
| กรรมสิทธิ์ทรัพย์จากการรื้อถอนและสิทธิฟ้องเมื่อคู่สัญญาผิดสัญญาฎีกา,ทรัพย์เฉพาะสิ่ง(ฎีกา 4937/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทตามสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนโรงงานอุตสาหกรรม โดยศาลวินิจฉัยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับลักษณะของทรัพย์ที่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง การโอนกรรมสิทธิ์จากสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาในสัญญาต่างตอบแทน รวมถึงผลทางกฎหมายเมื่อผู้ซื้อไม่ชำระราคาตามเงื่อนไขและบอกเลิกสัญญาโดยมิชอบ ตลอดจนหลักว่าฟ้องแย้งของจำเลยยังคงต้องได้รับการวินิจฉัยแม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้อง คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. เมื่อสัญญาซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งเสร็จเด็ดขาดแล้ว กรรมสิทธิ์โอนแก่ผู้ซื้อเมื่อใด 2. คู่สัญญาที่ไม่ชำระราคาตามเงื่อนไขมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ 3. เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยยังต้องวินิจฉัยหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทสัญญาซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งที่ได้จากการรื้อถอนโรงงาน วินิจฉัยว่าเมื่อเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์โอนแล้ว ผู้ซื้อที่ไม่ชำระราคาตามงวดเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำหรือค่าเสียหาย อีกทั้งแม้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลยังต้องวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยต่อไป แต่จำเลยต้องพิสูจน์การสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายให้ได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ป.พ.พ. มาตรา 139, 377, 386 วรรคหนึ่ง, 458, 460, 1336 ด้านล่างนี้คือ 5 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ทรัพย์เฉพาะสิ่ง (ป.พ.พ. มาตรา 460) ศาลมองว่าโรงงาน/วัสดุจากการรื้อถอนถูกกำหนดตัวทรัพย์และราคาชัด จึงเป็นการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง 2. ซื้อขายเสร็จเด็ดขาด-โอนกรรมสิทธิ์ (ป.พ.พ. มาตรา 458, 460) เมื่อทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์โอนแก่ผู้ซื้อทันที ไม่ต้องรอการส่งมอบครบทุกส่วน 3. สัญญาต่างตอบแทน-ผู้ซื้อผิดนัดชำระราคา ศาลวินิจฉัยว่าผู้ซื้อต้องชำระเงินตามงวดก่อนขนย้าย หากชำระไม่ครบถือว่าผิดสัญญา 4. บอกเลิกสัญญาโดยมิชอบ (ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคหนึ่ง) เมื่อผู้ซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อน ย่อมไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา และการบอกเลิกไม่ก่อผลให้เรียกคืนมัดจำ/ค่าเสียหายได้ 5. ฟ้องแย้งไม่ตกไป-ภาระพิสูจน์ค่าใช้จ่าย ศาลวางหลักว่าแม้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลยังต้องพิจารณาฟ้องแย้งต่อ แต่จำเลยต้องมีพยานหลักฐานพิสูจน์จำนวนเงินที่สำรองจ่ายจริง จึงจะชนะฟ้องแย้งได้ ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากการซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนโรงงานผลิตแคลไซน์ในนิคมอุตสาหกรรม โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชนะการประมูลและได้ทำสัญญารับจ้างรื้อถอนพร้อมรับซื้อวัสดุจากบริษัทเจ้าของโรงงาน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำวัสดุและโครงสร้างโรงงานดังกล่าวมาขายต่อให้โจทก์ โดยทำสัญญาวางมัดจำและกำหนดให้ชำระราคาที่เหลือเป็นงวด ๆ ก่อนการขนย้ายวัสดุออกจากพื้นที่ โจทก์ชำระเงินมัดจำและชำระค่างวดแรกครบถ้วน แต่ไม่สามารถชำระค่างวดที่สองและสามตามสัญญาได้ครบถ้วน จึงอ้างเหตุว่าสินค้าที่ได้รับไม่ครบตามคาดหมายและบอกเลิกสัญญา พร้อมฟ้องเรียกเงินมัดจำและค่าเสียหาย ขณะที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งเรียกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่อ้างว่าได้สำรองจ่ายแทนโจทก์ ประเด็นกฎหมายสำคัญ ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นหลัก ได้แก่ ลักษณะของสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งหรือไม่ กรรมสิทธิ์ในโรงงานพิพาทโอนเมื่อใด สิทธิของโจทก์ในการบอกเลิกสัญญา และผลของฟ้องแย้งเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลเห็นว่าสัญญาซื้อขายวัสดุจากการรื้อถอนเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง มีการกำหนดตัวทรัพย์และราคาชัดเจน จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ย่อมโอนแก่ผู้ซื้อทันทีตั้งแต่วันทำสัญญา ไม่จำต้องจดทะเบียน การผิดสัญญาและสิทธิเลิกสัญญา เมื่อกรรมสิทธิ์โอนแล้ว ผู้ซื้อย่อมรับความเสี่ยงในผลกำไรหรือขาดทุนจากการจำหน่ายทรัพย์นั้นต่อไป การที่โจทก์ไม่สามารถชำระราคาตามเงื่อนไขงวดที่สองและสามได้ครบถ้วน ถือเป็นการผิดสัญญาต่างตอบแทน โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามกฎหมาย การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงเป็นไปโดยมิชอบ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำหรือค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งไม่ตกไป แม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่า ฟ้องแย้งของจำเลยยังคงต้องได้รับการพิจารณา อย่างไรก็ดี ในคดีนี้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ว่าตนได้สำรองจ่ายค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแทนโจทก์จริงเป็นจำนวนเท่าใด ศาลจึงยกฟ้องแย้ง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า การซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งย่อมโอนกรรมสิทธิ์ทันทีเมื่อทำสัญญา ผู้ซื้อไม่อาจอ้างความคาดหวังด้านกำไรมาเป็นเหตุหลีกเลี่ยงการชำระราคา และฝ่ายที่ผิดสัญญาย่อมไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา อีกทั้งยังวางบรรทัดฐานว่าฟ้องแย้งเป็นสิทธิของจำเลยซึ่งไม่ตกไปเพียงเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937/2566 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกให้คืนเงินค่ามัดจำ ค่าสินค้าที่รื้อถอนจากโรงงานพิพาทตามสัญญาและค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 ได้สำรองจ่ายแทนโจทก์ไปตามบันทึกข้อตกลง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลก็ต้องวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ต่อไป ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่ตกไป สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินบางส่วนแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยคงผลให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินแก่โจทก์ตามที่แก้ไข และยกฟ้องแย้ง 3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด โดยเห็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่มีอำนาจฟ้อง และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ค่าใช้จ่ายที่อ้างได้ ทรัพย์เฉพาะสิ่งและการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตามแนวคำวินิจฉัยศาลฎีกา ประเด็นเรื่อง “ทรัพย์เฉพาะสิ่ง” และ “การซื้อขายเสร็จเด็ดขาด” เป็นหลักกฎหมายสำคัญในกฎหมายแพ่งว่าด้วยสัญญาซื้อขาย เนื่องจากเป็นตัวกำหนดผลทางกฎหมายเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์และความเสี่ยงในทรัพย์ที่ซื้อขาย ศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยอย่างชัดเจนในคดีเกี่ยวกับการซื้อขายวัสดุอุปกรณ์จากการรื้อถอนโรงงาน ซึ่งสะท้อนการตีความบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 และมาตรา 460 ได้อย่างเป็นระบบ ประการแรก เรื่องทรัพย์เฉพาะสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 กฎหมายบัญญัติว่า การซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งเป็นการซื้อขายทรัพย์ที่คู่สัญญาได้กำหนดตัวทรัพย์นั้นไว้อย่างแน่นอนและเฉพาะเจาะจงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์ที่มีอยู่แล้วหรือทรัพย์ที่ยังต้องดำเนินการบางอย่างก่อนส่งมอบ หากทรัพย์นั้นสามารถระบุตัวได้ชัดเจนว่าเป็นสิ่งใด ย่อมถือเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า กรณีการซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนโรงงาน แม้เดิมโรงงานจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย แต่เมื่อคู่สัญญาตกลงซื้อขายวัสดุอุปกรณ์จากการรื้อถอน โดยกำหนดแหล่งที่มา ลักษณะ และราคาของทรัพย์ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ย่อมถือเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง มิใช่การซื้อขายทรัพย์ตามชั่งตวงวัดหรือทรัพย์ที่ยังไม่อาจระบุตัวได้ แนววินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะศาลมองสาระของสัญญาเป็นหลัก มิได้ยึดติดเพียงลักษณะของทรัพย์เดิม หากแต่พิจารณาว่า ณ เวลาทำสัญญา คู่สัญญาได้กำหนดตัวทรัพย์ไว้ชัดเจนหรือไม่ หากกำหนดแล้ว ย่อมเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง ซึ่งนำไปสู่ผลทางกฎหมายเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในลำดับต่อไป ประการที่สอง เรื่องการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดและการโอนกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 และมาตรา 460 กฎหมายกำหนดหลักทั่วไปว่า ในการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ย่อมโอนแก่ผู้ซื้อทันทีตั้งแต่เวลาที่สัญญาซื้อขายได้ทำกันโดยสมบูรณ์ ไม่จำต้องรอการส่งมอบทรัพย์ เว้นแต่คู่สัญญาจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ศาลฎีกาได้นำหลักดังกล่าวมาปรับใช้ในคดี โดยวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์จากการรื้อถอนโรงงาน เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตั้งแต่วันทำสัญญา แม้จะยังมีการรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์ในภายหลัง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ก็ได้โอนแก่ผู้ซื้อแล้วตั้งแต่วันทำสัญญา ผลคือ ผู้ซื้อกลายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นโดยสมบูรณ์ ผลของการที่กรรมสิทธิ์โอนแล้ว ย่อมทำให้ผู้ซื้อเป็นผู้รับความเสี่ยงในทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากปริมาณ คุณภาพ หรือราคาที่จะนำไปจำหน่ายต่อ ศาลฎีกาย้ำว่า ความคาดหวังทางธุรกิจของผู้ซื้อ เช่น การคาดว่าทรัพย์จะมีปริมาณมากกว่าหรือขายได้ราคาดีกว่า มิใช่เงื่อนไขแห่งสัญญา และไม่อาจนำมาเป็นเหตุอ้างว่าผู้ขายผิดสัญญาได้ นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักสำคัญว่า เมื่อสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน ผู้ซื้อมีหน้าที่ชำระราคาตามที่ตกลงไว้ หากผู้ซื้อไม่ชำระราคาตามงวด ย่อมถือเป็นฝ่ายผิดสัญญา แม้จะอ้างว่าการส่งมอบทรัพย์ยังไม่ครบถ้วนก็ตาม เพราะในกรณีทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิ์ได้โอนแล้ว การส่งมอบเป็นเพียงการปฏิบัติการตามสัญญา มิใช่เงื่อนไขของการโอนกรรมสิทธิ์ จากแนวคำวินิจฉัยดังกล่าว จะเห็นได้ว่าศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักความแน่นอนของนิติกรรมและความมั่นคงในทางธุรกรรม หากคู่สัญญาได้ตกลงซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งโดยชัดแจ้งแล้ว กฎหมายย่อมถือว่าสัญญามีผลสมบูรณ์และกรรมสิทธิ์โอนทันที ผู้ซื้อไม่อาจอาศัยความไม่พอใจในผลทางธุรกิจภายหลังมาเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาได้ บทเรียนทางกฎหมายจากคดีนี้คือ คู่สัญญาในสัญญาซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งต้องตระหนักว่า ตั้งแต่เวลาทำสัญญา กรรมสิทธิ์และความเสี่ยงอาจตกแก่ผู้ซื้อทันที หากไม่มีการกำหนดเงื่อนไขพิเศษไว้ในสัญญา การตรวจสอบข้อมูลทรัพย์และการประเมินความเสี่ยงก่อนทำสัญญาจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแล้ว กฎหมายและศาลย่อมคุ้มครองความแน่นอนของสัญญามากกว่าความคาดหวังทางธุรกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. กรณีที่จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญารับซื้อและรื้อถอนโรงงานจากบริษัทเจ้าของโรงงาน แล้วนำวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนมาทำสัญญาขายต่อให้โจทก์ โดยมีการกำหนดตัวทรัพย์และราคาชัดเจน รวมทั้งมีการวางมัดจำและกำหนดงวดการชำระราคา โจทก์จะอ้างได้หรือไม่ว่าสัญญาดังกล่าวยังไม่เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เนื่องจากยังมีการรื้อถอนและส่งมอบทรัพย์ไม่ครบถ้วน และกรรมสิทธิ์ในโรงงานพิพาทยังไม่โอนแก่โจทก์ จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อเห็นว่าปริมาณวัสดุที่ได้รับไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย ธงคำตอบ สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง เนื่องจากคู่สัญญาได้กำหนดตัวทรัพย์ที่ขายอย่างเฉพาะเจาะจง คือ วัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนโรงงานพิพาท พร้อมกำหนดราคาซื้อขายแน่นอน การซื้อขายเช่นนี้เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 ประกอบมาตรา 458 กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ย่อมโอนแก่ผู้ซื้อทันทีตั้งแต่วันที่ทำสัญญา โดยไม่จำต้องรอให้มีการรื้อถอนหรือส่งมอบทรัพย์ครบถ้วน แม้โรงงานพิพาทเดิมจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 139 แต่เมื่อคู่สัญญาตกลงซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนออกไป ย่อมถือเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ และเมื่อเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิ์ย่อมตกแก่โจทก์ตั้งแต่วันทำสัญญา โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมต้องรับความเสี่ยงในผลกำไรหรือขาดทุนจากทรัพย์ดังกล่าว การที่โจทก์อ้างว่าปริมาณวัสดุหรือราคาที่นำไปขายต่อไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ไม่เป็นเหตุให้สัญญาไม่สมบูรณ์หรือยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ และไม่เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ข้อ 2. เมื่อสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยกำหนดให้โจทก์ต้องชำระราคาตามงวดก่อนจึงจะขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ออกจากโรงงานพิพาทได้ แต่ปรากฏว่าโจทก์ชำระเงินค่างวดที่สองไม่ครบถ้วน และไม่ชำระงวดที่เหลือตามสัญญา โจทก์ยังคงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องเรียกเงินมัดจำรวมทั้งค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ ธงคำตอบ สัญญาซื้อขายในคดีนี้เป็นสัญญาต่างตอบแทนตามหลักกฎหมายแพ่ง กล่าวคือ โจทก์มีหน้าที่ชำระราคาตามงวดและรับมอบทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์ตามเงื่อนไขสัญญา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ชำระเงินค่างวดที่สองเพียงบางส่วน และไม่ชำระค่างวดที่เหลือตามสัญญา ย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคหนึ่ง สิทธิในการบอกเลิกสัญญาย่อมมีได้เฉพาะฝ่ายที่ไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดในการชำระราคา โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงเป็นการบอกเลิกโดยมิชอบ ไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำ ค่าสินค้า หรือค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นฝ่ายผิดสัญญาเอง และไม่อาจอ้างเหตุเกี่ยวกับผลกำไรหรือการคาดคะเนทางธุรกิจมาเป็นข้ออ้างหลีกเลี่ยงการชำระราคาตามสัญญาได้ ข้อ 3. ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำหรือค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 แล้ว ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเรียกให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้สำรองจ่ายแทนโจทก์ จะต้องตกไปตามฟ้องโจทก์หรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดจึงจะชนะฟ้องแย้งได้ ธงคำตอบ แม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฟ้องแย้งเป็นสิทธิของจำเลยซึ่งมีฐานะเป็นคดีอิสระ ศาลจึงยังคงมีหน้าที่ต้องวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ต่อไป ฟ้องแย้งจึงไม่ตกไปเพียงเพราะฟ้องโจทก์ใช้ไม่ได้ อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 มีภาระการพิสูจน์ว่าตนได้สำรองจ่ายค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทแทนโจทก์จริง จำนวนเท่าใด และเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดตามสัญญาหรือบันทึกข้อตกลง หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์จำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริง หรือไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติตามสัญญาโดยสุจริต ศาลย่อมไม่อาจรับฟังฟ้องแย้งได้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์การสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนได้อย่างชัดเจน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 แม้จะเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องก็ตาม |




