื่อเปิดโอกาสให้คู่ความได้ใช้สิทธิในการนำสืบและโต้แย้งอย่างเป็นธรรม ศาลจะหยิบยกประเด็นอื่นขึ้นวินิจฉัยเองได้เฉพาะกรณีที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเท่านั้น

ในคดีนี้ จำเลยมิได้ยกประเด็นเรื่องการปลูกสร้างรุกล้ำโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 ขึ้นต่อสู้ ศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดประเด็นดังกล่าวไว้เป็นข้อพิพาท ข้อกฎหมายเรื่องการปลูกสร้างรุกล้ำโดยสุจริตมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หากเป็นเพียงข้อกฎหมายที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงประกอบและเป็นสิทธิของคู่ความที่จะยกขึ้นต่อสู้หรือไม่ก็ได้

ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากประเด็นแห่งคดี และเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น อันไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

ข้อ 3.

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางบุญชื่น และในระหว่างที่นางบุญชื่นมีชีวิตอยู่ จำเลยไม่เคยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือว่ามิได้ครอบครองแทนเจ้าของที่ดิน การอ้างสิทธิของจำเลยว่าจะมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป หรืออ้างสิทธิอื่นเพื่อขัดขวางการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง จะรับฟังได้หรือไม่ และศาลฎีกามีแนววินิจฉัยอย่างไร

ธงคำตอบ

การครอบครองที่ดินของจำเลยในคดีนี้ เป็นการเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของเจ้าของที่ดิน คือการได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินจากนางบุญชื่น ขณะเจ้าของที่ดินยังมีชีวิตอยู่ การครอบครองลักษณะดังกล่าวถือเป็นการยึดถือแทนเจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 มิใช่การครอบครองในฐานะเจ้าของ

หากผู้ยึดถือทรัพย์แทนเจ้าของประสงค์จะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเป็นการครอบครองเพื่อตนเอง ต้องบอกกล่าวให้เจ้าของทรัพย์ทราบโดยชัดแจ้งเสียก่อน แต่ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในระหว่างที่นางบุญชื่นยังมีชีวิตอยู่ จำเลยไม่เคยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือดังกล่าวแต่อย่างใด

ยิ่งไปกว่านั้น นางบุญชื่นยังได้ทำพินัยกรรมกำหนดให้จำเลยต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทเมื่อถึงแก่ความตาย แสดงให้เห็นถึงเจตนาของเจ้าของที่ดินอย่างชัดแจ้งว่าไม่ประสงค์ให้จำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินดังกล่าวต่อไป

ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินคืน จำเลยย่อมไม่มีสิทธิอ้างบทกฎหมายใดเพื่อขัดขวางการบังคับรื้อถอน ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายทั้งในด้านสารบัญญัติและกระบวนพิจารณา 




สิทธิครอบครอง

สิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. และการยึดหน่วงเอกสารสิทธิ(ฎีกา 1967/2552)
ครอบครองที่ดินริมตลิ่งแม่น้ำโขง ที่ดินรกร้างของรัฐ(ฎีกา 5122-5123/2566)
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนด, ข้อพิพาท น.ส.3 กับสิทธิครอบครองจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2551: สิทธิอาศัยที่สิ้นสุดเมื่อรื้อถอนบ้าน และอำนาจผู้จัดการมรดกในการฟ้องขับไล่
ข้อพิพาทเรื่องที่ดินรัฐ, สิทธิครอบครองที่ดิน, ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดินโอนมรดก, พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ
ขอออกหนังสือ น.ส. 3ก-ทับที่ดินของผู้อื่น
สิทธิครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ยังไม่ได้จดทะเบียน
สิทธิครอบครองตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย, ยึดถือที่ดินเพื่อตน
มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือครอบครองแทน
ที่ดินของรัฐยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์
อยู่ในที่ดินโดยอาศัยสิทธิการเช่าของผู้อื่น
ผู้อาศัยสิทธินำที่ดินไปขายผู้รับโอนไม่มีสิทธิ