ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




กรรมสิทธิ์ทรัพย์จากการรื้อถอนและสิทธิฟ้องเมื่อคู่สัญญาผิดสัญญาฎีกา,ทรัพย์เฉพาะสิ่ง(ฎีกา 4937/2566)

คำพิพากษาศาลฎีกา 4937/2566, การซื้อขายวัสดุจากการรื้อถอนโรงงาน, กรรมสิทธิ์ทรัพย์เฉพาะสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, ผลของสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด, สิทธิเลิกสัญญาเมื่อคู่สัญญาผิดสัญญา, หลักกฎหมายสัญญาต่างตอบแทน, ผลของการไม่ชำระราคาตามสัญญา, การไม่มีอำนาจฟ้องของฝ่ายผิดสัญญา, ฟ้องแย้งไม่ตกไปแม้ฟ้องโจทก์ใช้ไม่ได้, ภาระการพิสูจน์ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีสัญญา, วิเคราะห์กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์และหนี้,

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทตามสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนโรงงานอุตสาหกรรม โดยศาลวินิจฉัยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับลักษณะของทรัพย์ที่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง การโอนกรรมสิทธิ์จากสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาในสัญญาต่างตอบแทน รวมถึงผลทางกฎหมายเมื่อผู้ซื้อไม่ชำระราคาตามเงื่อนไขและบอกเลิกสัญญาโดยมิชอบ ตลอดจนหลักว่าฟ้องแย้งของจำเลยยังคงต้องได้รับการวินิจฉัยแม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้อง

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. เมื่อสัญญาซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งเสร็จเด็ดขาดแล้ว กรรมสิทธิ์โอนแก่ผู้ซื้อเมื่อใด

2. คู่สัญญาที่ไม่ชำระราคาตามเงื่อนไขมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่

3. เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยยังต้องวินิจฉัยหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทสัญญาซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งที่ได้จากการรื้อถอนโรงงาน วินิจฉัยว่าเมื่อเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์โอนแล้ว ผู้ซื้อที่ไม่ชำระราคาตามงวดเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำหรือค่าเสียหาย อีกทั้งแม้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลยังต้องวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยต่อไป แต่จำเลยต้องพิสูจน์การสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายให้ได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 139, 377, 386 วรรคหนึ่ง, 458, 460, 1336

ด้านล่างนี้คือ 5 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ทรัพย์เฉพาะสิ่ง (ป.พ.พ. มาตรา 460) ศาลมองว่าโรงงาน/วัสดุจากการรื้อถอนถูกกำหนดตัวทรัพย์และราคาชัด จึงเป็นการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง

2. ซื้อขายเสร็จเด็ดขาด-โอนกรรมสิทธิ์ (ป.พ.พ. มาตรา 458, 460) เมื่อทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์โอนแก่ผู้ซื้อทันที ไม่ต้องรอการส่งมอบครบทุกส่วน

3. สัญญาต่างตอบแทน-ผู้ซื้อผิดนัดชำระราคา ศาลวินิจฉัยว่าผู้ซื้อต้องชำระเงินตามงวดก่อนขนย้าย หากชำระไม่ครบถือว่าผิดสัญญา

4. บอกเลิกสัญญาโดยมิชอบ (ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคหนึ่ง) เมื่อผู้ซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อน ย่อมไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา และการบอกเลิกไม่ก่อผลให้เรียกคืนมัดจำ/ค่าเสียหายได้

5. ฟ้องแย้งไม่ตกไป-ภาระพิสูจน์ค่าใช้จ่าย ศาลวางหลักว่าแม้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลยังต้องพิจารณาฟ้องแย้งต่อ แต่จำเลยต้องมีพยานหลักฐานพิสูจน์จำนวนเงินที่สำรองจ่ายจริง จึงจะชนะฟ้องแย้งได้

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้เกิดจากการซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนโรงงานผลิตแคลไซน์ในนิคมอุตสาหกรรม โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชนะการประมูลและได้ทำสัญญารับจ้างรื้อถอนพร้อมรับซื้อวัสดุจากบริษัทเจ้าของโรงงาน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำวัสดุและโครงสร้างโรงงานดังกล่าวมาขายต่อให้โจทก์ โดยทำสัญญาวางมัดจำและกำหนดให้ชำระราคาที่เหลือเป็นงวด ๆ ก่อนการขนย้ายวัสดุออกจากพื้นที่

โจทก์ชำระเงินมัดจำและชำระค่างวดแรกครบถ้วน แต่ไม่สามารถชำระค่างวดที่สองและสามตามสัญญาได้ครบถ้วน จึงอ้างเหตุว่าสินค้าที่ได้รับไม่ครบตามคาดหมายและบอกเลิกสัญญา พร้อมฟ้องเรียกเงินมัดจำและค่าเสียหาย ขณะที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งเรียกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่อ้างว่าได้สำรองจ่ายแทนโจทก์

ประเด็นกฎหมายสำคัญ

ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นหลัก ได้แก่ ลักษณะของสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งหรือไม่ กรรมสิทธิ์ในโรงงานพิพาทโอนเมื่อใด สิทธิของโจทก์ในการบอกเลิกสัญญา และผลของฟ้องแย้งเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลเห็นว่าสัญญาซื้อขายวัสดุจากการรื้อถอนเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง มีการกำหนดตัวทรัพย์และราคาชัดเจน จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ย่อมโอนแก่ผู้ซื้อทันทีตั้งแต่วันทำสัญญา ไม่จำต้องจดทะเบียน

การผิดสัญญาและสิทธิเลิกสัญญา

เมื่อกรรมสิทธิ์โอนแล้ว ผู้ซื้อย่อมรับความเสี่ยงในผลกำไรหรือขาดทุนจากการจำหน่ายทรัพย์นั้นต่อไป การที่โจทก์ไม่สามารถชำระราคาตามเงื่อนไขงวดที่สองและสามได้ครบถ้วน ถือเป็นการผิดสัญญาต่างตอบแทน โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามกฎหมาย การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงเป็นไปโดยมิชอบ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำหรือค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1

ฟ้องแย้งไม่ตกไป

แม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่า ฟ้องแย้งของจำเลยยังคงต้องได้รับการพิจารณา อย่างไรก็ดี ในคดีนี้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ว่าตนได้สำรองจ่ายค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแทนโจทก์จริงเป็นจำนวนเท่าใด ศาลจึงยกฟ้องแย้ง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า การซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งย่อมโอนกรรมสิทธิ์ทันทีเมื่อทำสัญญา ผู้ซื้อไม่อาจอ้างความคาดหวังด้านกำไรมาเป็นเหตุหลีกเลี่ยงการชำระราคา และฝ่ายที่ผิดสัญญาย่อมไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา อีกทั้งยังวางบรรทัดฐานว่าฟ้องแย้งเป็นสิทธิของจำเลยซึ่งไม่ตกไปเพียงเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937/2566 

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกให้คืนเงินค่ามัดจำ ค่าสินค้าที่รื้อถอนจากโรงงานพิพาทตามสัญญาและค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 ได้สำรองจ่ายแทนโจทก์ไปตามบันทึกข้อตกลง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลก็ต้องวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ต่อไป ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่ตกไป

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินบางส่วนแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยคงผลให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินแก่โจทก์ตามที่แก้ไข และยกฟ้องแย้ง

3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด โดยเห็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่มีอำนาจฟ้อง และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ค่าใช้จ่ายที่อ้างได้

ทรัพย์เฉพาะสิ่งและการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตามแนวคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ประเด็นเรื่อง “ทรัพย์เฉพาะสิ่ง” และ “การซื้อขายเสร็จเด็ดขาด” เป็นหลักกฎหมายสำคัญในกฎหมายแพ่งว่าด้วยสัญญาซื้อขาย เนื่องจากเป็นตัวกำหนดผลทางกฎหมายเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์และความเสี่ยงในทรัพย์ที่ซื้อขาย ศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยอย่างชัดเจนในคดีเกี่ยวกับการซื้อขายวัสดุอุปกรณ์จากการรื้อถอนโรงงาน ซึ่งสะท้อนการตีความบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 และมาตรา 460 ได้อย่างเป็นระบบ

ประการแรก เรื่องทรัพย์เฉพาะสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 กฎหมายบัญญัติว่า การซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งเป็นการซื้อขายทรัพย์ที่คู่สัญญาได้กำหนดตัวทรัพย์นั้นไว้อย่างแน่นอนและเฉพาะเจาะจงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์ที่มีอยู่แล้วหรือทรัพย์ที่ยังต้องดำเนินการบางอย่างก่อนส่งมอบ หากทรัพย์นั้นสามารถระบุตัวได้ชัดเจนว่าเป็นสิ่งใด ย่อมถือเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า กรณีการซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนโรงงาน แม้เดิมโรงงานจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย แต่เมื่อคู่สัญญาตกลงซื้อขายวัสดุอุปกรณ์จากการรื้อถอน โดยกำหนดแหล่งที่มา ลักษณะ และราคาของทรัพย์ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ย่อมถือเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง มิใช่การซื้อขายทรัพย์ตามชั่งตวงวัดหรือทรัพย์ที่ยังไม่อาจระบุตัวได้

แนววินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะศาลมองสาระของสัญญาเป็นหลัก มิได้ยึดติดเพียงลักษณะของทรัพย์เดิม หากแต่พิจารณาว่า ณ เวลาทำสัญญา คู่สัญญาได้กำหนดตัวทรัพย์ไว้ชัดเจนหรือไม่ หากกำหนดแล้ว ย่อมเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง ซึ่งนำไปสู่ผลทางกฎหมายเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในลำดับต่อไป

ประการที่สอง เรื่องการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดและการโอนกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 และมาตรา 460 กฎหมายกำหนดหลักทั่วไปว่า ในการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ย่อมโอนแก่ผู้ซื้อทันทีตั้งแต่เวลาที่สัญญาซื้อขายได้ทำกันโดยสมบูรณ์ ไม่จำต้องรอการส่งมอบทรัพย์ เว้นแต่คู่สัญญาจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

ศาลฎีกาได้นำหลักดังกล่าวมาปรับใช้ในคดี โดยวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์จากการรื้อถอนโรงงาน เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตั้งแต่วันทำสัญญา แม้จะยังมีการรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์ในภายหลัง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ก็ได้โอนแก่ผู้ซื้อแล้วตั้งแต่วันทำสัญญา ผลคือ ผู้ซื้อกลายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นโดยสมบูรณ์

ผลของการที่กรรมสิทธิ์โอนแล้ว ย่อมทำให้ผู้ซื้อเป็นผู้รับความเสี่ยงในทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากปริมาณ คุณภาพ หรือราคาที่จะนำไปจำหน่ายต่อ ศาลฎีกาย้ำว่า ความคาดหวังทางธุรกิจของผู้ซื้อ เช่น การคาดว่าทรัพย์จะมีปริมาณมากกว่าหรือขายได้ราคาดีกว่า มิใช่เงื่อนไขแห่งสัญญา และไม่อาจนำมาเป็นเหตุอ้างว่าผู้ขายผิดสัญญาได้

นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักสำคัญว่า เมื่อสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน ผู้ซื้อมีหน้าที่ชำระราคาตามที่ตกลงไว้ หากผู้ซื้อไม่ชำระราคาตามงวด ย่อมถือเป็นฝ่ายผิดสัญญา แม้จะอ้างว่าการส่งมอบทรัพย์ยังไม่ครบถ้วนก็ตาม เพราะในกรณีทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิ์ได้โอนแล้ว การส่งมอบเป็นเพียงการปฏิบัติการตามสัญญา มิใช่เงื่อนไขของการโอนกรรมสิทธิ์

จากแนวคำวินิจฉัยดังกล่าว จะเห็นได้ว่าศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักความแน่นอนของนิติกรรมและความมั่นคงในทางธุรกรรม หากคู่สัญญาได้ตกลงซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งโดยชัดแจ้งแล้ว กฎหมายย่อมถือว่าสัญญามีผลสมบูรณ์และกรรมสิทธิ์โอนทันที ผู้ซื้อไม่อาจอาศัยความไม่พอใจในผลทางธุรกิจภายหลังมาเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาได้

บทเรียนทางกฎหมายจากคดีนี้คือ คู่สัญญาในสัญญาซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งต้องตระหนักว่า ตั้งแต่เวลาทำสัญญา กรรมสิทธิ์และความเสี่ยงอาจตกแก่ผู้ซื้อทันที หากไม่มีการกำหนดเงื่อนไขพิเศษไว้ในสัญญา การตรวจสอบข้อมูลทรัพย์และการประเมินความเสี่ยงก่อนทำสัญญาจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแล้ว กฎหมายและศาลย่อมคุ้มครองความแน่นอนของสัญญามากกว่าความคาดหวังทางธุรกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

กรณีที่จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญารับซื้อและรื้อถอนโรงงานจากบริษัทเจ้าของโรงงาน แล้วนำวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนมาทำสัญญาขายต่อให้โจทก์ โดยมีการกำหนดตัวทรัพย์และราคาชัดเจน รวมทั้งมีการวางมัดจำและกำหนดงวดการชำระราคา โจทก์จะอ้างได้หรือไม่ว่าสัญญาดังกล่าวยังไม่เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เนื่องจากยังมีการรื้อถอนและส่งมอบทรัพย์ไม่ครบถ้วน และกรรมสิทธิ์ในโรงงานพิพาทยังไม่โอนแก่โจทก์ จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อเห็นว่าปริมาณวัสดุที่ได้รับไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย

ธงคำตอบ

สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง เนื่องจากคู่สัญญาได้กำหนดตัวทรัพย์ที่ขายอย่างเฉพาะเจาะจง คือ วัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนโรงงานพิพาท พร้อมกำหนดราคาซื้อขายแน่นอน การซื้อขายเช่นนี้เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 ประกอบมาตรา 458 กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ย่อมโอนแก่ผู้ซื้อทันทีตั้งแต่วันที่ทำสัญญา โดยไม่จำต้องรอให้มีการรื้อถอนหรือส่งมอบทรัพย์ครบถ้วน

แม้โรงงานพิพาทเดิมจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 139 แต่เมื่อคู่สัญญาตกลงซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนออกไป ย่อมถือเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ และเมื่อเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิ์ย่อมตกแก่โจทก์ตั้งแต่วันทำสัญญา โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมต้องรับความเสี่ยงในผลกำไรหรือขาดทุนจากทรัพย์ดังกล่าว การที่โจทก์อ้างว่าปริมาณวัสดุหรือราคาที่นำไปขายต่อไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ไม่เป็นเหตุให้สัญญาไม่สมบูรณ์หรือยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ และไม่เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

ข้อ 2.

เมื่อสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยกำหนดให้โจทก์ต้องชำระราคาตามงวดก่อนจึงจะขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ออกจากโรงงานพิพาทได้ แต่ปรากฏว่าโจทก์ชำระเงินค่างวดที่สองไม่ครบถ้วน และไม่ชำระงวดที่เหลือตามสัญญา โจทก์ยังคงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องเรียกเงินมัดจำรวมทั้งค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่

ธงคำตอบ

สัญญาซื้อขายในคดีนี้เป็นสัญญาต่างตอบแทนตามหลักกฎหมายแพ่ง กล่าวคือ โจทก์มีหน้าที่ชำระราคาตามงวดและรับมอบทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์ตามเงื่อนไขสัญญา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ชำระเงินค่างวดที่สองเพียงบางส่วน และไม่ชำระค่างวดที่เหลือตามสัญญา ย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อน

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคหนึ่ง สิทธิในการบอกเลิกสัญญาย่อมมีได้เฉพาะฝ่ายที่ไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดในการชำระราคา โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงเป็นการบอกเลิกโดยมิชอบ ไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย

ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำ ค่าสินค้า หรือค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นฝ่ายผิดสัญญาเอง และไม่อาจอ้างเหตุเกี่ยวกับผลกำไรหรือการคาดคะเนทางธุรกิจมาเป็นข้ออ้างหลีกเลี่ยงการชำระราคาตามสัญญาได้

ข้อ 3.

ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำหรือค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 แล้ว ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเรียกให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้สำรองจ่ายแทนโจทก์ จะต้องตกไปตามฟ้องโจทก์หรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดจึงจะชนะฟ้องแย้งได้

ธงคำตอบ

แม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฟ้องแย้งเป็นสิทธิของจำเลยซึ่งมีฐานะเป็นคดีอิสระ ศาลจึงยังคงมีหน้าที่ต้องวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ต่อไป ฟ้องแย้งจึงไม่ตกไปเพียงเพราะฟ้องโจทก์ใช้ไม่ได้

อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 มีภาระการพิสูจน์ว่าตนได้สำรองจ่ายค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทแทนโจทก์จริง จำนวนเท่าใด และเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดตามสัญญาหรือบันทึกข้อตกลง หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์จำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริง หรือไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติตามสัญญาโดยสุจริต ศาลย่อมไม่อาจรับฟังฟ้องแย้งได้

เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์การสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนได้อย่างชัดเจน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 แม้จะเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องก็ตาม




ขายฝาก/เช่า/เช่าซื้อ/ซื้อขาย

สัญญาเช่าที่ดินเกิน 30 ปี ฝ่าฝืน ม.540 และผลทางกฎหมาย(ฎีกาที่ 4655/2566)
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ(ฎีกา 7024/2548)
สิทธิผู้ขายฝากโดยสุจริตในการคัดค้านคดียึดทรัพย์ฟอกเงิน,อายัดทรัพย์,(ฎีกา 4859/2566)
สรุปคดีเช่าซื้อ-จำนำรถยนต์ & อำนาจฟ้อง (ฎีกา 3230/2568)
บทวิเคราะห์คดีเช่าซื้อ ผู้ค้ำประกันรับผิดเฉพาะฉบับที่ 2,ค่าฤชาธรรมเนียม (ฎีกา 3487/2568)
คดีเช่าซื้อรถ & สิทธิผู้ค้ำประกัน, ดอกเบี้ยพักหนี้ (ฎีกา 2276/2568)
(ฎีกาที่ 3524/2567) ความรับผิดค่าเสียหายจากการคืนรถเช่าซื้อไม่เรียบร้อย และสิทธิฟ้องตามมูลหนี้คำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567: สิทธิผู้เช่าซื้อในการบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 573 และการเรียกค่าขาดราคา
สัญญาเช่า: หลักกฎหมายและแนววินิจฉัยจากคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567: การเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยายและสิทธิเรียกค่าเสื่อมราคา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2567: สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ความรับผิดเมื่อรถถูกยึดโดยไม่เป็นความผิดของผู้เช่า
สิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อและการเรียกค่าขาดราคา(ฎีกาที่ 6779/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2196/2545 : การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินไม่มีกำหนดเวลา และสิทธิฟ้องขับไล่เมื่อค้างค่าเช่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568: ขอบเขตความรับผิดตามคำพิพากษาเดิม และสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใหม่
ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในคดีผู้บริโภค, คืนเงินผู้บริโภคจากการเลิกสัญญาซื้อขาย, โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคืน,
หน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อในสภาพพร้อมใช้งาน, สัญญาเช่าซื้อก,
รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อรถยนต์
ขายฝากโมฆะเพราะสำคัญผิดราคา & ลาภมิควรได้ (ฎีกา 978/2567)
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้
ผู้เช่ารายใหม่ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้อยู่ในตึกพิพาทก่อนตน
ค่าเช่าซื้อเครื่องรับโทรทัศน์อายุความ 2 ปี
การบอกเลิกสัญญา | สัญญาจ้างรักษาความปลอดภัยไม่มีกำหนดเวลา
สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิดเท่าจำนวนเงินดาวน์
เช่าที่ดินปากเปล่าไม่มีสัญญาเช่า
การบอกเลิกสัญญาเช่าโดยมิชอบ
ลักษณะของสัญญาซื้อขาย การโอนกรรมสิทธิ์
สัญญาซื้อขาย | สัญญาตัวแทน | ตัวแทนเชิด
สัญญาให้รับผิดในหนี้ที่ไม่มีหนี้อยู่จริง
ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน สัญญาซื้อขาย
สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน
ใครมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขาย
ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง
สัญญาซื้อขาย หรือสัญญาจ้างทำของ
ประเมินการเสียภาษีผิดประเภทการค้า
นิติกรรมมีข้อความไม่ชัดแจ้งตีความได้หลายนัย
สิ้นกำหนดเช่าช่วงชำระค่าเช่าตลอดมาถือว่าได้ต่อสัญญาเช่า
ข้อตกลงในการประกวดราคาเพื่อซื้อขาย
การซื้อขายสิทธิการเช่าโทรศัพท์
สัญญาซื้อขายแบบเหมา
การซื้อขายทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวม
สัญญาซื้อขายที่มีหลักประกันเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
คำว่า"ขาย" ตามประมวลรัษฎากร
สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาหลายฝ่าย
ผู้เยาว์ทำสัญญาจะซื้อจะขาย
สัญญาซื้อขายมีวัตถุประสงค์ฝ่าฝืนกฎหมายตกเป็นโมฆะ
สัญญาซื้อขายอาจบังคับได้ตามบทกฎหมายว่าด้วยตัวแทน
สัญญาซื้อขายเป็นพ้นวิสัยจากภัยพิบัติ
สัญญาซื้อขายที่ไม่มีการโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง
สัญญาประนีประนอมระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าผู้เช่าต้องบำรุงรักษา-ซ่อมแซมเล็กน้อย
คำมั่นเกี่ยวกับสัญญาเช่าทรัพย์
แบบนิติกรรมสัญญาประเภทต่าง ๆ แบบฟอร์มสัญญา แบบพิมพ์สัญญา
สิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขาย
นำรถไฟแนนซ์ไปจอดกู้เงินผู้รับจำนำเอาไปขายต่อแจ้งความได้ไหม
แบบฟอร์มสัญญาซื้อขาย
อายุความเรียกราคาส่วนต่างและค่าขาดประโยชน์กรณีผู้เช่าซื้อผิดสัญญาหรือตาย
สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข
สัญญาขายฝากไม่มีเหตุผลต้องผ่อนชำระดอกเบี้ยแก่กัน
กฎหมายมิได้กำหนดให้การขายฝากสามารถเรียกดอกเบี้ยต่อกันได้
บันทึกข้อตกลงให้ผู้เช่ามีสิทธิซื้อทรัพย์สินที่เช่าทั้งหมดได้
ยายทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนไม่ผูกพันผู้เยาว์
สัญญาจะซื้อจะขายและวางมัดจำถูกกลฉ้อฉลนำชี้ทำเลที่ตั้งที่ดินผิด
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินกลับคืนสู่กองมรดก
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นไม่ต้องรับผิด
เงินค่าสิทธิการเช่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่า
ยกทรัพย์มรดกตีใช้หนี้เป็นสัญญาต่างตอบแทนไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
ข้อตกลงซื้อขายที่ดินมือเปล่า (น.ส. 3ก)เจ้าของที่ดินจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง
สัญญาขายฝากที่ดินไม่ได้กำหนดค่าสินไถ่ไว้
สัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินโดยมีเงื่อนไข สัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินเสร็จเด็ดขาด
เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้
สัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
คำว่า "ได้มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว" ใช้บังคับแก่คู่สัญญาทั้งฝ่ายผู้ขายและผู้ซื้อ
การซื้อขายมิได้มีการชำระราคากันจริงถือเป็นการให้โดยเสน่หา
บอกล้างสัญญาค้ำประกัน ขอให้เพิกถอนสัญญาค้ำประกัน การจัดการสินสมรส
สิทธิยึดหน่วงที่ดินไว้จนกว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์, ชำระเงินครบถ้วนแล้ว
การตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจทำสัญญาจะซื้อจะขาย
ได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
ขายดาวน์รถยนต์ที่เช่าซื้อมีผลอย่างไร?
ข้อยกเว้นเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นจะเป็นผู้ให้เช่าซื้อได้
จำนำได้ต้องเป็นสังหาริมทรัพย์
รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไปประกันภัยจ่ายค่าสินไหมให้ไฟแนนซ์แล้ว
ผู้ให้เช่าซื้อมิได้ยึดถือเอาข้อสัญญาเป็นสาระสำคัญ-ค้างชำระค่าเช่าซื้อ
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) สิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ
สัญญาเช่าซื้อต้องลงชื่อคู่สัญญาสองฝ่ายไม่ทำตามแบบเป็นโมฆะ
สัญญาเช่าซื้อกับสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) สิทธิเรียกค่าใช้ทรัพย์สินและค่าเสียหาย
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) ตกลงค่าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน