ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค.1 ตกเป็นมรดกหรือไม่ และการครอบครองแทนทายาทมีผลอย่างไรต่อการแบ่งมรดก

ที่ดิน ส.ค.1 เป็นมรดกหรือไม่, ครอบครองแทนทายาทคืออะไร, ฟ้องแบ่งมรดกที่ดินได้เมื่อไร, การออกโฉนดโดยทายาทมีผลอย่างไร, สิทธิครอบครองที่ดินตกทอดหรือไม่, มรดกที่ยังไม่แบ่งปันคืออะไร, ครอบครองเพื่อตนเองหรือแทนผู้อื่น, การแสดงเจตนาเปลี่ยนการครอบครอง, สิทธิทายาทในการเรียกแบ่งทรัพย์, แนวคำพิพากษาศาลฎีกามรดก, มาตรา 1750 ป.พ.พ., สิทธิในทรัพย์มรดก, การครอบครองร่วมกัน, การแยกทรัพย์มรดก, การฟ้องคดีแบ่งมรดก, สิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค.1 ตกเป็นมรดกหรือไม่

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญทางกฎหมายมรดกในกรณีที่ที่ดินมีเพียงแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) และเมื่อผู้ครอบครองถึงแก่ความตาย ทรัพย์ดังกล่าวจะตกเป็นมรดกหรือไม่ รวมถึงประเด็นว่าการที่ทายาทบางคนเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวต่อมา จะถือเป็นการครอบครองเพื่อตนเองหรือเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการฟ้องแบ่งทรัพย์มรดก

คดีนี้ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า แม้จะเป็นเพียงสิทธิครอบครองตาม ส.ค.1 แต่เมื่อเจ้าของถึงแก่ความตาย สิทธิดังกล่าวย่อมตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาท และหากยังไม่มีการแบ่งปัน การครอบครองของทายาทคนใดคนหนึ่งย่อมถือเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น เว้นแต่จะมีการแสดงเจตนาเปลี่ยนการครอบครองอย่างชัดแจ้ง

ข้อเท็จจริงของคดี

เจ้ามรดกเป็นผู้ครอบครองที่ดินตาม ส.ค.1 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาเสียชีวิต ทรัพย์ตกแก่บุตร 3 คน ได้แก่ ส., ว., และ พ. โดย ว. และ พ. อาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าว ส่วน ส. อยู่ที่อื่น

ภายหลังทายาทแต่ละคนถึงแก่ความตาย ทายาทของแต่ละสายสืบสิทธิแทน และจำเลยได้ดำเนินการนำ ส.ค.1 ไปออกโฉนดในชื่อตนเองโดยฝ่ายเดียว

โจทก์ซึ่งเป็นทายาทจึงฟ้องขอให้รับรองสิทธิและแบ่งทรัพย์มรดก

ประเด็นข้อกฎหมาย

1. ที่ดิน ส.ค.1 เป็นมรดกหรือไม่

2. การครอบครองของจำเลยเป็นการครอบครองเพื่อตนเองหรือแทนทายาท

3. การออกโฉนดโดยฝ่ายเดียวทำให้ทรัพย์พ้นจากมรดกหรือไม่

4. โจทก์มีสิทธิฟ้องแบ่งมรดกหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

1. แม้เป็นเพียงสิทธิครอบครอง (ส.ค.1) ก็เป็นทรัพย์มรดกได้

2. การครอบครองของทายาทหลังเจ้ามรดกตาย ถือเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น

3. การอยู่เพียงลำพังไม่ถือเป็นครอบครองเพื่อตนเอง เว้นแต่มีเจตนาเปลี่ยนโดยชัดแจ้ง

4. การออกโฉนดโดยจำเลยไม่ทำให้ทรัพย์พ้นสภาพมรดก

5. โจทก์มีสิทธิฟ้องแบ่งมรดกในส่วนของตนได้

วิเคราะห์หลักกฎหมายและแนวฎีกา

หลักสำคัญอยู่ที่

ป.พ.พ. มาตรา 1750** ว่าด้วยการแบ่งมรดก และหลักการครอบครองแทนทายาท

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

เพื่อป้องกันไม่ให้ทายาทคนหนึ่งได้เปรียบโดยอาศัยการครอบครองเพียงลำพัง และรักษาสิทธิของทายาททุกคน

แนวฎีกาที่สอดคล้อง

ศาลฎีกาวางหลักต่อเนื่องว่า

“การครอบครองทรัพย์มรดกโดยทายาทคนหนึ่ง ย่อมถือเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น เว้นแต่มีการแสดงเจตนาเปลี่ยนโดยชัดแจ้ง”

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองและออกโฉนดโดยชอบ

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษาแก้ ให้จำเลยโอนที่ดินบางส่วนแก่โจทก์ โดยถือว่าทรัพย์ยังเป็นมรดก

3. ศาลฎีกา

   พิพากษายืน เห็นว่าที่ดินยังเป็นมรดก การครอบครองของจำเลยเป็นการครอบครองแทนทายาท โจทก์มีสิทธิฟ้องแบ่ง

ข้อคิดทางกฎหมาย

การครอบครองทรัพย์มรดกโดยทายาทคนหนึ่งโดยลำพัง มิอาจตีความว่าเป็นการครอบครองเพื่อตนเอง เว้นแต่จะมีพฤติการณ์ชัดแจ้งถึงการเปลี่ยนลักษณะการครอบครองและมีการแจ้งแก่ทายาทอื่น การนำทรัพย์ไปออกเอกสารสิทธิใหม่โดยฝ่ายเดียวไม่ทำให้สิทธิของทายาทอื่นระงับ สิทธิเรียกร้องแบ่งมรดกยังคงอยู่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า “การครอบครองทรัพย์มรดกเป็นการครอบครองเพื่อตนเองหรือแทนทายาทอื่น” และ “สิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เป็นมรดกหรือไม่”

มาตรากฎหมายสำคัญ

1. มาตรา 1750 ป.พ.พ.

   กำหนดหลักการแบ่งมรดกและสถานะทรัพย์ที่ยังมิได้แบ่ง

2. หลักการครอบครองแทนทายาท

   การครอบครองของทายาทถือว่าแทนผู้อื่น เว้นแต่แสดงเจตนาเปลี่ยนอย่างชัดแจ้ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-ที่ดิน ส.ค.1 ถือเป็นมรดกได้หรือไม่

   คำตอบ

   แม้ที่ดินจะมีเพียงแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) ซึ่งมิใช่กรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ แต่ถือเป็นสิทธิครอบครองตามกฎหมาย เมื่อผู้มีสิทธิเสียชีวิต สิทธิดังกล่าวย่อมตกทอดแก่ทายาทและกลายเป็นทรัพย์มรดก...

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1724/2563

แม้ที่ดินพิพาทมีเพียงแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เมื่อเจ้ามรดกผู้ครอบครองถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ได้แก่ ส. บุตรเจ้ามรดกซึ่งเป็นบิดาจำเลย ว. บุตรเจ้ามรดกและ พ. บุตรเจ้ามรดกซึ่งเป็นมารดาโจทก์ ว. และ พ. พักอาศัยอยู่ในสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทโดยมีโจทก์และจำเลยอยู่ด้วย ส่วน ส. พักอาศัยอยู่ที่อื่น การที่ ว. และ พ. พักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาจึงเป็นการครอบครองในฐานะทายาทและแทนทายาทอื่น หลังจาก ว. ถึงแก่ความตายในปี 2538 พ. พักอาศัยอยู่ต่อมาและถึงแก่ความตายในปี 2543 การที่ พ. ยังคงพักอาศัยอยู่ต่อมาก็เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น ส่วนที่ ส. ถึงแก่ความตายในปี 2536 ที่ดินมรดกส่วนของ ส. ตกทอดแก่ทายาทของ ส. รวมทั้งจำเลย การที่จำเลยพักอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทหลังจากนั้นร่วมกับ ว. และ พ. ก็เป็นการร่วมกันครอบครองแทนทายาทอื่นเช่นกัน ที่ดินพิพาทจึงยังไม่พ้นสภาพจากการเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกและกรณีต้องถือว่าการที่ พ. และจำเลยครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทอยู่นั้นเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นของเจ้ามรดกทุกคน ส่วนการที่จำเลยรื้อถอนบ้านเดิมออกไปและนำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดก็ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะการครอบครองที่ดินมรดกเป็นครอบครองด้วยตนเองและแสดงเจตนาแก่ฝ่ายโจทก์แล้ว ที่ดินดังกล่าวยังเป็นมรดกของเจ้ามรดก จึงเป็นกรณีที่จำเลยครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้มีการแบ่งปันแทนทายาทอื่น ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกเพราะเข้าสืบสิทธิมรดกส่วนของ พ. จึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทในส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับได้

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 72497 เนื้อที่ 1 งาน 49 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 26 และชดใช้ค่าเสียหาย 518,750 บาท พร้อมค่าเสียหายรายเดือนและดอกเบี้ย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ ให้จำเลยโอนที่ดินส่วนพิพาทเนื้อที่ 58.165 ตารางวาแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดิน ส.ค.1 ที่นายเลียบครอบครองอยู่ เมื่อถึงแก่ความตายในปี 2502 สิทธิครอบครองย่อมตกเป็นมรดกแก่ทายาททั้งสามคน ได้แก่ นายแสวง นางสาวหวาน และนางแพว แม้ต่อมาจำเลยจะนำ ส.ค.1 ไปออกโฉนดในชื่อตนเอง และรื้อถอนบ้านเดิมออกไป ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะการครอบครองจากการครอบครองแทนทายาทอื่นมาเป็นครอบครองเพื่อตนเองโดยชัดแจ้ง อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีการแบ่งปันมรดกกันแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 ที่ดินดังกล่าวจึงยังคงเป็นทรัพย์มรดกอยู่ โจทก์ในฐานะทายาทผู้สืบสิทธิจากนางแพว ย่อมมีสิทธิเรียกร้องแบ่งทรัพย์มรดกในส่วนของตนได้ ส่วนแบ่งของนางสาวหวานยังไม่อาจกำหนดแก่โจทก์ได้เพราะไม่ชัดว่ามีทายาทอื่นหรือไม่ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน และไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องแบ่งมรดกในส่วนนั้นเป็นคดีใหม่

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 72497 เนื้อที่ 1 งาน 49 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 26 และชดใช้ค่าเสียหาย 518,750 บาท ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินพร้อมบ้านตามฟ้องให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยโอนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 72497 เลขที่ดิน 65 เนื้อที่ 58.165 ตารางวา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล และได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า นายเลียบ มีบุตร 3 คน คือ นายแสวง นางสาวหวาน และนางแพว โจทก์และนายจรัล เป็นบุตรของนางแพว ส่วนจำเลยและพี่น้องรวม 5 คน เป็นบุตรของนายแสวง นายเลียบเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 5 หมู่ที่ 1 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน โดยปลูกบ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 1 อยู่บนที่ดินดังกล่าว ต่อมาปี 2502 นายเลียบถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นนายแสวงถึงแก่ความตายวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 นางสาวหวานถึงแก่ความตายวันที่ 27 กันยายน 2538 และนางแพวถึงแก่ความตายวันที่ 15 กรกฎาคม 2543 ต่อมาวันที่ 14 กรกฎาคม 2552 จำเลยนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ซึ่งมีชื่อนายเลียบเป็นผู้แจ้งการครอบครองไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน และเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 กรมที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ 72497 เนื้อที่ 3 งาน 49 ตารางวา ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 จำเลยให้นายไกรสร ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 200 ตารางวา จำเลยจึงถือกรรมสิทธิ์เนื้อที่ 1 งาน 49 ตารางวา นางสาวหวานไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ บ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 1 ถูกรื้อถอนไปแล้ว

กรณีเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาเรื่องการที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต แต่ให้รับไว้เป็นคำแถลงการณ์ นั้น กรณีเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะสั่งคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต รับหรือไม่รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นมีสั่งคำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว และเมื่อคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยยื่นมาเมื่อพ้นระยะเวลาที่จำเลยจะยื่นฎีกาได้แล้ว จึงไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีเพียงแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 5 ผู้เป็นเจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครอง หลังจากนายเลียบและนางสาวหวานถึงแก่ความตาย จำเลยครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดทั้งแปลงและยึดถือเพื่อตน โจทก์และทายาทอื่นมิได้ครอบครอง จำเลยมีสิทธิครอบครอง และนำที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 5 ดังกล่าวไปออกโฉนดที่ดินเลขที่ 72497 แล้ว ที่ดินพิพาทจึงมิใช่มรดก นั้น เห็นว่า แม้ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีเพียงแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ผู้เป็นเจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครองก็ตาม แต่หากผู้มีสิทธิครอบครองถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 72497 เป็นที่ดินที่นายเลียบเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 5 หมู่ที่ 1 พร้อมบ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 1 เมื่อปี 2502 นายเลียบถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท คือ นายแสวงบิดาจำเลย นางสาวหวาน และนางแพวมารดาโจทก์ ซึ่งจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า หลังจากนายเลียบถึงแก่ความตาย ทายาทของนายเลียบคือนางสาวหวานและนางแพวมารดาโจทก์อยู่ในบ้านซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินดังกล่าวโดยมีโจทก์และจำเลยอยู่ด้วย ส่วนนายแสวงบิดาจำเลยพักอาศัยอยู่ที่อื่น หลังจากนางสาวหวานถึงแก่ความตายเมื่อปี 2538 นางแพวยังคงอาศัยอยู่ต่อมาและถึงแก่ความตายเมื่อปี 2543 ดังนี้ การที่นางสาวหวานและนางแพวมารดาโจทก์อยู่ในที่ดินดังกล่าวต่อมาจึงเป็นการครอบครองในฐานะทายาทและแทนทายาทอื่น ต่อมานางสาวหวานถึงแก่ความตาย นางแพวยังคงอาศัยอยู่ต่อมาก็เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น ส่วนที่นายแสวงบิดาจำเลยถึงแก่ความตายเมื่อปี 2536 ที่ดินมรดกส่วนของนายแสวงตกทอดแก่ทายาทของนายแสวงรวมทั้งจำเลยด้วย การที่จำเลยอยู่ในบ้านและที่ดินดังกล่าวหลังจากนั้นร่วมกับนางสาวหวานและนางแพวมารดาโจทก์ก็เป็นการร่วมกันครอบครองแทนทายาทอื่นเช่นกัน และที่จำเลยฎีกาว่าหลังจากนางสาวหวานและนางแพวมารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย ทายาทอื่นรวมทั้งโจทก์มิได้เข้ามาอยู่ในบ้านและที่ดินดังกล่าว เป็นกรณีที่จำเลยครอบครองที่ดินมรดกเป็นส่วนสัดเพื่อตนเองนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การว่าได้มีการตกลงแบ่งปันมรดกของนายเลียบโดยให้จำเลยมีสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินดังกล่าว และตามพฤติการณ์แห่งคดีดังที่ได้วินิจฉัยมา ถือไม่ได้ว่าทายาทของนายเลียบตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันแล้วโดยให้จำเลยมีสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนสัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 จึงไม่อาจถือได้ว่าการที่จำเลยยังคงอยู่ในบ้านและที่ดินดังกล่าวเป็นการครอบครองที่ดินมรดกเพื่อตนเอง ดังนี้ที่ดินพิพาทจึงยังไม่พ้นสภาพจากการเป็นทรัพย์มรดกของนายเลียบเจ้ามรดก และกรณีต้องถือว่าการที่นางแพวมารดาโจทก์และจำเลยครอบครองบ้านและที่ดินอยู่นั้นเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น ๆ ของนายเลียบทุกคน ส่วนการที่จำเลยรื้อถอนบ้านเดิมออกไปและนำที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 5 ดังกล่าวไปออกโฉนดที่ดินเลขที่ 72497 นั้น ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้แสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะการครอบครองที่ดินมรดกเป็นครอบครองด้วยตนเอง และได้แสดงเจตนาแก่ฝ่ายโจทก์แล้ว ที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นมรดกของนายเลียบ จึงเป็นกรณีที่จำเลยครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้มีการแบ่งปันแทนทายาทอื่น ดังนี้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของนายเลียบเพราะเข้าสืบสิทธิมรดกส่วนของนางแพวมารดาโจทก์ มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทในส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าที่ดินมรดกของนายเลียบตกทอดแก่ทายาท คือ นายแสวงบิดาจำเลย นางสาวหวาน และนางแพวมารดาโจทก์ ในส่วนของนางสาวหวานไม่ได้ความชัดว่ามีทายาทอื่นหรือไม่ จึงไม่อาจแบ่งที่ดินพิพาทส่วนของนางสาวหวานแก่โจทก์ในฐานะทายาทของนางสาวหวาน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่เพื่อแบ่งมรดกของนางสาวหวาน และพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิในทรัพย์มรดกส่วนของนางแพวมารดาโจทก์ในส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับเนื้อที่ 58.165 ตารางวา มานั้น ชอบด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเพื่อแบ่งมรดกของนางสาวหวาน เป็นคดีใหม่ และยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ 




สิทธิครอบครอง

การโอนที่ดินนิคมสร้างตนเองโดยพินัยกรรมมีผลหรือไม่ และสิทธิครอบครองตกทอดเป็นมรดกได้เพียงใด
การครอบครองที่ดินมรดกเป็นของตนเองหรือแทนทายาทอื่นมีผลอย่างไรต่อสิทธิฟ้องและอายุความ
สิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. และการยึดหน่วงเอกสารสิทธิ(ฎีกา 1967/2552)
ปลูกบ้านในที่ดินคนอื่นโดยสุจริตได้หรือไม่ ศาลชี้เงื่อนไขสำคัญและเตือนการวินิจฉัยนอกประเด็นอาจทำให้คดีพลิก
ครอบครองที่ดินไม่มีโฉนดฟ้องได้ไหม ที่ดินสาธารณะคืออะไร ซื้อที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิมีผลหรือไม่ ศาลฎีกาอธิบายสิทธิครอบครองชัดเจน article
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนด, ข้อพิพาท น.ส.3 กับสิทธิครอบครองจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2551: สิทธิอาศัยที่สิ้นสุดเมื่อรื้อถอนบ้าน และอำนาจผู้จัดการมรดกในการฟ้องขับไล่
ข้อพิพาทเรื่องที่ดินรัฐ, สิทธิครอบครองที่ดิน, ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดินโอนมรดก, พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ
ขอออกหนังสือ น.ส. 3ก-ทับที่ดินของผู้อื่น
สิทธิครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ยังไม่ได้จดทะเบียน
สิทธิครอบครองตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย, ยึดถือที่ดินเพื่อตน
มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือครอบครองแทน
ที่ดินของรัฐยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์
อยู่ในที่ดินโดยอาศัยสิทธิการเช่าของผู้อื่น
ผู้อาศัยสิทธินำที่ดินไปขายผู้รับโอนไม่มีสิทธิ