
| ติดป้ายหาเสียงเลือกตั้งผิดสถานที่ในวันเดียวกันหลายเขต เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม เมื่อผู้สมัครและพื้นที่กระทำความผิดแตกต่างกัน บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำหนด ซึ่งเกิดขึ้นในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน แต่เกิดต่างเวลา ต่างสถานที่ และเป็นการกระทำร่วมกับผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลต่างรายกัน จะเป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อการกระทำในแต่ละคดีเกิดต่างเวลาและต่างสถานที่ และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยในแต่ละคดีต่างรายกัน การกระทำความผิดในแต่ละคดีจึงมีเจตนาแยกออกจากกันและเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ สาระสำคัญที่สุดของคดี แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลจะกระทำความผิดทั้งสามคดีในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน แต่การกระทำความผิดในแต่ละครั้งเกิดต่างเวลาและต่างสถานที่กัน คดีนี้เกิดขึ้นในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่จำเลยที่ 2 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ส่วนอีกสองคดีเกิดขึ้นในพื้นที่หมู่อื่นตามเขตเลือกตั้งของผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลในคดีนั้น ๆ การกระทำในแต่ละคดีเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน จึงมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน การที่ความผิดทั้งสามคดีเกิดขึ้นในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำอย่างเดียวกัน จึงไม่ทำให้การกระทำทั้งหมดเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องในแต่ละคดี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน การที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นสามคดีต่างกรรมกันจึงชอบแล้ว คำถามที่น่าสนใจ 1. ติดป้ายหาเสียงผิดสถานที่หลายแห่งในวันเดียวกันถือเป็นกรรมเดียวกันหรือไม่ 2. การกระทำต่างเวลา ต่างสถานที่ และต่างเขตเลือกตั้งมีผลต่อการพิจารณาว่าเป็นความผิดหลายกรรมอย่างไร 3. เหตุใดการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้สมัครต่างรายจึงทำให้เจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน สรุปข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ เขตเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 4 จำเลยทั้งสองร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งบริเวณริมถนนซอยสับสน หมู่ที่ 4 จำนวน 1 แผ่น บริเวณริมถนนซอยร่วมใจพัฒนา หมู่ที่ 4 จำนวน 2 แผ่น และบริเวณริมถนนบึงพระจันทร์ปากทางเข้าร้านก๋วยเตี๋ยวยายสนิท จำนวน 1 แผ่น อันเป็นการร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์กำหนด นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ร่วมกับผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ เขตเลือกตั้งอื่น หมู่อื่น อีก 2 ราย ในข้อหาร่วมกันติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์กำหนด โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 4 มาตรา 71 มาตรา 132 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในอีกสองคดี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ คำวินิจฉัยและประเด็นสำคัญของศาลฎีกา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีเพียงประการเดียวว่า การกระทำตามฟ้องของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 1 ในอีกสองคดี เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดทั้งสามคดีในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน แต่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีกระทำความผิดในแต่ละครั้งต่างเวลาและต่างสถานที่กัน ความผิดในคดีนี้เกิดขึ้นบริเวณหมู่ที่ 4 ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 4 มีจำเลยที่ 2 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์คู่กับจำเลยที่ 1 ส่วนอีกสองคดีต่างกระทำในพื้นที่หมู่อื่นตามเขตเลือกตั้งของจำเลยที่ 2 ในคดีนั้น ๆ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์คู่กับจำเลยที่ 1 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีจึงมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน กรณีจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน การที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นสามคดีต่างกรรมกันจึงชอบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ละคดี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเลือกตั้ง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น และพิพากษายืน วิเคราะห์หลักกฎหมาย สาระสำคัญของคำวินิจฉัยอยู่ที่การพิจารณาว่า การกระทำความผิดหลายครั้งที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำอย่างเดียวกัน จะถือเป็นกรรมเดียวกันหรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ในคดีนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคนเดียวกันในทั้งสามคดี และการกระทำทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการติดตั้งแผ่นป้ายหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำหนดเช่นเดียวกัน แต่การกระทำความผิดในแต่ละครั้งเกิดต่างเวลาและต่างสถานที่กัน นอกจากนี้ ผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลที่ร่วมกระทำกับจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีเป็นบุคคลต่างรายกัน และการกระทำในแต่ละพื้นที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ แม้การกระทำทั้งหมดจะเกิดขึ้นในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกันก็ตาม ในส่วนบทกฎหมาย โจทก์ฟ้องตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 4 มาตรา 71 มาตรา 132 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 71 มาตรา 132 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 วิเคราะห์แนวคำพิพากษาและผลของหลักต่างกรรมต่างวาระ ข้อเท็จจริงสำคัญของคดีนี้คือ จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเกี่ยวกับการติดแผ่นป้ายหาเสียงเลือกตั้งในลักษณะเดียวกันรวมสามคดี โดยการกระทำเกิดขึ้นในวันเดียวกัน แต่แต่ละคดีเกิดต่างเวลา ต่างสถานที่ และเกิดในพื้นที่ตามเขตเลือกตั้งของผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลต่างรายกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีเจตนาแยกออกจากกัน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ ผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้การที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นสามคดีต่างกรรมกันเป็นการชอบ และเมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ละคดี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน หลักที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยจึงแสดงให้เห็นว่า แม้การกระทำความผิดหลายครั้งจะเกิดขึ้นในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำอย่างเดียวกัน แต่หากแต่ละครั้งเกิดต่างเวลา ต่างสถานที่ และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้สมัครในแต่ละคดีต่างรายกัน จนแสดงให้เห็นว่าเจตนาในการกระทำความผิดแต่ละครั้งแยกออกจากกัน การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 71 มาตรา 132 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละ 8,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 4,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 มาตรา 30 และยกคำขอให้นับโทษต่อ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเลือกตั้งพิพากษายืน 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดทั้งสามคดีในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน แต่เมื่อแต่ละครั้งต่างเวลาและต่างสถานที่ และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน การกระทำความผิดในแต่ละคดีจึงมีเจตนาแยกออกจากกันและเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ การที่โจทก์แยกฟ้องเป็นสามคดีต่างกรรมกันจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การจำแนกการกระทำว่าเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม โดยข้อเท็จจริงว่าการกระทำเกิดขึ้นในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน มิได้ทำให้การกระทำหลายครั้งเป็นกรรมเดียวกันเสมอไป เมื่อการกระทำแต่ละครั้งเกิดต่างเวลา ต่างสถานที่ มีผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลที่ร่วมกระทำต่างรายกัน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยในแต่ละคดีต่างรายกัน ย่อมเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าเจตนาในการกระทำความผิดแต่ละครั้งแยกออกจากกัน คดีนี้จึงแสดงให้เห็นความสำคัญของการพิจารณาพฤติการณ์ของการกระทำแต่ละครั้ง โดยเฉพาะเวลา สถานที่ ผู้ร่วมกระทำ และประโยชน์ที่เกิดจากการกระทำ เพื่อพิจารณาว่าการกระทำหลายครั้งมีเจตนาเดียวต่อเนื่องกันหรือมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 71 มาตรา 132 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยตรงคือ การกระทำตามฟ้องในแต่ละคดีเป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ด้านล่างนี้ ต่างกรรมต่างวาระ แม้การติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน แต่เมื่อการกระทำในแต่ละครั้งเกิดต่างเวลา ต่างสถานที่ และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยในแต่ละคดีต่างรายกัน การกระทำแต่ละครั้งจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ เจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน การกระทำในแต่ละพื้นที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน ประกอบกับเกิดต่างเวลาและต่างสถานที่กัน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษานี้มีประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่า การกระทำความผิดหลายครั้งซึ่งเกิดขึ้นในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน จะถือเป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ข้อเท็จจริงที่มีความสำคัญต่อการวินิจฉัยคือ จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีกระทำความผิดในแต่ละครั้งต่างเวลาและต่างสถานที่กัน คดีนี้เกิดขึ้นในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่จำเลยที่ 2 ในคดีนี้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ ส่วนอีกสองคดีเกิดขึ้นในพื้นที่หมู่อื่นตามเขตเลือกตั้งของผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ในคดีนั้น ๆ นอกจากสถานที่และผู้สมัครที่เกี่ยวข้องจะแตกต่างกันแล้ว การกระทำในแต่ละคดียังเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน ดังนั้น แม้การกระทำทั้งสามคดีจะเกิดขึ้นในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน ก็ไม่ทำให้การกระทำทั้งหมดเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อเจตนาในการกระทำความผิดแต่ละครั้งแยกออกจากกัน กรณีจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ และการที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นสามคดีต่างกรรมกันจึงชอบแล้ว หลักจากคำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาว่าการกระทำหลายครั้งเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม ต้องพิจารณาพฤติการณ์ของการกระทำแต่ละครั้งประกอบกัน โดยเฉพาะเวลา สถานที่ บุคคลที่ร่วมกระทำ และประโยชน์ที่เกิดจากการกระทำ หากพฤติการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการกระทำแต่ละครั้งมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน ย่อมเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ แม้จะเกิดขึ้นในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำอย่างเดียวกันก็ตาม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ติดป้ายหาเสียงเลือกตั้งผิดสถานที่หลายแห่งในวันเดียวกันถือเป็นกรรมเดียวกันหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมเดียวกัน ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ แม้การกระทำความผิดทั้งสามคดีจะเกิดขึ้นในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำอย่างเดียวกัน แต่เมื่อการกระทำในแต่ละครั้งเกิดต่างเวลา ต่างสถานที่ และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยในแต่ละคดีต่างรายกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีเจตนาแยกออกจากกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ 2. คำถาม เหตุใดการกระทำในวันเดียวกันจึงเป็นความผิดหลายกรรมได้ คำตอบ เพราะในคดีนี้การกระทำความผิดแต่ละครั้งเกิดต่างเวลาและต่างสถานที่ และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีเจตนาแยกออกจากกัน แม้จะเกิดขึ้นในวันเดียวกันก็ตาม 3. คำถาม การกระทำในเขตเลือกตั้งต่างกันมีความสำคัญอย่างไรต่อการวินิจฉัย คำตอบ คดีนี้เกิดขึ้นในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่จำเลยที่ 2 ในคดีนี้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ ส่วนอีกสองคดีเกิดขึ้นในพื้นที่หมู่อื่นตามเขตเลือกตั้งของผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลในคดีนั้น ๆ ข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบกับการกระทำที่เกิดต่างเวลาและต่างสถานที่ และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยในแต่ละคดีต่างรายกัน ทำให้การกระทำความผิดแต่ละครั้งมีเจตนาแยกออกจากกัน 4. คำถาม โจทก์สามารถแยกฟ้องการติดป้ายหาเสียงผิดสถานที่เป็นหลายคดีได้หรือไม่ คำตอบ ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีเจตนาแยกออกจากกันและเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นสามคดีต่างกรรมกันเป็นการชอบแล้ว และเมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ละคดี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6847/2567 ปัญหาว่า การกระทำตามฟ้องของจำเลยที่ 1 คดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1532/2564 และที่ อ. 1533/2564 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ จำเลยทั้งสองร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์กำหนด แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดทั้งสามคดีในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดเดียวกัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีกระทำความผิดในแต่ละครั้งต่างเวลาและต่างสถานที่กัน ซึ่งอีกสองคดีต่างกระทำในพื้นที่หมู่อื่นตามเขตเลือกตั้งของจำเลยที่ 2 ในคดีนั้น ๆ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์คู่กับจำเลยที่ 1 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดี จึงมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน กรณีจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ละคดี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 4, 71, 132 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ อ. 1683/2564 และที่ อ. 1684/2564 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 71, 132 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละ 8,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 4,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้นับโทษต่อ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเลือกตั้งพิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ เขตเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 4 จำเลยทั้งสองร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งบริเวณริมถนนซอยสับสน หมู่ที่ 4 จำนวน 1 แผ่น บริเวณริมถนนซอยร่วมใจพัฒนา หมู่ที่ 4 จำนวน 2 แผ่น และบริเวณริมถนนบึงพระจันทร์ปากทางเข้าร้านก๋วยเตี๋ยวยายสนิท จำนวน 1 แผ่น อันเป็นการร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์กำหนด นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ร่วมกับผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ เขตเลือกตั้งอื่น หมู่อื่น อีก 2 ราย ในข้อหาร่วมกันติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์กำหนด เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ. 1683/2564 และที่ อ. 1684/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1532/2564 และที่ อ. 1533/2564 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ มีปัญหาต้องวินิจฉัย ตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า การกระทำตามฟ้องของจำเลยที่ 1 คดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1532/2564 และที่ อ. 1533/2564 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดทั้งสามคดีในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีกระทำความผิดในแต่ละครั้งต่างเวลาและต่างสถานที่กัน โดยความผิดในคดีนี้เกิดขึ้นบริเวณหมู่ที่ 4 ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 4 มีจำเลยที่ 2 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์คู่กับจำเลยที่ 1 ส่วนอีก 2 คดี ต่างกระทำในพื้นที่หมู่อื่นตามเขตเลือกตั้งของจำเลยที่ 2 ในคดีนั้น ๆ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์คู่กับจำเลยที่ 1 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีจึงมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน กรณีจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็น 3 คดี ต่างกรรมกันจึงชอบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ละคดี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเลือกตั้งพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
|





