
| การครอบครองที่ดินมรดกเป็นของตนเองหรือแทนทายาทอื่นมีผลอย่างไรต่อสิทธิฟ้องและอายุความ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในคดีมรดกเกี่ยวกับ “ลักษณะการครอบครองทรัพย์มรดก” ว่าเป็นการครอบครองเพื่อตนเองหรือเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิของทายาทในการฟ้องแบ่งมรดกและประเด็นอายุความ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ตายได้มีการแบ่งที่ดินบางส่วนให้ทายาทบางราย และยกที่ดินพิพาทให้บุคคลหนึ่งซึ่งได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวต่อมาในลักษณะเป็นเจ้าของโดยแท้จริง ขณะที่ทายาทอื่นมิได้เข้าเกี่ยวข้องหรือแสดงสิทธิใด ๆ ในที่ดินดังกล่าว ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่การวินิจฉัยว่า การครอบครองดังกล่าวเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน หรือเป็นการครอบครองเพื่อตนเองโดยเด็ดขาด ซึ่งจะส่งผลให้ทายาทอื่นมีหรือไม่มีสิทธิเรียกร้องแบ่งมรดก รวมทั้งมีผลต่อการพิจารณาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญในการแยกแยะข้อเท็จจริงในลักษณะนี้ไว้อย่างชัดเจน สรุปข้อเท็จจริง ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่มีคู่สมรสและบุตร และมิได้ทำพินัยกรรม โดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินหลายแปลง ต่อมามีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกและมีการโอนที่ดินบางส่วนให้แก่ทายาทบางราย ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายได้แบ่งที่ดินบางส่วนให้แก่โจทก์บางราย และได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมัน หลังจากนั้นนายสมันได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวในลักษณะเป็นเจ้าของโดยแท้จริง และต่อมาทายาทของนายสมัน (จำเลยทั้งแปด) ได้ครอบครองต่อเนื่อง โจทก์และผู้ร้องสอดอ้างว่าที่ดินดังกล่าวยังเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนและแบ่งมรดกใหม่ ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่า การครอบครองดังกล่าวเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่การครอบครองแทนทายาทอื่น คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นแรก ศาลฎีกาวินิจฉัยถึงสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็น “ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน” หรือไม่ โดยพิจารณาจากพฤติการณ์ก่อนและหลังผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายได้แบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 บางส่วนแล้ว และยังได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมันด้วย หลังจากนั้นนายสมันได้เข้าไปครอบครอง ทำประโยชน์ และยึดถือที่ดินพิพาทในลักษณะเป็นเจ้าของ โดยทายาทอื่นมิได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือใช้อำนาจร่วมในที่ดินดังกล่าวเลย พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมแสดงว่าการครอบครองเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่การครอบครองแทนทายาทอื่น ประเด็นที่สอง แม้จะไม่ปรากฏการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้เสร็จสิ้นตั้งแต่ขณะผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่า การไม่มีการจดทะเบียนมิใช่เหตุเด็ดขาดที่จะรับฟังว่าผู้ตายมิได้ยกที่ดินให้แก่นายสมัน เพราะข้อเท็จจริงในคดียังปรากฏด้วยว่า ผู้ตายเคยแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 บางส่วนเช่นกันโดยยังมิได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ดังนั้น การไม่มีชื่อผู้รับโอนในทางทะเบียน จึงเป็นเพียงข้อบกพร่องในทางนิติกรรมจดทะเบียน มิใช่ข้อเท็จจริงที่หักล้างเจตนาของผู้ตายในการแบ่งหรือยกทรัพย์สินอย่างเด็ดขาดได้เสมอไป ประเด็นที่สาม ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์ที่นายสมันและต่อมาจำเลยที่ 1 ไปยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และมีการระบุในกระบวนการดังกล่าวว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของผู้ตาย ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่อาจถือเป็นที่สุดว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน เพราะจำเลยทั้งแปดอธิบายว่า การขอเป็นผู้จัดการมรดกก็เพื่อความสะดวกในการดำเนินการทางทะเบียน ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ กล่าวคือ การดำเนินกระบวนการทางทะเบียนภายหลังการตายของเจ้าของเดิม อาจจำต้องอาศัยสถานะผู้จัดการมรดกเพื่อจัดการทรัพย์สินที่ในข้อเท็จจริงได้มีการยกให้หรือครอบครองกันมาก่อนแล้ว ประเด็นที่สี่ เมื่อศาลรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน แต่เป็นทรัพย์ที่ผู้ตายได้ยกให้แก่นายสมัน และนายสมันได้ครอบครองต่อมาเพื่อตนอย่างเจ้าของ การที่โจทก์และผู้ร้องสอดยกข้ออ้างเรื่องสิทธิของทายาทในการแบ่งทรัพย์มรดกมาฟ้องเพิกถอนการโอนที่เกิดขึ้นภายหลัง จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เพราะฐานแห่งสิทธิที่อ้างนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าที่ดินดังกล่าวยังเป็นทรัพย์มรดกกลางของทายาททุกคน ซึ่งศาลมิได้รับฟัง ประเด็นที่ห้า ในเรื่องอายุความ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า นายสมันและจำเลยทั้งแปดครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตน มิใช่ในฐานะทายาทที่ครอบครองแทนทายาทอื่น กรณีจึงมิใช่การครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน จึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาเรื่องอายุความมรดกจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ก่อนว่าทรัพย์นั้นยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน แต่เมื่อศาลไม่รับฟังเช่นนั้น ปัญหาอายุความย่อมตกไปเอง ประเด็นที่หก ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยืนตามแนววินิจฉัยสำคัญว่า โจทก์ที่ 1 ผู้ร้องสอดทั้งสอง รวมทั้งโจทก์ที่ 2 ไม่อาจอ้างสิทธิในฐานะทายาทเพื่อเรียกร้องให้แบ่งที่ดินพิพาทดังกล่าวได้เกินกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไว้ และท้ายที่สุดพิพากษายืน วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้แม้มิได้เป็นคดีที่ศาลฎีกายกบทบัญญัติมาตราใดมาตราหนึ่งขึ้นอธิบายโดยตรงในลักษณะคดีข้อกฎหมายล้วน แต่สาระสำคัญทางกฎหมายของคดีกลับอยู่ที่หลักมรดกและหลักการครอบครองทรัพย์สิน โดยเฉพาะการแยกให้ออกระหว่าง “ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน” กับ “ทรัพย์ที่ผู้ตายได้ยกให้และส่งมอบการครอบครองแก่บุคคลใดไปแล้วก่อนตาย” ในทางกฎหมายมรดก หลักทั่วไปคือเมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดอันมิใช่สิทธิเฉพาะตัว ย่อมตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก แต่การที่จะถือว่าทรัพย์ใดเป็นทรัพย์มรดกนั้น ต้องพิจารณาก่อนว่าขณะเจ้ามรดกถึงแก่ความตายยังมีสิทธิในทรัพย์นั้นอยู่หรือไม่ หากเจ้ามรดกได้แสดงเจตนาจัดสรรทรัพย์บางส่วนให้ผู้อื่น และได้ส่งมอบให้เข้าครอบครองทำประโยชน์อย่างเป็นเจ้าของไปแล้ว ข้อพิพาทย่อมไม่ใช่เรื่องการถือครองทรัพย์มรดกแทนกันในหมู่ทายาทโดยตรง แต่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงว่าทรัพย์นั้นหลุดออกจากสภาพทรัพย์มรดกไปแล้วหรือไม่ เจตนารมณ์ของกฎหมายมรดกมิได้มุ่งคุ้มครองเฉพาะการมีชื่อในทะเบียนหรือการดำเนินการเอกสารทางราชการเท่านั้น หากแต่มุ่งคุ้มครองสิทธิที่แท้จริงตามข้อเท็จจริงและเจตนาของเจ้ามรดกด้วย เมื่อศาลพบว่าผู้ตายได้แบ่งที่ดินให้บุคคลบางคนก่อนตาย และผู้รับได้เข้าครอบครองต่อมาอย่างสงบ เปิดเผย และเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าของ โดยทายาทอื่นไม่เคยเข้ายุ่งเกี่ยว การที่ทายาทอื่นจะย้อนกลับมาอ้างในภายหลังว่าทรัพย์ดังกล่าวยังเป็นมรดกกลาง ย่อมขัดต่อสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ “ลักษณะการครอบครอง” ในกฎหมายแพ่ง การครอบครองแทนผู้อื่นกับการครอบครองเพื่อตนย่อมมีผลทางกฎหมายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ หากทายาทคนหนึ่งครอบครองทรัพย์มรดกโดยมีลักษณะถือแทนทายาททุกคน การครอบครองนั้นย่อมไม่ตัดสิทธิทายาทอื่นโดยง่าย และยังเปิดประเด็นให้พิจารณาเรื่องการแบ่งมรดกและอายุความได้ แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าครอบครองเพื่อตนมาโดยตลอดโดยมีมูลแห่งการได้มาจากการยกให้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ฐานะทางกฎหมายของผู้ครอบครองย่อมต่างออกไป ในด้านเจตนารมณ์ของหลักอายุความมรดก กฎหมายกำหนดอายุความไว้เพื่อให้การเรียกร้องสิทธิในกองมรดกเกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ปล่อยให้มีการฟ้องร้องย้อนหลังโดยปราศจากขอบเขตจนเกิดความไม่มั่นคงในนิติสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะหยิบเรื่องอายุความขึ้นมาวินิจฉัยได้ ต้องวางฐานข้อเท็จจริงให้แน่ชัดเสียก่อนว่าทรัพย์นั้นยังเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันจริงหรือไม่ หากไม่ใช่ ปัญหาอายุความมรดกก็ย่อมไม่เกิดขึ้นเลย ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับทรัพย์มรดกมีหลักค่อนข้างมั่นคงว่า การที่ทายาทคนใดคนหนึ่งครอบครองทรัพย์ภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มิได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการครอบครองเพื่อตน เพราะโดยหลักแล้วทายาทอาจอยู่ในฐานะครอบครองแทนทายาทอื่นได้ หากข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏชัดว่ามีการแบ่งหรือมีการแยกทรัพย์ออกจากกองมรดกแล้ว แต่ในอีกด้านหนึ่ง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาก็ยอมรับเช่นกันว่า หากมีพฤติการณ์ชัดเจนว่าก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ได้มีการยก ให้แบ่ง หรือส่งมอบทรัพย์แก่บุคคลใด และบุคคลนั้นเข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อมาในลักษณะเจ้าของอย่างต่อเนื่อง เปิดเผย และโดยไม่มีการคัดค้านจากทายาทอื่นเป็นเวลายาวนาน การครอบครองดังกล่าวย่อมมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่การถือทรัพย์แทนกองมรดก คดีนี้จึงมีความสำคัญในเชิงแนววินิจฉัย เพราะศาลฎีกาเน้นว่า การพิจารณาเรื่องทรัพย์มรดกต้องดู “สภาพข้อเท็จจริงที่แท้จริง” มากกว่าจะยึดติดกับ “รูปแบบทางทะเบียน” เพียงอย่างเดียว การที่ผู้ครอบครองภายหลังไปขอเป็นผู้จัดการมรดกหรือใช้ช่องทางทางทะเบียนเพื่อจัดการเอกสาร มิได้ทำให้ข้อเท็จจริงเรื่องการยกให้ก่อนตายหายไป หากพยานหลักฐานโดยรวมยังชี้ว่ามีการแบ่งหรือยกกันจริง แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปของศาลฎีกาที่มุ่งวินิจฉัยตามเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงมากกว่าถ้อยคำหรือแบบพิธีเพียงผิวเผิน โดยเฉพาะในคดีมรดกของครอบครัวชนบทหรือกรณีที่มีการแบ่งที่ดินทำกินกันก่อนตายโดยมิได้ดำเนินพิธีการทางทะเบียนครบถ้วน ศาลย่อมต้องใช้พฤติการณ์แวดล้อมและการครอบครองทำประโยชน์จริงเป็นหลักในการวินิจฉัย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง โดยเห็นว่าโจทก์และผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิเรียกร้องให้เพิกถอนการโอนและแบ่งทรัพย์มรดกตามที่ฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 8111 ให้แก่โจทก์ที่ 2 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21409 ในส่วนที่โจทก์ที่ 2 ครอบครองปลูกบ้านประมาณ 1 งาน ให้แก่โจทก์ที่ 2 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทที่เหลือเป็นกรณีที่ผู้ตายยกให้แก่นายสมันก่อนตาย และนายสมันกับจำเลยทั้งแปดครอบครองเพื่อตน มิใช่ครอบครองแทนทายาทอื่น จึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน และไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยเรื่องอายุความมรดก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งว่า ในคดีมรดก มิใช่เพียงการมีชื่อเจ้ามรดกอยู่ในโฉนดหรือการที่ผู้รับทรัพย์ยังมิได้จดทะเบียนโอนในขณะผู้ตายมีชีวิต จะทำให้ทรัพย์นั้นคงสภาพเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันเสมอไป หากข้อเท็จจริงโดยรวมรับฟังได้ว่าผู้ตายได้แบ่งหรือยกทรัพย์ให้แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว และบุคคลนั้นได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องในลักษณะเป็นเจ้าของโดยแท้จริง ย่อมมีผลให้ทรัพย์นั้นมิใช่ทรัพย์มรดกกลางที่ทายาทอื่นจะมาเรียกร้องแบ่งกันภายหลังได้โดยง่าย สาระสำคัญอีกประการคือ คดีมรดกทุกคดีต้องเริ่มจากการวางฐานข้อเท็จจริงให้ชัดก่อนว่า ทรัพย์พิพาทเป็น “ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน” หรือไม่ หากศาลรับฟังไม่ได้ในข้อพื้นฐานนี้ ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิทายาท การเพิกถอนการโอน หรืออายุความมรดก ย่อมหมดน้ำหนักไปโดยลำดับ จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า ผู้ฟ้องคดีมรดกต้องพิสูจน์ฐานสิทธิของตนในทรัพย์พิพาทให้มั่นคงเสียก่อน มิใช่อาศัยเพียงสภาพชื่อในทะเบียนหรือความสัมพันธ์ทางเครือญาติเท่านั้น สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การครอบครองที่ดินพิพาทของนายสมันและจำเลยทั้งแปดเป็น “การครอบครองเพื่อตน” หรือเป็น “การครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น” ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ตายได้ยกที่ดินพิพาทให้ก่อนถึงแก่ความตาย และผู้รับได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อมาอย่างเจ้าของโดยทายาทอื่นไม่เกี่ยวข้อง การครอบครองดังกล่าวย่อมเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่การถือครองแทนกองมรดก จึงไม่เป็นกรณีทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน และไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยเรื่องอายุความมรดกต่อไป 1. ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน แก่นของคดีอยู่ที่การชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทยังอยู่ในกองมรดกหรือไม่ หากยังเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน ทายาทย่อมอาจมีสิทธิฟ้องขอแบ่งและยกประเด็นอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้ แต่เมื่อศาลรับฟังว่า ผู้ตายได้ยกที่ดินให้และผู้รับครอบครองในลักษณะเจ้าของแล้ว ทรัพย์นั้นย่อมไม่อยู่ในฐานะทรัพย์มรดกกลางอีกต่อไป 2. การครอบครองเพื่อตน คำสำคัญที่สุดอีกประการคือการครอบครองเพื่อตน เพราะเป็นตัวชี้ขาดสถานะทางกฎหมายของผู้ยึดถือทรัพย์ หากเป็นเพียงการครอบครองแทนทายาทอื่น สิทธิของทายาทร่วมยังคงอยู่ แต่หากเป็นการครอบครองเพื่อตนโดยมีมูลเหตุจากการยกให้ก่อนตาย การอ้างสิทธิของทายาทอื่นย่อมอ่อนลงอย่างมาก และข้อพิพาทเรื่องอายุความมรดกก็อาจไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีกเลย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-การครอบครองที่ดินมรดกโดยทายาทคนหนึ่ง จะถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นเสมอหรือไม่ คำตอบ การครอบครองที่ดินมรดกโดยทายาทคนหนึ่ง มิได้ถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นโดยอัตโนมัติ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม เช่น ลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ความต่อเนื่องของการครอบครอง การแสดงตนเป็นเจ้าของ และการที่ทายาทอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ หากปรากฏว่าผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเปิดเผย ต่อเนื่อง และเสมือนเป็นเจ้าของโดยแท้จริง โดยไม่มีการคัดค้านจากทายาทอื่นเป็นเวลานาน ศาลอาจวินิจฉัยว่าเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่การครอบครองแทนทายาทอื่น ซึ่งมีผลทำให้สิทธิของทายาทอื่นในการเรียกร้องแบ่งมรดกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 2. คำถาม-หากไม่มีการจดทะเบียนโอนที่ดินก่อนเจ้ามรดกเสียชีวิต จะถือว่ายังเป็นมรดกเสมอหรือไม่ คำตอบ การไม่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มิได้เป็นข้อยุติเด็ดขาดว่าทรัพย์นั้นยังเป็นทรัพย์มรดก ศาลจะพิจารณาจากเจตนาของเจ้ามรดกและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเป็นสำคัญ หากปรากฏว่ามีการยกหรือแบ่งที่ดินให้แก่บุคคลใด และบุคคลนั้นได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องอย่างเจ้าของ แม้จะยังไม่มีการจดทะเบียน ก็อาจรับฟังได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวมิได้เป็นทรัพย์มรดกอีกต่อไป ดังนั้น การพิจารณาจึงต้องดูทั้งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แวดล้อม มิใช่ยึดเพียงรูปแบบทางทะเบียนเท่านั้น 3. คำถาม-การขอเป็นผู้จัดการมรดกมีผลยืนยันว่าทรัพย์นั้นเป็นมรดกหรือไม่ คำตอบ การยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและการระบุว่าทรัพย์สินเป็นมรดกในกระบวนการดังกล่าว มิได้มีผลผูกพันเด็ดขาดว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน ศาลยังคงมีอำนาจพิจารณาข้อเท็จจริงโดยรวมว่าแท้จริงแล้วทรัพย์นั้นมีสถานะอย่างไร ในบางกรณี การขอเป็นผู้จัดการมรดกอาจมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อความสะดวกในการดำเนินการทางทะเบียนหรือจัดการทรัพย์สิน มิได้หมายความว่าผู้ยื่นคำร้องยอมรับโดยเด็ดขาดว่าทรัพย์ทั้งหมดเป็นมรดก ดังนั้น ศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงเชิงเนื้อหามากกว่าการยึดถือถ้อยคำในคำร้องเพียงอย่างเดียว 4. คำถาม-ทายาทสามารถฟ้องแบ่งมรดกได้ตลอดเวลาโดยไม่จำกัดหรือไม่ คำตอบ สิทธิในการฟ้องแบ่งมรดกมิใช่สิทธิที่ใช้ได้โดยไม่จำกัดเวลา โดยหลักกฎหมายมีเรื่องอายุความเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การจะนำอายุความมรดกมาพิจารณาได้ ต้องปรากฏก่อนว่าทรัพย์พิพาทยังเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน หากศาลรับฟังว่าทรัพย์นั้นมิใช่มรดก หรือได้มีการยกให้และครอบครองเพื่อตนแล้ว ปัญหาเรื่องอายุความย่อมไม่เกิดขึ้น ดังนั้น การฟ้องแบ่งมรดกจะต้องเริ่มจากการพิสูจน์ฐานะของทรัพย์ให้ชัดเจนก่อน มิใช่เพียงอ้างสิทธิในฐานะทายาทเท่านั้น 5. คำถาม-การครอบครองที่ดินเป็นเวลานานมีผลต่อสิทธิของทายาทอื่นอย่างไร คำตอบ การครอบครองที่ดินเป็นเวลานานโดยลักษณะเป็นเจ้าของ มีผลสำคัญต่อการประเมินสิทธิของทายาทอื่น หากผู้ครอบครองใช้ประโยชน์อย่างเปิดเผย ต่อเนื่อง และไม่มีการคัดค้านจากทายาทอื่น ศาลอาจรับฟังได้ว่าการครอบครองนั้นเป็นการครอบครองเพื่อตน ไม่ใช่การถือแทนกองมรดก ซึ่งจะทำให้ทายาทอื่นไม่สามารถอ้างสิทธิในทรัพย์ดังกล่าวได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีข้อเท็จจริงประกอบว่าทรัพย์นั้นได้ถูกยกหรือแบ่งให้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย 6. คำถาม-หากทายาทไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินเลย จะมีผลต่อสิทธิหรือไม่ คำตอบ การที่ทายาทไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดิน ไม่เคยใช้ประโยชน์ หรือไม่เคยแสดงสิทธิใด ๆ ในทรัพย์พิพาท อาจเป็นพฤติการณ์สำคัญที่ศาลนำมาประกอบการพิจารณาว่า ผู้ครอบครองเป็นผู้ครอบครองเพื่อตน มิใช่ครอบครองแทนทายาทอื่น เพราะหากทรัพย์ยังเป็นมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันโดยแท้จริง ย่อมควรปรากฏการมีส่วนร่วมของทายาทอื่นในระดับหนึ่ง การนิ่งเฉยเป็นเวลานานจึงอาจทำให้ข้ออ้างในภายหลังขาดน้ำหนัก 7. คำถาม-การเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องพิสูจน์อะไรบ้าง คำตอบ การฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดก ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวยังเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน และการโอนนั้นกระทำโดยมิชอบหรือกระทบสิทธิของทายาท หากไม่สามารถพิสูจน์ฐานะของทรัพย์ได้ว่ามีสภาพเป็นมรดก การฟ้องเพิกถอนย่อมไม่มีฐานรองรับ แม้จะมีข้อสงสัยในกระบวนการโอนก็ตาม ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ในคดีลักษณะนี้จึงอยู่ที่การแสดงให้เห็นถึงสถานะของทรัพย์เป็นสำคัญ 8. คำถาม-เหตุใดศาลจึงไม่วินิจฉัยเรื่องอายุความในคดีนี้ คำตอบ ศาลไม่วินิจฉัยเรื่องอายุความ เนื่องจากเห็นว่าข้อเท็จจริงพื้นฐานไม่เข้าองค์ประกอบของคดีมรดก กล่าวคือ ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน แต่เป็นทรัพย์ที่ผู้ตายได้ยกให้และผู้รับครอบครองเพื่อตนแล้ว เมื่อฐานข้อเท็จจริงไม่เข้าเงื่อนไขของคดีมรดก ปัญหาเรื่องอายุความซึ่งเป็นประเด็นรองจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย ถือเป็นหลักสำคัญว่า ศาลต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงหลักก่อนเสมอ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2374/2564 ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายได้แบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 บางส่วน และยกที่ดินพิพาทให้แก่นาย ส. หลังจากนั้นนาย ส. ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อมาอย่างเป็นเจ้าของโดยที่ทายาทอื่นของผู้ตายไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง การครอบครองที่ดินพิพาทของนาย ส. และจำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นทายาทของนาย ส. จึงเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น กรณีมิใช่การครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน สำหรับปัญหาตามฎีกาที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น เมื่อนาย ส. กับจำเลยทั้งแปดครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของโดยการยกให้จากผู้ตายมิได้เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นแล้ว จึงมิใช่เป็นกรณีที่ทายาทครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน กรณีจึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่ ฎีกาย่อ โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินมรดก 6 แปลง ได้แก่ โฉนดเลขที่ 7160, 8111, 7174, 7159, 21409 และ 21308 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับนายสมัน และการโอนต่อไปยังจำเลยทั้งแปด พร้อมขอให้แบ่งมรดกเป็น 9 ส่วน และส่งมอบที่ดินหรือขายทอดตลาดแบ่งเงิน หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ ผู้ร้องสอดทั้งสองขอแบ่งมรดกด้วย ต่อมามีการเข้าแทนคู่ความบางรายและถอนฟ้องบางส่วน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งหมด ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้โอนที่ดินบางส่วนแก่โจทก์ที่ 2 นอกนั้นให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น โจทก์และผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ตายได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมันก่อนตาย และนายสมันได้ครอบครองทำประโยชน์อย่างเจ้าของต่อเนื่อง โดยทายาทอื่นไม่เกี่ยวข้อง การไม่มีการจดทะเบียนไม่ทำให้ข้อยกให้เสียไป อีกทั้งการขอเป็นผู้จัดการมรดกก็เป็นเพียงเพื่อความสะดวกทางทะเบียน จึงรับฟังว่าจำเลยครอบครองเพื่อตน มิใช่ครอบครองแทนทายาทอื่น ทรัพย์จึงไม่ใช่มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน และไม่ต้องวินิจฉัยเรื่องอายุความ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมประเภทการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกทั้งหกแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 7160, 8111, 7174, 7159, 21409 และ 21308 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางมากับนายสมัน และระหว่างนายสมันกับจำเลยทั้งแปด รวมทั้งนิติกรรมใด ๆ ที่จำเลยทั้งแปดกระทำขึ้นทั้งหมด โดยให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันเสียค่าธรรมเนียม และห้ามจำเลยทั้งแปดกับบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและหรือจำเลยทั้งแปดส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยปลอดจากภาระผูกพันใด ๆ ให้แก่โจทก์ทั้งสาม และจดทะเบียนโอนแบ่งแยกที่ดินมรดกทั้งหกแปลง ออกเป็น 9 ส่วนเท่า ๆ กัน ให้แก่โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งคนละ 1 ใน 9 ส่วน ให้จำเลยทั้งแปดส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยทั้งแปดไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งแปด และหากไม่สามารถแบ่งปันและส่งมอบที่ดินได้ให้นำที่ดินทั้งหกแปลงออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วน กับขอให้กำจัดจำเลยทั้งแปดมิให้รับมรดกของนางมา จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความขอให้จำเลยทั้งแปดแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องสอดทั้งสองตามส่วน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) จำเลยทั้งแปดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 และผู้ร้องสอดที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสาวพัชรา ทายาทของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 และนางสาวมะลิกา ทายาทของผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้ร้องสอดที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 3 ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 8111 เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ให้แก่โจทก์ที่ 2 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21409 ตามอาณาเขตที่โจทก์ที่ 2 ครอบครองปลูกบ้านเนื้อที่ประมาณ 1 งาน ให้แก่โจทก์ที่ 2 หากจำเลยทั้งแปดไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งแปด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และผู้ร้องสอดทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสาม ผู้ร้องสอดทั้งสอง นายสมัน นายประจักษ์ นางสงวน และนางสาวสายันต์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของนายบุญเพ็ง นายบุญเพ็งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางหรือนางสาวมา ผู้ตาย นางสาวจันทร์ และนางสาวนี โดยเป็นบุตรของนายสี กับนางปาน ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว นางสาวจันทร์ถึงแก่ความตายเมื่อประมาณปี 2515 โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร นางสาวนีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2535 โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร นายบุญเพ็งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของนายสมัน ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 8 เป็นบุตรของนายสมันกับจำเลยที่ 2 ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2546 โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร และไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใดหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 6 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 7160, 8111, 7174, 7159, 21409 และ 21308 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้ ภายหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย นายสมันได้ขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แล้วจดทะเบียนใส่ชื่อนายสมันในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายในโฉนดที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าว ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2556 นายสมันถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แล้วจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายในโฉนดที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าว จากนั้นได้โอนใส่ชื่อนายสมันเป็นผู้รับมรดก และจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7174 และ 7159 มาเป็นของจำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7160 มาเป็นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 8111 มาเป็นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 8 ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และผู้ร้องสอดทั้งสองอ้างว่า หากผู้ตายยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมันตั้งแต่ก่อนถึงแก่ความตายแล้วย่อมต้องดำเนินการจดทะเบียนให้เรียบร้อยแต่ก็ไม่ปรากฏ เห็นว่า นอกจากผู้ตายจะยกที่ดินให้แก่นายสมันแล้ว ยังได้ยกที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ด้วย ซึ่งก็มิได้มีการดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนแต่อย่างใด การที่ไม่มีการจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมันก็ยังไม่ถึงกับเป็นเหตุให้รับฟังได้ว่า ผู้ตายมิได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมัน ส่วนการที่นายสมันและจำเลยที่ 1 ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยระบุว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของผู้ตายนั้น ก็ไม่อาจรับฟังเป็นที่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน ทั้งจำเลยทั้งแปดก็อ้างว่า เหตุที่ไปขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็เพื่อความสะดวกในการจดทะเบียนซึ่งนับว่ามีเหตุผลอยู่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า หลังจากที่นายบุญเพ็งแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ผู้ร้องสอดทั้งสองและบุตรคนอื่นหมดแล้ว ไม่มีที่ดินเหลือที่จะแบ่งให้แก่นายสมันและโจทก์ที่ 3 จึงไปขอให้ผู้ตายแบ่งที่ดินให้แก่นายสมันกับโจทก์ที่ 3 ผู้ตายจึงแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 บางส่วน และยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมัน หลังจากนั้น นายสมันได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อมาอย่างเป็นเจ้าของโดยที่ทายาทอื่นของผู้ตายไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง การครอบครองที่ดินพิพาทของนายสมันและจำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นทายาทของนายสมัน จึงเป็นการครอบครองเพื่อตนมิใช่เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น กรณีมิใช่การครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และผู้ร้องสอดทั้งสองฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และผู้ร้องสอดทั้งสองต่อไปว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายสมันกับจำเลยทั้งแปดครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของโดยการยกให้จากผู้ตายมิได้เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นแล้ว จึงมิใช่เป็นกรณีที่ทายาทครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน กรณีจึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และผู้ร้องสอดทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



