ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คำสั่งไต่สวนมูลฟ้องเป็นที่สุด อุทธรณ์ไม่ได้เมื่อเป็นดุลพินิจศาลเกี่ยวกับพยานหลักฐานและการดำเนินกระบวนพิจารณา

การไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญา, คำสั่งว่าคดีมีมูลอุทธรณ์ได้หรือไม่, ดุลพินิจของศาลในการรับฟังพยานหลักฐาน, การไม่บันทึกคำถามค้านถือว่าผิดระเบียบหรือไม่, ปวิอ มาตรา 170 คำสั่งเด็ดขาด, ปวิอ มาตรา 185 อำนาจยกฟ้อง, สิทธิจำเลยในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง, การซักค้านพยานโจทก์, พินัยกรรมปลอมในคดีอาญา, คำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับคดีมีมูล, อุทธรณ์คำสั่งศาลได้หรือไม่, กระบวนพิจารณาคดีอาญา, การใช้ดุลพินิจของศาล, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับมูลฟ้อง, ขอบเขตการอุทธรณ์ในคดีอาญา

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจของศาลในการไต่สวนมูลฟ้อง และสิทธิของจำเลยในการโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าคดีมีมูล โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่าการที่ศาลไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยในบางประเด็น จะถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ และคำสั่งดังกล่าวสามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้หรือไม่

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักสำคัญว่า การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเพียงกระบวนการเบื้องต้นระหว่างโจทก์กับศาลเพื่อพิจารณาว่าคดีมีมูลเพียงพอให้ดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ มิใช่การพิจารณาชี้ขาดความผิดของจำเลยโดยเด็ดขาด อีกทั้งการใช้ดุลพินิจของศาลในการรับฟังหรือไม่รับฟังพยานหลักฐานบางส่วน ย่อมไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และคำสั่งว่าคดีมีมูลย่อมเป็นที่สุดตามกฎหมาย ไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาได้

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โดยเกี่ยวข้องกับประเด็นพินัยกรรมปลอม ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 เห็นว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยเกี่ยวกับลายพิมพ์นิ้วมือและลายมือชื่อในพินัยกรรม จึงยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ต่อมาคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา โดยจำเลยที่ 1 โต้แย้งว่าคำสั่งที่ให้คดีมีมูลไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

(1) การที่ศาลไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลย เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่

(2) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ว่าคดีมีมูล สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้หรือไม่

(3) ขอบเขตสิทธิของจำเลยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นอย่างไร

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

การไต่สวนมูลฟ้องเป็นกระบวนการที่มีลักษณะเฉพาะ เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับศาล เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าฟ้องมีมูลเพียงพอหรือไม่ จำเลยไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ แต่มีสิทธิตั้งทนายเพื่อซักค้านพยานโจทก์ได้

การที่ศาลชั้นต้นไม่บันทึกคำถามค้านในบางประเด็น โดยเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นในคดี เป็นการใช้ดุลพินิจของศาลเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริง ไม่ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

คำสั่งว่าคดีมีมูลเป็นเพียงการอนุญาตให้ดำเนินคดีต่อไป มิใช่คำพิพากษาชี้ขาดความผิดของจำเลย และคำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 จำเลยไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาได้

หากในชั้นพิจารณาต่อไปปรากฏว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด ศาลยังคงมีอำนาจยกฟ้องได้ตามมาตรา 185

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความ “การไต่สวนมูลฟ้อง” ว่าเป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยเนื้อหาคดี

มาตรา 170 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้คำสั่งเกี่ยวกับมูลฟ้องเป็นที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการถ่วงเวลาคดีด้วยการอุทธรณ์ในประเด็นเบื้องต้น

มาตรา 185 เปิดโอกาสให้ศาลยกฟ้องในภายหลังได้ หากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ เป็นกลไกถ่วงดุลเพื่อคุ้มครองสิทธิจำเลย

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

กฎหมายมุ่งให้การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเพียงการกลั่นกรองเบื้องต้น มิใช่เวทีให้คู่ความต่อสู้กันอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันก็ยังคงคุ้มครองสิทธิจำเลย โดยเปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีในชั้นพิจารณาอย่างเต็มที่

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักสม่ำเสมอว่า

คำสั่งว่าคดีมีมูลเป็นคำสั่งเด็ดขาด

การใช้ดุลพินิจของศาลเกี่ยวกับพยานหลักฐานไม่อาจโต้แย้งได้ในชั้นอุทธรณ์

การไต่สวนมูลฟ้องไม่ใช่การพิจารณาคดีโดยสมบูรณ์

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 พร้อมยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นการโต้แย้งคำสั่งที่กฎหมายห้ามอุทธรณ์

3. ศาลฎีกา

   พิพากษายืน เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย การไม่บันทึกคำถามค้านเป็นดุลพินิจของศาล และคำสั่งว่าคดีมีมูลเป็นที่สุดตามกฎหมาย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้วางหลักสำคัญว่า การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเพียงกลไกคัดกรองคดี มิใช่เวทีพิสูจน์ความผิดของจำเลยโดยสมบูรณ์ การใช้ดุลพินิจของศาลเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานในชั้นดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และไม่อาจโต้แย้งได้ในชั้นอุทธรณ์

นอกจากนี้ยังตอกย้ำหลักความเด็ดขาดของคำสั่งตามมาตรา 170 เพื่อป้องกันการใช้สิทธิอุทธรณ์ในทางที่เป็นการประวิงคดี อันสอดคล้องกับหลักความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับขอบเขตของ “คำสั่งว่าคดีมีมูล” ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และสิทธิของจำเลยในการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นคำสั่งเด็ดขาด ไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. คำสั่งเด็ดขาดตามมาตรา 170

   หมายถึงคำสั่งเกี่ยวกับมูลฟ้องที่กฎหมายกำหนดให้เป็นที่สุด ไม่เปิดช่องให้โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา เพื่อป้องกันการยื้อคดี

2. ดุลพินิจศาลในการรับฟังพยาน

   ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าพยานหลักฐานใดเกี่ยวข้องหรือไม่ การไม่บันทึกคำถามค้านจึงไม่ถือเป็นความผิดระเบียบ หากอยู่ในขอบเขตดุลพินิจ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-คำสั่งศาลที่ว่าคดีมีมูลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องสามารถอุทธรณ์ได้หรือไม่

   คำตอบ

   คำสั่งศาลที่วินิจฉัยว่าคดีมีมูลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น เป็นคำสั่งที่กฎหมายบัญญัติให้มีลักษณะเป็นคำสั่งเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้คู่ความใช้สิทธิอุทธรณ์ในประเด็นเบื้องต้นเพื่อประวิงเวลาในกระบวนพิจารณา ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งดังกล่าวได้ แม้ว่าจะเห็นว่าศาลใช้ดุลพินิจไม่ถูกต้องก็ตาม อย่างไรก็ดี สิทธิของจำเลยยังคงได้รับความคุ้มครองในชั้นพิจารณาคดีเต็มรูปแบบ ซึ่งศาลยังมีอำนาจยกฟ้องได้ตามมาตรา 185 หากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

2. คำถาม-การที่ศาลไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยถือเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่

   คำตอบ

   การไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยในบางประเด็น ไม่ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ หากศาลเห็นว่าคำถามดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี เนื่องจากการรับฟังหรือไม่รับฟังพยานหลักฐานเป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจของศาลในการควบคุมกระบวนพิจารณา การใช้ดุลพินิจดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักความเป็นธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ปรากฏเหตุเช่นนั้น

3. คำถาม-จำเลยมีสิทธิแสดงพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่

   คำตอบ

   ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาของโจทก์โดยตรง เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวเป็นเพียงการตรวจสอบเบื้องต้นว่าฟ้องมีมูลเพียงพอหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จำเลยมีสิทธิแต่งตั้งทนายความเพื่อเข้าร่วมกระบวนพิจารณาและซักค้านพยานของโจทก์ได้ เพื่อให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน การจำกัดสิทธิดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่ซ้ำซ้อนกับการพิจารณาคดีในชั้นหลัก

4. คำถาม-คำสั่งว่าคดีมีมูลมีผลทางกฎหมายอย่างไร

   คำตอบ

   คำสั่งว่าคดีมีมูลมีผลเพียงเป็นการอนุญาตให้ศาลรับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป มิใช่คำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ไม่ได้เป็นการตัดสินข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในประเด็นความผิดของจำเลยโดยเด็ดขาด จำเลยยังคงมีสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ในชั้นพิจารณา และศาลยังคงมีอำนาจยกฟ้องได้หากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

5. คำถาม-หากศาลใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับพยานหลักฐานผิดพลาด จำเลยมีทางแก้ไขอย่างไร

   คำตอบ

   หากจำเลยเห็นว่าศาลใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับพยานหลักฐานไม่เหมาะสมในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยไม่สามารถอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้โดยตรง แต่สามารถนำประเด็นดังกล่าวไปโต้แย้งในชั้นพิจารณาคดีหลักได้ โดยเสนอพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อหักล้างข้อกล่าวหา และชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ ศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใหม่ทั้งหมดในชั้นพิจารณา ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้จำเลยใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่

6. คำถาม-มาตรา 170 และมาตรา 185 มีความสัมพันธ์กันอย่างไรในคดีนี้

   คำตอบ

   มาตรา 170 กำหนดให้คำสั่งเกี่ยวกับมูลฟ้องเป็นที่สุด ไม่อาจอุทธรณ์ได้ ขณะที่มาตรา 185 ให้อำนาจศาลยกฟ้องในชั้นพิจารณาได้หากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ทั้งสองมาตรานี้จึงทำหน้าที่ร่วมกันในการสร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วของกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิของจำเลย กล่าวคือ แม้จำเลยจะไม่สามารถอุทธรณ์คำสั่งมูลฟ้องได้ แต่ก็ยังมีโอกาสต่อสู้คดีในชั้นพิจารณาอย่างเต็มที่

7. คำถาม-การไต่สวนมูลฟ้องแตกต่างจากการพิจารณาคดีอย่างไร

   คำตอบ

   การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้นที่ศาลใช้พิจารณาว่าคดีมีมูลเพียงพอให้รับฟ้องหรือไม่ โดยยังไม่มีการสืบพยานอย่างเต็มรูปแบบ แตกต่างจากการพิจารณาคดีซึ่งเป็นขั้นตอนที่ศาลรับฟังพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายอย่างครบถ้วน และวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อชี้ขาดความผิดหรือความรับผิดของจำเลย ดังนั้น การไต่สวนมูลฟ้องจึงไม่ใช่การตัดสินคดีในเนื้อหา

8. คำถาม-แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับคำสั่งมูลฟ้องมีทิศทางอย่างไร

   คำตอบ

   แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอวางหลักว่า คำสั่งว่าคดีมีมูลเป็นคำสั่งเด็ดขาด และการใช้ดุลพินิจของศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่อาจถูกโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ เว้นแต่จะปรากฏว่ามีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อหลักกฎหมายอย่างชัดแจ้ง หลักการดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งหมายของกฎหมายที่ต้องการให้กระบวนการคัดกรองคดีดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ล่าช้า

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3377/2565 

ศาลไม่ได้บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ที่ถามค้านโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายและลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมปลอมโดยเห็นว่าไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดี ก็เป็นการใช้ดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริง หาใช่เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าคดีมีมูลจึงชอบด้วยกฎหมาย เพราะการไต่สวนมูลฟ้องเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับศาลเพื่อให้ศาลได้ทราบข้อเท็จจริงว่าฟ้องโจทก์มีมูลหรือไม่ คำสั่งดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมเด็ดขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ฎีกาต่อไปอีกหาได้ไม่ หากในชั้นพิจารณาปรากฏว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91 และ 180 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ยกฟ้อง ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการพิจารณา โดยอ้างว่าศาลไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยในประเด็นลายพิมพ์นิ้วมือผู้ตายและลายมือชื่อในพินัยกรรมปลอม ซึ่งเกี่ยวโยงกับคดีแพ่งที่โจทก์เคยถูกฟ้อง แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเพียงกระบวนการระหว่างโจทก์กับศาลเพื่อพิจารณาว่าฟ้องมีมูลหรือไม่ จำเลยไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ แต่มีสิทธิซักค้านพยานโจทก์ได้ การที่ศาลไม่บันทึกคำถามค้านบางประเด็นเป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณา มิใช่การพิจารณาผิดระเบียบ คำสั่งว่าคดีมีมูลเป็นเพียงการให้รับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป และหากภายหลังไม่ปรากฏความผิด ศาลย่อมยกฟ้องได้ อีกทั้งคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งเด็ดขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 จึงไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 180

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ โดยอ้างว่าศาลชั้นต้นไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ในประเด็นลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายและลายมือชื่อในพินัยกรรมปลอม โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากโจทก์ซึ่งเบิกความเป็นพยานเพียงว่า เหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าเนื่องจากมีการฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีที่ศาลแพ่งกล่าวหาว่าพินัยกรรมของภริยาโจทก์ปลอม ตามคดีหมายเลขดำที่ พ. 5072/2561 คดีหมายเลขแดงที่ พ. 1886/2563 ซึ่งไม่เป็นความจริงใช่หรือไม่เท่านั้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าคดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับศาลเพื่อให้ศาลได้ทราบข้อเท็จจริงเพื่อวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์มีมูลหรือไม่ จำเลยไม่มีอำนาจนำพยานมาสืบ แต่มีสิทธิตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์ได้ การที่ศาลมีคำสั่งว่าคดีมีมูลก็เป็นเพียงแต่ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเท่านั้น หากในชั้นพิจารณาปรากฏว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง ศาลก็มีอำนาจยกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 สำหรับคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาวินิจฉัยพยานหลักฐานแล้วมีคำสั่งว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมิได้บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ที่ถามค้านโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายและลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมปลอมโดยอ้างว่าไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้ก็ตาม ก็เป็นการใช้ดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริง หาใช่เป็นการยกเอาข้อเท็จจริงนอกสำนวนความและเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใดไม่ คำสั่งดังกล่าวได้แสดงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายพร้อมเหตุผลประกอบตามสมควรแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าคดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย และคำสั่งดังกล่าวย่อมเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ฎีกาต่อไปอีกหาได้ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในทำนองโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้คดีมีมูล จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา

ฟ้องไม่ระบุมาตรา 83 ศาลลงโทษได้หรือไม่ หลักห้ามฎีกาข้อเท็จจริงและอำนาจศาลในการปรับบทกฎหมายอาญา article
ฎีกาในคดีอาญาทำอย่างไรให้ถูกต้อง ศาลยกคำร้องเพราะไม่ขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย ผลของการยื่นฎีกาผิดขั้นตอนตามวิธีพิจารณาความอาญา article
ฎีกาคดีแจ้งความเท็จและข้อจำกัดสิทธิฎีกาในคดีอาญา เมื่อศาลยกฟ้องทั้งสองศาล การอนุญาตฎีกาเฉพาะข้อเท็จจริงมีผลเพียงใด article
สิทธิรับคืนหลักประกันในคดีอาญาเมื่อจำเลยเสียชีวิต ใครมีสิทธิแท้จริงระหว่างผู้จัดการมรดกกับผู้รับพินัยกรรม
คำพิพากษาคดีอาญาก่อนผูกพันคดีแพ่งหรือไม่ในคดีละเมิดจากอุบัติเหตุรถชน และความรับผิดของทายาทผู้รับมรดก
ข้อจำกัดอำนาจศาลในการสั่งคืนทรัพย์เมื่อไม่มีคำขอและไม่อยู่ในมาตรา 43
ประเด็นการตีความหมิ่นประมาทโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
นับโทษจำคุกผิดแก้ได้ไหม? คดีถึงที่สุดแล้วขอเปลี่ยนโทษได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไรตามกฎหมายอาญา
ไม่ไปเกณฑ์ทหารมีความผิดเสมอไหม? หากติดคุกอยู่จะถือว่าหลีกเลี่ยงหน้าที่หรือไม่ พร้อมคำตอบตามหลักกฎหมายอาญา
ฟ้องรัฐเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่? เมื่อศาลอาญายกฟ้องแล้ว คดีแพ่งยังเรียกละเมิดได้หรือเปล่า
สิทธิผู้เสียหายในคดีมรดกคือใคร ฟ้องได้หรือไม่เมื่อถูกตัดสิทธิในพินัยกรรม สิทธิผู้เสียหายในคดีทรัพย์มรดกและการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม
แข่งรถในทางมีโทษอะไรบ้าง? อุทธรณ์แล้วฎีกาได้ไหม และเมื่อไรคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ยอมความคดีแพ่ง แต่คดีอาญายังไม่จบ! ศาลฎีกาชี้ชัด ต้องยอมความอาญาโดยชัดแจ้งเท่านั้น
คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ & โรแมนซ์สแกม (ฎีกา 1207/2567)
สิทธิคดีอาญาระงับ, สิทธิคดีแพ่งหลังจำเลยถึงแก่ความตาย (ฎีกา 2232/2567)
ฟ้องต่างข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ยกฟ้องจำเลยฐานยักยอก,ป.วิ.อ. มาตรา 158, (ฎีกา 2427/2567)
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)-ฎีกา 6820/2567
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)ป.วิ.อ. มาตรา 84 (ฎีกา 6820/2567)
(ฎีกา 324/2568) สิทธิฟ้อง, โจทก์ร่วม, อุบัติเหตุจราจร
(ฎีกาที่ 3462/2567): อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและฟอกเงิน
(ฎีกาที่ 3672/2567): การทำร้ายร่างกายและการตีความการเพิ่มโทษในชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567: คดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน และประเด็นความชอบด้วยกฎหมายในคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567 การลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม และการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567: คดีลักทรัพย์-ขาดเจตนาทุจริต แต่ยังมีหน้าที่คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา – ความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยานกับบทบาทของพนักงานสอบสวน(ฎีกาที่ 8082/2567)
อำนาจฟ้องในคดีอาญาเมื่อสอบสวนโดยตำรวจผิดพื้นที่: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2568
การถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน, ความผิดฐานฟ้องเท็จ, มูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
โจทก์ร่วมในคดีอาญา, การใช้สิทธิผู้เสียหายแทนโจทก์ร่วมเดิม, การสืบสิทธิในคดีอาญา,
อัยการมีอำนาจฟ้องคดีทุจริตแทนอัยการสูงสุดได้หรือไม่ การแก้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร
ศาลลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด, อุทธรณ์คำพิพากษา, ขอให้เพิ่มโทษ,
อำนาจฟ้อง, คู่ความในคดี, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย,
การพิจารณาคดีไต่สวนมูลฟ้อง, คำสั่งศาลที่เด็ดขาด,
ถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจพนักงานสอบสวน & ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริงคดีอาวุธปืน (ฎีกา 1016/2567)
บันดาลโทสะลดโทษคดีทำร้ายร่างกาย & อำนาจศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย (ฎีกา 1109/2567)
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1(ฎีกาที่ 4687/2566)
ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม
แก้ไขโทษของความผิดถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยห้ามฎีกา
ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
อำนาจสอบสวนของกองปราบปราม
คำให้การชั้นสอบสวนแทนการสืบพยานในชั้นพิจารณา
ลดมาตราส่วนโทษในความผิดต้องห้ามฎีกา
ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด
คำรับสารภาพมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 157
พยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ
การกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอมสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ
ผู้เสียหายไม่มาเบิกความเป็นพยานในศาล
ผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย(บุตร)
ความรับผิดในทางแพ่ง-ผู้เสียหายโดยนิตินัย
การบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด
กรณีไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง-พิมพ์คำฟ้องโจทก์
คดีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญายื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้
ศาลชั้นต้นยกอายุความมายกคำร้อง ม.44/1 ไม่ชอบ
ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา | เรียกค่าเสียหาย
นายแพทย์กระทำอนาจารคนไข้อายุกว่า 15 ปี จำคุก 3 ปี ปรับ 20,000 บาท
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่แทนการยื่นอุทธรณ์
ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์
โจทก์ขอให้ลงโทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
แก้ไขคำพิพากษาที่อ่านแล้ว
จำคุกไม่เกิน5ปีห้ามคู่ความฎีกาข้อเท็จจริง
ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกายกฟ้อง
ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามอุทธรณ์
การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง
ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิด
พิพากษาถึงข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง
เพื่อการอนาจารเป็นเจตนาพิเศษ | การบรรยายฟ้อง
ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ | คดีถึงที่สุด
ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า
คำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวห้ามอุทธรณ์
มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา
อำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้อุทธรณ์-ฎีกา
ฎีกาไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์-ฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คดีขาดอายุความจึงชอบที่ศาลจะยกฟ้อง
คดีถึงที่สุดเมื่อครบกำหนดยื่นฎีกา
การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ต้องห้ามฎีกาเพราะไม่ได้อุทธรณ์ไว้
ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อย-จำคุกไม่เกินห้าปีห้ามฎีกา
กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม
โจทก์ฟ้องผิดวันจำเลยหลงต่อสู้