ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เงินชำระภายหลังทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเป็นมัดจำหรือไม่ และผู้ขายมีสิทธิริบเงินทั้งหมดเมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาเพียงใด

เงินชำระภายหลังทำสัญญาเป็นมัดจำหรือไม่, ผู้ขายริบเงินซื้อห้องชุดได้หรือไม่, ผิดสัญญาซื้อคอนโดขอเงินคืนได้หรือไม่, หลักกฎหมายเกี่ยวกับการริบมัดจำ, ความแตกต่างระหว่างเงินจองกับมัดจำ, เงินทำสัญญาซื้อขายห้องชุด, ขอเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ, คำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อย, ผู้ซื้อไม่มีเงินผ่อนห้องชุดต่อ, ผู้ขายบอกเลิกสัญญาและริบเงิน, เงินมัดจำสูงเกินสัดส่วน, ข้อเท็จจริงในคำชี้ขาดไม่ตรงกับสำนวน, อำนาจศาลในคดีเพิกถอนคำชี้ขาด, คำขอให้คืนเงินในคดีอนุญาโตตุลาการ, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า เงินที่ผู้ซื้อชำระแก่ผู้ขายตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเป็นมัดจำซึ่งผู้ขายมีสิทธิริบเมื่อผู้ซื้อผิดสัญญา หรือเป็นเงินที่ไม่มีลักษณะเป็นมัดจำตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาทั้งวันชำระเงินและจำนวนเงินเมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อขาย

ผู้ซื้อทำสัญญาจองซื้อห้องชุดราคา 11,643,120 บาท และชำระเงินจองจำนวน 100,000 บาท ก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย ต่อมาผู้ซื้อชำระเงินอีกจำนวน 2,810,780 บาท ภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อผู้ซื้อประสบปัญหาทางการเงินและไม่สามารถผ่อนชำระราคาห้องชุดต่อไป ผู้ขายจึงบอกเลิกสัญญาและแจ้งริบเงินที่ผู้ซื้อชำระไว้ทั้งหมด

คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าเงินจองจำนวน 100,000 บาท และเงินจำนวน 2,810,780 บาท เป็นมัดจำที่ผู้ขายมีสิทธิริบได้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า คำชี้ขาดเกี่ยวกับเงินจำนวน 2,810,780 บาท ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ เพราะเงินดังกล่าวมิได้มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย แต่ชำระภายหลังวันทำสัญญา อีกทั้งเป็นจำนวนที่มีอัตราสูงเกินสัดส่วนสำหรับใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานะมัดจำ เงินจำนวนนี้จึงไม่ใช่มัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377

การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าเงินส่วนนี้เป็นมัดจำและผู้ขายมีสิทธิริบได้ตามมาตรา 378 (2) จึงเป็นการไม่ชอบ การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)

สาระสำคัญที่สุดของคดี

เงินที่ชำระเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายมิได้มีสถานะเป็นมัดจำทุกจำนวน

เงินจองจำนวน 100,000 บาท ชำระก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย

เงินจำนวน 2,810,780 บาท ชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย

เงินจำนวน 2,810,780 บาท มีอัตราสูงเกินสัดส่วนสำหรับใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานะมัดจำ

คำชี้ขาดที่วินิจฉัยวันชำระเงินไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ย่อมเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบ

หากการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลย่อมมีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดได้

คำถามที่น่าสนใจ

1. เงินที่ผู้ซื้อชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นมัดจำหรือไม่

2. เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายมีสิทธิริบเงินที่ผู้ซื้อชำระไว้ทั้งหมดหรือไม่

3. จำนวนเงินเมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายมีผลต่อการพิจารณาว่าเป็นมัดจำหรือไม่

ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจองซื้อห้องชุดในโครงการหนึ่ง ห้องชุดเลขที่ E5602 ชั้นที่ 56 เนื้อที่ประมาณ 80 ตารางเมตร ราคา 11,643,120 บาท และชำระเงินในวันจองซื้อจำนวน 100,000 บาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าวกับผู้คัดค้าน และชำระเงินอีกจำนวน 2,810,780 บาท เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 ซึ่งเป็นวันภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย

ส่วนราคาห้องชุดที่เหลือจำนวน 8,150,184 บาท คู่สัญญาตกลงแบ่งชำระเป็นงวดจำนวน 8 งวด งวดละ 436,617 บาท รวมเป็นเงิน 3,492,936 บาท และตกลงชำระส่วนที่เหลืออีกจำนวน 4,657,248 บาท ในวันโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งกำหนดไว้วันที่ 31 มีนาคม 2565

ภายหลังทำสัญญาจะซื้อจะขาย ผู้ร้องประสบปัญหาทางการเงินและไม่สามารถผ่อนชำระราคาห้องชุดต่อไปได้ ผู้คัดค้านจึงมีหนังสือลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 บอกกล่าวให้ผู้ร้องชำระหนี้ตามสัญญา บอกเลิกสัญญา และแจ้งริบเงินที่ผู้ร้องชำระไว้ทั้งหมด

วันที่ 25 มีนาคม 2565 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน และคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง โดยวินิจฉัยว่าเงินจองจำนวน 100,000 บาท และเงินจำนวน 2,810,780 บาท เป็นมัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 เมื่อผู้ร้องผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิริบเงินดังกล่าวตามมาตรา 378 (2)

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องต่อศาล ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดและพิพากษาให้ผู้คัดค้านคืนเงินจำนวน 2,910,780 บาท พร้อมดอกเบี้ย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ผู้ร้องจึงอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

การวินิจฉัยสถานะของเงินจองและเงินที่ชำระภายหลังทำสัญญา

คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เงินจองเป็นเงินที่ผู้จะซื้อชำระแก่ผู้จะขายก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะมาทำสัญญากับผู้จะขาย ส่วนเงินที่ผู้จะซื้อชำระแก่ผู้จะขายในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะปฏิบัติตามสัญญา เงินจองและเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจึงมีลักษณะเป็นมัดจำตามมาตรา 377 เมื่อผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ ผู้จะขายย่อมมีสิทธิริบเงินดังกล่าวตามมาตรา 378 (2)

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังไว้ปรากฏว่า เงินจำนวน 2,810,780 บาท มิได้ชำระในวันที่ 2 เมษายน 2561 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย แต่ชำระเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 อันเป็นวันภายหลังวันทำสัญญา คำชี้ขาดที่วินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวมอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในชั้นอนุญาโตตุลาการ และเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง

นอกจากวันชำระเงินแล้ว ศาลฎีกายังพิจารณาจำนวนเงิน 2,810,780 บาท เปรียบเทียบกับราคาซื้อขายห้องชุดจำนวน 11,643,120 บาท และเห็นว่าเงินดังกล่าวมีอัตราสูงเกินสัดส่วนสำหรับใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานะมัดจำ

เมื่อพิจารณาทั้งวันชำระเงินและสัดส่วนของเงินเมื่อเทียบกับราคาซื้อขายแล้ว เงินจำนวน 2,810,780 บาท จึงไม่ใช่มัดจำตามมาตรา 377 การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าเงินส่วนนี้เป็นมัดจำและผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้ตามมาตรา 378 (2) จึงเป็นการไม่ชอบ

เหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยว่าเงินจองจำนวน 100,000 บาท และเงินจำนวน 2,810,780 บาท เป็นมัดจำซึ่งผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้ จะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำชี้ขาดในส่วนเงินจำนวน 2,810,780 บาท อาศัยเหตุผลว่าเป็นเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินดังกล่าวชำระภายหลังวันทำสัญญา อีกทั้งเงินจำนวนนี้ยังมีอัตราสูงเกินสัดส่วนสำหรับใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานะมัดจำ การวินิจฉัยว่าเงินส่วนนี้เป็นมัดจำตามมาตรา 377 และผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้ตามมาตรา 378 (2) จึงเป็นการไม่ชอบ

ด้วยเหตุนี้ การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษายกคำร้อง

วิเคราะห์หลักกฎหมายและแนวคำวินิจฉัย

แก่นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่า เงินซึ่งชำระเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายมีลักษณะเป็นมัดจำตามกฎหมายหรือไม่ การพิจารณามิได้สิ้นสุดเพียงเพราะมีการเรียกเงินจำนวนนั้นว่าเงินจอง เงินทำสัญญา หรือมัดจำ แต่ต้องตรวจสอบวันส่งมอบเงินและจำนวนเงินเมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายทั้งหมดประกอบกัน

เงินจองจำนวน 100,000 บาท ชำระก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะเข้าทำสัญญากับผู้จะขาย ส่วนเงินจำนวน 2,810,780 บาท ชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันชำระเงินทั้งสองจำนวนจึงแตกต่างกันและมีผลต่อการพิจารณาสถานะทางกฎหมายของเงิน

จำนวนเงินก็เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องพิจารณาควบคู่กับวันชำระเงิน แม้เงินจำนวนหนึ่งจะเกี่ยวข้องกับการประกันการปฏิบัติตามสัญญา แต่เมื่อจำนวนเงินนั้นมีอัตราสูงเกินสัดส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อขาย ย่อมเป็นเหตุประกอบการพิจารณาว่าเงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นมัดจำตามมาตรา 377

สิทธิริบตามมาตรา 378 (2) จะใช้แก่เงินที่มีสถานะเป็นมัดจำตามมาตรา 377 เมื่อเงินจำนวน 2,810,780 บาท ไม่ใช่มัดจำ การวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านมีสิทธิริบเงินส่วนนี้ในฐานะมัดจำจึงไม่ชอบ

คำวินิจฉัยนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความสอดคล้องระหว่างข้อเท็จจริงที่คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังกับเหตุผลที่นำมาใช้ชี้ขาด การระบุวันส่งมอบเงินคลาดเคลื่อนมิใช่เพียงความคลาดเคลื่อนในรายละเอียด เพราะวันส่งมอบเงินเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ใช้วินิจฉัยว่าเงินนั้นมีลักษณะเป็นมัดจำหรือไม่

เมื่อคำชี้ขาดวินิจฉัยให้ริบเงินจำนวนสูงโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังไว้ และนำบทบัญญัติเรื่องมัดจำมาใช้แก่เงินที่ไม่มีสถานะเป็นมัดจำ การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลจึงมีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)

สรุปผลคำพิพากษา

1. คณะอนุญาโตตุลาการ

มีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง โดยวินิจฉัยว่าเงินจองจำนวน 100,000 บาท และเงินจำนวน 2,810,780 บาท เป็นมัดจำที่ผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้

2. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

3. ศาลฎีกา

พิพากษาแก้ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ คำขออื่นให้ยก และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การกำหนดว่าเงินจำนวนใดเป็นมัดจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งการชำระเงิน มิใช่พิจารณาจากชื่อที่ใช้เรียกเงินนั้นแต่เพียงอย่างเดียว โดยวันชำระเงินและจำนวนเงินเมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายเป็นข้อพิจารณาสำคัญ

เงินที่ชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายและมีอัตราสูงเกินสัดส่วนสำหรับใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาอาจไม่มีลักษณะเป็นมัดจำตามมาตรา 377 แม้ผู้ซื้อจะผิดสัญญา ผู้ขายก็ไม่อาจริบเงินจำนวนนั้นโดยอาศัยสิทธิริบมัดจำตามมาตรา 378 (2) ได้

คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต้องวินิจฉัยให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ หากนำข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับวันชำระเงินมาใช้คลาดเคลื่อนจนส่งผลต่อสถานะของเงินและสิทธิในการริบ คำชี้ขาดในส่วนนั้นย่อมไม่ชอบ และหากการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลย่อมมีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดได้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า เงินที่ผู้ซื้อชำระแก่ผู้ขายตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเป็นมัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 ซึ่งผู้ขายมีสิทธิริบตามมาตรา 378 (2) หรือเป็นเงินที่ไม่มีลักษณะเป็นมัดจำ รวมทั้งการพิจารณาว่าคำชี้ขาดซึ่งวินิจฉัยไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังไว้เป็นเหตุให้เพิกถอนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) หรือไม่

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 และมาตรา 378 (2) ว่าด้วยมัดจำและผลของมัดจำ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง ซึ่งศาลนำมาวินิจฉัยความไม่ชอบของคำชี้ขาดที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้ และมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ว่าด้วยเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดเมื่อการยอมรับหรือบังคับจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้

1. เงินที่ชำระภายหลังวันทำสัญญาไม่เป็นมัดจำโดยอัตโนมัติ

เงินจำนวน 2,810,780 บาท ชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายและมีอัตราสูงเกินสัดส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับราคาห้องชุด จึงไม่ใช่มัดจำตามมาตรา 377 การวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านมีสิทธิริบเงินส่วนนี้ตามมาตรา 378 (2) จึงเป็นการไม่ชอบ

2. คำชี้ขาดที่วินิจฉัยไม่ตรงกับข้อเท็จจริงอาจถูกเพิกถอน

เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวมอบให้แก่กันในวันทำสัญญา ทั้งที่รับฟังได้ว่าชำระภายหลังวันทำสัญญา การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลจึงมีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

เงินที่ชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นมัดจำหรือไม่

คำตอบ

เงินที่ชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายไม่เป็นมัดจำโดยอัตโนมัติ ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาทั้งวันชำระเงินและจำนวนเงินเมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อขาย โดยเงินจำนวน 2,810,780 บาท ชำระภายหลังวันทำสัญญาและมีอัตราสูงเกินสัดส่วนสำหรับใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา จึงไม่ใช่มัดจำตามมาตรา 377

2. คำถาม

เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายมีสิทธิริบเงินที่ชำระไว้ทั้งหมดหรือไม่

คำตอบ

การที่ผู้ซื้อผิดสัญญามิได้ทำให้เงินทุกจำนวนที่ชำระแก่ผู้ขายมีสถานะเป็นมัดจำ ผู้ขายจะอาศัยมาตรา 378 (2) ริบเงินได้เมื่อเงินนั้นเป็นมัดจำตามมาตรา 377 ในคดีนี้เงินจำนวน 2,810,780 บาท ไม่ใช่มัดจำ การวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านมีสิทธิริบเงินส่วนนี้ในฐานะมัดจำจึงไม่ชอบ

3. คำถาม

ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้เมื่อใด

คำตอบ

ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)

4. คำถาม

จำนวนเงินเมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายมีผลต่อการพิจารณาว่าเป็นมัดจำหรือไม่

คำตอบ

มีผลต่อการพิจารณา ในคดีนี้ศาลฎีกานำเงินจำนวน 2,810,780 บาท เปรียบเทียบกับราคาซื้อขายห้องชุดจำนวน 11,643,120 บาท และเห็นว่าเงินดังกล่าวมีอัตราสูงเกินสัดส่วนสำหรับใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานะมัดจำ ประกอบกับเงินนั้นชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย จึงไม่ใช่มัดจำตามมาตรา 377

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1511/2569

คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับผู้คัดค้านในราคา 11,643,120 บาท โดยผู้ร้องชำระเงินจอง 100,000 บาท เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 และชำระเงินทำสัญญา 2,810,780 บาท เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 และผู้ร้องตกลงชำระราคาห้องชุดที่เหลือ 8,150,184 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน แล้วคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เงินจองคือเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้จะขาย ส่วนเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย เงินจองและเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงเป็นมัดจำ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 เมื่อผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ ผู้จะขายย่อมมีสิทธิริบเงินดังกล่าวได้ตามมาตรา 378 (2) เห็นว่า ในส่วนที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเกี่ยวกับเงินที่ผู้ร้องชำระให้แก่ผู้คัดค้านในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเงินจำนวน 2,810,780 บาท ว่ามอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในชั้นอนุญาโตตุลาการว่าชำระให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 อันเป็นวันภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง เมื่อผู้ร้องชำระเงิน 2,810,780 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ประกอบกับจำนวนเงินดังกล่าวเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายห้องชุดพิพาทแล้ว มีอัตราร้อยละที่สูงเกินสัดส่วนสำหรับเพื่อใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานเป็นมัดจำ เงิน 2,810,780 บาท จึงไม่ใช่มัดจำตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่า เงินส่วนนี้เป็นมัดจำและผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้ย่อมเป็นการไม่ชอบ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระคืนเงิน 2,910,780 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ผู้คัดค้านได้รับชำระเงินในแต่ละจำนวนจากผู้ร้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 คิดเป็นดอกเบี้ย 656,818.13 บาท และนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนถึงวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ (วันที่ 25 มีนาคม 2565) คิดเป็นดอกเบี้ย 138,760.47 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,706,358.60 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจองซื้อห้องชุดในโครงการ ค. 1 ห้อง ห้องชุดเลขที่ E5602 ชั้นที่ 56 เนื้อที่ประมาณ 80 ตารางเมตร ในราคา 11,643,120 บาท โดยผู้ร้องชำระเงินในวันจองซื้อ 100,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าวกับผู้คัดค้าน โดยผู้ร้องได้ชำระเงิน 2,810,780 บาท ภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย คือ วันที่ 10 เมษายน 2561 หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแล้ว ผู้ร้องประสบปัญหาทางด้านการเงิน ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถผ่อนชำระราคาห้องชุดต่อไปได้ ต่อมาผู้คัดค้านมีหนังสือฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 บอกกล่าวให้ผู้ร้องชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขาย บอกเลิกสัญญา และแจ้งริบเงินที่ผู้ร้องได้ชำระไปทั้งหมด เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาคำเสนอข้อพิพาทและคำคัดค้านแล้วชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยชี้ขาดว่า เงินจอง 100,000 บาท และเงิน 2,810,780 บาท เป็นมัดจำ ผู้คัดค้านมีสิทธิริบเงินดังกล่าวได้นั้น จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่พิพาทนำสืบได้ว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับผู้คัดค้านในราคา 11,643,120 บาท โดยผู้ร้องได้ชำระเงินจอง 100,000 บาท เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 และชำระเงินทำสัญญา 2,810,780 บาท เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 และผู้ร้องตกลงชำระราคาห้องชุดที่เหลือ 8,150,184 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน โดยแบ่งชำระเป็นงวด จำนวน 8 งวด งวดละ 436,617 บาท รวมเป็นเงิน 3,492,936 บาท ส่วนที่เหลืออีก 4,657,248 บาท ตกลงชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ (วันที่ 31 มีนาคม 2565) แล้วคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยในประเด็นข้อที่ 2 ว่า เงินจองคือเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้จะขาย ส่วนเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย ดังนั้น เงินจองและเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นมัดจำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 เมื่อผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ ผู้จะขายย่อมมีสิทธิริบเงินดังกล่าวได้ตามมาตรา 378 (2) เห็นได้ว่า ในส่วนที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเกี่ยวกับเงินที่ผู้ร้องชำระให้แก่ผู้คัดค้านในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งหมายถึงเงินจำนวน 2,810,780 บาท นั้น คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่า เงินดังกล่าวได้มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายจึงมีลักษณะเป็นมัดจำ ซึ่งคำวินิจฉัยชี้ขาดส่วนนี้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในชั้นอนุญาโตตุลาการดังกล่าวว่า เงิน 2,810,780 บาท ผู้ร้องชำระให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 อันเป็นวันภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้จึงมิชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องชำระเงิน 2,810,780 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ประกอบกับเมื่อพิจารณาจำนวนเงินดังกล่าวเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายห้องชุดพิพาทแล้ว มีอัตราร้อยละที่สูงเกินสัดส่วนสำหรับเพื่อใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานเป็นมัดจำเงิน 2,810,780 บาท จึงไม่ใช่มัดจำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 ดังนี้ การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่า เงินส่วนนี้มีลักษณะเป็นมัดจำตามมาตรา 377 และผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้ตามมาตรา 378 (2) แล้วมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องนั้น ย่อมเป็นการไม่ชอบ ด้วยเหตุผลทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงปรากฏต่อศาลว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้อง เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

ส่วนที่ผู้ร้องขอให้พิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 2,910,780 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ อันเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 ซึ่งคดีมีประเด็นต้องพิจารณาเพียงว่า มีเหตุให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดหรือไม่เท่านั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจมีคำขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องได้

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 21/2565 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 14/2566 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ

มัดจำ, ริบมัดจำ, สัญญาจะซื้อจะขาย  เงินชำระภายหลังทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเป็นมัดจำหรือไม่ และผู้ขายมีสิทธิริบเงินทั้งหมดเมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาเพียงใด  คำว่าเงินจองหรือเงินทำสัญญาไม่อาจทำให้เงินทุกจำนวนกลายเป็นมัดจำที่ผู้ขายมีสิทธิริบได้โดยอัตโนมัติ




ขายฝาก/เช่า/เช่าซื้อ/ซื้อขาย

ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องผู้ค้ำประกันได้เมื่อใด หากผู้เช่าซื้อไม่ยอมนำรถมาตรวจสภาพและหนังสือบอกกล่าวส่งก่อนลูกหนี้ผิดนัด
ซื้อขายทองคำแบบ T+3 เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือไม่ ศาลวินิจฉัยอย่างไร และกรณีไม่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. สัญญาจะตกเป็นโมฆะหรือไม่
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่กำหนดให้ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะก่อนโอนกรรมสิทธิ์ใช้บังคับได้หรือไม่ หลักกฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 และผลของเงื่อนไขในสัญญา
ผู้ค้ำประกันคืนรถเช่าซื้อแทนผู้เช่าซื้อได้หรือไม่ การคืนรถโดยผู้ค้ำประกันทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกและผู้ให้เช่าซื้อเรียกค่าขาดราคาได้หรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายเรื่องการเลิกสัญญาเช่าซื้อและการเป็นตัวแทน
สัญญาเช่าซื้อที่ดินในเขตห้ามโอนมีผลบังคับหรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายการหลีกเลี่ยงข้อห้ามโอนและความเป็นโมฆะของนิติกรรมเพื่อการใช้สิทธิในที่ดินของรัฐอย่างถูกต้อง
การเรียกค่าสินไหมจากการคืนทรัพย์ไม่ตรงตามคำพิพากษาในสัญญาเช่าซื้อ
สัญญาเช่าที่ดินเกิน 30 ปี ฝ่าฝืน ม.540 และผลทางกฎหมาย(ฎีกาที่ 4655/2566)
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ(ฎีกา 7024/2548)
สิทธิผู้ขายฝากโดยสุจริตในการคัดค้านคดียึดทรัพย์ฟอกเงิน,อายัดทรัพย์,(ฎีกา 4859/2566)
กรรมสิทธิ์ทรัพย์จากการรื้อถอนและสิทธิฟ้องเมื่อคู่สัญญาผิดสัญญาฎีกา,ทรัพย์เฉพาะสิ่ง(ฎีกา 4937/2566)
สรุปคดีเช่าซื้อ-จำนำรถยนต์ & อำนาจฟ้อง (ฎีกา 3230/2568)
บทวิเคราะห์คดีเช่าซื้อ ผู้ค้ำประกันรับผิดเฉพาะฉบับที่ 2,ค่าฤชาธรรมเนียม (ฎีกา 3487/2568)
คดีเช่าซื้อรถ & สิทธิผู้ค้ำประกัน, ดอกเบี้ยพักหนี้ (ฎีกา 2276/2568)
(ฎีกาที่ 3524/2567) ความรับผิดค่าเสียหายจากการคืนรถเช่าซื้อไม่เรียบร้อย และสิทธิฟ้องตามมูลหนี้คำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567: สิทธิผู้เช่าซื้อในการบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 573 และการเรียกค่าขาดราคา
สัญญาเช่า: หลักกฎหมายและแนววินิจฉัยจากคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567: การเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยายและสิทธิเรียกค่าเสื่อมราคา
รถเช่าซื้อถูกยึดแต่ผู้เช่าไม่ผิด ต้องจ่ายค่าขาดราคาหรือไม่ ศาลวินิจฉัยให้รับผิดเฉพาะค่าใช้จ่ายจริงเท่านั้น
สิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อและการเรียกค่าขาดราคา(ฎีกาที่ 6779/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2196/2545 : การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินไม่มีกำหนดเวลา และสิทธิฟ้องขับไล่เมื่อค้างค่าเช่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568: ขอบเขตความรับผิดตามคำพิพากษาเดิม และสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใหม่
ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในคดีผู้บริโภค, คืนเงินผู้บริโภคจากการเลิกสัญญาซื้อขาย, โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคืน,
หน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อในสภาพพร้อมใช้งาน, สัญญาเช่าซื้อก,
รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อรถยนต์
ขายฝากโมฆะเพราะสำคัญผิดราคา & ลาภมิควรได้ (ฎีกา 978/2567)
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้
ผู้เช่ารายใหม่ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้อยู่ในตึกพิพาทก่อนตน
ค่าเช่าซื้อเครื่องรับโทรทัศน์อายุความ 2 ปี
การบอกเลิกสัญญา | สัญญาจ้างรักษาความปลอดภัยไม่มีกำหนดเวลา
สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิดเท่าจำนวนเงินดาวน์
เช่าที่ดินปากเปล่าไม่มีสัญญาเช่า
การบอกเลิกสัญญาเช่าโดยมิชอบ
ลักษณะของสัญญาซื้อขาย การโอนกรรมสิทธิ์
สัญญาซื้อขาย | สัญญาตัวแทน | ตัวแทนเชิด
สัญญาให้รับผิดในหนี้ที่ไม่มีหนี้อยู่จริง
ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน สัญญาซื้อขาย
สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน
ใครมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขาย
ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง
สัญญาซื้อขาย หรือสัญญาจ้างทำของ
ประเมินการเสียภาษีผิดประเภทการค้า
นิติกรรมมีข้อความไม่ชัดแจ้งตีความได้หลายนัย
สิ้นกำหนดเช่าช่วงชำระค่าเช่าตลอดมาถือว่าได้ต่อสัญญาเช่า
ข้อตกลงในการประกวดราคาเพื่อซื้อขาย
การซื้อขายสิทธิการเช่าโทรศัพท์
สัญญาซื้อขายแบบเหมา
การซื้อขายทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวม
สัญญาซื้อขายที่มีหลักประกันเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
คำว่า"ขาย" ตามประมวลรัษฎากร
สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาหลายฝ่าย
ผู้เยาว์ทำสัญญาจะซื้อจะขาย
สัญญาซื้อขายมีวัตถุประสงค์ฝ่าฝืนกฎหมายตกเป็นโมฆะ
สัญญาซื้อขายอาจบังคับได้ตามบทกฎหมายว่าด้วยตัวแทน
สัญญาซื้อขายเป็นพ้นวิสัยจากภัยพิบัติ
สัญญาซื้อขายที่ไม่มีการโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง
สัญญาประนีประนอมระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าผู้เช่าต้องบำรุงรักษา-ซ่อมแซมเล็กน้อย
คำมั่นเกี่ยวกับสัญญาเช่าทรัพย์
แบบนิติกรรมสัญญาประเภทต่าง ๆ แบบฟอร์มสัญญา แบบพิมพ์สัญญา
สิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขาย
นำรถไฟแนนซ์ไปจอดกู้เงินผู้รับจำนำเอาไปขายต่อแจ้งความได้ไหม
แบบฟอร์มสัญญาซื้อขาย
อายุความเรียกราคาส่วนต่างและค่าขาดประโยชน์กรณีผู้เช่าซื้อผิดสัญญาหรือตาย
สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข
สัญญาขายฝากไม่มีเหตุผลต้องผ่อนชำระดอกเบี้ยแก่กัน
กฎหมายมิได้กำหนดให้การขายฝากสามารถเรียกดอกเบี้ยต่อกันได้
บันทึกข้อตกลงให้ผู้เช่ามีสิทธิซื้อทรัพย์สินที่เช่าทั้งหมดได้
ยายทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนไม่ผูกพันผู้เยาว์
สัญญาจะซื้อจะขายและวางมัดจำถูกกลฉ้อฉลนำชี้ทำเลที่ตั้งที่ดินผิด
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินกลับคืนสู่กองมรดก
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นไม่ต้องรับผิด
เงินค่าสิทธิการเช่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่า
ยกทรัพย์มรดกตีใช้หนี้เป็นสัญญาต่างตอบแทนไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
ข้อตกลงซื้อขายที่ดินมือเปล่า (น.ส. 3ก)เจ้าของที่ดินจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง
สัญญาขายฝากที่ดินไม่ได้กำหนดค่าสินไถ่ไว้
สัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินโดยมีเงื่อนไข สัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินเสร็จเด็ดขาด
เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้
สัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
คำว่า "ได้มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว" ใช้บังคับแก่คู่สัญญาทั้งฝ่ายผู้ขายและผู้ซื้อ
การซื้อขายมิได้มีการชำระราคากันจริงถือเป็นการให้โดยเสน่หา
บอกล้างสัญญาค้ำประกัน ขอให้เพิกถอนสัญญาค้ำประกัน การจัดการสินสมรส
สิทธิยึดหน่วงที่ดินไว้จนกว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์, ชำระเงินครบถ้วนแล้ว
การตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจทำสัญญาจะซื้อจะขาย
ได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
ขายดาวน์รถยนต์ที่เช่าซื้อมีผลอย่างไร?
ข้อยกเว้นเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นจะเป็นผู้ให้เช่าซื้อได้
จำนำได้ต้องเป็นสังหาริมทรัพย์
รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไปประกันภัยจ่ายค่าสินไหมให้ไฟแนนซ์แล้ว
ผู้ให้เช่าซื้อมิได้ยึดถือเอาข้อสัญญาเป็นสาระสำคัญ-ค้างชำระค่าเช่าซื้อ
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) สิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ
สัญญาเช่าซื้อต้องลงชื่อคู่สัญญาสองฝ่ายไม่ทำตามแบบเป็นโมฆะ
สัญญาเช่าซื้อกับสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) สิทธิเรียกค่าใช้ทรัพย์สินและค่าเสียหาย
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) ตกลงค่าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน