
| เงินชำระภายหลังทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเป็นมัดจำหรือไม่ และผู้ขายมีสิทธิริบเงินทั้งหมดเมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาเพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า เงินที่ผู้ซื้อชำระแก่ผู้ขายตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเป็นมัดจำซึ่งผู้ขายมีสิทธิริบเมื่อผู้ซื้อผิดสัญญา หรือเป็นเงินที่ไม่มีลักษณะเป็นมัดจำตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาทั้งวันชำระเงินและจำนวนเงินเมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อขาย ผู้ซื้อทำสัญญาจองซื้อห้องชุดราคา 11,643,120 บาท และชำระเงินจองจำนวน 100,000 บาท ก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย ต่อมาผู้ซื้อชำระเงินอีกจำนวน 2,810,780 บาท ภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อผู้ซื้อประสบปัญหาทางการเงินและไม่สามารถผ่อนชำระราคาห้องชุดต่อไป ผู้ขายจึงบอกเลิกสัญญาและแจ้งริบเงินที่ผู้ซื้อชำระไว้ทั้งหมด คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าเงินจองจำนวน 100,000 บาท และเงินจำนวน 2,810,780 บาท เป็นมัดจำที่ผู้ขายมีสิทธิริบได้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า คำชี้ขาดเกี่ยวกับเงินจำนวน 2,810,780 บาท ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ เพราะเงินดังกล่าวมิได้มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย แต่ชำระภายหลังวันทำสัญญา อีกทั้งเป็นจำนวนที่มีอัตราสูงเกินสัดส่วนสำหรับใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานะมัดจำ เงินจำนวนนี้จึงไม่ใช่มัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าเงินส่วนนี้เป็นมัดจำและผู้ขายมีสิทธิริบได้ตามมาตรา 378 (2) จึงเป็นการไม่ชอบ การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) สาระสำคัญที่สุดของคดี เงินที่ชำระเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายมิได้มีสถานะเป็นมัดจำทุกจำนวน เงินจองจำนวน 100,000 บาท ชำระก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย เงินจำนวน 2,810,780 บาท ชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย เงินจำนวน 2,810,780 บาท มีอัตราสูงเกินสัดส่วนสำหรับใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานะมัดจำ คำชี้ขาดที่วินิจฉัยวันชำระเงินไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ย่อมเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบ หากการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลย่อมมีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดได้ คำถามที่น่าสนใจ 1. เงินที่ผู้ซื้อชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นมัดจำหรือไม่ 2. เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายมีสิทธิริบเงินที่ผู้ซื้อชำระไว้ทั้งหมดหรือไม่ 3. จำนวนเงินเมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายมีผลต่อการพิจารณาว่าเป็นมัดจำหรือไม่ ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจองซื้อห้องชุดในโครงการหนึ่ง ห้องชุดเลขที่ E5602 ชั้นที่ 56 เนื้อที่ประมาณ 80 ตารางเมตร ราคา 11,643,120 บาท และชำระเงินในวันจองซื้อจำนวน 100,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าวกับผู้คัดค้าน และชำระเงินอีกจำนวน 2,810,780 บาท เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 ซึ่งเป็นวันภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย ส่วนราคาห้องชุดที่เหลือจำนวน 8,150,184 บาท คู่สัญญาตกลงแบ่งชำระเป็นงวดจำนวน 8 งวด งวดละ 436,617 บาท รวมเป็นเงิน 3,492,936 บาท และตกลงชำระส่วนที่เหลืออีกจำนวน 4,657,248 บาท ในวันโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งกำหนดไว้วันที่ 31 มีนาคม 2565 ภายหลังทำสัญญาจะซื้อจะขาย ผู้ร้องประสบปัญหาทางการเงินและไม่สามารถผ่อนชำระราคาห้องชุดต่อไปได้ ผู้คัดค้านจึงมีหนังสือลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 บอกกล่าวให้ผู้ร้องชำระหนี้ตามสัญญา บอกเลิกสัญญา และแจ้งริบเงินที่ผู้ร้องชำระไว้ทั้งหมด วันที่ 25 มีนาคม 2565 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน และคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง โดยวินิจฉัยว่าเงินจองจำนวน 100,000 บาท และเงินจำนวน 2,810,780 บาท เป็นมัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 เมื่อผู้ร้องผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิริบเงินดังกล่าวตามมาตรา 378 (2) ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องต่อศาล ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดและพิพากษาให้ผู้คัดค้านคืนเงินจำนวน 2,910,780 บาท พร้อมดอกเบี้ย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ผู้ร้องจึงอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา การวินิจฉัยสถานะของเงินจองและเงินที่ชำระภายหลังทำสัญญา คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เงินจองเป็นเงินที่ผู้จะซื้อชำระแก่ผู้จะขายก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะมาทำสัญญากับผู้จะขาย ส่วนเงินที่ผู้จะซื้อชำระแก่ผู้จะขายในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะปฏิบัติตามสัญญา เงินจองและเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจึงมีลักษณะเป็นมัดจำตามมาตรา 377 เมื่อผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ ผู้จะขายย่อมมีสิทธิริบเงินดังกล่าวตามมาตรา 378 (2) อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังไว้ปรากฏว่า เงินจำนวน 2,810,780 บาท มิได้ชำระในวันที่ 2 เมษายน 2561 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย แต่ชำระเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 อันเป็นวันภายหลังวันทำสัญญา คำชี้ขาดที่วินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวมอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในชั้นอนุญาโตตุลาการ และเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง นอกจากวันชำระเงินแล้ว ศาลฎีกายังพิจารณาจำนวนเงิน 2,810,780 บาท เปรียบเทียบกับราคาซื้อขายห้องชุดจำนวน 11,643,120 บาท และเห็นว่าเงินดังกล่าวมีอัตราสูงเกินสัดส่วนสำหรับใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานะมัดจำ เมื่อพิจารณาทั้งวันชำระเงินและสัดส่วนของเงินเมื่อเทียบกับราคาซื้อขายแล้ว เงินจำนวน 2,810,780 บาท จึงไม่ใช่มัดจำตามมาตรา 377 การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าเงินส่วนนี้เป็นมัดจำและผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้ตามมาตรา 378 (2) จึงเป็นการไม่ชอบ เหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยว่าเงินจองจำนวน 100,000 บาท และเงินจำนวน 2,810,780 บาท เป็นมัดจำซึ่งผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้ จะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำชี้ขาดในส่วนเงินจำนวน 2,810,780 บาท อาศัยเหตุผลว่าเป็นเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินดังกล่าวชำระภายหลังวันทำสัญญา อีกทั้งเงินจำนวนนี้ยังมีอัตราสูงเกินสัดส่วนสำหรับใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานะมัดจำ การวินิจฉัยว่าเงินส่วนนี้เป็นมัดจำตามมาตรา 377 และผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้ตามมาตรา 378 (2) จึงเป็นการไม่ชอบ ด้วยเหตุนี้ การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษายกคำร้อง วิเคราะห์หลักกฎหมายและแนวคำวินิจฉัย แก่นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่า เงินซึ่งชำระเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายมีลักษณะเป็นมัดจำตามกฎหมายหรือไม่ การพิจารณามิได้สิ้นสุดเพียงเพราะมีการเรียกเงินจำนวนนั้นว่าเงินจอง เงินทำสัญญา หรือมัดจำ แต่ต้องตรวจสอบวันส่งมอบเงินและจำนวนเงินเมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายทั้งหมดประกอบกัน เงินจองจำนวน 100,000 บาท ชำระก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะเข้าทำสัญญากับผู้จะขาย ส่วนเงินจำนวน 2,810,780 บาท ชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันชำระเงินทั้งสองจำนวนจึงแตกต่างกันและมีผลต่อการพิจารณาสถานะทางกฎหมายของเงิน จำนวนเงินก็เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องพิจารณาควบคู่กับวันชำระเงิน แม้เงินจำนวนหนึ่งจะเกี่ยวข้องกับการประกันการปฏิบัติตามสัญญา แต่เมื่อจำนวนเงินนั้นมีอัตราสูงเกินสัดส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อขาย ย่อมเป็นเหตุประกอบการพิจารณาว่าเงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นมัดจำตามมาตรา 377 สิทธิริบตามมาตรา 378 (2) จะใช้แก่เงินที่มีสถานะเป็นมัดจำตามมาตรา 377 เมื่อเงินจำนวน 2,810,780 บาท ไม่ใช่มัดจำ การวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านมีสิทธิริบเงินส่วนนี้ในฐานะมัดจำจึงไม่ชอบ คำวินิจฉัยนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความสอดคล้องระหว่างข้อเท็จจริงที่คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังกับเหตุผลที่นำมาใช้ชี้ขาด การระบุวันส่งมอบเงินคลาดเคลื่อนมิใช่เพียงความคลาดเคลื่อนในรายละเอียด เพราะวันส่งมอบเงินเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ใช้วินิจฉัยว่าเงินนั้นมีลักษณะเป็นมัดจำหรือไม่ เมื่อคำชี้ขาดวินิจฉัยให้ริบเงินจำนวนสูงโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังไว้ และนำบทบัญญัติเรื่องมัดจำมาใช้แก่เงินที่ไม่มีสถานะเป็นมัดจำ การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลจึงมีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) สรุปผลคำพิพากษา 1. คณะอนุญาโตตุลาการ มีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง โดยวินิจฉัยว่าเงินจองจำนวน 100,000 บาท และเงินจำนวน 2,810,780 บาท เป็นมัดจำที่ผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้ 2. ศาลชั้นต้น พิพากษายกคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ คำขออื่นให้ยก และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การกำหนดว่าเงินจำนวนใดเป็นมัดจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งการชำระเงิน มิใช่พิจารณาจากชื่อที่ใช้เรียกเงินนั้นแต่เพียงอย่างเดียว โดยวันชำระเงินและจำนวนเงินเมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายเป็นข้อพิจารณาสำคัญ เงินที่ชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายและมีอัตราสูงเกินสัดส่วนสำหรับใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาอาจไม่มีลักษณะเป็นมัดจำตามมาตรา 377 แม้ผู้ซื้อจะผิดสัญญา ผู้ขายก็ไม่อาจริบเงินจำนวนนั้นโดยอาศัยสิทธิริบมัดจำตามมาตรา 378 (2) ได้ คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต้องวินิจฉัยให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ หากนำข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับวันชำระเงินมาใช้คลาดเคลื่อนจนส่งผลต่อสถานะของเงินและสิทธิในการริบ คำชี้ขาดในส่วนนั้นย่อมไม่ชอบ และหากการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลย่อมมีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า เงินที่ผู้ซื้อชำระแก่ผู้ขายตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเป็นมัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 ซึ่งผู้ขายมีสิทธิริบตามมาตรา 378 (2) หรือเป็นเงินที่ไม่มีลักษณะเป็นมัดจำ รวมทั้งการพิจารณาว่าคำชี้ขาดซึ่งวินิจฉัยไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังไว้เป็นเหตุให้เพิกถอนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) หรือไม่ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 และมาตรา 378 (2) ว่าด้วยมัดจำและผลของมัดจำ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง ซึ่งศาลนำมาวินิจฉัยความไม่ชอบของคำชี้ขาดที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้ และมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ว่าด้วยเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดเมื่อการยอมรับหรือบังคับจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. เงินที่ชำระภายหลังวันทำสัญญาไม่เป็นมัดจำโดยอัตโนมัติ เงินจำนวน 2,810,780 บาท ชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายและมีอัตราสูงเกินสัดส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับราคาห้องชุด จึงไม่ใช่มัดจำตามมาตรา 377 การวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านมีสิทธิริบเงินส่วนนี้ตามมาตรา 378 (2) จึงเป็นการไม่ชอบ 2. คำชี้ขาดที่วินิจฉัยไม่ตรงกับข้อเท็จจริงอาจถูกเพิกถอน เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวมอบให้แก่กันในวันทำสัญญา ทั้งที่รับฟังได้ว่าชำระภายหลังวันทำสัญญา การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลจึงมีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม เงินที่ชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นมัดจำหรือไม่ คำตอบ เงินที่ชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายไม่เป็นมัดจำโดยอัตโนมัติ ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาทั้งวันชำระเงินและจำนวนเงินเมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อขาย โดยเงินจำนวน 2,810,780 บาท ชำระภายหลังวันทำสัญญาและมีอัตราสูงเกินสัดส่วนสำหรับใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา จึงไม่ใช่มัดจำตามมาตรา 377 2. คำถาม เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายมีสิทธิริบเงินที่ชำระไว้ทั้งหมดหรือไม่ คำตอบ การที่ผู้ซื้อผิดสัญญามิได้ทำให้เงินทุกจำนวนที่ชำระแก่ผู้ขายมีสถานะเป็นมัดจำ ผู้ขายจะอาศัยมาตรา 378 (2) ริบเงินได้เมื่อเงินนั้นเป็นมัดจำตามมาตรา 377 ในคดีนี้เงินจำนวน 2,810,780 บาท ไม่ใช่มัดจำ การวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านมีสิทธิริบเงินส่วนนี้ในฐานะมัดจำจึงไม่ชอบ 3. คำถาม ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้เมื่อใด คำตอบ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) 4. คำถาม จำนวนเงินเมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายมีผลต่อการพิจารณาว่าเป็นมัดจำหรือไม่ คำตอบ มีผลต่อการพิจารณา ในคดีนี้ศาลฎีกานำเงินจำนวน 2,810,780 บาท เปรียบเทียบกับราคาซื้อขายห้องชุดจำนวน 11,643,120 บาท และเห็นว่าเงินดังกล่าวมีอัตราสูงเกินสัดส่วนสำหรับใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานะมัดจำ ประกอบกับเงินนั้นชำระภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย จึงไม่ใช่มัดจำตามมาตรา 377 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1511/2569 คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับผู้คัดค้านในราคา 11,643,120 บาท โดยผู้ร้องชำระเงินจอง 100,000 บาท เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 และชำระเงินทำสัญญา 2,810,780 บาท เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 และผู้ร้องตกลงชำระราคาห้องชุดที่เหลือ 8,150,184 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน แล้วคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เงินจองคือเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้จะขาย ส่วนเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย เงินจองและเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงเป็นมัดจำ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 เมื่อผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ ผู้จะขายย่อมมีสิทธิริบเงินดังกล่าวได้ตามมาตรา 378 (2) เห็นว่า ในส่วนที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเกี่ยวกับเงินที่ผู้ร้องชำระให้แก่ผู้คัดค้านในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเงินจำนวน 2,810,780 บาท ว่ามอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในชั้นอนุญาโตตุลาการว่าชำระให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 อันเป็นวันภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง เมื่อผู้ร้องชำระเงิน 2,810,780 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ประกอบกับจำนวนเงินดังกล่าวเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายห้องชุดพิพาทแล้ว มีอัตราร้อยละที่สูงเกินสัดส่วนสำหรับเพื่อใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานเป็นมัดจำ เงิน 2,810,780 บาท จึงไม่ใช่มัดจำตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่า เงินส่วนนี้เป็นมัดจำและผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้ย่อมเป็นการไม่ชอบ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระคืนเงิน 2,910,780 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ผู้คัดค้านได้รับชำระเงินในแต่ละจำนวนจากผู้ร้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 คิดเป็นดอกเบี้ย 656,818.13 บาท และนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนถึงวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ (วันที่ 25 มีนาคม 2565) คิดเป็นดอกเบี้ย 138,760.47 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,706,358.60 บาท แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจองซื้อห้องชุดในโครงการ ค. 1 ห้อง ห้องชุดเลขที่ E5602 ชั้นที่ 56 เนื้อที่ประมาณ 80 ตารางเมตร ในราคา 11,643,120 บาท โดยผู้ร้องชำระเงินในวันจองซื้อ 100,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าวกับผู้คัดค้าน โดยผู้ร้องได้ชำระเงิน 2,810,780 บาท ภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย คือ วันที่ 10 เมษายน 2561 หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแล้ว ผู้ร้องประสบปัญหาทางด้านการเงิน ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถผ่อนชำระราคาห้องชุดต่อไปได้ ต่อมาผู้คัดค้านมีหนังสือฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 บอกกล่าวให้ผู้ร้องชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขาย บอกเลิกสัญญา และแจ้งริบเงินที่ผู้ร้องได้ชำระไปทั้งหมด เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาคำเสนอข้อพิพาทและคำคัดค้านแล้วชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยชี้ขาดว่า เงินจอง 100,000 บาท และเงิน 2,810,780 บาท เป็นมัดจำ ผู้คัดค้านมีสิทธิริบเงินดังกล่าวได้นั้น จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่พิพาทนำสืบได้ว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับผู้คัดค้านในราคา 11,643,120 บาท โดยผู้ร้องได้ชำระเงินจอง 100,000 บาท เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 และชำระเงินทำสัญญา 2,810,780 บาท เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 และผู้ร้องตกลงชำระราคาห้องชุดที่เหลือ 8,150,184 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน โดยแบ่งชำระเป็นงวด จำนวน 8 งวด งวดละ 436,617 บาท รวมเป็นเงิน 3,492,936 บาท ส่วนที่เหลืออีก 4,657,248 บาท ตกลงชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ (วันที่ 31 มีนาคม 2565) แล้วคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยในประเด็นข้อที่ 2 ว่า เงินจองคือเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้จะขาย ส่วนเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย ดังนั้น เงินจองและเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นมัดจำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 เมื่อผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ ผู้จะขายย่อมมีสิทธิริบเงินดังกล่าวได้ตามมาตรา 378 (2) เห็นได้ว่า ในส่วนที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเกี่ยวกับเงินที่ผู้ร้องชำระให้แก่ผู้คัดค้านในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งหมายถึงเงินจำนวน 2,810,780 บาท นั้น คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่า เงินดังกล่าวได้มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายจึงมีลักษณะเป็นมัดจำ ซึ่งคำวินิจฉัยชี้ขาดส่วนนี้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในชั้นอนุญาโตตุลาการดังกล่าวว่า เงิน 2,810,780 บาท ผู้ร้องชำระให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 อันเป็นวันภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้จึงมิชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องชำระเงิน 2,810,780 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ประกอบกับเมื่อพิจารณาจำนวนเงินดังกล่าวเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายห้องชุดพิพาทแล้ว มีอัตราร้อยละที่สูงเกินสัดส่วนสำหรับเพื่อใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานเป็นมัดจำเงิน 2,810,780 บาท จึงไม่ใช่มัดจำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 ดังนี้ การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่า เงินส่วนนี้มีลักษณะเป็นมัดจำตามมาตรา 377 และผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้ตามมาตรา 378 (2) แล้วมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องนั้น ย่อมเป็นการไม่ชอบ ด้วยเหตุผลทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงปรากฏต่อศาลว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้อง เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนที่ผู้ร้องขอให้พิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 2,910,780 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ อันเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 ซึ่งคดีมีประเด็นต้องพิจารณาเพียงว่า มีเหตุให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดหรือไม่เท่านั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจมีคำขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องได้ พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 21/2565 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 14/2566 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
|




