
| สัญญาระหว่างสมรสแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว คู่สมรสยังขอแบ่งส่วนของผู้ตายเป็นสินสมรสได้หรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ที่ดินซึ่งโจทก์กับผู้ตายได้มาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตรโจทก์ 4 คน และจดทะเบียนให้ทุกคนถือกรรมสิทธิ์เป็นส่วนเท่ากันนั้น ส่วนที่ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์หนึ่งในหกส่วนยังเป็นสินสมรสที่โจทก์มีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์กับผู้ตายทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกัน และจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากัน ย่อมส่อแสดงว่าโจทก์กับผู้ตายตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรส ข้อตกลงดังกล่าวมีผลให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรส ได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจน ที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์หนึ่งในหกส่วนจึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์สินส่วนนั้น สาระสำคัญที่สุดของคดี โจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตรโจทก์ 4 คน ผู้ซื้อทั้ง 6 คนจดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคนละหนึ่งในหกส่วน การถือกรรมสิทธิ์เป็นส่วนเท่ากันส่อแสดงว่าโจทก์กับผู้ตายตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์ของแต่ละคนไว้อย่างชัดเจนแน่นอน ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์หนึ่งในหกส่วนเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตามมาตรา 1471 (3) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ส่วนของผู้ตายกึ่งหนึ่ง คำถามที่น่าสนใจ 1. ที่ดินที่ได้มาระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรสทุกกรณีหรือไม่ 2. การจดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสัดส่วนเท่ากันเป็นสัญญาระหว่างสมรสได้หรือไม่ 3. คู่สมรสมีสิทธิขอแบ่งที่ดินส่วนที่ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์อยู่จากกองมรดกหรือไม่ ข้อเท็จจริงและข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สิน โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2504 โจทก์กับผู้ตายไม่มีบุตรด้วยกัน แต่โจทก์มีบุตรกับภริยาอีกคนหนึ่ง 5 คน ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2556 โดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้รับพินัยกรรม และผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทรัพย์สินตามฟ้องมี 7 รายการ โจทก์เป็นผู้จัดการปลงศพผู้ตาย จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าปลงศพ และขอให้จดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนเพื่อให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินบางรายการกึ่งหนึ่ง รวมทั้งขอแบ่งเงินและทรัพย์สินบางรายการกึ่งหนึ่ง ประเด็นที่ศาลฎีกาได้รับอนุญาตให้วินิจฉัย คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมหนึ่งในหกส่วน เป็นสินสมรสหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิขอแบ่งส่วนดังกล่าวกึ่งหนึ่งหรือไม่ การถือกรรมสิทธิ์รวมเป็นสัดส่วนและสัญญาระหว่างสมรส ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 มีเนื้อที่ 75 ตารางวา บริษัทผู้ขายจดทะเบียนโอนขายให้แก่นายสุนทร นายชาลี จำเลยที่ 2 นายจักษ์ โจทก์ และผู้ตาย รวม 6 คน ทุกคนจึงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยมีส่วนเท่ากันคนละหนึ่งในหกส่วน โจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินดังกล่าวมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตรโจทก์ 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกัน และจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากัน ข้อเท็จจริงดังกล่าวส่อแสดงว่าโจทก์กับผู้ตายตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน การตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรส อันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรส ได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนโดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ส่วนของผู้ตายเป็นสินส่วนตัวและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่ง ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์หนึ่งในหกส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์ หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนเพื่อให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในส่วนของผู้ตายกึ่งหนึ่ง เพราะทรัพย์ส่วนดังกล่าวมิใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย อุทธรณ์ที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วและผลถึงจำเลยที่มิได้อุทธรณ์ฎีกา จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมหนึ่งในหกส่วนมิใช่สินสมรส และโจทก์ได้รับสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวเกินส่วนที่ตนจะมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 มีประเด็นข้อพิพาทว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินสมรสของโจทก์กับผู้ตายหรือไม่ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตกลงถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและการทำสัญญาระหว่างสมรสปรากฏในโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว จึงถือเป็นเรื่องที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ตายเป็นสินส่วนตัว จึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในส่วนของผู้ตายกึ่งหนึ่ง เนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าปลงศพ 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1 3 4 และ 5 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายกึ่งหนึ่ง รวมทั้งแบ่งเงินในทรัพย์สินรายการที่ 2 และ 6 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้นำเงินรายการที่ 6 ชำระหนี้ค่าปลงศพก่อน 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ยและการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียน เพื่อให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1 กึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกิน 70,225 บาท แก่จำเลยที่ 1 ข้อคิดทางกฎหมาย การที่ทรัพย์ได้มาในระหว่างสมรส มิได้เป็นข้อยุติว่าทรัพย์นั้นยังคงมีสถานะเป็นสินสมรสเสมอไป หากคู่สมรสได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ต่อกันในระหว่างสมรส และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าตกลงกำหนดส่วนกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายไว้อย่างชัดเจนแน่นอน การพิจารณาสถานะของทรัพย์จึงต้องพิเคราะห์ทั้งเวลาที่ได้มา ลักษณะการถือกรรมสิทธิ์ ข้อตกลงของคู่สมรส และผลของนิติกรรมที่คู่สมรสได้ทำไว้ต่อกัน ไม่อาจพิจารณาแต่เพียงว่าทรัพย์ได้มาในระหว่างสมรสแล้วสรุปว่าเป็นสินสมรสทั้งหมด เมื่อทรัพย์ส่วนที่ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์เป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย คู่สมรสที่ยังมีชีวิตย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งทรัพย์ส่วนนั้นในฐานะสินสมรส การใช้สิทธิเรียกร้องต่อผู้จัดการมรดกจึงต้องพิจารณาสถานะของทรัพย์ให้ถูกต้องก่อน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า ที่ดินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสยังเป็นสินสมรส หรือได้มีการตกลงจัดการแบ่งปันจนส่วนของแต่ละฝ่ายเป็นสินส่วนตัวแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การทำสัญญาซื้อขายที่ดินในวันเดียวกัน และการจดทะเบียนให้โจทก์กับผู้ตายถือกรรมสิทธิ์เป็นส่วนเท่ากัน ส่อแสดงว่าทั้งสองฝ่ายตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์ของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาระหว่างสมรส และทำให้ที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์หนึ่งในหกส่วนเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย สัญญาระหว่างสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คู่สมรสทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรส อาจมีผลกำหนดสถานะและส่วนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของแต่ละฝ่ายได้ ทั้งนี้ สิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด สินส่วนตัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) เมื่อข้อตกลงระหว่างคู่สมรสมีผลให้ที่ดินส่วนที่ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์เป็นสินส่วนตัว ที่ดินส่วนนั้นจึงมิใช่สินสมรสที่คู่สมรสอีกฝ่ายจะขอแบ่งกึ่งหนึ่งได้ หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้มีข้อพิจารณาสำคัญว่า การได้ทรัพย์สินระหว่างสมรสเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิจารณาสถานะทรัพย์เท่านั้น หากปรากฏว่าคู่สมรสได้ตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นไว้ต่อกันในระหว่างสมรส การพิจารณาต้องคำนึงถึงผลของข้อตกลงดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงที่โจทก์กับผู้ตายร่วมกับบุตรโจทก์ 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินในวันเดียวกัน และจดทะเบียนให้ทั้ง 6 คนถือกรรมสิทธิ์เท่ากันคนละหนึ่งในหกส่วน ทำให้ศาลฎีกาฟังว่ามีข้อตกลงเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของโจทก์และผู้ตายอย่างชัดเจนแน่นอน ผลของคำวินิจฉัยมิได้หมายความว่า การมีชื่อคู่สมรสในโฉนดที่ดินคนละส่วนจะเป็นสัญญาระหว่างสมรสเสมอไป การพิจารณาต้องอาศัยข้อเท็จจริงเฉพาะเรื่องว่ามีข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสจริงหรือไม่ และข้อตกลงนั้นกำหนดเจตนาเรื่องกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายไว้อย่างไร สัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 อยู่ภายใต้สิทธิบอกล้างตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงต้องแยกการพิจารณาว่าในคดีใดมีสัญญาระหว่างสมรสหรือไม่ ออกจากการพิจารณาว่าสัญญานั้นถูกบอกล้างแล้วหรือไม่ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงเรื่องการตกลงถือกรรมสิทธิ์รวมและผลของข้อตกลงดังกล่าวต่อสถานะของที่ดินส่วนที่ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์ คำถามที่พบบ่อย FAQ 1. คำถาม ที่ดินที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสเสมอไปหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป การได้ทรัพย์ระหว่างสมรสเป็นข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่ง แต่หากคู่สมรสได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ต่อกันในระหว่างสมรส และข้อตกลงนั้นมีผลกำหนดส่วนกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายไว้อย่างชัดเจน สถานะของทรัพย์อาจเปลี่ยนไปตามผลของข้อตกลงได้ 2. คำถาม การจดทะเบียนให้คู่สมรสถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นส่วนเท่ากันมีผลอย่างไร คำตอบ ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า การทำสัญญาซื้อขายในวันเดียวกันและจดทะเบียนให้โจทก์กับผู้ตายถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากัน ส่อแสดงว่าทั้งสองฝ่ายตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 3. คำถาม คู่สมรสที่ยังมีชีวิตขอแบ่งที่ดินส่วนที่ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์ได้หรือไม่ คำตอบ หากที่ดินส่วนนั้นยังเป็นสินสมรส คู่สมรสอาจมีสิทธิเรียกร้องตามฐานสิทธิของตนได้ แต่หากเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย คู่สมรสไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งทรัพย์ส่วนนั้นในฐานะสินสมรส ดังเช่นที่ดินส่วนหนึ่งในหกของผู้ตายในคดีนี้ 4. คำถาม เหตุใดคำพิพากษาศาลฎีกาจึงมีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกา คำตอบ เนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5054/2568 เมื่อโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตร 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกันและจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากัน ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับผู้ตายตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสอันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนโดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตาม ป.พ.พ. 1471 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว และเนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่าปลงศพ 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1, 3, 4 และ 5 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองแบ่งเงินทรัพย์สินรายการที่ 2 และ 6 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยนำเงินทรัพย์สินรายการที่ 6 ชำระหนี้ค่าปลงศพก่อน ส่วนที่เหลือจึงแบ่งหรือส่งมอบแก่โจทก์ 2,478,949.24 บาท และแบ่งทรัพย์สินรายการที่ 7 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง 15,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายชาลี ทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกานับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1, 3, 4 และ 5 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และแบ่งเงินทรัพย์สินรายการที่ 2 และที่ 6 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยนำเงินทรัพย์สินรายการที่ 6 ชำระหนี้ค่าปลงศพก่อน ส่วนที่เหลือจึงแบ่งหรือส่งมอบแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางประภาศรี ผู้ตาย โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2504 โจทก์กับผู้ตายไม่มีบุตรด้วยกันแต่โจทก์มีบุตรกับนางม่วยเกี้ย ภริยาอีกคนหนึ่งซึ่งได้แจ้งเกิดว่าเป็นบุตรของผู้ตาย 5 คน คือ นางสุพรรณี จำเลยที่ 2 นายชาลี นายสุนทร และนายจักษ์ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2556 ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองโดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้รับพินัยกรรม ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ต่อมาศาลจังหวัดพระโขนงมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทรัพย์สินตามฟ้องจำนวน 7 รายการ เป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาในระหว่างสมรส โจทก์เป็นผู้จัดการปลงศพผู้ตาย คดีในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายชำระค่าปลงศพผู้ตายและแบ่งทรัพย์สินรายการที่ 2 ถึง 7 ให้โจทก์กึ่งหนึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่โจทก์มิได้อุทธรณ์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับสิทธิในทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เกินส่วนที่ตนจะมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 มีประเด็นข้อพิพาทประการหนึ่งว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินสมรสของโจทก์กับผู้ตายหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เป็นการโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 6 ส่วน เป็นสินสมรส ซึ่งต้องแบ่งให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง นั้น ไม่ถูกต้อง โดยมีเหตุผลจากข้อเท็จจริงและการปรับบทกฎหมายตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว แม้ว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ได้ให้การเกี่ยวกับการตกลงถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 และการทำสัญญาระหว่างสมรสตกลงแบ่งทรัพย์สินให้เป็นสินส่วนตัวซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาท แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในโฉนดที่ดินซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท ย่อมถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นทำให้โจทก์ได้รับสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เกินส่วนที่ตนจะมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย เป็นเพียงการกล่าวถึงผลแห่งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง จึงเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 6 ส่วนเป็นสินสมรสหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้คดีเสร็จสิ้นไป โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ในปัญหานี้ ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาโฉนดที่ดินว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2539 บริษัท ป. จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เนื้อที่ 75 ตารางวา ให้แก่นายสุนทร นายชาลี จำเลยที่ 2 นายจักษ์ โจทก์และผู้ตาย รวม 6 คน โจทก์กับผู้ตายและบุตรโจทก์ 4 คน จึงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยแต่ละคนมีส่วนในที่ดินเท่ากันคือคนละ 1 ใน 6 ส่วน และเมื่อโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินดังกล่าวมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตร 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกันและจดทะเบียนใส่ชื่อทั้งโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากันย่อมส่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับผู้ตายตกลงกันเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 ของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสอันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 ส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนโดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตายแต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น และเนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 อนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกาและเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเป็นเงิน 90,225 บาท โดยคำนวณค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ที่พิพาทตามฎีกาของจำเลยที่ 1 จำนวน 4,511,287.78 บาท เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ซึ่งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นเงิน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ดังกล่าวเป็นเงิน 20,000 บาท เท่านั้น และต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1 กึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 70,225 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
|



