
| คำสั่งไต่สวนมูลฟ้องเป็นที่สุด อุทธรณ์ไม่ได้เมื่อเป็นดุลพินิจศาลเกี่ยวกับพยานหลักฐานและการดำเนินกระบวนพิจารณา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจของศาลในการไต่สวนมูลฟ้อง และสิทธิของจำเลยในการโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าคดีมีมูล โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่าการที่ศาลไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยในบางประเด็น จะถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ และคำสั่งดังกล่าวสามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้หรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักสำคัญว่า การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเพียงกระบวนการเบื้องต้นระหว่างโจทก์กับศาลเพื่อพิจารณาว่าคดีมีมูลเพียงพอให้ดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ มิใช่การพิจารณาชี้ขาดความผิดของจำเลยโดยเด็ดขาด อีกทั้งการใช้ดุลพินิจของศาลในการรับฟังหรือไม่รับฟังพยานหลักฐานบางส่วน ย่อมไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และคำสั่งว่าคดีมีมูลย่อมเป็นที่สุดตามกฎหมาย ไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาได้ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โดยเกี่ยวข้องกับประเด็นพินัยกรรมปลอม ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 เห็นว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยเกี่ยวกับลายพิมพ์นิ้วมือและลายมือชื่อในพินัยกรรม จึงยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา โดยจำเลยที่ 1 โต้แย้งว่าคำสั่งที่ให้คดีมีมูลไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย (1) การที่ศาลไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลย เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ (2) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ว่าคดีมีมูล สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้หรือไม่ (3) ขอบเขตสิทธิของจำเลยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การไต่สวนมูลฟ้องเป็นกระบวนการที่มีลักษณะเฉพาะ เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับศาล เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าฟ้องมีมูลเพียงพอหรือไม่ จำเลยไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ แต่มีสิทธิตั้งทนายเพื่อซักค้านพยานโจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นไม่บันทึกคำถามค้านในบางประเด็น โดยเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นในคดี เป็นการใช้ดุลพินิจของศาลเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริง ไม่ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ คำสั่งว่าคดีมีมูลเป็นเพียงการอนุญาตให้ดำเนินคดีต่อไป มิใช่คำพิพากษาชี้ขาดความผิดของจำเลย และคำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 จำเลยไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาได้ หากในชั้นพิจารณาต่อไปปรากฏว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด ศาลยังคงมีอำนาจยกฟ้องได้ตามมาตรา 185 วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความ “การไต่สวนมูลฟ้อง” ว่าเป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยเนื้อหาคดี มาตรา 170 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้คำสั่งเกี่ยวกับมูลฟ้องเป็นที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการถ่วงเวลาคดีด้วยการอุทธรณ์ในประเด็นเบื้องต้น มาตรา 185 เปิดโอกาสให้ศาลยกฟ้องในภายหลังได้ หากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ เป็นกลไกถ่วงดุลเพื่อคุ้มครองสิทธิจำเลย เจตนารมณ์ของกฎหมาย กฎหมายมุ่งให้การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเพียงการกลั่นกรองเบื้องต้น มิใช่เวทีให้คู่ความต่อสู้กันอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ยังคงคุ้มครองสิทธิจำเลย โดยเปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีในชั้นพิจารณาอย่างเต็มที่ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักสม่ำเสมอว่า คำสั่งว่าคดีมีมูลเป็นคำสั่งเด็ดขาด การใช้ดุลพินิจของศาลเกี่ยวกับพยานหลักฐานไม่อาจโต้แย้งได้ในชั้นอุทธรณ์ การไต่สวนมูลฟ้องไม่ใช่การพิจารณาคดีโดยสมบูรณ์ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 พร้อมยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นการโต้แย้งคำสั่งที่กฎหมายห้ามอุทธรณ์ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย การไม่บันทึกคำถามค้านเป็นดุลพินิจของศาล และคำสั่งว่าคดีมีมูลเป็นที่สุดตามกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักสำคัญว่า การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเพียงกลไกคัดกรองคดี มิใช่เวทีพิสูจน์ความผิดของจำเลยโดยสมบูรณ์ การใช้ดุลพินิจของศาลเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานในชั้นดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และไม่อาจโต้แย้งได้ในชั้นอุทธรณ์ นอกจากนี้ยังตอกย้ำหลักความเด็ดขาดของคำสั่งตามมาตรา 170 เพื่อป้องกันการใช้สิทธิอุทธรณ์ในทางที่เป็นการประวิงคดี อันสอดคล้องกับหลักความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับขอบเขตของ “คำสั่งว่าคดีมีมูล” ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และสิทธิของจำเลยในการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นคำสั่งเด็ดขาด ไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. คำสั่งเด็ดขาดตามมาตรา 170 หมายถึงคำสั่งเกี่ยวกับมูลฟ้องที่กฎหมายกำหนดให้เป็นที่สุด ไม่เปิดช่องให้โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา เพื่อป้องกันการยื้อคดี 2. ดุลพินิจศาลในการรับฟังพยาน ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าพยานหลักฐานใดเกี่ยวข้องหรือไม่ การไม่บันทึกคำถามค้านจึงไม่ถือเป็นความผิดระเบียบ หากอยู่ในขอบเขตดุลพินิจ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำสั่งศาลที่ว่าคดีมีมูลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องสามารถอุทธรณ์ได้หรือไม่ คำตอบ คำสั่งศาลที่วินิจฉัยว่าคดีมีมูลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น เป็นคำสั่งที่กฎหมายบัญญัติให้มีลักษณะเป็นคำสั่งเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้คู่ความใช้สิทธิอุทธรณ์ในประเด็นเบื้องต้นเพื่อประวิงเวลาในกระบวนพิจารณา ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งดังกล่าวได้ แม้ว่าจะเห็นว่าศาลใช้ดุลพินิจไม่ถูกต้องก็ตาม อย่างไรก็ดี สิทธิของจำเลยยังคงได้รับความคุ้มครองในชั้นพิจารณาคดีเต็มรูปแบบ ซึ่งศาลยังมีอำนาจยกฟ้องได้ตามมาตรา 185 หากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ 2. คำถาม-การที่ศาลไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยถือเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ คำตอบ การไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยในบางประเด็น ไม่ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ หากศาลเห็นว่าคำถามดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี เนื่องจากการรับฟังหรือไม่รับฟังพยานหลักฐานเป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจของศาลในการควบคุมกระบวนพิจารณา การใช้ดุลพินิจดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักความเป็นธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ปรากฏเหตุเช่นนั้น 3. คำถาม-จำเลยมีสิทธิแสดงพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ คำตอบ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาของโจทก์โดยตรง เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวเป็นเพียงการตรวจสอบเบื้องต้นว่าฟ้องมีมูลเพียงพอหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จำเลยมีสิทธิแต่งตั้งทนายความเพื่อเข้าร่วมกระบวนพิจารณาและซักค้านพยานของโจทก์ได้ เพื่อให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน การจำกัดสิทธิดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่ซ้ำซ้อนกับการพิจารณาคดีในชั้นหลัก 4. คำถาม-คำสั่งว่าคดีมีมูลมีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ คำสั่งว่าคดีมีมูลมีผลเพียงเป็นการอนุญาตให้ศาลรับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป มิใช่คำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ไม่ได้เป็นการตัดสินข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในประเด็นความผิดของจำเลยโดยเด็ดขาด จำเลยยังคงมีสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ในชั้นพิจารณา และศาลยังคงมีอำนาจยกฟ้องได้หากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ 5. คำถาม-หากศาลใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับพยานหลักฐานผิดพลาด จำเลยมีทางแก้ไขอย่างไร คำตอบ หากจำเลยเห็นว่าศาลใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับพยานหลักฐานไม่เหมาะสมในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยไม่สามารถอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้โดยตรง แต่สามารถนำประเด็นดังกล่าวไปโต้แย้งในชั้นพิจารณาคดีหลักได้ โดยเสนอพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อหักล้างข้อกล่าวหา และชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ ศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใหม่ทั้งหมดในชั้นพิจารณา ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้จำเลยใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่ 6. คำถาม-มาตรา 170 และมาตรา 185 มีความสัมพันธ์กันอย่างไรในคดีนี้ คำตอบ มาตรา 170 กำหนดให้คำสั่งเกี่ยวกับมูลฟ้องเป็นที่สุด ไม่อาจอุทธรณ์ได้ ขณะที่มาตรา 185 ให้อำนาจศาลยกฟ้องในชั้นพิจารณาได้หากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ทั้งสองมาตรานี้จึงทำหน้าที่ร่วมกันในการสร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วของกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิของจำเลย กล่าวคือ แม้จำเลยจะไม่สามารถอุทธรณ์คำสั่งมูลฟ้องได้ แต่ก็ยังมีโอกาสต่อสู้คดีในชั้นพิจารณาอย่างเต็มที่ 7. คำถาม-การไต่สวนมูลฟ้องแตกต่างจากการพิจารณาคดีอย่างไร คำตอบ การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้นที่ศาลใช้พิจารณาว่าคดีมีมูลเพียงพอให้รับฟ้องหรือไม่ โดยยังไม่มีการสืบพยานอย่างเต็มรูปแบบ แตกต่างจากการพิจารณาคดีซึ่งเป็นขั้นตอนที่ศาลรับฟังพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายอย่างครบถ้วน และวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อชี้ขาดความผิดหรือความรับผิดของจำเลย ดังนั้น การไต่สวนมูลฟ้องจึงไม่ใช่การตัดสินคดีในเนื้อหา 8. คำถาม-แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับคำสั่งมูลฟ้องมีทิศทางอย่างไร คำตอบ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอวางหลักว่า คำสั่งว่าคดีมีมูลเป็นคำสั่งเด็ดขาด และการใช้ดุลพินิจของศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่อาจถูกโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ เว้นแต่จะปรากฏว่ามีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อหลักกฎหมายอย่างชัดแจ้ง หลักการดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งหมายของกฎหมายที่ต้องการให้กระบวนการคัดกรองคดีดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ล่าช้า ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3377/2565 ศาลไม่ได้บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ที่ถามค้านโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายและลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมปลอมโดยเห็นว่าไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดี ก็เป็นการใช้ดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริง หาใช่เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าคดีมีมูลจึงชอบด้วยกฎหมาย เพราะการไต่สวนมูลฟ้องเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับศาลเพื่อให้ศาลได้ทราบข้อเท็จจริงว่าฟ้องโจทก์มีมูลหรือไม่ คำสั่งดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมเด็ดขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ฎีกาต่อไปอีกหาได้ไม่ หากในชั้นพิจารณาปรากฏว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91 และ 180 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ยกฟ้อง ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการพิจารณา โดยอ้างว่าศาลไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยในประเด็นลายพิมพ์นิ้วมือผู้ตายและลายมือชื่อในพินัยกรรมปลอม ซึ่งเกี่ยวโยงกับคดีแพ่งที่โจทก์เคยถูกฟ้อง แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเพียงกระบวนการระหว่างโจทก์กับศาลเพื่อพิจารณาว่าฟ้องมีมูลหรือไม่ จำเลยไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ แต่มีสิทธิซักค้านพยานโจทก์ได้ การที่ศาลไม่บันทึกคำถามค้านบางประเด็นเป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณา มิใช่การพิจารณาผิดระเบียบ คำสั่งว่าคดีมีมูลเป็นเพียงการให้รับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป และหากภายหลังไม่ปรากฏความผิด ศาลย่อมยกฟ้องได้ อีกทั้งคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งเด็ดขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 จึงไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 180 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ โดยอ้างว่าศาลชั้นต้นไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ในประเด็นลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายและลายมือชื่อในพินัยกรรมปลอม โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากโจทก์ซึ่งเบิกความเป็นพยานเพียงว่า เหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าเนื่องจากมีการฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีที่ศาลแพ่งกล่าวหาว่าพินัยกรรมของภริยาโจทก์ปลอม ตามคดีหมายเลขดำที่ พ. 5072/2561 คดีหมายเลขแดงที่ พ. 1886/2563 ซึ่งไม่เป็นความจริงใช่หรือไม่เท่านั้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าคดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับศาลเพื่อให้ศาลได้ทราบข้อเท็จจริงเพื่อวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์มีมูลหรือไม่ จำเลยไม่มีอำนาจนำพยานมาสืบ แต่มีสิทธิตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์ได้ การที่ศาลมีคำสั่งว่าคดีมีมูลก็เป็นเพียงแต่ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเท่านั้น หากในชั้นพิจารณาปรากฏว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง ศาลก็มีอำนาจยกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 สำหรับคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาวินิจฉัยพยานหลักฐานแล้วมีคำสั่งว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมิได้บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ที่ถามค้านโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายและลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมปลอมโดยอ้างว่าไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้ก็ตาม ก็เป็นการใช้ดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริง หาใช่เป็นการยกเอาข้อเท็จจริงนอกสำนวนความและเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใดไม่ คำสั่งดังกล่าวได้แสดงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายพร้อมเหตุผลประกอบตามสมควรแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าคดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย และคำสั่งดังกล่าวย่อมเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ฎีกาต่อไปอีกหาได้ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในทำนองโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้คดีมีมูล จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |




