
| ซื้อขายทองคำแบบ T+3 เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือไม่ ศาลวินิจฉัยอย่างไร และกรณีไม่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. สัญญาจะตกเป็นโมฆะหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทจากการซื้อขายทองคำแท่งผ่านระบบออนไลน์ภายใต้สัญญาเปิดวงเงินซื้อขายทองคำ ซึ่งคู่สัญญาตกลงให้สามารถชำระราคาและส่งมอบทองคำภายในระยะเวลา 3 วันทำการ (T+3) หลังจากมีการส่งคำสั่งซื้อหรือขาย โดยจำเลยโต้แย้งว่าสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และเมื่อโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว สัญญาจึงตกเป็นโมฆะและไม่อาจบังคับกันได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยพิจารณาจากลักษณะที่แท้จริงของการซื้อขาย พบว่าคู่สัญญามีเจตนาซื้อขายทองคำกันในราคาที่เกิดขึ้น ณ ขณะที่มีการส่งคำสั่งซื้อหรือขาย มิใช่การกำหนดราคาสำหรับการซื้อขายในอนาคต การกำหนดให้ชำระราคาและส่งมอบทองคำภายใน T+3 เป็นเพียงวิธีการชำระหนี้ภายหลังการตกลงซื้อขายแล้ว มิใช่สาระสำคัญที่ทำให้สัญญาเปลี่ยนสภาพเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมาย อีกทั้งข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ศาลจึงวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวสามารถบังคับกันได้และไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการแยกความแตกต่างระหว่างการซื้อขายทองคำทั่วไปกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมาย คำถามที่น่าสนใจ 1. การซื้อขายทองคำแบบ T+3 ถือเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมายหรือไม่ 2. หากผู้ประกอบการซื้อขายทองคำไม่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. สัญญาซื้อขายจะตกเป็นโมฆะหรือไม่ 3. ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่าสัญญาซื้อขายทองคำเป็นสัญญาซื้อขายทั่วไปหรือเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า สรุปข้อเท็จจริง โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการซื้อขายทองคำ โดยจำเลยได้ยื่นคำขอเปิดบัญชีเป็นลูกค้าประเภทซื้อขายทองคำแท่ง 96.5 เปอร์เซ็นต์ พร้อมทำสัญญาเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่ง (Gold Online & Gold Phone) เพื่อให้สามารถสั่งซื้อหรือขายทองคำทางโทรศัพท์หรือระบบออนไลน์โดยไม่ต้องเดินทางมาที่ร้านทอง ทั้งนี้การซื้อขายต้องอยู่ภายในวงเงินที่โจทก์อนุมัติ และคู่สัญญายังได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินและทองคำเป็นหลักประกันในการซื้อขาย สัญญาดังกล่าวลงลายมือชื่อฝ่ายโจทก์โดยพนักงานซึ่งมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท แต่ภายหลังจากทำสัญญาแล้ว ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินธุรกรรมซื้อขายทองคำตามสัญญาดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณสามปี โดยจำเลยใช้ระบบออนไลน์ในการสั่งซื้อและสั่งขายทองคำกับโจทก์มาโดยตลอด ต่อมาวันที่ 17 กันยายน 2562 โจทก์ได้ตัดบัญชีการซื้อขายทองคำระหว่างคู่สัญญา เนื่องจากจำเลยมียอดหนี้ขาดทุนจากการซื้อขายทองคำค้างชำระจำนวน 3,982,040 บาท โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ แต่จำเลยไม่ชำระ จึงเป็นเหตุให้โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า สัญญาเปิดวงเงินซื้อขายทองคำจึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายและตกเป็นโมฆะ อีกทั้งยังโต้แย้งถึงอำนาจในการทำสัญญาของผู้ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ รวมทั้งยื่นฟ้องแย้งเรียกเงินจากโจทก์ ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานรับฟังได้ว่า จำเลยซื้อขายทองคำกับโจทก์ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2562 รวมจำนวน 456 ครั้ง โดยเมื่อจำเลยส่งคำสั่งซื้อ โจทก์จะรับคำสั่งและให้จำเลยชำระราคาทองคำผ่านบัญชีธนาคาร จากนั้นจึงส่งมอบทองคำ ส่วนกรณีที่จำเลยส่งคำสั่งขาย จำเลยจะต้องส่งมอบทองคำให้แก่โจทก์เช่นเดียวกัน ราคาที่ใช้ซื้อขายอ้างอิงราคาทองคำของสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย และราคาที่ใช้ตกลงซื้อขายเป็นราคาที่เกิดขึ้นในขณะที่มีการส่งคำสั่งซื้อหรือขาย นอกจากนี้ สัญญายังกำหนดให้คู่สัญญาสามารถชำระราคาและส่งมอบทองคำภายในระยะเวลา T+3 วันทำการ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อขาย โดยไม่มีการตัดกำไรหรือขาดทุนจากส่วนต่างราคาในวันเดียวกัน และการเปิดบัญชีซื้อขายรวมทั้งการวางหลักประกันเป็นเพียงเงื่อนไขในการใช้บริการและเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ระหว่างการดำเนินธุรกิจ จำเลยเคยร้องเรียนต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่าโจทก์ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ผลการดำเนินการของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ไม่ปรากฏข้อสรุปที่เป็นผลร้ายต่อโจทก์ และต่อมาคณะกรรมการ ก.ล.ต. มีหนังสือแจ้งยุติเรื่องร้องเรียน เนื่องจากพยานหลักฐานที่ปรากฏยังไม่เพียงพอที่จะชี้ชัดว่าโจทก์มีเจตนาประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นแรกเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ว่า แม้ผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาแทนโจทก์จะมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท แต่กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ได้เบิกความยืนยันว่าพนักงานดังกล่าวกระทำการในนามของบริษัท อีกทั้งคู่สัญญาได้ปฏิบัติตามสัญญาต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณสามปี จึงแสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีเจตนาผูกพันตามสัญญา ผู้ลงลายมือชื่อจึงถือเป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ทำให้สัญญามีผลผูกพันและโจทก์มีอำนาจฟ้อง ประเด็นสำคัญต่อมาคือ สัญญาเปิดวงเงินซื้อขายทองคำเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือไม่ ศาลฎีกาอธิบายว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เป็นตราสารที่มีลักษณะเฉพาะ และผู้ประกอบธุรกิจตามที่กฎหมายกำหนดต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของคดีนี้ พบว่าคู่สัญญามีเจตนาซื้อขายทองคำจริง โดยราคาที่ตกลงกันเป็นราคาขณะส่งคำสั่งซื้อหรือขาย มิใช่ราคาที่กำหนดไว้สำหรับอนาคต ส่วนการกำหนดให้สามารถชำระราคาและส่งมอบทองคำภายใน T+3 วันทำการ เป็นเพียงการกำหนดวิธีการชำระหนี้ภายหลังจากการซื้อขายได้เกิดขึ้นแล้ว มิใช่สาระสำคัญที่ทำให้สัญญาเปลี่ยนเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ศาลยังเห็นว่า การที่ผู้ซื้อจะต้องเปิดบัญชีซื้อขายและวางหลักประกันก่อนใช้บริการ เป็นเพียงมาตรการเพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญา มิใช่ข้อบ่งชี้ว่ากิจการดังกล่าวเป็นธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อีกทั้งพยานหลักฐานก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ศาลฎีกายังนำผลการดำเนินการของคณะกรรมการ ก.ล.ต. มาประกอบการพิจารณา โดยเห็นว่าหนังสือของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องร้องเรียนมิได้ชี้ว่าโจทก์กระทำผิดกฎหมาย อีกทั้งยังมีหนังสือแจ้งยุติเรื่องร้องเรียนเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะชี้ว่าโจทก์มีเจตนาประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าสัญญาเปิดวงเงินซื้อขายทองคำระหว่างโจทก์กับจำเลยมิได้มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และสามารถบังคับกันได้ สำหรับประเด็นสุดท้าย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญามีผลใช้บังคับ คู่สัญญาย่อมต้องปฏิบัติตามสัญญา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยซื้อขายทองคำกับโจทก์จำนวน 456 ครั้ง และมีการโอนเงินระหว่างกันหลายร้อยรายการ เมื่อจำเลยซื้อขายเกินหลักประกันที่วางไว้ โจทก์จึงตัดบัญชีและเรียกให้จำเลยชำระยอดหนี้ แม้เอกสารรายการซื้อขายจะเป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้น แต่จำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างความถูกต้องของรายการดังกล่าวได้ ศาลจึงเห็นว่าจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้จำนวน 3,982,040 บาทแก่โจทก์ตามคำฟ้อง และพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ วิเคราะห์หลักกฎหมาย ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า สัญญาเปิดวงเงินซื้อขายทองคำที่กำหนดให้คู่สัญญาชำระราคาและส่งมอบทองคำภายในระยะเวลา T+3 วันทำการ มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 หรือเป็นเพียงสัญญาซื้อขายทองคำทั่วไปที่กำหนดวิธีการชำระหนี้ภายหลังการซื้อขายเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ "ลักษณะที่แท้จริงของนิติสัมพันธ์" มากกว่าชื่อเรียกของสัญญาหรือรูปแบบการดำเนินธุรกิจ โดยพิจารณาว่าแม้คู่สัญญาจะซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ มีการเปิดวงเงินซื้อขาย และกำหนดให้ชำระราคาภายใน T+3 แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทุกครั้งที่มีการส่งคำสั่งซื้อหรือขาย คู่สัญญาตกลงซื้อขายกันในราคาที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นทันที สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาจึงเกิดขึ้นตั้งแต่เวลาที่คำสั่งซื้อขายได้รับการยืนยัน มิใช่เป็นการกำหนดราคาหรือกำหนดการซื้อขายสำหรับเวลาในอนาคต สาระสำคัญดังกล่าวทำให้ศาลเห็นว่า ระยะเวลา T+3 เป็นเพียงการกำหนดระยะเวลาสำหรับการชำระราคาและส่งมอบทองคำภายหลังการซื้อขายเกิดขึ้นแล้ว มิใช่การกำหนดให้การซื้อขายเกิดขึ้นในอนาคต จึงไม่เข้าองค์ประกอบของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ศาลยังวิเคราะห์ต่อไปว่า การที่ลูกค้าจะต้องเปิดบัญชีซื้อขายก่อนเริ่มทำธุรกรรม รวมทั้งการวางหลักประกันก่อนซื้อขาย เป็นเพียงมาตรการบริหารความเสี่ยงและเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาของคู่สัญญา มิใช่ข้อเท็จจริงที่ทำให้กิจการดังกล่าวกลายเป็นธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายมิได้ถือเอาวิธีการวางหลักประกันเป็นเกณฑ์ตัดสินลักษณะของสัญญา หากแต่พิจารณาจากองค์ประกอบของสัญญาและลักษณะของสิทธิหน้าที่ที่คู่สัญญาตกลงกันเป็นสำคัญ ในส่วนของการประกอบธุรกิจ ศาลฎีกาแยกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่จะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตามมาตรา 16 จะต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การเป็นผู้ค้าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การเป็นที่ปรึกษาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือการประกอบกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงในคดีไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจในลักษณะดังกล่าว จึงไม่มีเหตุที่จะถือว่าโจทก์ฝ่าฝืนมาตรา 16 ศาลยังนำพฤติการณ์ภายหลังการร้องเรียนของจำเลยมาประกอบการวินิจฉัย โดยเห็นว่าจำเลยเคยร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. ให้ตรวจสอบการประกอบธุรกิจของโจทก์ แต่ผลการดำเนินการไม่ปรากฏว่าหน่วยงานดังกล่าวชี้ว่าโจทก์กระทำผิดกฎหมาย อีกทั้งยังมีหนังสือแจ้งยุติเรื่องร้องเรียนเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะชี้ว่าโจทก์มีเจตนาประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงสอดคล้องกับการวินิจฉัยของศาลว่า สัญญาพิพาทมิได้อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า นอกจากประเด็นเรื่องลักษณะของสัญญาแล้ว ศาลฎีกายังวินิจฉัยเรื่องอำนาจในการทำสัญญา โดยแม้ผู้ลงลายมือชื่อแทนโจทก์จะมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจ แต่เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจรับรองการกระทำดังกล่าว และคู่สัญญาปฏิบัติตามสัญญาต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ย่อมแสดงให้เห็นว่าบริษัทได้ยอมรับการกระทำของบุคคลดังกล่าว จึงถือเป็นตัวแทนเชิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ทำให้สัญญามีผลผูกพันบริษัทและโจทก์มีอำนาจฟ้อง สำหรับประเด็นเรื่องความรับผิดของจำเลย ศาลฎีกาใช้หลักการพื้นฐานของกฎหมายสัญญาว่า เมื่อสัญญามีผลใช้บังคับ คู่สัญญาย่อมต้องปฏิบัติตามข้อตกลง หากฝ่ายใดผิดสัญญาย่อมต้องรับผิดในผลแห่งการผิดสัญญานั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยซื้อขายทองคำจำนวนมากถึง 456 ครั้ง มีการโอนเงินระหว่างกันเป็นเวลาหลายปี และภายหลังมียอดหนี้ค้างชำระจากการซื้อขาย จำเลยจึงต้องรับผิดตามจำนวนหนี้ที่พิสูจน์ได้ กล่าวโดยสรุป คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า การวินิจฉัยลักษณะของสัญญาจะต้องพิจารณาจากเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาและสาระสำคัญของนิติกรรม มิใช่พิจารณาเพียงชื่อเรียกของสัญญา วิธีการซื้อขาย หรือรูปแบบการชำระราคา หากข้อเท็จจริงแสดงว่าคู่สัญญาซื้อขายทรัพย์กันในราคาปัจจุบันและเพียงเลื่อนการชำระหนี้ออกไปภายหลัง สัญญาย่อมยังคงเป็นสัญญาซื้อขายทั่วไป มิใช่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมาย เจตนารมณ์ของกฎหมาย พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 มีวัตถุประสงค์ในการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าซึ่งมีลักษณะเป็นตราสารที่สามารถซื้อขายได้ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา ผู้จัดการเงินทุน หรือผู้ประกอบกิจการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด อยู่ภายใต้ระบบการกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นธรรมในตลาด อย่างไรก็ตาม กฎหมายมิได้มีเจตนาจะนำการซื้อขายสินค้าโดยทั่วไปทุกประเภทที่มีการชำระราคาในภายหลังมาอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าว หากข้อเท็จจริงยังเป็นเพียงการซื้อขายสินค้าตามปกติที่คู่สัญญาตกลงราคากันในขณะทำธุรกรรม และกำหนดเพียงวิธีการชำระหนี้หรือส่งมอบสินค้าในภายหลัง กฎหมายก็ยังคงให้การคุ้มครองสัญญาดังกล่าวตามหลักกฎหมายแพ่งทั่วไป ในส่วนของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้ศาลรับรองหรือบังคับนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่หากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านิติกรรมมีลักษณะดังกล่าว นิติกรรมย่อมมีผลใช้บังคับและก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่แก่คู่สัญญาตามปกติ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง จากข้อมูลที่ปรากฏในคำพิพากษานี้ ศาลฎีกาวางแนววินิจฉัยโดยให้ความสำคัญกับลักษณะที่แท้จริงของสัญญาและเจตนาของคู่สัญญาเป็นหลัก มิใช่พิจารณาจากชื่อเรียกของสัญญาหรือรูปแบบการดำเนินธุรกิจเพียงอย่างเดียว ศาลวินิจฉัยว่า แม้สัญญาจะกำหนดให้ชำระราคาและส่งมอบทองคำภายใน T+3 มีการเปิดวงเงินซื้อขาย และมีการวางหลักประกัน แต่เมื่อราคาซื้อขายเป็นราคาที่ตกลงกันในขณะส่งคำสั่งซื้อหรือขาย และการกำหนด T+3 เป็นเพียงวิธีการชำระหนี้ภายหลัง สัญญาดังกล่าวจึงไม่เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 แนววินิจฉัยดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่า การที่ผู้ประกอบการไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. จะมีผลต่อความสมบูรณ์ของสัญญาหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาก่อนว่าธุรกิจดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือไม่ หากข้อเท็จจริงไม่เข้าองค์ประกอบของธุรกิจตามกฎหมาย สัญญาย่อมไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และยังสามารถบังคับกันได้ตามปกติ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,982,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งเป็นพับ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,982,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี พร้อมให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พร้อมคืนค่ารับรองเอกสารและค่าส่งคำคู่ความจำนวน 600 บาทแก่จำเลย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนเป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ลงลายมือชื่อแทนโจทก์แม้มิใช่กรรมการผู้มีอำนาจ แต่จากพฤติการณ์ที่คู่สัญญาปฏิบัติตามสัญญาต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ประกอบกับกรรมการผู้มีอำนาจรับรองการกระทำดังกล่าว ย่อมถือว่าเป็นตัวแทนเชิดตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง นอกจากนี้ ศาลเห็นว่าสัญญาเปิดวงเงินซื้อขายทองคำพิพาทเป็นการซื้อขายทองคำในราคาขณะมีคำสั่งซื้อหรือขาย ส่วนการกำหนดให้ชำระราคาและส่งมอบทองคำภายใน T+3 เป็นเพียงวิธีการชำระหนี้ภายหลัง มิใช่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. สัญญาจึงไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และสามารถบังคับกันได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญา ศาลฎีกาพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นว่า การวินิจฉัยลักษณะของนิติกรรมต้องอาศัยข้อเท็จจริงและเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาเป็นสำคัญ มิใช่อาศัยเพียงชื่อเรียกของสัญญา รูปแบบการซื้อขาย หรือวิธีการชำระราคา หากสาระสำคัญของสัญญาเป็นการซื้อขายทรัพย์ในราคาที่ตกลงกันในขณะทำรายการ และการกำหนดระยะเวลาภายหลังเป็นเพียงการเลื่อนกำหนดชำระหนี้ สัญญาย่อมไม่กลายเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักกฎหมายเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของนิติกรรมว่า การอ้างว่านิติกรรมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่านิติกรรมนั้นมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หากข้อเท็จจริงยังไม่เข้าองค์ประกอบดังกล่าว ศาลย่อมคุ้มครองสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาตามหลักเสรีภาพในการทำนิติกรรม อีกประการหนึ่ง คดีนี้ยืนยันหลักเรื่องตัวแทนเชิดว่า แม้ผู้ลงนามในสัญญาจะมิใช่ผู้มีอำนาจโดยตรง แต่หากนิติบุคคลยอมให้บุคคลนั้นแสดงตนทำธุรกรรมแทน และคู่กรณีเชื่อโดยสุจริตพร้อมทั้งมีการปฏิบัติตามสัญญาต่อเนื่อง นิติบุคคลย่อมต้องรับผลแห่งการกระทำของบุคคลดังกล่าวตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองความมั่นคงในการทำธุรกรรมและความสุจริตของคู่สัญญา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า สัญญาเปิดวงเงินซื้อขายทองคำที่กำหนดให้ชำระราคาและส่งมอบทองคำภายใน T+3 วันทำการ เป็นสัญญาซื้อขายทองคำทั่วไปหรือเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และเมื่อผู้ประกอบการไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. สัญญาจะตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 หรือไม่ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 มาตรา 3 ศาลวินิจฉัยว่า การซื้อขายทองคำในคดีนี้เป็นการตกลงซื้อขายกันในราคาที่เกิดขึ้นขณะมีคำสั่งซื้อหรือขาย ส่วนการกำหนดให้ชำระราคาและส่งมอบทองคำภายใน T+3 เป็นเพียงวิธีการชำระหนี้ภายหลัง จึงไม่เข้าลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาพิพาทมิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อีกทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ต้องได้รับอนุญาต สัญญาดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับและไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การซื้อขายทองคำที่กำหนดให้ชำระราคาและส่งมอบทองคำภายใน T+3 วันทำการ ถือเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกำหนดให้ชำระราคาและส่งมอบทองคำภายใน T+3 วันทำการ ยังไม่ทำให้สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เพราะข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่าคู่สัญญามีเจตนาซื้อขายทองคำกันจริง โดยราคาที่ใช้ซื้อขายเป็นราคาที่เกิดขึ้นในขณะที่จำเลยส่งคำสั่งซื้อหรือส่งคำสั่งขาย มิใช่ราคาที่กำหนดไว้สำหรับการซื้อขายในอนาคต ส่วนการกำหนดระยะเวลา T+3 เป็นเพียงการกำหนดวิธีการชำระหนี้ภายหลังจากที่การซื้อขายได้เกิดขึ้นแล้ว จึงเป็นเพียงการเลื่อนกำหนดการชำระราคาและการส่งมอบทองคำออกไปเท่านั้น มิใช่สาระสำคัญของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามมาตรา 3 ดังนั้น การพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากลักษณะที่แท้จริงของสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา มิใช่พิจารณาเพียงว่ามีการกำหนดเวลาส่งมอบหรือชำระราคาในภายหลัง 2. คำถาม หากผู้ประกอบกิจการซื้อขายทองคำไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. สัญญาจะตกเป็นโมฆะทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ จากคำพิพากษานี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้ประกอบกิจการไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จะมีผลต่อสัญญาหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาก่อนว่ากิจการดังกล่าวเป็นธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ประกอบการเป็นผู้ให้บริการในฐานะตัวแทนซื้อขาย ผู้ค้าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่ปรึกษาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ผู้จัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือกิจการอื่นที่กฎหมายกำหนด ก็ไม่มีหน้าที่ต้องได้รับอนุญาตตามมาตรา 16 ของพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เมื่อสัญญาพิพาทไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายดังกล่าว สัญญาจึงไม่เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมาย และไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ทั้งยังสามารถบังคับสิทธิและหน้าที่ระหว่างคู่สัญญาได้ตามปกติ 3. คำถาม เหตุใดศาลจึงเห็นว่าสัญญาเปิดวงเงินซื้อขายทองคำในคดีนี้สามารถบังคับกันได้ คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการซื้อขาย วิธีการกำหนดราคา การชำระราคา การส่งมอบทองคำ และพฤติการณ์ในการดำเนินธุรกิจระหว่างคู่สัญญา โดยพบว่าคู่สัญญาซื้อขายทองคำกันในราคาที่ตกลงกันทันทีเมื่อมีการส่งคำสั่งซื้อหรือขาย มิใช่เป็นการกำหนดราคาสำหรับการซื้อขายในอนาคต การกำหนดให้ชำระราคาและส่งมอบทองคำภายใน T+3 เป็นเพียงการกำหนดวิธีการปฏิบัติตามสัญญาเท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่าผู้ประกอบการเป็นผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับใบอนุญาต อีกทั้งผลการตรวจสอบของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ก็ไม่ปรากฏข้อสรุปว่าโจทก์กระทำผิดกฎหมาย ศาลจึงเห็นว่าสัญญาดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และมีผลใช้บังคับตามกฎหมายแพ่ง 4. คำถาม กรณีผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท สัญญาจะใช้บังคับไม่ได้หรือไม่ คำตอบ คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาความสมบูรณ์ของสัญญาไม่ได้พิจารณาเฉพาะตำแหน่งของผู้ลงลายมือชื่อเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมของคู่สัญญาด้วย ในคดีนี้แม้ผู้ลงลายมือชื่อแทนบริษัทจะมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจ แต่กรรมการผู้มีอำนาจได้เบิกความรับรองว่าบุคคลดังกล่าวกระทำการในนามของบริษัท ประกอบกับคู่สัญญาได้ปฏิบัติตามสัญญาต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณสามปี มีการซื้อขายทองคำและโอนเงินระหว่างกันหลายร้อยครั้ง ศาลจึงเห็นว่าบริษัทได้ยอมรับการกระทำดังกล่าวและทำให้บุคคลนั้นมีฐานะเป็นตัวแทนเชิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ส่งผลให้สัญญามีผลผูกพันบริษัท และบริษัทมีอำนาจใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาได้ 5. คำถาม เหตุใดศาลจึงให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายทองคำ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อได้ข้อยุติแล้วว่าสัญญาเปิดวงเงินซื้อขายทองคำมีผลใช้บังคับตามกฎหมาย คู่สัญญาย่อมต้องปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ที่กำหนดไว้ในสัญญา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทำธุรกรรมซื้อขายทองคำกับโจทก์รวม 456 ครั้ง และมีการโอนเงินระหว่างกันจำนวนมากเป็นเวลาหลายปี เมื่อจำเลยซื้อขายทองคำเกินวงเงินหลักประกันที่วางไว้ โจทก์จึงตัดบัญชีและเรียกให้จำเลยชำระยอดหนี้คงเหลือ แม้เอกสารรายการซื้อขายจะเป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้น แต่จำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างความถูกต้องของรายการดังกล่าวได้ อีกทั้งพยานหลักฐานของจำเลยยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะโต้แย้งยอดหนี้ ศาลจึงเห็นว่าจำเลยต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 3,982,040 บาทพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษา เนื่องจากเป็นผลแห่งการผิดสัญญาที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายทองคำระหว่างคู่สัญญาอย่างแท้จริง อธิบายหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 มาตรา 150 บัญญัติหลักว่า นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งแห่งกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะ หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้กฎหมายรับรองนิติกรรมที่มีเนื้อหาหรือวัตถุประสงค์อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่าคู่สัญญาจะยินยอมตกลงกันเองก็ตาม หากนิติกรรมนั้นเข้าลักษณะที่กฎหมายกำหนดไว้ นิติกรรมย่อมไม่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ต้น และคู่สัญญาไม่อาจอาศัยนิติกรรมนั้นมาเรียกร้องสิทธิหรือบังคับกันได้ สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาที่คู่กรณีทำขึ้นมิใช่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 หากเป็นเพียงสัญญาซื้อขายทองคำที่ตกลงราคากันในขณะที่มีคำสั่งซื้อหรือขาย และกำหนดเพียงให้ชำระราคาและส่งมอบทองคำภายในระยะเวลา T+3 วันทำการ ซึ่งเป็นเพียงวิธีการชำระหนี้ภายหลังการซื้อขายเท่านั้น สัญญาดังกล่าวจึงมิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยกฎหมาย และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมมีผลใช้บังคับตามกฎหมายและไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 บทสรุป คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่อธิบายหลักเกณฑ์ในการแยกความแตกต่างระหว่าง "สัญญาซื้อขายทองคำทั่วไป" กับ "สัญญาซื้อขายล่วงหน้า" โดยศาลฎีกาให้ความสำคัญกับเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาและสาระสำคัญของสัญญามากกว่ารูปแบบหรือชื่อเรียกของธุรกรรม ศาลวินิจฉัยว่า แม้สัญญาจะกำหนดให้ชำระราคาและส่งมอบทองคำภายใน T+3 วันทำการ แต่เมื่อคู่สัญญาตกลงซื้อขายกันในราคาที่เกิดขึ้น ณ ขณะที่มีการส่งคำสั่งซื้อหรือขาย มิใช่ราคาที่กำหนดไว้ในอนาคต การกำหนดระยะเวลา T+3 จึงเป็นเพียงวิธีการชำระหนี้ภายหลังการซื้อขาย ไม่ใช่ลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำจึงมิใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 คดีนี้ยังยืนยันหลักกฎหมายเกี่ยวกับตัวแทนเชิดว่า แม้ผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาจะมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท แต่หากบริษัทรับรองการกระทำนั้นและคู่สัญญาได้ปฏิบัติตามสัญญาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ย่อมถือว่าบุคคลดังกล่าวเป็นตัวแทนเชิดตามกฎหมาย สัญญาจึงมีผลผูกพันนิติบุคคลและสามารถบังคับใช้ได้ ในส่วนของความรับผิด ศาลเห็นว่าเมื่อสัญญามีผลใช้บังคับ คู่สัญญาย่อมต้องปฏิบัติตามข้อตกลง จำเลยไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานเกี่ยวกับยอดหนี้จากการซื้อขายทองคำได้ จึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญา คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า การพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือไม่ ต้องพิจารณาจากลักษณะของสิทธิและหน้าที่ที่เกิดขึ้นตามสัญญา รวมทั้งเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา มิใช่อาศัยเพียงการกำหนดระยะเวลาชำระราคา การส่งมอบสินค้า หรือรูปแบบการดำเนินธุรกิจเพียงอย่างเดียว ทั้งยังยืนยันหลักว่า นิติกรรมจะตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ได้ต่อเมื่อมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเท่านั้น มิใช่เพียงเพราะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับลักษณะของสัญญา. ฎีกาย่อ การซื้อขายทองคำที่คู่สัญญาตกลงซื้อขายกันในราคาที่เกิดขึ้นขณะส่งคำสั่งซื้อหรือส่งคำสั่งขาย แม้จะกำหนดให้ชำระราคาและส่งมอบทองคำภายใน T+3 วันทำการ ก็เป็นเพียงการกำหนดวิธีการชำระหนี้ภายหลังการซื้อขาย มิใช่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ประกอบการเป็นผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. สัญญาดังกล่าวจึงสามารถบังคับกันได้และไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อีกทั้งผู้ลงลายมือชื่อแทนบริษัทแม้มิใช่กรรมการผู้มีอำนาจ แต่เมื่อบริษัทรับรองการกระทำและคู่สัญญาปฏิบัติตามสัญญาต่อเนื่อง ย่อมถือเป็นตัวแทนเชิดตามกฎหมาย บริษัทจึงมีอำนาจฟ้อง และเมื่อจำเลยไม่สามารถหักล้างยอดหนี้จากการซื้อขายทองคำได้ จำเลยย่อมต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7904/2568 สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตาม พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 มาตรา 3 มีลักษณะเป็นตราสารชนิดหนึ่งที่สามารถซื้อขายกันได้ และหากผู้ใดจะเข้าประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนสัญญาซื้อขายตราสาร หรือเป็นผู้ค้าตราสาร เป็นที่ปรึกษาตราสาร เป็นผู้จัดการเงินทุนตราสาร หรือประกอบกิจการอื่นที่เกี่ยวกับตราสารนี้ตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามบทบัญญัติในมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว โจทก์และจำเลยมีเจตนาซื้อขายทองคำ โดยราคาที่ตกลงซื้อขายคือราคาขณะที่จำเลยส่งคำสั่งซื้อหรือส่งคำสั่งขาย มิใช่ราคาในอนาคต เพียงแต่จำเลยไม่ต้องชำระราคาหรือส่งมอบทองคำในขณะที่เกิดการซื้อขาย แต่สามารถชำระราคาหรือส่งมอบทองคำได้ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่สั่งซื้อหรือสั่งขาย ซึ่งก็เป็นเพียงวิธีการชำระหนี้ภายหลังตกลงซื้อขายทองคำกันแล้ว สัญญาซื้อขายทองคำตามฟ้องจึงไม่ได้มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามมาตรา 3 และเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อันจะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. สัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่งระหว่างโจทก์และจำเลยย่อมเป็นสัญญาที่สามารถบังคับกันได้ ไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,113,775 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,982,040 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 2,334,015 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,223,015 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,982,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,982,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่ารับรองเอกสารและค่าส่งคำคู่ความ รวม 600 บาท แก่จำเลย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการซื้อขายทองคำ ใช้ชื่อว่า ห้างทอง ม. เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2560 จำเลยยื่นคำขอเปิดบัญชีเป็นลูกค้าโจทก์ประเภทซื้อขายทองคำแท่ง 96.5 % จำนวน 10 BG และทำสัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่ง (Gold Online & Gold Phone) เลขที่สัญญา 6012260001 รหัสลูกค้า C00099 โดยการสั่งซื้อขายทองคำไม่ต้องมาที่ร้านทอง อาจสั่งซื้อหรือขายทางโทรศัพท์หรือทางออนไลน์ แต่ต้องส่งคำสั่งซื้อหรือขายผ่านโจทก์ภายในวงเงินที่โจทก์อนุมัติ และทำข้อตกลงว่าด้วยการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินและทองคำเป็นหลักประกันในการซื้อขายทองคำ โดยฝ่ายโจทก์มีนางสาวจันทร์หอม ซึ่งไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาแทนโจทก์ ภายหลังทำสัญญาแล้ว จำเลยสั่งซื้อและขายทองคำแท่งทางออนไลน์ ต่อมาวันที่ 17 กันยายน 2562 โจทก์ตัดบัญชีการซื้อขายทองคำแท่งระหว่างโจทก์และจำเลย โดยจำเลยมียอดหนี้ขาดทุนค้างชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 3,982,040 บาท ก่อนฟ้องโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์ไม่ได้ขออนุญาตจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า สำหรับฟ้องแย้งของจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้พิพากษาแก้ในส่วนฟ้องแย้ง เมื่อจำเลยไม่ได้ฎีกาในส่วนนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยยื่นคำขอเปิดบัญชีและทำสัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่งกับโจทก์ โดยมีนางสาวจันทร์หอมลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ แม้นางสาวจันทร์หอมไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ แต่เมื่อนางสาวพิมพ์พรรณ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เบิกความยืนยันว่า นางสาวจันทร์หอมทำในนามของโจทก์ ทั้งโจทก์และจำเลยทำธุรกรรมตามสัญญาดังกล่าวต่อกันเป็นเวลาถึง 3 ปี ย่อมแสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญา นางสาวจันทร์หอมจึงถือว่าเป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ในการทำสัญญากับจำเลย สัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่งดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นนี้มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปว่า สัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่งตามฟ้องตกเป็นโมฆะหรือไม่ นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 มาตรา 16 บัญญัติว่า ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า...ต้องได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต.... และมาตรา 3 ให้นิยามความหมายของคำว่า "ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า" หมายความถึง การให้บริการดังต่อไปนี้ (1) การเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (2) การเป็นผู้ค้าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (3) การเป็นที่ปรึกษาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (4) การเป็นผู้จัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (5) กิจการอื่นที่เกี่ยวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด และนิยามคำว่า "สัญญาซื้อขายล่วงหน้า" หมายความว่า สัญญาที่มีลักษณะใดลักษณะหนึ่งหรือหลายลักษณะดังต่อไปนี้ (1) สัญญาที่กำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งส่งมอบสินค้าให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ชำระราคา ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตเป็นจำนวนและราคาตามที่กำหนดไว้ในสัญญา (2) สัญญาที่กำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้รับชำระเงินหรือต้องชำระเงินให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเท่ากับจำนวนเงินที่คำนวณได้จากส่วนต่างระหว่างราคาหรือมูลค่าของสินค้าหรือตัวแปรที่กำหนดไว้ในสัญญากับราคาหรือมูลค่าของสินค้าหรือตัวแปรที่เป็นอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งหรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตตามที่กำหนดไว้ในสัญญา (3) สัญญาที่กำหนดให้สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่จะเรียกให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งส่งมอบสินค้าหรือชำระราคาของสินค้า หรือชำระเงินที่คำนวณได้จากส่วนต่างระหว่างราคาหรือมูลค่าของสินค้าหรือตัวแปรที่กำหนดไว้ในสัญญากับราคาหรือมูลค่าของสินค้าหรือตัวแปรที่เป็นอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งหรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตตามที่กำหนดไว้ในสัญญา หรือเรียกให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าทำสัญญาตาม (1) หรือ (2) เมื่อพิเคราะห์ความหมายของ "สัญญาซื้อขายล่วงหน้า" ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นตราสารชนิดหนึ่งที่สามารถซื้อขายกันได้ และหากผู้ใดจะเข้าประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนซื้อขายตราสารชนิดนี้ หรือเป็นผู้ค้าตราสาร เป็นที่ปรึกษาตราสารเป็นผู้จัดการเงินทุนตราสาร หรือประกอบกิจการอื่นที่เกี่ยวกับตราสารนี้ตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด จึงจะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามบทบัญญัติในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทำสัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่ง โดยมีข้อตกลงว่า จุดประสงค์การทำสัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำ Gold Online & Gold Phone ข้อ 1 จำเลยตกลงทำสัญญา Gold Online หรือ Gold Phone เพื่อความสะดวกในการสั่งซื้อ – ขายทองคำโดยไม่ต้องมาที่หน้าร้านทองและมีระยะเวลาในการส่งมอบ T+ 3 เพื่อความสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น... ข้อ 3 จำเลยตกลงว่าเมื่อสั่งซื้อหรือขายแล้วจะต้องมาส่งมอบทองหรือชำระเงินตามคำสั่งภายในระยะเวลา T + 3 วันทำการ (T หมายถึง วันที่ลูกค้าเริ่มสั่งซื้อหรือขายคำว่า + 3 หมายถึง 3 วัน นับจากวันที่สั่งซื้อ/ขายดังกล่าว...) ข้อ 4 ระบบซื้อขายออนไลน์ จำเลยจะต้องปฏิบัติตามระบบแต่ละขั้นตอนและในท้ายที่สุดจะมีระบบข้อความขึ้นมายืนยันว่าเป็นการซื้อขาย อย่างไรก็ตามจำเลยจะต้องตรวจสอบความถูกต้องของรายงานทุกครั้งจึงจะถือว่าเป็นความสมบูรณ์ในการซื้อขาย และข้อ 5 การชำระเงินจะไม่มีการตัดส่วนต่างการซื้อขายในวันเดียวกัน และจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์และจำเลยซื้อขายทองคำออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2562 จำนวน 456 ครั้ง และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า ในกรณีซื้อขายทองคำเต็มจำนวนหรือครบมูลค่าในการสั่งซื้อทองคำนั้น วิธีการจำเลยจะเข้าไปในโปรแกรมการสั่งซื้อทองคำ และทำคำสั่งซื้อทองคำส่งให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์รับทราบคำสั่งซื้อของจำเลยแล้ว จะให้จำเลยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารชำระให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าทองคำที่ซื้อ จากนั้นเมื่อจำเลยชำระเงินผ่านบัญชีธนาคารเข้ามาแล้วโจทก์ก็จะมอบทองคำให้แก่จำเลยตามสัญญา ในกรณีที่จำเลยมีคำสั่งขายทองคำจากโปรแกรมการซื้อขายทองคำ นั้น จำเลยจะทำคำสั่งขายส่งมายังโจทก์ เมื่อโจทก์รับทราบคำสั่งของจำเลยแล้ว จำเลยก็ต้องส่งมอบทองคำให้แก่โจทก์เช่นกัน ตามสัญญา ซึ่งราคาทองคำในขณะมีคำสั่งซื้อและขายจะผันผวนขึ้นลงตามระยะเวลา และราคาซื้อขายทองคำระหว่างโจทก์กับจำเลยจะอ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย แสดงให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาซื้อขายทองคำ ราคาที่ตกลงซื้อขายคือ ราคาขณะที่จำเลยส่งคำสั่งซื้อหรือส่งคำสั่งขาย มิใช่ราคาในอนาคต เพียงแต่จำเลยไม่ต้องชำระราคาหรือส่งมอบทองคำในขณะที่เกิดการซื้อขาย แต่สามารถชำระราคาหรือส่งมอบทองคำได้ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่สั่งซื้อหรือสั่งขาย ซึ่งก็เป็นเพียงวิธีการชำระหนี้ภายหลังตกลงซื้อขายทองคำกันแล้ว สัญญาซื้อขายทองคำตามฟ้องจึงไม่ได้มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามนิยามของ "สัญญาซื้อขายล่วงหน้า" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย แม้จะได้ความว่าการซื้อขายทองคำดังกล่าว จำเลยจะต้องขอเปิดบัญชีซื้อขายทองคำก่อนจึงจะมีสิทธิซื้อขายทองคำกับโจทก์และต้องมีการวางเงินประกันในการซื้อขายก็เป็นเพียงการวางหลักประกันการปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาเท่านั้น และข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานหลักฐานของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยเป็นผู้ให้บริการประเภทการเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือการเป็นผู้ค้าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การเป็นที่ปรึกษาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การเป็นผู้จัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือประกอบกิจการอื่นที่เกี่ยวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด อันจะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 นอกจากนี้จำเลยเบิกความยอมรับว่าได้ร้องเรียนการประกอบธุรกิจค้าทองคำของโจทก์ไปยังคณะกรรมการ ก.ล.ต. พร้อมทั้งส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปให้ตรวจสอบนั้น ไม่ปรากฏผลการตรวจสอบที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์ โดยปรากฏว่ามีเอกสารของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ไปถึงนายกสมาคมค้าทองคำ ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2561 ในทำนองว่า สัญญาที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ได้แก่ ... (2.3) สัญญาที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ...(1) กำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งส่งมอบสินค้าให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ชำระราคา ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต เป็นจำนวนและราคาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาและสัญญาดังกล่าวได้กระทำนอกศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ... ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ให้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า แต่สัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่งตามฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะสัญญาที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ตามข้อ 2 ของประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ กย.4/2547 เรื่อง กำหนดสัญญาที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ดังมีรายละเอียดที่กล่าวข้างต้นและท้ายหนังสือดังกล่าวคณะกรรมการ ก.ล.ต. ยังขอให้สมาคมค้าทองคำซักซ้อมความเข้าใจกับสมาชิกให้ใช้ความระมัดระวังในการให้บริการซื้อขายทองคำ มิให้เข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยท้ายที่สุดคณะกรรมการ ก.ล.ต. มีหนังสือแจ้งโจทก์ถึงผลการดำเนินการกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าลงวันที่ 12 มกราคม 2564 กรณีที่จำเลยร้องเรียนโดยคณะกรรมการ ก.ล.ต. เห็นควรยุติเรื่อง เนื่องจากพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏยังไม่เพียงพอที่จะชี้ชัดว่าโจทก์มีเจตนาจะประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามสำเนาหนังสือของคณะกรรมการ ก.ล.ต. เอกสารแนบท้ายคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ หมายเลข 1 ด้วยเหตุดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น สัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่งตามฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยมิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมเป็นสัญญาที่สามารถบังคับกันได้ ไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อสัญญาซื้อขายทองคำระหว่างโจทก์และจำเลยไม่ขัดต่อกฎหมาย โจทก์และจำเลยจึงต้องผูกพันกันตามสัญญาดังกล่าว จำเลยเบิกความรับว่าตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2562 มีการซื้อขาย 456 ครั้ง โดยจำเลยเข้าไปส่งคำสั่งขายทองโดยไม่ได้จ่ายค่าทองเต็มจำนวน อีกทั้งตามใบแจ้งรายการบัญชีออมทรัพย์ชื่อบัญชีจำเลย ก็ปรากฏรายการที่โจทก์และจำเลยโอนเงินให้แก่กันนับหลายร้อยครั้งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นมา เมื่อจำเลยสั่งซื้อและขายทองคำเกินหลักประกันที่จำเลยวางไว้ โจทก์จึงต้องตัดบัญชีไม่ให้มีการซื้อขายทองคำต่อไป แม้รายการซื้อขาย เป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นมาเอง แต่พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมานอกจากจะขัดแย้งกันเองกับฎีกาของจำเลยแล้วยังไม่มีน้ำหนักหักล้างได้ว่ารายการดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




