
| สัญญาระหว่างสมรส โอนหุ้นและให้เงินดาวน์รถยนต์ บอกล้างแล้วเรียกเงินคืนได้หรือไม่ เมื่อทรัพย์ถูกขายหรือใช้หมดก่อนฟ้องคดี
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส กรณีคู่สมรสฝ่ายหนึ่งโอนหุ้นและมอบเงินให้อีกฝ่ายหนึ่งนำไปเป็นเงินดาวน์รถยนต์ในระหว่างสมรส ต่อมาฝ่ายผู้ให้ประสงค์บอกล้างสัญญาและเรียกให้ทรัพย์สินกลับมาเป็นสินสมรส แต่ปรากฏว่าหุ้นถูกขายไปก่อนฟ้อง เงินดาวน์รถยนต์ถูกนำไปชำระแก่บริษัทผู้ขายรถยนต์จนหมด และรถยนต์ถูกโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า แม้สัญญาระหว่างคู่สมรสจะเป็นสัญญาที่สามารถบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 แต่เมื่อทรัพย์สินเดิมถูกจำหน่ายหรือใช้ไปแล้วก่อนฟ้อง คู่สมรสฝ่ายผู้บอกล้างจะยังมีสิทธิเรียกทรัพย์หรือเงินคืนได้เพียงใด นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องเงินที่เข้าแทนที่ทรัพย์เดิมตามมาตรา 226 วรรคสอง และขอบเขตอำนาจศาลในการวินิจฉัยให้ใช้ราคาแทนทรัพย์ แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ชำระเงินหรือชดใช้ราคาไว้โดยตรง สาระสำคัญที่สุดของคดี การโอนหุ้นและการให้เงินไปดาวน์รถยนต์ระหว่างคู่สมรสอาจเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกล้างสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำต่อกันในระหว่างสมรสได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม การมีสิทธิบอกล้างสัญญาไม่ได้หมายความว่าฝ่ายผู้บอกล้างจะมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินหรือเงินได้ในทุกกรณี หากหุ้นถูกขาย เงินที่ให้ไปถูกใช้เป็นเงินดาวน์รถยนต์ และรถยนต์ถูกขายต่อให้บุคคลภายนอกก่อนมีการฟ้องคดี ต้องพิจารณาสภาพของทรัพย์และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบด้วย เงินที่ได้จากการขายหุ้นหรือรถยนต์เป็นเงินที่เข้าแทนที่ทรัพย์เดิม และถือว่าอยู่ในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคสอง ในคดีนี้ เมื่อการขายหุ้น การใช้เงินไปดาวน์รถยนต์ และการจำหน่ายรถยนต์เสร็จสิ้นก่อนฟ้อง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ทรัพย์สินไปในทางไม่สุจริตเพื่อหวังผลให้สัญญาระหว่างสมรสไม่มีผลต่อตนในภายหลัง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินดังกล่าวคืนอีก คำถามที่น่าสนใจ 1. คู่สมรสสามารถบอกล้างการโอนหุ้นและการให้เงินดาวน์รถยนต์ที่ทำระหว่างสมรสได้หรือไม่ 2. หากหุ้นหรือรถยนต์ถูกขายไปก่อนฟ้องคดี เงินที่ได้จากการขายมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร 3. หากโจทก์ไม่ได้ขอให้จำเลยใช้ราคาแทนหุ้นหรือรถยนต์โดยตรง ศาลสามารถวินิจฉัยเรื่องราคาแทนทรัพย์ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2554 และมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ต่อมามีคดีระหว่างกันเกี่ยวกับการหย่า อำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าเลี้ยงชีพ แต่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินนี้ โจทก์และจำเลยยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ระหว่างสมรส เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2561 โจทก์โอนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้แก่จำเลยสองรายการ คือ หุ้นของบริษัท อ. จำนวน 5,000 หุ้น และหุ้นของบริษัท บ. จำนวน 7,000 หุ้น รวมจำนวน 12,000 หุ้น มีมูลค่ารวม 394,620 บาท นอกจากนี้โจทก์นำรถยนต์ของตนไปขายแลกเปลี่ยนได้เงินจำนวน 350,000 บาท และเบิกถอนเงินจากบัญชีธนาคารของโจทก์อีกจำนวน 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 850,000 บาท มอบให้จำเลยนำไปเป็นเงินดาวน์รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี ต่อมาจำเลยขายหุ้นทั้งสองรายการไปก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดี ส่วนเงินจำนวน 850,000 บาท ถูกนำไปชำระเป็นเงินดาวน์รถยนต์แก่บริษัทผู้ขายรถยนต์ และภายหลังรถยนต์ดังกล่าวก็ถูกโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาการโอนหุ้น ให้หุ้นกลับมาเป็นสินสมรสและแบ่งกันตามส่วน พร้อมทั้งขอให้เพิกถอนสัญญาการให้เงินดาวน์รถยนต์ และให้จำเลยส่งมอบเงินดาวน์จำนวน 850,000 บาท คืนแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า การโอนหุ้นและการให้เงินดาวน์รถยนต์เป็นการให้โดยเสน่หา ทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืน ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์โอนหุ้นและให้เงินแก่จำเลยไปดาวน์รถยนต์เป็นสัญญาระหว่างสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย หลักกฎหมายและคำวินิจฉัยเกี่ยวกับสัญญาระหว่างสมรส ประเด็นสำคัญประการแรกอยู่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ซึ่งใช้บังคับกับสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คู่สมรสทำต่อกันในระหว่างสมรส เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่าการที่โจทก์โอนหุ้นและให้เงินแก่จำเลยไปดาวน์รถยนต์เป็นสัญญาระหว่างสมรส สัญญาดังกล่าวจึงอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เรื่องการบอกล้างสัญญาระหว่างคู่สมรสตามมาตรา 1469 อย่างไรก็ตาม ปัญหาของคดีมิได้สิ้นสุดเพียงการพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิบอกล้างสัญญาหรือไม่ เพราะในวันที่โจทก์ฟ้องคดี ทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งสัญญาไม่ได้คงอยู่ในสภาพเดิมแล้ว หุ้นที่โจทก์โอนให้จำเลยถูกขายไปก่อนฟ้อง ส่วนเงินจำนวน 850,000 บาท ที่โจทก์มอบให้จำเลยเป็นเงินดาวน์รถยนต์ก็ถูกนำไปชำระแก่บริษัทผู้ขายรถยนต์จนหมด และรถยนต์ที่ได้มาก็ถูกโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงมีความสำคัญต่อการพิจารณาว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส แต่เมื่อทรัพย์สินเดิมถูกจำหน่ายหรือใช้ไปเสร็จสิ้นก่อนฟ้องแล้ว โจทก์จะยังมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์หรือเงินที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์นั้นอีกหรือไม่ คดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า สิทธิในการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสกับสิทธิที่จะได้รับทรัพย์สินหรือเงินคืนมิใช่เรื่องเดียวกันโดยสมบูรณ์ แต่ต้องพิจารณาสภาพของทรัพย์ ช่วงเวลาที่มีการจำหน่ายหรือใช้ทรัพย์ และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน เงินที่เข้าแทนที่ทรัพย์และขอบเขตอำนาจศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินที่จำเลยได้รับจากการขายหุ้นหรือรถยนต์เป็นเงินที่เข้าแทนที่หุ้นหรือรถยนต์ และถือว่าเงินดังกล่าวอยู่ในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคสอง หลักดังกล่าวมีผลทำให้การพิจารณาสิทธิในทรัพย์ไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงเพราะทรัพย์เดิมถูกจำหน่ายไปแล้ว หากมีเงินหรือทรัพย์สินอื่นเข้ามาแทนที่ทรัพย์เดิม ก็ต้องพิจารณาสถานะของเงินหรือทรัพย์ที่เข้าแทนที่นั้นประกอบด้วย ศาลฎีกายังวินิจฉัยอีกว่า แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินหรือชดใช้ราคาแทนหุ้นหรือรถยนต์ไว้โดยตรง ศาลก็สามารถวินิจฉัยให้จำเลยใช้ราคาหุ้นหรือรถยนต์แก่โจทก์ได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษานอกเหนือหรือเกินไปจากคำขอ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับเงินจากการขายหุ้นและรถยนต์เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนดังกล่าวจึงไม่ชอบ เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวเพื่อความรวดเร็ว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ อย่างไรก็ตาม แม้ศาลจะสามารถพิจารณาเรื่องเงินหรือราคาแทนทรัพย์ได้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยขายหุ้นและใช้เงินไปดาวน์รถยนต์เสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อนวันที่โจทก์ฟ้องคดี ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ทรัพย์สินดังกล่าวไปในทางไม่สุจริตเพื่อหวังผลให้สัญญาระหว่างสมรสไม่มีผลต่อตนในภายหลัง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ไม่เป็นกรณีที่โจทก์จะขอให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายหุ้นและรถยนต์แก่โจทก์อีก สาระสำคัญของคำวินิจฉัยส่วนนี้จึงอยู่ที่ข้อเท็จจริงเฉพาะของคดี ทั้งช่วงเวลาที่ทรัพย์ถูกจำหน่ายหรือใช้ไป และพฤติการณ์ของจำเลย มิใช่เพียงพิจารณาว่ามีสิทธิบอกล้างสัญญาตามมาตรา 1469 หรือไม่เท่านั้น ค่าขึ้นศาลและผลสุดท้ายของคดี คดีนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับจำนวนทุนทรัพย์และค่าขึ้นศาล โดยโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับหุ้นรวม 12,000 หุ้น มีมูลค่ารวม 394,620 บาท และขอให้หุ้นดังกล่าวกลับมาเป็นสินสมรสเพื่อแบ่งกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในส่วนสินสมรสที่โจทก์ขอแบ่งนั้นเป็นคดีมีทุนทรัพย์เฉพาะส่วนเพียงกึ่งหนึ่งของมูลค่าหุ้น คิดเป็นทุนทรัพย์จำนวน 197,310 บาท และต้องชำระค่าขึ้นศาลจำนวน 20,946 บาท แต่โจทก์ได้ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจำนวน 24,982 บาท ซึ่งเกินกว่าจำนวนที่ต้องชำระ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ชำระเกิน โดยให้คงเหลือค่าขึ้นศาลจำนวน 20,946 บาท ส่วนฎีกาของโจทก์ในข้ออื่น ศาลเห็นว่าไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง และเมื่อได้วินิจฉัยปัญหาต่าง ๆ แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาอีกต่อไป ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นส่วนที่โจทก์ชำระเกิน โดยให้คงเหลือจำนวน 20,946 บาท ยกคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมชั้นฎีกา และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โดยรับฟังว่าการที่โจทก์โอนหุ้นและให้เงินแก่จำเลยไปดาวน์รถยนต์เป็นสัญญาระหว่างสมรส 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ แต่ไม่ได้รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นเงินที่ได้จากการขายหุ้นและรถยนต์ ซึ่งต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่า แม้เงินที่ได้จากการขายหุ้นหรือรถยนต์จะเป็นเงินที่เข้าแทนที่ทรัพย์เดิมตามมาตรา 226 วรรคสอง และศาลสามารถพิจารณาเรื่องราคาแทนทรัพย์ได้ แต่เมื่อการขายหุ้น การใช้เงินไปดาวน์รถยนต์ และการจำหน่ายรถยนต์เสร็จสิ้นก่อนโจทก์ฟ้อง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ทรัพย์สินโดยไม่สุจริตเพื่อหลีกเลี่ยงผลของสัญญาระหว่างสมรส โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินดังกล่าวคืนอีก ทั้งให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่โจทก์ชำระเกิน โดยให้คงเหลือค่าขึ้นศาลจำนวน 20,946 บาท สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นว่า สิทธิในการบอกล้างสัญญาระหว่างคู่สมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ต้องพิจารณาควบคู่กับสภาพของทรัพย์สินและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อนมีการฟ้องคดี การที่สัญญาระหว่างคู่สมรสสามารถบอกล้างได้ ไม่ได้หมายความว่าคู่สมรสฝ่ายผู้บอกล้างจะมีสิทธิได้รับทรัพย์สินหรือเงินคืนโดยอัตโนมัติในทุกกรณี เมื่อทรัพย์สินเดิมถูกขายไป เงินที่ได้รับจากการขายอาจถือเป็นทรัพย์ที่เข้าแทนที่และอยู่ในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์เดิมตามมาตรา 226 วรรคสอง แต่การจะเรียกเงินดังกล่าวคืนได้หรือไม่ยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงแห่งคดี โดยเฉพาะว่าการจำหน่ายหรือใช้ทรัพย์เกิดขึ้นก่อนหรือหลังการฟ้องคดี และมีพฤติการณ์เกี่ยวกับความไม่สุจริตในการจัดการทรัพย์หรือไม่ คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า แม้คำขอของโจทก์จะมุ่งให้เพิกถอนสัญญาและคืนทรัพย์ ศาลอาจวินิจฉัยเรื่องราคาแทนทรัพย์ได้ หากเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตของข้อพิพาทและไม่เป็นการพิพากษานอกเหนือหรือเกินไปจากคำขอ แต่ผลสุดท้ายว่าจำเลยจะต้องชำระเงินหรือราคาแทนทรัพย์หรือไม่นั้น ยังขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและสิทธิของคู่ความในคดีนั้นโดยเฉพาะ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการบอกล้างสัญญาระหว่างคู่สมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 และหลักทรัพย์สินที่เข้าแทนที่ทรัพย์เดิมตามมาตรา 226 วรรคสอง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การโอนหุ้นและการให้เงินไปดาวน์รถยนต์จะเป็นสัญญาระหว่างสมรส แต่เมื่อทรัพย์ถูกจำหน่ายหรือใช้ไปเสร็จสิ้นก่อนฟ้องคดี และไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ทรัพย์ไปในทางไม่สุจริตเพื่อหวังผลให้สัญญาระหว่างสมรสไม่มีผลต่อตนในภายหลัง โจทก์ย่อมไม่อาจเรียกเงินดังกล่าวคืนได้อีก มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 และมาตรา 226 วรรคสอง คำสำคัญข้อแรก บอกล้างสัญญาระหว่างสมรส หมายถึงสิทธิของคู่สมรสในการบอกล้างสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำต่อกันในระหว่างสมรสตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม การมีสิทธิบอกล้างสัญญาไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิเรียกคืนทรัพย์หรือเงินโดยอัตโนมัติทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาสภาพของทรัพย์และพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละคดีประกอบด้วย คำสำคัญข้อที่สอง ทรัพย์สินที่เข้าแทนที่ทรัพย์เดิม เงินที่ได้จากการขายหุ้นหรือรถยนต์อาจถือเป็นเงินที่เข้าแทนที่ทรัพย์สินเดิม และอยู่ในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคสอง ทำให้ศาลสามารถพิจารณาสิทธิที่เกี่ยวข้องกับเงินหรือราคาแทนทรัพย์ได้ แม้ทรัพย์เดิมจะถูกจำหน่ายไปแล้ว หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษาคดีนี้มิได้หมายความว่า การบอกล้างสัญญาระหว่างคู่สมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 จะทำให้คู่สมรสฝ่ายผู้บอกล้างมีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือเงินคืนได้ในทุกกรณี หากทรัพย์สินที่เป็นวัตถุแห่งสัญญาถูกจำหน่ายหรือใช้ไปเสร็จสิ้นก่อนฟ้องคดี ศาลยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดี โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีการจำหน่ายหรือใช้ทรัพย์และพฤติการณ์เกี่ยวกับความสุจริตของคู่สมรสผู้รับทรัพย์ประกอบด้วย ปัจจุบันมาตรา 1469 ใช้ถ้อยคำว่า “คู่สมรส” แทนคำว่า “สามีภริยา” แต่หลักสำคัญเกี่ยวกับสิทธิบอกล้างสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสยังคงเป็นสาระสำคัญของบทบัญญัติดังกล่าว การอ่านคำพิพากษาที่วินิจฉัยภายใต้ถ้อยคำเดิมจึงควรแยกให้ออกจากการอธิบายตัวบทกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบัน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม คู่สมรสสามารถบอกล้างการโอนหุ้นที่ให้กันระหว่างสมรสได้หรือไม่ คำตอบ หากการโอนหุ้นเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คู่สมรสทำต่อกันในระหว่างสมรส ย่อมอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 อย่างไรก็ตาม แม้คู่สมรสจะมีสิทธิบอกล้างสัญญา แต่หากหุ้นถูกขายไปแล้วก่อนฟ้องคดี การจะเรียกคืนทรัพย์หรือเงินที่เกี่ยวข้องกับหุ้นนั้นได้หรือไม่ ยังต้องพิจารณาสภาพของทรัพย์และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบด้วย 2. คำถาม หากคู่สมรสขายหุ้นไปก่อนฟ้องคดี เงินจากการขายหุ้นถือเป็นอะไร คำตอบ เงินที่ได้รับจากการขายหุ้นเป็นเงินที่เข้าแทนที่หุ้น และศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวอยู่ในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคสอง 3. คำถาม หากเงินที่ให้ไปถูกใช้เป็นเงินดาวน์รถยนต์จนหมดแล้ว ยังเรียกเงินเดิมคืนได้หรือไม่ คำตอบ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินดาวน์รถยนต์ถูกนำไปชำระแก่บริษัทผู้ขายรถยนต์จนหมด รถยนต์ถูกขายให้บุคคลภายนอก และเหตุการณ์ดังกล่าวเสร็จสิ้นก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดี ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ทรัพย์สินไปในทางไม่สุจริตเพื่อหวังผลให้สัญญาระหว่างสมรสไม่มีผลต่อตนในภายหลัง จึงไม่เป็นกรณีที่โจทก์จะขอให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวอีก 4. คำถาม ถ้าโจทก์ไม่ได้ขอให้ชำระราคาแทนหุ้นหรือรถยนต์โดยตรง ศาลสามารถวินิจฉัยเรื่องราคาแทนทรัพย์ได้หรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้จำเลยชำระเงินหรือชดใช้ราคาแทนหุ้นหรือรถยนต์ไว้โดยตรง ศาลก็สามารถวินิจฉัยให้จำเลยใช้ราคาหุ้นหรือรถยนต์แก่โจทก์ได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษานอกเหนือหรือเกินไปจากคำขอ อย่างไรก็ตาม การที่ศาลสามารถพิจารณาเรื่องราคาแทนทรัพย์ได้ มิได้หมายความว่าจำเลยจะต้องชำระราคาในทุกกรณี เพราะยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและสิทธิของคู่ความในคดีนั้นประกอบด้วย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9311/2568 แม้การที่โจทก์โอนหุ้นและให้เงินแก่จำเลยไปดาวน์รถยนต์เป็นสัญญาระหว่างสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งสัญญาระหว่างสมรสแม้จะเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่ก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หุ้นที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยนั้น จำเลยโอนขายไปแล้วก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และเงินดาวน์รถยนต์ที่โจทก์มอบให้จำเลยนั้น จำเลยใช้จนหมดแล้ว โดยจำเลยนำไปชำระเป็นเงินดาวน์รถยนต์ให้แก่บริษัทผู้ขายรถยนต์ ปัจจุบันจำเลยโอนขายรถยนต์ให้บุคคลภายนอกไปแล้ว เงินที่จำเลยได้รับมาจากการขายหุ้นหรือรถยนต์เป็นเงินเข้าแทนที่หุ้นหรือรถยนต์ ถือได้ว่าเงินอยู่ในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคสอง แม้คดีนี้โจทก์มิได้ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินหรือชดใช้ราคาแทนหุ้นหรือรถยนต์ ศาลก็สามารถวินิจฉัยให้จำเลยใช้ราคาหุ้นหรือรถยนต์ ดังกล่าวแก่โจทก์ได้ ไม่นอกเหนือหรือเกินไปจากคำขอ เมื่อจำเลยขายหุ้นและใช้เงินไปดาวน์รถยนต์เสร็จสิ้นก่อนวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ทรัพย์สินไปในทางไม่สุจริตเพื่อหวังผลในสัญญาระหว่างสมรสให้ไม่มีผลต่อตนในภายภาคหน้าอย่างไร จึงไม่เป็นกรณีที่โจทก์จะขอให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายหุ้นและรถยนต์แก่โจทก์อีก โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาการโอนหุ้นของบริษัท อ. ชื่อ " I. " ในราคาหุ้นละ 55.11 บาท 5,000 หุ้น หุ้นของบริษัท บ. ชื่อ "B." ในราคาหุ้นละ 17.01 บาท 7,000 หุ้น ให้กลับมาเป็นสินสมรส และให้แบ่งหุ้นให้เท่ากันตามส่วนต่อไป ให้เพิกถอนสัญญาการให้เงินดาวน์รถยนต์ และส่งมอบเงินดาวน์รถยนต์ 850,000 บาท คืนแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยสละประเด็นตามคำให้การโดยยอมรับว่า คำฟ้องโจทก์ ไม่เคลือบคลุม และคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2565 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2554 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง อ. ผู้เยาว์ ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกับจำเลย โดยให้โจทก์สามารถพบบุตรผู้เยาว์ตามสิทธิที่โจทก์พึงมี จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้จำเลยมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ กับให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์กับจำเลยมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน กับให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ส่วนค่ารักษาพยาบาลและค่าเล่าเรียนให้โจทก์เบิกจ่ายแก่บุตรผู้เยาว์ตามสวัสดิการของโจทก์ ส่วนที่นอกเหนือจากสวัสดิการของโจทก์ให้โจทก์จำเลยรับผิดชอบร่วมกันคนละครึ่ง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในเรื่องฟ้องหย่า ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์กับจำเลยยังคงเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2561 โจทก์โอนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หุ้นของบริษัท อ. 5,000 หุ้น และหุ้นของบริษัท บ. 7,000 หุ้น ให้แก่จำเลย และโจทก์นำรถยนต์ของโจทก์ไปขายแลกเปลี่ยนได้เงิน 350,000 บาท แล้วโจทก์เบิกถอนเงินจากบัญชีธนาคารของโจทก์อีก 500,000 บาท ให้แก่จำเลยไปเป็นเงินดาวน์รถยนต์ป้ายแดง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี หมายเลขทะเบียน ผ xxxx กรุงเทพมหานคร ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นหมายเลขทะเบียน 1 ขฬ xxxx กรุงเทพมหานคร สำหรับหุ้นดังกล่าวจำเลยโอนขายไปก่อนที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว ส่วนรถยนต์ดังกล่าวจำเลยโอนไปเป็นของบุคคลอื่นแล้ว ปัจจุบันมีชื่อนายบันเจิด เป็นผู้ครอบครอง และมีชื่อธนาคาร ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิจะได้รับเงินจากการขายหุ้นของบริษัท อ. และบริษัท บ. เงินจากการขายรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี หมายเลขทะเบียน 1 ขฬ xxx กรุงเทพมหานคร หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันมีการทำสัญญาระหว่างสมรส โดยโจทก์มอบทรัพย์สินให้แก่จำเลยเป็นหุ้นของบริษัท อ. และบริษัท บ. รวม 12,000 หุ้น รวมเป็นเงิน 394,620 บาท และให้เงินดาวน์รถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี หมายเลขทะเบียน 1 ขฬ xxxx กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 850,000 บาท โจทก์ประสงค์บอกล้างสัญญาระหว่างสมรส ขอให้เพิกถอนสัญญาการโอนหุ้นทั้งสองบริษัทให้กลับมาเป็นสินสมรส และแบ่งหุ้นให้เท่ากันตามส่วนต่อไป และให้เพิกถอนสัญญาการให้เงินดาวน์รถยนต์และให้ส่งมอบเงินดาวน์รถยนต์คืนแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำสัญญาระหว่างสมรส แต่โจทก์โอนหุ้นและให้เงินดาวน์รถยนต์แก่จำเลยเป็นการให้โดยเสน่หา ทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืน ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์โอนหุ้นและให้เงินแก่จำเลยไปดาวน์รถยนต์ดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์อุทธรณ์เพียงว่า เมื่อจำเลยโอนหุ้นและขายรถยนต์ดังกล่าวแล้ว เงินที่ได้จากการขายหุ้นและรถยนต์ดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาระหว่างสมรส โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับเงินจากการขายหุ้นและรถยนต์คันดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงยุติตามศาลชั้นต้นว่า การที่โจทก์โอนหุ้นและให้เงินแก่จำเลยไปดาวน์รถยนต์ดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งสัญญาระหว่างสมรสดังกล่าวแม้จะเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่ก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หุ้นที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยนั้น จำเลยโอนขายไปแล้วก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และเงินดาวน์รถยนต์ที่โจทก์มอบให้จำเลยนั้น จำเลยใช้จนหมดแล้วโดยจำเลยนำไปชำระเป็นเงินดาวน์รถยนต์ให้แก่บริษัทผู้ขายรถยนต์แล้ว และปัจจุบันรถยนต์ดังกล่าวจำเลยโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว ซึ่งเงินที่จำเลยได้รับมาจากการขายหุ้นหรือรถยนต์ดังกล่าวเป็นเงินเข้าแทนที่หุ้นหรือรถยนต์ดังกล่าว ถือได้ว่าเงินดังกล่าวอยู่ในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคสอง แม้คดีนี้โจทก์มิได้ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินหรือชดใช้ราคาแทนหุ้นหรือรถยนต์ดังกล่าว ศาลก็สามารถวินิจฉัยให้จำเลยใช้ราคาหุ้นหรือรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ได้ ไม่นอกเหนือหรือเกินไปจากคำขอ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงถือว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวนั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียวได้และเพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไป โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยเห็นว่าเมื่อจำเลยขายหุ้นและใช้เงินไปดาวน์รถยนต์ดังกล่าวไปเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วก่อนวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ทรัพย์สินดังกล่าวไปในทางไม่สุจริตเพื่อหวังผลในสัญญาระหว่างสมรสให้ไม่มีผลต่อตนในภายภาคหน้าอย่างไร จึงไม่เป็นกรณีที่โจทก์จะขอให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายหุ้นและรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์อีก อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อไปว่า โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเกินมาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาระหว่างสมรสโดยโจทก์โอนหุ้นของบริษัท อ. และบริษัท บ. รวม 12,000 หุ้น รวมเป็นเงิน 394,620 บาท ให้แก่จำเลย ต่อมาโจทก์ประสงค์บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับการโอนหุ้นเพื่อให้หุ้นดังกล่าวกลับมาเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยให้การในส่วนสินสมรสที่โจทก์ขอแบ่งว่า การที่โจทก์โอนหุ้นให้แก่จำเลยเป็นการให้โดยเสน่หา ถือเป็นสินส่วนตัวของจำเลย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เฉพาะส่วนนี้เพียงกึ่งหนึ่ง คิดเป็นทุนทรัพย์ 197,310 บาท ซึ่งจะต้องชำระค่าขึ้นศาลเพียง 20,946 บาท โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 24,982 บาท เกินมาจากที่ต้องชำระ จึงเห็นสมควรคืนให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป และเมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวก็ไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมชั้นฎีกาของโจทก์อีกต่อไป พิพากษายืน แต่คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นส่วนที่โจทก์ชำระเกินมาโดยให้คงเหลือ 20,946 บาท ให้ยกคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมชั้นฎีกาของโจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|



