
| ผู้ค้ำประกันคืนรถเช่าซื้อแทนผู้เช่าซื้อได้หรือไม่ การคืนรถโดยผู้ค้ำประกันทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกและผู้ให้เช่าซื้อเรียกค่าขาดราคาได้หรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายเรื่องการเลิกสัญญาเช่าซื้อและการเป็นตัวแทน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเลิกสัญญาเช่าซื้ออันเกิดจากการที่ผู้ค้ำประกันเป็นผู้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อภายหลังผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โดยมีประเด็นสำคัญว่าการคืนรถซึ่งมิได้ลงลายมือชื่อผู้เช่าซื้อ แต่เป็นการดำเนินการของผู้ค้ำประกันเพียงฝ่ายเดียว จะถือเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ให้เช่าซื้อจะมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาภายหลังนำรถออกขายทอดตลาดแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญาไม่ใช่กิจการเฉพาะตัวที่ผู้เช่าซื้อต้องดำเนินการด้วยตนเอง หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ค้ำประกันมิได้กระทำการโดยพลการหรือปราศจากความยินยอมของผู้เช่าซื้อ ย่อมถือได้ว่าผู้ค้ำประกันกระทำการในฐานะตัวแทนของผู้เช่าซื้อ แม้สัญญาเช่าซื้อจะมิได้กำหนดสิทธิของผู้ค้ำประกันในการบอกเลิกสัญญาไว้โดยตรงก็ตาม เมื่อการส่งมอบรถมีผลเป็นการเลิกสัญญาโดยชอบ ผู้ให้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาได้ อย่างไรก็ดี จำนวนค่าขาดราคาจะต้องมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาเงินสดของรถยนต์ ค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระมาแล้ว รวมทั้งเงินที่ได้รับจากการขายทอดตลาดรถยนต์ภายหลังการคืนรถ ศาลจึงมีอำนาจกำหนดค่าขาดราคาให้เหมาะสมกับความเสียหายที่แท้จริง หลักกฎหมายที่ปรากฏในคดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความสิทธิของผู้เช่าซื้อ ผู้ค้ำประกัน และผู้ให้เช่าซื้อ ตลอดจนการใช้หลักตัวแทนโดยปริยายในการดำเนินการเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในคดีผู้บริโภคและคดีเช่าซื้อรถยนต์ในทางปฏิบัติ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับจำเลยที่ 1 โดยตกลงราคาเช่าซื้อรวม 628,216.54 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม กำหนดชำระค่าเช่าซื้อเป็นระยะเวลา 72 เดือน เดือนละ 8,725.23 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละ 610.77 บาท รวมต้องชำระเดือนละ 9,336 บาท โดยจำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อได้เพียง 13 งวด ก่อนจะผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา ขณะที่โจทก์ยังมิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อส่งมอบคืนแก่โจทก์ และโจทก์นำรถยนต์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดจนได้รับเงินจากการขายเป็นจำนวน 316,000 บาท ก่อนยื่นฟ้องเรียกค่าขาดราคาและดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสอง ประเด็นข้อพิพาทของคดี ข้อพิพาทสำคัญของคดีมิใช่เรื่องการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นที่ยุติแล้ว แต่เป็นปัญหาว่าเมื่อผู้ค้ำประกันเป็นผู้ส่งมอบรถยนต์คืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ ทั้งที่สัญญาเช่าซื้อไม่ได้กำหนดให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถ และเอกสารการคืนรถปรากฏเพียงลายมือชื่อของผู้ค้ำประกันโดยไม่มีลายมือชื่อของผู้เช่าซื้อ การคืนรถดังกล่าวจะมีผลทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และหากสัญญาเช่าซื้อเลิกโดยชอบแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาจากจำเลยทั้งสองเพียงใด ภายหลังจากหักเงินที่ได้รับจากการขายทอดตลาดรถยนต์แล้ว ข้อโต้แย้งที่มีความสำคัญ จากข้อเท็จจริงปรากฏว่าเอกสารแสดงเจตนาคืนรถและตรวจสภาพรถระบุความประสงค์ขอคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อเพื่อดำเนินการตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป แต่มีเพียงจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้มอบรถ ไม่ปรากฏลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ จึงเกิดข้อโต้แย้งว่าการส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวเป็นการกระทำของผู้ค้ำประกันโดยลำพัง หรือเป็นการกระทำแทนผู้เช่าซื้อในฐานะตัวแทน หากเป็นเพียงการกระทำของผู้ค้ำประกันโดยไม่มีอำนาจ การคืนรถย่อมไม่อาจถือเป็นการเลิกสัญญาของผู้เช่าซื้อได้ แต่หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ค้ำประกันได้รับความยินยอมจากผู้เช่าซื้อ การส่งมอบรถย่อมมีผลผูกพันผู้เช่าซื้อเช่นเดียวกับผู้เช่าซื้อเป็นผู้ดำเนินการเอง ประเด็นที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัย ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 นำรถยนต์มาคืนแก่โจทก์โดยพลการหรือปราศจากความรู้เห็นยินยอมของจำเลยที่ 1 อีกทั้งการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญาไม่ใช่กิจการเฉพาะตัวที่ผู้เช่าซื้อต้องกระทำด้วยตนเอง ผู้เช่าซื้อย่อมสามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ก็ไม่เคยให้การปฏิเสธว่าการนำรถมาคืนนั้นกระทำโดยปราศจากความยินยอมของจำเลยที่ 1 ศาลจึงต้องวินิจฉัยต่อไปว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเพียงพอที่จะถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการส่งมอบรถยนต์เพื่อเลิกสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ และเมื่อสัญญาเลิกโดยชอบแล้ว โจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาจำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสมกับข้อเท็จจริงของคดี หลักกฎหมายที่เป็นจุดเริ่มต้นของการวินิจฉัย ศาลฎีกาเริ่มต้นการวินิจฉัยจากหลักที่ว่าการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อเพียงอย่างเดียวมิได้เป็นประเด็นพิพาท แต่ข้อสำคัญอยู่ที่ผลทางกฎหมายของการคืนรถโดยผู้ค้ำประกัน ซึ่งต้องพิจารณาควบคู่กันทั้งหลักการเลิกสัญญาเช่าซื้อและหลักการเป็นตัวแทน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ค้ำประกันเป็นผู้ส่งมอบรถยนต์คืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ และไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นโดยปราศจากความยินยอมของผู้เช่าซื้อ จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ศาลนำไปสู่การวิเคราะห์ว่าการคืนรถดังกล่าวมีผลเป็นการเลิกสัญญาโดยชอบหรือไม่ และผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อได้เพียงใดภายหลังการขายทอดตลาดรถยนต์แล้ว คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับการคืนรถโดยผู้ค้ำประกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อจะผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกัน และโจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อก็ตาม แต่ต่อมาจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันได้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อส่งมอบคืนแก่โจทก์ โดยหนังสือแสดงเจตนาคืนรถและตรวจสภาพรถมีข้อความแสดงความประสงค์ขอคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้ผู้ให้เช่าซื้อเพื่อดำเนินการตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป แม้ในเอกสารดังกล่าวจะมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้มอบรถ และไม่มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 นำรถยนต์มาคืนโดยพลการหรือปราศจากความรู้เห็นยินยอมของจำเลยที่ 1 จึงยังไม่มีเหตุให้รับฟังว่าการคืนรถเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจหรือไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันแก่ผู้เช่าซื้อ ศาลจึงพิจารณาต่อไปถึงหลักกฎหมายว่าด้วยการเป็นตัวแทนและผลของการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญา การส่งมอบรถยนต์คืนไม่ใช่กิจการเฉพาะตัวของผู้เช่าซื้อ ศาลฎีกาเห็นว่าการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญา มิใช่กิจการที่กฎหมายกำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องดำเนินการด้วยตนเองแต่เพียงผู้เดียว เพราะเป็นการกระทำที่สามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ ดังนั้น ผู้เช่าซื้อจึงอาจมอบหมายให้ผู้ค้ำประกันหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ส่งมอบรถยนต์คืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อแทนได้ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นโดยความยินยอมหรืออยู่ภายใต้อำนาจที่ผู้เช่าซื้อมอบหมายไว้ หลักการนี้ทำให้การขาดลายมือชื่อของผู้เช่าซื้อในเอกสารคืนรถเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การส่งมอบรถยนต์เป็นโมฆะหรือไม่มีผลในทางกฎหมาย เพราะต้องพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ทั้งหมดของคดีด้วย การเป็นตัวแทนโดยปริยายของผู้ค้ำประกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า แม้สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจะไม่ได้กำหนดโดยชัดแจ้งว่าผู้ค้ำประกันมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถยนต์แทนผู้เช่าซื้อ แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโดยปราศจากความยินยอมของจำเลยที่ 1 อีกทั้งจำเลยที่ 2 ก็ไม่เคยให้การปฏิเสธว่าการนำรถมาคืนเป็นการกระทำโดยพลการ ศาลจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ การเป็นตัวแทนดังกล่าวไม่จำเป็นต้องมีการแต่งตั้งเป็นหนังสือหรือแสดงออกโดยชัดแจ้งเสมอไป แต่สามารถเกิดขึ้นโดยพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำได้รับความยินยอมให้ดำเนินการแทนผู้มีสิทธิได้ จึงถือว่าการส่งมอบรถยนต์ของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งมีผลผูกพันผู้เช่าซื้อเช่นเดียวกับการที่ผู้เช่าซื้อเป็นผู้ดำเนินการเอง ผลของการเลิกสัญญาเช่าซื้อและสิทธิเรียกค่าขาดราคา เมื่อศาลรับฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ การคืนรถดังกล่าวจึงมีผลเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นกรณีที่ผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นฝ่ายผิดนัดแสดงเจตนาเลิกสัญญาโดยการส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ หลังจากสัญญาเลิกกันแล้ว โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อจึงมีสิทธิใช้สิทธิตามสัญญาเรียกค่าขาดราคาได้ โดยการที่โจทก์นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้รับมาหักออกจากภาระหนี้ มิได้ทำให้สิทธิในการเรียกค่าขาดราคาสิ้นสุดลง หากยังมีความเสียหายคงเหลือตามสัญญา ผู้ให้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเรียกส่วนต่างดังกล่าวจากผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันได้ตามเงื่อนไขแห่งสัญญา การกำหนดจำนวนค่าขาดราคาให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริง แม้ศาลฎีกาจะเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้ แต่ศาลเห็นว่าจำนวนค่าขาดราคาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดไว้เป็นเงิน 150,000 บาท ยังสูงเกินส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงของคดี โดยเฉพาะราคาเงินสดของรถยนต์ จำนวนค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระมาแล้ว และเงินจำนวน 316,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากการขายทอดตลาดรถยนต์ภายหลังการคืนรถ ศาลจึงใช้ดุลพินิจกำหนดค่าขาดราคาใหม่ให้เหมาะสมกับความเสียหายที่แท้จริง เป็นจำนวน 92,000 บาท พร้อมพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เฉพาะในส่วนของจำนวนค่าขาดราคา โดยคงคำวินิจฉัยในประเด็นสิทธิเรียกค่าขาดราคาไว้เช่นเดิม อันสะท้อนให้เห็นว่าการมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาและจำนวนค่าขาดราคาที่สมควรได้รับเป็นคนละประเด็น ซึ่งศาลต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและความเสียหายที่เกิดขึ้นในแต่ละคดี วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยการคืนทรัพย์สิน หลักกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยคดีนี้อยู่บนพื้นฐานว่า แม้ผู้เช่าซื้อจะผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อหลายงวด แต่ตราบใดที่ผู้ให้เช่าซื้อยังมิได้บอกเลิกสัญญา สัญญาเช่าซื้อย่อมยังคงมีผลใช้บังคับ อย่างไรก็ตาม การเลิกสัญญาเช่าซื้ออาจเกิดขึ้นได้จากการที่ผู้เช่าซื้อแสดงเจตนาคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อแก่ผู้ให้เช่าซื้อ ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาให้สัญญาสิ้นสุดลง เมื่อข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อถูกส่งมอบคืนแก่โจทก์โดยผู้ค้ำประกันซึ่งกระทำการแทนผู้เช่าซื้อ การส่งมอบดังกล่าวจึงมีผลเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบ ส่งผลให้สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาเปลี่ยนจากความสัมพันธ์ตามสัญญาเช่าซื้อไปเป็นการชำระความเสียหายและการบังคับตามสิทธิที่ยังคงเหลืออยู่ตามสัญญา ทั้งนี้ ศาลมิได้วินิจฉัยว่าการผิดนัดเพียงอย่างเดียวทำให้สัญญาสิ้นสุดลง แต่ให้ความสำคัญกับการแสดงเจตนาคืนทรัพย์สินประกอบกับพฤติการณ์ของคู่กรณี ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้การเลิกสัญญาเกิดขึ้นโดยชอบตามกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนโดยปริยาย สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความเรื่องการเป็นตัวแทนมากกว่าการพิจารณาสิทธิของผู้ค้ำประกันโดยตรง เพราะแม้สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจะมิได้กำหนดให้ผู้ค้ำประกันมีอำนาจบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถ แต่ศาลฎีกาไม่ได้ยุติการวินิจฉัยเพียงข้อความในสัญญา หากพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันนำรถยนต์ไปคืนโดยพลการหรือปราศจากความยินยอมของผู้เช่าซื้อ อีกทั้งผู้ค้ำประกันก็ไม่เคยยกข้อต่อสู้เช่นนั้นขึ้นอ้าง ศาลจึงรับฟังได้ว่าผู้ค้ำประกันได้รับความยินยอมให้ดำเนินการแทนผู้เช่าซื้อ และถือว่าการเป็นตัวแทนอาจเกิดขึ้นโดยพฤติการณ์หรือโดยปริยายได้ ไม่จำเป็นต้องมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการหรือเป็นหนังสือเสมอไป หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงแห่งการแสดงเจตนาและการยอมรับพฤติการณ์ของคู่กรณีมากกว่ารูปแบบของการมอบอำนาจเพียงอย่างเดียว วิเคราะห์สิทธิของผู้ให้เช่าซื้อในการเรียกค่าขาดราคา เมื่อศาลวินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยชอบแล้ว ย่อมทำให้ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อได้ แต่การมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาไม่ได้หมายความว่าศาลจะต้องกำหนดจำนวนเงินตามที่คู่ความเรียกร้องหรือที่ศาลล่างกำหนดไว้เสมอไป เพราะศาลยังต้องพิจารณาว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแท้จริงมีจำนวนเพียงใด ในคดีนี้ศาลนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาเงินสดของรถยนต์ จำนวนค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระมาแล้ว และเงินที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับจากการขายทอดตลาดรถยนต์มาประกอบการใช้ดุลพินิจ จนเห็นว่าค่าขาดราคาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดไว้ยังสูงเกินส่วน จึงลดจำนวนลงให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริง การวินิจฉัยเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าศาลมิได้มุ่งให้ผู้ให้เช่าซื้อได้รับประโยชน์เกินกว่าความเสียหายที่แท้จริง แต่คำนึงถึงความเป็นธรรมของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายภายใต้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดี หลักกฎหมายที่ได้รับจากคำพิพากษานี้ คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า การที่ผู้ค้ำประกันเป็นผู้ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ มิได้ทำให้การคืนทรัพย์เป็นโมฆะหรือไม่มีผลในทางกฎหมายเพียงเพราะผู้เช่าซื้อมิได้ลงลายมือชื่อในเอกสารคืนรถ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ค้ำประกันกระทำการแทนผู้เช่าซื้อและไม่ได้ดำเนินการโดยพลการ การส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวย่อมมีผลเป็นการแสดงเจตนาของผู้เช่าซื้อในการเลิกสัญญาได้ อีกทั้งยังยืนยันหลักว่าการเป็นตัวแทนสามารถเกิดขึ้นโดยปริยายจากพฤติการณ์ของคู่กรณี และเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกโดยชอบ ผู้ให้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาได้ แต่จำนวนค่าขาดราคาจะต้องอยู่ในขอบเขตของความเสียหายที่เหมาะสมตามข้อเท็จจริงแห่งคดี มิใช่กำหนดขึ้นโดยปราศจากการพิจารณาฐานะทางเศรษฐกิจของทรัพย์สินและผลประโยชน์ที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับแล้วจากการขายทอดตลาด สาระสำคัญของแนวคำวินิจฉัยในคดีนี้ แนวคำวินิจฉัยในคดีนี้แสดงให้เห็นถึงการตีความกฎหมายโดยยึดข้อเท็จจริงและเจตนาของคู่กรณีเป็นสำคัญ กล่าวคือ ศาลมิได้จำกัดการพิจารณาเฉพาะข้อความในสัญญาว่าผู้ค้ำประกันมีสิทธิคืนรถหรือไม่ แต่พิจารณาว่าผู้ค้ำประกันได้ดำเนินการแทนผู้เช่าซื้อโดยได้รับความยินยอมหรือไม่ และการส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวก่อให้เกิดผลทางกฎหมายอย่างไร เมื่อข้อเท็จจริงสนับสนุนว่าผู้ค้ำประกันเป็นตัวแทนของผู้เช่าซื้อ การคืนรถจึงมีผลเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบ และผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้ อย่างไรก็ตาม ศาลยังใช้อำนาจตรวจสอบจำนวนค่าขาดราคาให้สอดคล้องกับความเสียหายที่แท้จริง อันสะท้อนหลักความเป็นธรรมในการบังคับใช้สัญญาและการชดใช้ความเสียหาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคำวินิจฉัยในคดีนี้ทั้งหมด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 28,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้อัตราดอกเบี้ยปรับเปลี่ยนได้ตามกฎหมาย หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันรับผิดแทนไม่เกิน 18,000 บาท พร้อมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมบางส่วน ส่วนคำขออื่นของโจทก์ให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาจากการเช่าซื้อได้ จึงให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดราคา 150,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ 28,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ค้ำประกันจะเป็นผู้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ และไม่มีลายมือชื่อของผู้เช่าซื้อในหนังสือคืนรถ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันกระทำการโดยพลการหรือปราศจากความยินยอมของผู้เช่าซื้อ อีกทั้งการส่งมอบรถยนต์คืนเพื่อเลิกสัญญาไม่ใช่กิจการเฉพาะตัวของผู้เช่าซื้อ จึงถือได้ว่าผู้ค้ำประกันเป็นตัวแทนของผู้เช่าซื้อในการส่งมอบรถยนต์คืน สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันโดยชอบ และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาราคาเงินสดของรถยนต์ ค่าเช่าซื้อที่ได้ชำระมาแล้ว และเงินที่ได้รับจากการขายทอดตลาด ศาลเห็นว่าค่าขาดราคาที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้สูงเกินส่วน จึงแก้เป็นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดราคา 92,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้แสดงหลักกฎหมายสำคัญว่า การพิจารณาผลของการกระทำทางนิติกรรมต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงและเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี มิใช่พิจารณาแต่เพียงรูปแบบของเอกสารหรือข้อความในสัญญาเท่านั้น แม้สัญญาจะมิได้กำหนดให้ผู้ค้ำประกันมีอำนาจคืนทรัพย์สินหรือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ แต่หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ค้ำประกันกระทำการแทนผู้เช่าซื้อโดยได้รับความยินยอม การกระทำนั้นย่อมมีผลผูกพันผู้เช่าซื้อในฐานะตัวแทนโดยปริยายได้ นอกจากนี้ คำพิพากษายังยืนยันหลักความเป็นธรรมในการกำหนดค่าขาดราคา โดยศาลมีหน้าที่ตรวจสอบว่าจำนวนเงินที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกร้องสอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เมื่อผู้ให้เช่าซื้อได้รับประโยชน์จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินแล้ว ศาลย่อมนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการกำหนดค่าขาดราคาให้เหมาะสม เพื่อมิให้ฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์เกินกว่าความเสียหายที่แท้จริง อันเป็นการรักษาดุลยภาพแห่งสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นผู้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปส่งคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ แม้ไม่มีลายมือชื่อของผู้เช่าซื้อในเอกสารคืนรถ และสัญญาไม่ได้กำหนดอำนาจไว้โดยชัดแจ้ง จะถือว่าเป็นการกระทำแทนผู้เช่าซื้อจนทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกโดยชอบและผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันกระทำการโดยพลการหรือปราศจากความยินยอมของผู้เช่าซื้อ อีกทั้งการส่งมอบทรัพย์สินคืนมิใช่กิจการเฉพาะตัวของผู้เช่าซื้อ ผู้ค้ำประกันจึงเป็นตัวแทนของผู้เช่าซื้อได้ และการคืนรถมีผลทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกโดยชอบ ส่งผลให้ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสังเขป การเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยการคืนทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ศาลวินิจฉัยว่าการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ โดยผู้เช่าซื้อหรือผู้ที่กระทำการแทนผู้เช่าซื้อ ย่อมมีผลเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบ หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าการคืนรถเกิดขึ้นโดยความยินยอมของผู้เช่าซื้อ และภายหลังการเลิกสัญญาผู้ให้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาได้ การเป็นตัวแทนโดยปริยาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 วรรคสอง ศาลวินิจฉัยว่าการเป็นตัวแทนไม่จำเป็นต้องเกิดจากการแต่งตั้งโดยชัดแจ้งเสมอไป แต่สามารถเกิดขึ้นจากพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำได้รับความยินยอมให้ดำเนินการแทนผู้มีสิทธิได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันนำรถยนต์ไปคืนโดยพลการ จึงรับฟังได้ว่าผู้ค้ำประกันเป็นตัวแทนของผู้เช่าซื้อ และการส่งมอบรถยนต์คืนย่อมมีผลผูกพันผู้เช่าซื้อเช่นเดียวกับผู้เช่าซื้อเป็นผู้ดำเนินการเอง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ผู้ค้ำประกันสามารถนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนแทนผู้เช่าซื้อได้หรือไม่ คำตอบ ผู้ค้ำประกันมิได้มีสิทธินำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนแทนผู้เช่าซื้อได้ในทุกกรณีโดยอัตโนมัติ เพราะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงประกอบว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการกระทำแทนผู้เช่าซื้อโดยได้รับความยินยอมหรือไม่ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจะไม่ได้กำหนดสิทธิของผู้ค้ำประกันในการบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถไว้โดยชัดแจ้ง อีกทั้งเอกสารคืนรถจะมีเพียงลายมือชื่อของผู้ค้ำประกัน แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันนำรถยนต์ไปคืนโดยพลการหรือปราศจากความรู้เห็นยินยอมของผู้เช่าซื้อ และการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนก็ไม่ใช่กิจการเฉพาะตัวที่ผู้เช่าซื้อต้องดำเนินการด้วยตนเอง ศาลจึงรับฟังว่าผู้ค้ำประกันเป็นตัวแทนของผู้เช่าซื้อในการส่งมอบรถยนต์คืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ การคืนรถดังกล่าวจึงมีผลผูกพันผู้เช่าซื้อเช่นเดียวกับผู้เช่าซื้อเป็นผู้ดำเนินการเอง และก่อให้เกิดผลทางกฎหมายเกี่ยวกับการเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ 2 คำถาม เมื่อผู้ค้ำประกันเป็นผู้คืนรถยนต์แทนผู้เช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจะเลิกทันทีหรือไม่ คำตอบ การที่ผู้ค้ำประกันเป็นผู้นำรถยนต์ไปส่งคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ มิได้หมายความว่าสัญญาเช่าซื้อจะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติในทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาว่าการส่งมอบรถยนต์นั้นเป็นการกระทำแทนผู้เช่าซื้อหรือไม่ ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญาไม่ใช่กิจการเฉพาะตัวที่ผู้เช่าซื้อต้องกระทำด้วยตนเอง ผู้เช่าซื้อจึงสามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันกระทำการโดยพลการหรือขัดต่อความประสงค์ของผู้เช่าซื้อ อีกทั้งไม่เคยมีการปฏิเสธว่าการคืนรถเกิดขึ้นโดยปราศจากความยินยอมของผู้เช่าซื้อ ศาลจึงรับฟังว่าผู้ค้ำประกันกระทำการในฐานะตัวแทนของผู้เช่าซื้อ ส่งผลให้การคืนรถมีผลเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบตามกฎหมาย และภายหลังการเลิกสัญญา คู่สัญญาย่อมต้องรับผิดตามสิทธิและหน้าที่ที่ยังคงเหลือตามสัญญาเช่าซื้อและตามคำวินิจฉัยของศาล 3 คำถาม เมื่อผู้ให้เช่าซื้อได้รับรถยนต์คืนและนำไปขายทอดตลาดแล้ว ยังมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาจากผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันอีกหรือไม่ คำตอบ การที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและนำรถยนต์ออกขายทอดตลาดแล้ว มิได้หมายความว่าสิทธิเรียกร้องต่อผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ำประกันจะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ หากภายหลังการขายทอดตลาดยังมีความเสียหายหรือส่วนต่างของราคาที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขแห่งสัญญา ผู้ให้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้ ทั้งนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อการคืนรถโดยผู้ค้ำประกันมีผลเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบ ผู้ให้เช่าซื้อจึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา อย่างไรก็ตาม จำนวนค่าขาดราคาจะต้องกำหนดให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงแห่งคดี โดยศาลต้องคำนึงถึงราคาเงินสดของรถยนต์ จำนวนค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระมาแล้ว รวมทั้งเงินที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับจากการขายทอดตลาดรถยนต์ เพื่อตรวจสอบว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงมีจำนวนเท่าใด ศาลจึงมีอำนาจลดจำนวนค่าขาดราคาที่เห็นว่าสูงเกินส่วนให้เหมาะสมกับความเสียหายที่แท้จริงได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายและไม่ทำให้ฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์เกินกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง 4 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงลดจำนวนค่าขาดราคาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดไว้ แม้ว่าจะวินิจฉัยว่าผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้ คำตอบ ศาลฎีกาแยกพิจารณาระหว่างสิทธิในการเรียกค่าขาดราคากับจำนวนค่าขาดราคาที่สมควรได้รับออกจากกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ เมื่อศาลรับฟังว่าการคืนรถโดยผู้ค้ำประกันเป็นการกระทำแทนผู้เช่าซื้อและมีผลทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกโดยชอบ ผู้ให้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาได้ แต่การกำหนดจำนวนค่าขาดราคาจะต้องอาศัยข้อเท็จจริงของคดีเป็นสำคัญ ในคดีนี้ศาลนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาเงินสดของรถยนต์ ค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระมาแล้ว และจำนวนเงินที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับจากการขายทอดตลาดรถยนต์มาประกอบการพิจารณา แล้วเห็นว่าจำนวน 150,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดไว้ยังสูงเกินส่วนเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง จึงใช้ดุลพินิจกำหนดค่าขาดราคาใหม่ให้เหลือ 92,000 บาท อันเป็นการสะท้อนหลักความเป็นธรรมในการกำหนดค่าเสียหายให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของคดี โดยมิใช่ให้ผู้ให้เช่าซื้อได้รับประโยชน์เกินกว่าความเสียหายที่แท้จริง แยกอธิบายหลักกฎหมายตามกฎหมายและมาตรา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 มาตรา 573 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกี่ยวกับการเลิกสัญญาเช่าซื้อในกรณีที่ผู้เช่าซื้อเป็นฝ่ายแสดงเจตนาคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อแก่ผู้ให้เช่าซื้อ ซึ่งมีผลให้สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงตามกฎหมาย เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว คู่สัญญาย่อมหลุดพ้นจากภาระผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาต่อไปในอนาคต แต่สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นก่อนการเลิกสัญญาหรือสิทธิที่สัญญากำหนดไว้ภายหลังการเลิกสัญญายังคงมีผลใช้บังคับได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อภายหลังจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ การคืนรถดังกล่าวจึงมีผลเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบ เพราะเป็นการแสดงเจตนาของฝ่ายผู้เช่าซื้อในการยุติสัญญา เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิใช้สิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาได้ อย่างไรก็ตาม ศาลยังคงมีอำนาจตรวจสอบว่าจำนวนค่าขาดราคาที่เรียกร้องนั้นเหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาเงินสดของรถยนต์ ค่าเช่าซื้อที่ได้ชำระมาแล้ว และเงินที่ได้รับจากการขายทอดตลาดรถยนต์ประกอบการใช้ดุลพินิจด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 วรรคสอง มาตรา 797 วรรคสอง วางหลักว่า การเป็นตัวแทนมิได้จำเป็นต้องเกิดจากการแต่งตั้งโดยชัดแจ้งหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือเสมอไป แต่สามารถเกิดขึ้นโดยพฤติการณ์หรือโดยปริยายได้ หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจยินยอมให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนตน การกระทำของบุคคลนั้นย่อมมีผลผูกพันผู้เป็นตัวการเช่นเดียวกับการที่ตัวการดำเนินการเอง ในคดีนี้แม้สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจะมิได้กำหนดให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธินำรถยนต์ไปคืนหรือบอกเลิกสัญญาแทนผู้เช่าซื้อ อีกทั้งเอกสารคืนรถจะมีเพียงลายมือชื่อของผู้ค้ำประกัน แต่ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมแล้วไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันนำรถยนต์ไปคืนโดยพลการหรือปราศจากความรู้เห็นยินยอมของผู้เช่าซื้อ อีกทั้งผู้ค้ำประกันก็ไม่เคยยกข้อต่อสู้เช่นนั้นขึ้นอ้าง ศาลจึงรับฟังได้ว่าผู้ค้ำประกันเป็นตัวแทนของผู้เช่าซื้อโดยปริยาย การส่งมอบรถยนต์คืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อจึงมีผลผูกพันผู้เช่าซื้อเช่นเดียวกับการที่ผู้เช่าซื้อเป็นผู้ส่งมอบรถด้วยตนเอง และทำให้การเลิกสัญญาเช่าซื้อมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย อันเป็นเหตุให้ผู้ให้เช่าซื้อสามารถใช้สิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาได้ต่อไป บทสรุป คดีนี้แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาผลทางกฎหมายของการคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ ไม่ได้พิจารณาเฉพาะข้อความในสัญญาหรือผู้ที่ลงลายมือชื่อในเอกสารคืนรถเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงโดยรวมว่าผู้ที่ดำเนินการคืนทรัพย์ได้กระทำแทนผู้เช่าซื้อโดยได้รับความยินยอมหรือไม่ เมื่อศาลรับฟังว่าผู้ค้ำประกันเป็นตัวแทนของผู้เช่าซื้อโดยปริยาย การส่งมอบรถยนต์คืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อจึงมีผลเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบ และผู้ให้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาได้ อย่างไรก็ตาม จำนวนค่าขาดราคาจะต้องเหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยศาลสามารถนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาเงินสดของรถยนต์ จำนวนเงินที่ผู้เช่าซื้อชำระมาแล้ว และเงินที่ได้รับจากการขายทอดตลาดมาประกอบการกำหนดจำนวนเงินที่เป็นธรรมแก่คู่กรณีได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่สำคัญเกี่ยวกับการเลิกสัญญาเช่าซื้อ การเป็นตัวแทนโดยปริยาย และการกำหนดค่าขาดราคา ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการตีความสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อ และผู้ค้ำประกันในกรณีที่มีการคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อภายหลังการผิดนัดชำระหนี้ได้อย่างชัดเจน สาระสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า การส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนไม่ใช่กิจการเฉพาะตัวของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจึงอาจมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ และการเป็นตัวแทนสามารถเกิดขึ้นโดยปริยายจากพฤติการณ์ของคู่กรณี เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ค้ำประกันมิได้กระทำการโดยพลการ การคืนรถย่อมมีผลเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบ ทำให้ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้ แต่ศาลยังมีอำนาจตรวจสอบและกำหนดจำนวนค่าขาดราคาให้เหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย อันเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อในลักษณะเดียวกันได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8957/2568 จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดกัน และโจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญา การที่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันนำรถยนต์ที่เช่าซื้อส่งคืนแก่โจทก์ แม้ตามสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อกำหนดให้สิทธิผู้ค้ำประกันบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถและตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถและตรวจสภาพรถมีข้อความว่า ข้าพเจ้าประสงค์ขอคืนรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้ผู้ให้เช่าซื้อเพื่อดำเนินการตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป จะมีเพียงลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ลงในช่องผู้มอบรถ โดยไม่ปรากฏลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ก็ตาม เมื่อการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 มิใช่กิจการเฉพาะตัวที่จำเลยที่ 1 ต้องกระทำด้วยตนเองและจำเลยที่ 2 ไม่เคยให้การปฏิเสธมาก่อนว่า จำเลยที่ 2 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาส่งมอบคืนแก่โจทก์โดยพลการปราศจากความยินยอมของจำเลยที่ 1 ซึ่งการเป็นตัวแทนนั้นจะเป็นโดยตั้งแต่งแสดงออกชัดหรือโดยปริยายก็ย่อมได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อซึ่งผิดนัดบอกเลิกสัญญาด้วยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันโดยชอบและโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 28,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทนไม่เกิน 18,000 บาท เท่านั้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขาดราคา 150,000 บาท และร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์ 28,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ ในราคาเช่าซื้อ 628,216.54 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 72 เดือน เดือนละ 8,725.23 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละ 610.77 บาท รวมชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 9,336 บาท งวดแรกชำระวันที่ 5 สิงหาคม 2555 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 13 งวด ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2556 รวมเป็นเงิน 113,427.99 บาท หลังจากนั้นผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 ซึ่งต้องชำระวันที่ 5 กันยายน 2556 เป็นต้นมา วันที่ 9 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โจทก์นำไปขายทอดตลาดได้เงิน 316,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 ประจำวันที่ 5 กันยายน 2556 และโจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาต่อจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แม้ตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถและตรวจสภาพรถซึ่งมีข้อความว่า ข้าพเจ้าประสงค์ขอคืนรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้ผู้ให้เช่าซื้อเพื่อดำเนินการตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป จะมีเพียงลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ลงชื่อในช่องผู้มอบรถ โดยไม่ปรากฏลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันซึ่งต้องผูกพันร่วมชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อซึ่งผิดนัดนำรถยนต์ไปส่งคืนโจทก์โดยปราศจากความรู้เห็นยินยอมของจำเลยที่ 1 ประกอบกับการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญา มิใช่กิจการเฉพาะตัวที่จำเลยที่ 1 ต้องกระทำด้วยตนเอง จำเลยที่ 1 อาจมอบหมายให้จำเลยที่ 2 หรือบุคคลใดส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ได้ทั้งสิ้นดังนั้น แม้สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจะมิได้ระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถได้ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่เคยให้การปฏิเสธมาก่อนว่า จำเลยที่ 2 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาส่งมอบคืนแก่โจทก์โดยพลการปราศจากความยินยอมของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์เพื่อเลิกสัญญา สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกันโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 573 เพราะเหตุผู้เช่าซื้อซึ่งผิดนัดเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 14 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ค่าขาดราคาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดมา150,000 บาท นั้น เมื่อคำนึงถึงราคาเงินสดของรถยนต์เช่าซื้อ ค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระมาแล้ว และเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดแล้ว ค่าขาดราคาดังกล่าวเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินส่วน เห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 92,000 บาท ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขาดราคา 92,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




