ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องผู้ค้ำประกันได้เมื่อใด หากผู้เช่าซื้อไม่ยอมนำรถมาตรวจสภาพและหนังสือบอกกล่าวส่งก่อนลูกหนี้ผิดนัด

ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องผู้ค้ำประกันได้เมื่อใด, หนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันต้องส่งเมื่อใด, ผู้เช่าซื้อไม่ยอมนำรถมาตรวจสภาพ, การผิดนัดในสัญญาเช่าซื้อ, สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ, ผู้ค้ำประกันรับผิดเมื่อใด, มาตรา 204 ลูกหนี้ผิดนัด, มาตรา 686 หนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกัน, ฟ้องผู้ค้ำประกันก่อนบอกกล่าวได้หรือไม่, สัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์, หน้าที่ส่งมอบทรัพย์เช่าซื้อคืน, หนี้ที่ไม่กำหนดเวลาชำระ, คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้, อำนาจฟ้องคดีผู้ค้ำประกัน, หนังสือแจ้งก่อนลูกหนี้ผิดนัด, เช่าซื้อ, ผู้ค้ำประกัน,  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้ให้เช่าซื้อในการตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อ การบอกเลิกสัญญาเมื่อผู้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ และเงื่อนไขการใช้สิทธิฟ้องผู้ค้ำประกัน

สัญญาเช่าซื้อกำหนดให้ผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา หากผู้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตาม ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิตามสัญญาที่จะบอกเลิกสัญญาได้ แต่หน้าที่ดังกล่าวเป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระไว้โดยเฉพาะ ผู้ให้เช่าซื้อจึงต้องมีคำเตือนให้ผู้เช่าซื้อปฏิบัติตามก่อน ผู้เช่าซื้อจะตกเป็นผู้ผิดนัดต่อเมื่อพ้นกำหนดตามคำเตือนแล้วไม่ปฏิบัติตาม

เมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัดแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อต้องแยกการดำเนินการต่อผู้ค้ำประกันออกจากหนังสือคำเตือนที่ส่งถึงผู้เช่าซื้อ หนังสือที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันก่อนผู้เช่าซื้อผิดนัด เป็นเพียงหนังสือแจ้งให้ปฏิบัติตามสัญญา ไม่ใช่หนังสือบอกกล่าวการผิดนัดตามกฎหมาย หากไม่ปรากฏว่ามีหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายหลังผู้เช่าซื้อผิดนัด ผู้ให้เช่าซื้อย่อมยังไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกันในขณะนั้น

สาระสำคัญที่สุดของคดี

ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา

หน้าที่ดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาชำระไว้โดยเฉพาะ ผู้ให้เช่าซื้อต้องมีคำเตือนให้ผู้เช่าซื้อปฏิบัติตามก่อน

ผู้เช่าซื้อจะตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อพ้นกำหนดตามคำเตือนแล้วไม่ปฏิบัติตาม

เมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัด เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดไปยังผู้ค้ำประกันภายหลังจากนั้น

หนังสือที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันในขณะที่ผู้เช่าซื้อยังไม่ผิดนัด ไม่ใช่หนังสือบอกกล่าวตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง

เมื่อไม่ปรากฏว่ามีหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายหลังลูกหนี้ผิดนัด ผู้ให้เช่าซื้อยังไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกัน

คำถามที่น่าสนใจ

1. ผู้เช่าซื้อไม่ยอมนำรถมาให้ตรวจสภาพ ถือว่าผิดนัดทันทีหรือไม่

2. หนังสือให้ผู้เช่าซื้อนำรถมาแสดง ใช้เป็นหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันได้หรือไม่

3. ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องผู้ค้ำประกันได้หรือไม่ หากยังไม่มีหนังสือบอกกล่าวภายหลังผู้เช่าซื้อผิดนัด

ข้อเท็จจริงและข้อสัญญาที่เป็นปัญหา

ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันร่วมกันส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน รวมทั้งให้ชำระค่าขาดประโยชน์ ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืน

สัญญาเช่าซื้อกำหนดให้ผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา และให้ผู้เช่าซื้อแจ้งผู้ให้เช่าซื้อทันทีเมื่อทรัพย์สินชำรุดบกพร่อง ใช้การไม่ได้ เสียหาย สูญหาย หรือเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ หากผู้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตาม ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่จะบอกเลิกสัญญา

ผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือถึงจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 ให้แสดงรถแทรกเตอร์ภายใน 7 วันนับแต่ได้รับหนังสือ โดยระบุว่าหากเพิกเฉยให้ถือเป็นการบอกเลิกสัญญา ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ครบกำหนดวันที่ 17 สิงหาคม 2561 แต่ไม่นำรถมาแสดง จึงถือว่าผู้เช่าซื้อผิดนัดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2561

อย่างไรก็ดี ไม่ปรากฏว่าภายหลังวันที่ผู้เช่าซื้อผิดนัด ผู้ให้เช่าซื้อได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดไปยังผู้ค้ำประกัน

หน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินและเวลาที่ผู้เช่าซื้อผิดนัด

ข้อตกลงที่ให้ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา เป็นข้อกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา ผู้เช่าซื้อจึงต้องยินยอมให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อ หากไม่ปฏิบัติตาม ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่จะบอกเลิกสัญญา

แต่การใช้สิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินเกิดขึ้นได้เมื่อเวลาใดก็ได้ จึงเป็นกรณีที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่ต้องให้คำเตือนแก่ลูกหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง

ก่อนมีคำเตือน และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามคำเตือน ผู้เช่าซื้อยังไม่ตกเป็นฝ่ายผิดนัด ในคดีนี้ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ครบกำหนดวันที่ 17 สิงหาคม 2561 และเพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์มาแสดง จึงตกเป็นฝ่ายผิดนัดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2561

การบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายหลังลูกหนี้ผิดนัด

สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันจึงรับผิดเพื่อการชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันไม่ได้

หนังสือวันที่ 8 สิงหาคม 2561 ที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันพร้อมกับผู้เช่าซื้อ มีขึ้นในระยะที่ผู้เช่าซื้อยังไม่ผิดนัด หนังสือดังกล่าวจึงเป็นเพียงหนังสือแจ้งเพื่อให้ผู้เช่าซื้อปฏิบัติตามสัญญาและเพื่อให้ผู้ให้เช่าซื้อใช้สิทธิตามสัญญา ไม่อาจถือเป็นหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตามมาตรา 686 วรรคหนึ่งได้

เมื่อไม่ปรากฏว่าภายหลังวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ผู้ให้เช่าซื้อได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดไปยังผู้ค้ำประกัน ผู้ให้เช่าซื้อจึงยังมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด และยังไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกัน

ผลของคดีและค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา

ข้อพิพาทระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อเรื่องการส่งมอบรถแทรกเตอร์คืน ใช้ราคาแทน ค่าขาดประโยชน์ และดอกเบี้ย ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เหลือปัญหาที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะเรื่องผู้ให้เช่าซื้อมีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกันหรือไม่

ศาลเห็นว่าปัญหาตามฎีกาเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท เมื่อผู้ให้เช่าซื้อเสียค่าขึ้นศาลเกินจำนวนดังกล่าว จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้ผู้เช่าซื้อส่งมอบรถแทรกเตอร์คืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 620,000 บาท พร้อมค่าขาดประโยชน์ 99,000 บาท ดอกเบี้ย และค่าเสียหายรายเดือนตามที่กำหนด ยกฟ้องสำหรับผู้ค้ำประกัน

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้อัตราดอกเบี้ยของค่าขาดประโยชน์ โดยให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืนว่า ผู้ให้เช่าซื้อยังไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกัน เพราะหนังสือที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันก่อนผู้เช่าซื้อผิดนัด ไม่ใช่หนังสือบอกกล่าวการผิดนัดตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาทแก่ผู้ให้เช่าซื้อ และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การแยกเวลาที่ผู้เช่าซื้อตกเป็นผู้ผิดนัด ออกจากเวลาที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิด ผู้เช่าซื้อยังไม่ผิดนัดก่อนครบกำหนดตามคำเตือน และหนังสือที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันก่อนวันผิดนัดไม่อาจถือเป็นหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดตามกฎหมายได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 

มาตรา 204 วรรคหนึ่ง การผิดนัดเมื่อมีคำเตือน

เมื่อหน้าที่ตามสัญญามิได้กำหนดเวลาชำระไว้ เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนแก่ลูกหนี้ก่อน ลูกหนี้จะตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อได้รับคำเตือนแล้วไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด

มาตรา 686 วรรคหนึ่ง หนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกัน

เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายหลังจากนั้น หนังสือที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันในระยะที่ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัด ไม่เป็นหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดตามบทบัญญัตินี้

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นว่า การดำเนินการของเจ้าหนี้ต่อผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันเป็นคนละขั้นตอน แม้เจ้าหนี้จะส่งหนังสือให้ผู้เช่าซื้อปฏิบัติตามสัญญาและส่งสำเนาถึงผู้ค้ำประกันพร้อมกัน แต่หนังสือดังกล่าวมีผลเพียงเป็นคำเตือนเพื่อให้ผู้เช่าซื้อปฏิบัติตามหน้าที่ในระยะก่อนเกิดการผิดนัด

การบอกกล่าวผู้ค้ำประกันตามมาตรา 686 วรรคหนึ่งต้องอาศัยข้อเท็จจริงว่าลูกหนี้ได้ตกเป็นผู้ผิดนัดแล้วเป็นเงื่อนไขก่อน เพราะกฎหมายกำหนดให้เริ่มนับระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด หนังสือที่ทำขึ้นก่อนเกิดเหตุผิดนัดจึงไม่อาจมีผลเป็นหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดแก่ผู้ค้ำประกันได้

เจ้าหนี้จึงต้องตรวจสอบวันผิดนัดให้ถูกต้อง และเมื่อเกิดการผิดนัดแล้วต้องดำเนินการบอกกล่าวผู้ค้ำประกันตามขั้นตอนของกฎหมาย การใช้หนังสือฉบับเดียวกันสำหรับคำเตือนลูกหนี้และการบอกกล่าวผู้ค้ำประกันก่อนเกิดการผิดนัด ย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้เจ้าหนี้มีอำนาจเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดในขณะนั้น

คำถามที่พบบ่อย

1. คำถาม

ผู้เช่าซื้อไม่ยอมนำรถมาให้ตรวจสภาพ ผิดนัดทันทีหรือไม่

คำตอบ

ไม่ผิดนัดทันที เพราะหน้าที่ในการยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สิน เป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระไว้โดยเฉพาะ ผู้ให้เช่าซื้อต้องมีคำเตือนให้ผู้เช่าซื้อปฏิบัติตามก่อน เมื่อพ้นกำหนดตามคำเตือนแล้วผู้เช่าซื้อยังไม่ปฏิบัติตาม จึงถือว่าผู้เช่าซื้อผิดนัด

2. คำถาม

ผู้ให้เช่าซื้อส่งหนังสือให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันพร้อมกัน ถือว่าแจ้งผู้ค้ำประกันแล้วหรือไม่

คำตอบ

หากหนังสือนั้นส่งในขณะที่ผู้เช่าซื้อยังไม่ผิดนัด หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือแจ้งให้ผู้เช่าซื้อปฏิบัติตามสัญญา ไม่ถือเป็นหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดไปยังผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง

3. คำถาม

ผู้ให้เช่าซื้อต้องบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายในกี่วัน

คำตอบ

เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันไม่ได้

4. คำถาม

หากผู้ให้เช่าซื้อยังไม่มีหนังสือบอกกล่าวภายหลังผู้เช่าซื้อผิดนัด ฟ้องผู้ค้ำประกันได้หรือไม่

คำตอบ

ในกรณีที่ไม่ปรากฏว่ามีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดไปยังผู้ค้ำประกันภายหลังผู้เช่าซื้อผิดนัด ผู้ให้เช่าซื้อยังไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกัน เพราะหนังสือที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันก่อนวันผิดนัดไม่อาจใช้แทนหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดตามมาตรา 686 วรรคหนึ่งได้

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5410/2568

ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ระบุว่าผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อ หรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา... ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด และ ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันภายในกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ผิดนัด ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงแก่โจทก์ตามหนังสือดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2561 โจทก์จึงต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลังจากนั้น เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าหลังจากวันที่ 18 สิงหาคม 2561 โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดง แต่หนังสือบอกกล่าวดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือแจ้งเพื่อโจทก์จะใช้สิทธิตามสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 1,024,000 บาท ชำระค่าขาดประโยชน์ 144,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน และชำระค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืน 2,000 บาท

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 620,000 บาท ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 99,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2563) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 5,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 12 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อยันม่าร์ รุ่นอีเอฟ514ที หมายเลขเครื่องยนต์ 10045เอ หมายเลขตัวรถ 514-201890 จากโจทก์ ในราคาเช่าซื้อ 1,032,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนมากน้อยไม่เท่ากัน รวม 84 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 1 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาโจทก์ส่งพนักงานเข้าตรวจสอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อหลายครั้งแต่จำเลยที่ 1 บ่ายเบี่ยงไม่ยินยอมให้ตรวจสอบเป็นการผิดสัญญาข้อ 5 และข้อ 13 (ข) โจทก์มีหนังสือทวงถามให้แสดงรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อเพื่อตรวจสอบ บอกเลิกสัญญา และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 แต่เพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหาย สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในหนี้ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน และค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเพราะนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อไปแสดงแก่โจทก์นั้น ไม่ปรากฏเลยว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 โจทก์จะเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้มิได้จนกว่าโจทก์จะส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 เสียก่อน โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 ยังไม่ต้องรับผิด ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 จะเห็นได้ว่า กรณีผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของผู้เช่าซื้อไปยังผู้ค้ำประกันต้องเป็นกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่างวดเช่าซื้อ ซึ่งสัญญาเช่าซื้อกำหนดเวลาการชำระหนี้ไว้เป็นที่แน่นอนแล้ว จึงเป็นกรณีตามสัญญาข้อ 13 (ก) ส่วนกรณีโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองแสดงรถที่เช่าซื้อนั้นเป็นกรณีอื่นที่โจทก์มีสิทธิตามสัญญาข้อ 5 เมื่อจำเลยทั้งสองเพิกเฉยจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวของโจทก์ที่ใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อกรณีอื่น ตามสัญญาข้อ 5 และข้อ 13 (ข) เมื่อสัญญาเลิกกันโจทก์ไม่ต้องมีหนังสือแจ้งแก่จำเลยที่ 2 อีกและมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เห็นว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ตามเอกสารท้ายคำฟ้อง ข้อ 2 ระบุว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และ/หรือเงินจำนวนอื่นใดที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อภายในกำหนดไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือผิดสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน หรือทรัพย์สินที่เช่าซื้อเกิดความเสียหาย สูญหาย ถูกยึด ถูกอายัดหรือถูกริบ หรือผู้เช่าซื้อล้มละลาย หรือตาย หรือกลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือสาบสูญ หรือไปเสียจากถิ่นที่อยู่ หรือหาตัวไม่พบ หรือย้ายภูมิลำเนาโดยมิได้แจ้งให้บริษัททราบ หรือกรณีอื่นใดอันทำให้บริษัทไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อทั้งหมดไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดในการที่จะชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อ พร้อมอุปกรณ์แห่งหนี้ดังกล่าว และค่าเสียหายทั้งหมดให้แก่บริษัทจนครบถ้วนตามหนังสือสัญญาค้ำประกันนี้ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 บัญญัติว่า อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น ดังนั้นจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารท้ายคำฟ้อง จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องผูกพันตนต่อโจทก์เจ้าหนี้เพื่อการชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ เมื่อปรากฏตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ระบุว่า ผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อ หรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา และนอกจากนี้ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบทันที ในกรณีที่ทรัพย์สินชำรุดบกพร่อง และ/หรือไม่อยู่สภาพที่ใช้การได้ และ/หรือเสียหาย และ/หรือสูญหาย และ/หรือในกรณีที่ไปเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ และวรรคสาม ระบุว่า ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อพิจารณาเห็นว่าทรัพย์สินมีการใช้งาน จนอยู่ในสภาพที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวรถและอุปกรณ์ได้ ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธินำทรัพย์สินและอุปกรณ์ดังกล่าว มาตรวจสภาพและทำการแก้ไขได้ทันที โดยผู้เช่าซื้อจะไม่โต้แย้งแต่ประการใดทั้งสิ้น และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมด และไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์ใด ๆ จากผู้ให้เช่าซื้อทั้งสิ้น ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้แก่โจทก์ทราบถึงความชำรุดบกพร่อง สูญหายหรือเสียหาย ของทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา และเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ มิฉะนั้นจะถือว่าจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญาอันเป็นการผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตามบทบัญญัติมาตรา 204 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน หลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ผิดนัด ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงแก่โจทก์ตามหนังสือดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2561 เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าหลังจากวันที่ 18 สิงหาคม 2561 โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดง แต่หนังสือบอกกล่าวดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือแจ้งเพื่อโจทก์จะใช้สิทธิตามสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด ในชั้นนี้โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาตามทุนทรัพย์และค่าขึ้นศาลอนาคตรวมเป็นเงิน 8,180 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องผู้ค้ำประกันได้เมื่อใด หากผู้เช่าซื้อไม่ยอมนำรถมาตรวจสภาพและหนังสือบอกกล่าวส่งก่อนลูกหนี้ผิดนัด  หนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันที่ส่งก่อนลูกหนี้ผิดนัด อาจไม่มีผลตามกฎหมาย  ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิตรวจสอบสภาพทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตามสัญญา  ผู้เช่าซื้อต้องยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สิน  หากผู้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตาม ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อตกลง 




ขายฝาก/เช่า/เช่าซื้อ/ซื้อขาย

เงินชำระภายหลังทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเป็นมัดจำหรือไม่ และผู้ขายมีสิทธิริบเงินทั้งหมดเมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาเพียงใด
ซื้อขายทองคำแบบ T+3 เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือไม่ ศาลวินิจฉัยอย่างไร และกรณีไม่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. สัญญาจะตกเป็นโมฆะหรือไม่
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่กำหนดให้ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะก่อนโอนกรรมสิทธิ์ใช้บังคับได้หรือไม่ หลักกฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 และผลของเงื่อนไขในสัญญา
ผู้ค้ำประกันคืนรถเช่าซื้อแทนผู้เช่าซื้อได้หรือไม่ การคืนรถโดยผู้ค้ำประกันทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกและผู้ให้เช่าซื้อเรียกค่าขาดราคาได้หรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายเรื่องการเลิกสัญญาเช่าซื้อและการเป็นตัวแทน
สัญญาเช่าซื้อที่ดินในเขตห้ามโอนมีผลบังคับหรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายการหลีกเลี่ยงข้อห้ามโอนและความเป็นโมฆะของนิติกรรมเพื่อการใช้สิทธิในที่ดินของรัฐอย่างถูกต้อง
การเรียกค่าสินไหมจากการคืนทรัพย์ไม่ตรงตามคำพิพากษาในสัญญาเช่าซื้อ
สัญญาเช่าที่ดินเกิน 30 ปี ฝ่าฝืน ม.540 และผลทางกฎหมาย(ฎีกาที่ 4655/2566)
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ(ฎีกา 7024/2548)
สิทธิผู้ขายฝากโดยสุจริตในการคัดค้านคดียึดทรัพย์ฟอกเงิน,อายัดทรัพย์,(ฎีกา 4859/2566)
กรรมสิทธิ์ทรัพย์จากการรื้อถอนและสิทธิฟ้องเมื่อคู่สัญญาผิดสัญญาฎีกา,ทรัพย์เฉพาะสิ่ง(ฎีกา 4937/2566)
สรุปคดีเช่าซื้อ-จำนำรถยนต์ & อำนาจฟ้อง (ฎีกา 3230/2568)
บทวิเคราะห์คดีเช่าซื้อ ผู้ค้ำประกันรับผิดเฉพาะฉบับที่ 2,ค่าฤชาธรรมเนียม (ฎีกา 3487/2568)
คดีเช่าซื้อรถ & สิทธิผู้ค้ำประกัน, ดอกเบี้ยพักหนี้ (ฎีกา 2276/2568)
(ฎีกาที่ 3524/2567) ความรับผิดค่าเสียหายจากการคืนรถเช่าซื้อไม่เรียบร้อย และสิทธิฟ้องตามมูลหนี้คำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567: สิทธิผู้เช่าซื้อในการบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 573 และการเรียกค่าขาดราคา
สัญญาเช่า: หลักกฎหมายและแนววินิจฉัยจากคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567: การเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยายและสิทธิเรียกค่าเสื่อมราคา
รถเช่าซื้อถูกยึดแต่ผู้เช่าไม่ผิด ต้องจ่ายค่าขาดราคาหรือไม่ ศาลวินิจฉัยให้รับผิดเฉพาะค่าใช้จ่ายจริงเท่านั้น
สิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อและการเรียกค่าขาดราคา(ฎีกาที่ 6779/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2196/2545 : การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินไม่มีกำหนดเวลา และสิทธิฟ้องขับไล่เมื่อค้างค่าเช่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568: ขอบเขตความรับผิดตามคำพิพากษาเดิม และสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใหม่
ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในคดีผู้บริโภค, คืนเงินผู้บริโภคจากการเลิกสัญญาซื้อขาย, โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคืน,
หน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อในสภาพพร้อมใช้งาน, สัญญาเช่าซื้อก,
รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อรถยนต์
ขายฝากโมฆะเพราะสำคัญผิดราคา & ลาภมิควรได้ (ฎีกา 978/2567)
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้
ผู้เช่ารายใหม่ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้อยู่ในตึกพิพาทก่อนตน
ค่าเช่าซื้อเครื่องรับโทรทัศน์อายุความ 2 ปี
การบอกเลิกสัญญา | สัญญาจ้างรักษาความปลอดภัยไม่มีกำหนดเวลา
สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิดเท่าจำนวนเงินดาวน์
เช่าที่ดินปากเปล่าไม่มีสัญญาเช่า
การบอกเลิกสัญญาเช่าโดยมิชอบ
ลักษณะของสัญญาซื้อขาย การโอนกรรมสิทธิ์
สัญญาซื้อขาย | สัญญาตัวแทน | ตัวแทนเชิด
สัญญาให้รับผิดในหนี้ที่ไม่มีหนี้อยู่จริง
ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน สัญญาซื้อขาย
สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน
ใครมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขาย
ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง
สัญญาซื้อขาย หรือสัญญาจ้างทำของ
ประเมินการเสียภาษีผิดประเภทการค้า
นิติกรรมมีข้อความไม่ชัดแจ้งตีความได้หลายนัย
สิ้นกำหนดเช่าช่วงชำระค่าเช่าตลอดมาถือว่าได้ต่อสัญญาเช่า
ข้อตกลงในการประกวดราคาเพื่อซื้อขาย
การซื้อขายสิทธิการเช่าโทรศัพท์
สัญญาซื้อขายแบบเหมา
การซื้อขายทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวม
สัญญาซื้อขายที่มีหลักประกันเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
คำว่า"ขาย" ตามประมวลรัษฎากร
สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาหลายฝ่าย
ผู้เยาว์ทำสัญญาจะซื้อจะขาย
สัญญาซื้อขายมีวัตถุประสงค์ฝ่าฝืนกฎหมายตกเป็นโมฆะ
สัญญาซื้อขายอาจบังคับได้ตามบทกฎหมายว่าด้วยตัวแทน
สัญญาซื้อขายเป็นพ้นวิสัยจากภัยพิบัติ
สัญญาซื้อขายที่ไม่มีการโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง
สัญญาประนีประนอมระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าผู้เช่าต้องบำรุงรักษา-ซ่อมแซมเล็กน้อย
คำมั่นเกี่ยวกับสัญญาเช่าทรัพย์
แบบนิติกรรมสัญญาประเภทต่าง ๆ แบบฟอร์มสัญญา แบบพิมพ์สัญญา
สิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขาย
นำรถไฟแนนซ์ไปจอดกู้เงินผู้รับจำนำเอาไปขายต่อแจ้งความได้ไหม
แบบฟอร์มสัญญาซื้อขาย
อายุความเรียกราคาส่วนต่างและค่าขาดประโยชน์กรณีผู้เช่าซื้อผิดสัญญาหรือตาย
สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข
สัญญาขายฝากไม่มีเหตุผลต้องผ่อนชำระดอกเบี้ยแก่กัน
กฎหมายมิได้กำหนดให้การขายฝากสามารถเรียกดอกเบี้ยต่อกันได้
บันทึกข้อตกลงให้ผู้เช่ามีสิทธิซื้อทรัพย์สินที่เช่าทั้งหมดได้
ยายทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนไม่ผูกพันผู้เยาว์
สัญญาจะซื้อจะขายและวางมัดจำถูกกลฉ้อฉลนำชี้ทำเลที่ตั้งที่ดินผิด
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินกลับคืนสู่กองมรดก
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นไม่ต้องรับผิด
เงินค่าสิทธิการเช่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่า
ยกทรัพย์มรดกตีใช้หนี้เป็นสัญญาต่างตอบแทนไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
ข้อตกลงซื้อขายที่ดินมือเปล่า (น.ส. 3ก)เจ้าของที่ดินจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง
สัญญาขายฝากที่ดินไม่ได้กำหนดค่าสินไถ่ไว้
สัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินโดยมีเงื่อนไข สัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินเสร็จเด็ดขาด
เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้
สัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
คำว่า "ได้มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว" ใช้บังคับแก่คู่สัญญาทั้งฝ่ายผู้ขายและผู้ซื้อ
การซื้อขายมิได้มีการชำระราคากันจริงถือเป็นการให้โดยเสน่หา
บอกล้างสัญญาค้ำประกัน ขอให้เพิกถอนสัญญาค้ำประกัน การจัดการสินสมรส
สิทธิยึดหน่วงที่ดินไว้จนกว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์, ชำระเงินครบถ้วนแล้ว
การตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจทำสัญญาจะซื้อจะขาย
ได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
ขายดาวน์รถยนต์ที่เช่าซื้อมีผลอย่างไร?
ข้อยกเว้นเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นจะเป็นผู้ให้เช่าซื้อได้
จำนำได้ต้องเป็นสังหาริมทรัพย์
รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไปประกันภัยจ่ายค่าสินไหมให้ไฟแนนซ์แล้ว
ผู้ให้เช่าซื้อมิได้ยึดถือเอาข้อสัญญาเป็นสาระสำคัญ-ค้างชำระค่าเช่าซื้อ
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) สิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ
สัญญาเช่าซื้อต้องลงชื่อคู่สัญญาสองฝ่ายไม่ทำตามแบบเป็นโมฆะ
สัญญาเช่าซื้อกับสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) สิทธิเรียกค่าใช้ทรัพย์สินและค่าเสียหาย
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) ตกลงค่าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน