
| การเรียกค่าสินไหมจากการคืนทรัพย์ไม่ตรงตามคำพิพากษาในสัญญาเช่าซื้อ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาการคืนทรัพย์ตามคำพิพากษาในคดีเช่าซื้อ โดยเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้นำทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าหนี้แล้ว แต่เจ้าหนี้อ้างว่าทรัพย์ดังกล่าวอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข “สภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดี” ตามที่ศาลได้มีคำพิพากษาไว้ก่อนหน้า คดีนี้จึงก่อให้เกิดประเด็นสำคัญว่า การคืนทรัพย์ในลักษณะดังกล่าวถือเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้หรือไม่ และเจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในฐานะความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดเพียงใด ทั้งยังสะท้อนหลักเกณฑ์การพิสูจน์ความเสียหาย ความแตกต่างระหว่าง “ค่าขาดราคา” กับ “ความเสียหายที่แท้จริง” รวมถึงขอบเขตอำนาจศาลในการกำหนดค่าเสียหายให้สอดคล้องกับคำฟ้องตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายคดีผู้บริโภค สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์ ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหาย โดยอ้างว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งได้รับคืนตามคำพิพากษาในคดีก่อนนั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ ทั้งที่คำพิพากษาเดิมกำหนดให้คืนรถยนต์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้นำรถยนต์คืนแก่โจทก์ และโจทก์นำรถออกขายทอดตลาด ได้เงินต่ำกว่าราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาเดิม โจทก์จึงนำส่วนต่างดังกล่าวมาอ้างเป็นค่าเสียหายและฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 รับผิดบางส่วน ต่อมาทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ประเด็นคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นลำดับ ดังนี้ ประเด็นแรก โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลเห็นว่า การฟ้องครั้งนี้เป็นการเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการชำระหนี้ไม่ตรงตามคำพิพากษาเดิม มิใช่การฟ้องซ้ำในมูลหนี้เดิม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ประเด็นที่สอง ค่าขาดราคาที่คำนวณจากผลการขายทอดตลาดสามารถถือเป็นค่าเสียหายได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า ราคาขายทอดตลาดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไม่อาจใช้เป็นหลักฐานชี้ชัดถึงความชำรุดทรุดโทรมอันเกิดจากการใช้ทรัพย์โดยปราศจากความระมัดระวัง ค่าขาดราคาดังกล่าวจึงไม่ใช่ความเสียหายที่แท้จริง ประเด็นที่สาม สภาพรถยนต์ที่คืนอยู่ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดีหรือไม่ ศาลพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าพยานโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่า พยานจำเลยและพฤติการณ์แวดล้อมแสดงให้เห็นว่ารถยังใช้งานได้ตามปกติ รอยขีดข่วนหรือบุบเล็กน้อยเป็นเพียงสภาพการใช้งานทั่วไป ไม่ถึงขั้นชำรุดทรุดโทรม ประเด็นที่สี่ การกำหนดค่าเสียหายนอกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายในฐานะค่าเสื่อมราคาจากการคืนรถล่าช้า เป็นการกำหนดค่าเสียหายนอกฟ้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเอง วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 มีเจตนารมณ์คุ้มครองเจ้าหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ตรงตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ โดยเปิดโอกาสให้เรียกค่าสินไหมทดแทนได้เฉพาะในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง การบังคับใช้บทบัญญัตินี้จึงต้องอาศัยการพิสูจน์ความเสียหายอย่างชัดเจน มิใช่อาศัยสมมติฐานหรือการคำนวณโดยอ้อม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาย้ำหลักว่า ค่าเสียหายต้องเป็นผลโดยตรงจากการผิดสัญญาหรือการชำระหนี้ไม่ถูกต้อง มิใช่ผลจากกลไกตลาดหรือปัจจัยภายนอก เช่น การขายทอดตลาด ทั้งยังสะท้อนหลักความเป็นธรรมในการกำหนดความรับผิดของลูกหนี้เช่าซื้อ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ความเสียหายได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 รับผิดค่าเสียหายบางส่วน แต่ศาลฎีกาพิพากษากลับเป็นให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่ารถยนต์ที่คืนอยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ไม่มีความเสียหายอันเกิดจากการใช้โดยปราศจากความระมัดระวัง และการกำหนดค่าเสียหายนอกฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำหลักการว่าการเรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 215 ต้องอาศัยความเสียหายที่พิสูจน์ได้จริงและมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการชำระหนี้ไม่ถูกต้อง มิใช่อาศัยการตีมูลค่าทางอ้อมหรือเหตุการณ์ภายหลังที่ไม่สะท้อนสภาพความเสียหายแท้จริง อีกทั้งศาลไม่มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายนอกคำฟ้อง แม้จะเห็นว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นก็ตาม หลักดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองความแน่นอนและความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาคดีแพ่งและคดีผู้บริโภค คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การขายทอดตลาดทรัพย์ที่เช่าซื้อสามารถใช้พิสูจน์ความเสียหายได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้เสมอไป เนื่องจากราคาทอดตลาดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยและไม่สะท้อนความชำรุดทรุดโทรมที่แท้จริง 2. คำถาม เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมหลังคำพิพากษาถึงที่สุดหรือไม่ คำตอบ มีสิทธิ หากเป็นความเสียหายใหม่ที่เกิดจากการชำระหนี้ไม่ตรงตามคำพิพากษา 3. คำถาม ศาลสามารถกำหนดค่าเสียหายนอกคำฟ้องได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ เพราะเป็นการขัดต่อหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย 4. คำถาม รอยขีดข่วนหรือบุบเล็กน้อยถือเป็นความชำรุดทรุดโทรมหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือ หากเป็นสภาพการใช้งานตามปกติและไม่กระทบต่อการใช้งานของทรัพย์ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4980/2567 คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวัดเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ จึงเป็นการฟ้องให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแห่งการนั้นก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,253,738.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (24 เมษายน 2563) ถึง 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยผิดนัดปรับตามพระราชกฤษฎีกาแต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาและศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าในคดีก่อนศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยที่ 1 คืนรถเช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 2,450,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 รับผิดแทนเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ต่อมาจำเลยที่ 2 คืนรถเมื่อ 5 กันยายน 2562 และโจทก์ขายทอดตลาดได้ 1,196,261.68 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าเมื่อคืนรถแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกส่วนต่าง ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้เป็นการเรียกค่าเสียหายใหม่จากการคืนรถไม่เป็นไปตามคำพิพากษาเดิม อันเป็นการชำระหนี้ไม่ตรงความประสงค์แห่งมูลหนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่า “ค่าขาดราคา” ที่โจทก์คำนวณจากส่วนต่างระหว่างราคารถใช้แทนกับราคาขายทอดตลาด ไม่อาจใช้พิสูจน์ความชำรุดทรุดโทรมได้ เพราะราคาทอดตลาดขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ประมูลและสภาพทั่วไปของรถหลายปัจจัย จึงไม่ใช่ความเสียหายที่แท้จริงจากการใช้รถโดยปราศจากความระมัดระวัง ฎีกาโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อโต้แย้งของจำเลยที่ 1 ว่าคืนรถในสภาพใช้งานได้ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยปฏิเสธ โจทก์มีภาระพิสูจน์ แต่พยานโจทก์มีน้ำหนักน้อยและเอกสารตรวจสภาพมีพิรุธว่าฝ่ายโจทก์บันทึกเพิ่มเติมภายหลัง ขณะที่พยานจำเลยเบิกความสอดคล้องกันว่ารถใช้งานได้ตามปกติถึงขั้นขับไปยังสถานที่เก็บรถได้ และภาพถ่ายไม่ปรากฏความเสียหายรุนแรง รอยขีดข่วนหรือบุบเล็กน้อยเป็นสภาพการใช้งานตามปกติ จึงฟังไม่ได้ว่ารถชำรุดทรุดโทรม โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าสินไหมจากจำเลยที่ 1 ได้ และศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายไว้ อีกทั้งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสื่อมราคา 200,000 บาทจากการคืนรถล่าช้า เป็นการกำหนดค่าเสียหายนอกฟ้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142(5) ประกอบกฎหมายคดีผู้บริโภค ประเด็นจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นว่าเหตุผลของศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 2 เพราะไม่บอกกล่าวตามมาตรา 686 ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์ฟ้องตามมูลหนี้คำพิพากษาเดิม มิใช่ฟ้องตามสัญญาค้ำประกัน อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่าไม่เกิดความเสียหายตามฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาเป็นพับ |




