
| ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ เรียกค่าเสียโอกาสทางการค้าจากสัญญาเช่ารวมในคำร้องได้หรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตการเรียกค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ โดยเฉพาะกรณีที่ความเสียหายเกี่ยวข้องทั้งมูลหนี้ละเมิดและมูลหนี้ตามสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคดีมีการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณา มูลคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการกระทำละเมิด ความเสียหายที่เรียกร้องในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาได้จึงเป็นค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาและดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าว ส่วนค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าที่มีมูลหนี้เกิดจากสัญญาเช่าเป็นคำขอประการอื่นที่มิใช่ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย จึงไม่อยู่ในขอบเขตของคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นอกจากนี้ ผู้เสียหายที่เรียกค่าเสียหายยังมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่าการกระทำของจำเลยทำให้ทรัพย์สินเสียหายเพียงใด สาระสำคัญที่สุดของคดี ผู้เสียหายยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้เมื่อได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาทำให้มูลคดีส่วนแพ่งเป็นการกระทำละเมิด ค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาและดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดอยู่ในขอบเขตของคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าที่มีมูลหนี้เกิดจากสัญญาเช่าไม่ใช่คำขอบังคับให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ผู้เสียหายมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่าการรื้อถอนของจำเลยทำให้ทรัพย์สินของตนเสียหายเพียงใด หากพยานหลักฐานไม่สามารถแสดงจำนวนความเสียหายได้แน่นอน ศาลอาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด คำถามที่น่าสนใจ 1. ผู้เสียหายในคดีทำให้เสียทรัพย์เรียกค่าเสียโอกาสทางการค้าที่มีมูลจากสัญญาเช่ารวมในคำร้องค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ 2. ความเสียหายประเภทใดถือเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยตามมาตรา 44/1 3. หากผู้เสียหายพิสูจน์จำนวนความเสียหายของทรัพย์ไม่ได้แน่นอน ศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามพฤติการณ์ได้หรือไม่ สรุปข้อเท็จจริง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ระหว่างพิจารณา บริษัทผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 4,162,545 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการทำสัญญาให้เช่าที่ว่างเปล่าของผนังอาคารพาณิชย์แก่โจทก์ร่วม ต่อมาจำเลยซื้ออาคารพาณิชย์ดังกล่าว ขณะที่ซื้อมีโครงเหล็กป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ของโจทก์ร่วมติดตั้งอยู่ชั้นบนสุดของอาคาร ก่อนจำเลยรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ร่วมให้รื้อถอน และมีการเจรจาเกี่ยวกับการรื้อถอนป้ายโฆษณาระหว่างพนักงานของโจทก์ร่วมกับจำเลย ต่อมาจำเลยไม่ยอมทำสัญญาเช่ากับโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมได้รื้อถอนจอภาพแอลอีดีที่ใช้โฆษณาไปก่อนแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ส่วนคดีแพ่งจำเลยให้การว่าโครงสร้างเหล็กที่รื้อถอนสามารถนำไปประกอบขึ้นใหม่ได้ หากสร้างขึ้นใหม่โดยใช้วัสดุใหม่ขนาดเท่าเดิม ค่าก่อสร้างรวมอุปกรณ์ไม่เกิน 200,000 บาท ป้ายโครงเหล็กเดิมยังสามารถนำกลับไปติดตั้งใหม่ได้ และเมื่อหักมูลค่าเหล็กเดิมแล้วจำเลยควรรับผิดต่อโจทก์ร่วมไม่เกิน 150,000 บาท คำวินิจฉัยและหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 กำหนดว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพราะได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ คำร้องดังกล่าวให้ถือว่าเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง แต่คำร้องจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ เมื่อคดีนี้มีการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ มูลคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการกระทำละเมิด มูลหนี้ละเมิดที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินย่อมเป็นค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุ และดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าว ส่วนค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าเกี่ยวกับสัญญาสื่อโฆษณาที่โจทก์ร่วมเรียกร้องนั้น มีมูลหนี้เกิดจากสัญญาเช่าพื้นที่ว่างเปล่าของผนังอาคารพาณิชย์ จึงเป็นคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ การฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามมาตรา 44/1 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย การพิสูจน์ค่าเสียหายและการกำหนดค่าสินไหมทดแทน สำหรับค่าเสียหายจากการรื้อโครงสร้างเหล็กป้ายโฆษณา ศาลฎีกาพิจารณาว่า การก่อสร้างโครงสร้างเหล็กป้ายโฆษณาขึ้นใหม่เพื่อใช้ในการโฆษณาเป็นเวลานานย่อมมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เนื่องจากเป็นโครงเหล็กขนาดใหญ่ ต้องติดตั้งด้วยความละเอียดรอบคอบและระมัดระวังเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและอาคารข้างเคียง ต้องมีความปลอดภัยต่ออาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร ใช้อุปกรณ์ เครื่องจักรและเครื่องมือขนาดใหญ่ และต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักวิชาการภายใต้การควบคุมและดูแลของวิศวกร อย่างไรก็ตาม โครงเหล็กขณะติดตั้งย่อมเป็นโครงเหล็กใหม่เพื่อให้มีความแข็งแรงคงทนต่อการใช้งาน แต่เมื่อผ่านการใช้งานมานานย่อมมีการเสื่อมสภาพตามการใช้งาน เนื่องจากต้องตากแดดตากฝนและเกิดการกัดกร่อนเป็นเวลาหลายปี ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่ามีการติดตั้งป้ายมาตั้งแต่ปี 2558 โครงเหล็กที่รื้อจึงเป็นเหล็กเก่าตามสภาพที่ผ่านการใช้งานมานาน ทั้งยังเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมจะต้องรื้อทรัพย์สินของตนออกจากอาคารพาณิชย์ เพราะจำเลยและโจทก์ร่วมไม่ประสงค์ทำสัญญาเช่ากันอีกต่อไปอยู่แล้ว แม้การรื้อถอนของจำเลยอาจทำให้โครงเหล็กเสียหายไปบ้าง แต่โจทก์ร่วมซึ่งฟ้องเรียกค่าเสียหายมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่าการรื้อถอนของจำเลยทำให้เกิดความเสียหายแก่โครงเหล็กป้ายโฆษณาของโจทก์ร่วมเพียงใด ทางนำสืบของโจทก์ร่วมมีเพียงคำเบิกความโดยไม่ปรากฏหลักฐานสนับสนุนว่าเกิดความเสียหายแก่โครงเหล็กหรือทรัพย์สินของโจทก์ร่วมเพียงใดแน่ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรก จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ มาตรา 44/1 เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์เรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้ โดยไม่ต้องแยกไปดำเนินคดีส่วนแพ่งสำหรับความเสียหายที่อยู่ภายในขอบเขตของบทบัญญัติดังกล่าว แต่กฎหมายกำหนดขอบเขตของคำร้องไว้ว่า ต้องเป็นคำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญา คดีนี้จึงต้องแยกมูลแห่งความเสียหายแต่ละส่วนออกจากกัน แม้ความเสียหายจะเกี่ยวข้องกับป้ายโฆษณาและการใช้พื้นที่เดียวกันก็ตาม ความเสียหายจากการรื้อโครงเหล็กมีมูลจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ส่วนค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าที่เกิดจากสัญญาสื่อโฆษณามีมูลหนี้จากสัญญาเช่า จึงไม่อยู่ในขอบเขตของคำร้องตามมาตรา 44/1 สำหรับจำนวนค่าสินไหมทดแทน ผู้เรียกร้องยังมีหน้าที่พิสูจน์ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินของตน ในคดีนี้ศาลฎีกานำสภาพของโครงเหล็ก ระยะเวลาที่ผ่านการใช้งาน ความเสื่อมสภาพ ข้อเท็จจริงที่โจทก์ร่วมจะต้องรื้อทรัพย์สินออกจากอาคารอยู่แล้ว และพยานหลักฐานเกี่ยวกับความเสียหายมาประกอบการพิจารณา เมื่อโจทก์ร่วมไม่สามารถนำสืบให้ทราบได้แน่นอนว่าการรื้อถอนทำให้ทรัพย์สินเสียหายเพียงใด การกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดจึงเหมาะสมแล้ว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเรียกค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าที่มีมูลหนี้เกิดจากสัญญาเช่าไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามมาตรา 44/1 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนค่าเสียหายจากการรื้อโครงเหล็ก โจทก์ร่วมไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้แน่นอนว่าเกิดความเสียหายเพียงใด การกำหนดค่าสินไหมทดแทนของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การเรียกค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ต้องพิจารณาว่าความเสียหายที่เรียกร้องนั้นเป็นความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาหรือไม่ หากเป็นความรับผิดที่มีมูลจากสัญญา แม้จะเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงหรือทรัพย์สินเดียวกับคดีอาญา ก็ไม่อาจนำมารวมเป็นคำขอตามมาตรา 44/1 ได้ นอกจากนี้ การที่ความเสียหายอยู่ในขอบเขตของคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาไม่ได้หมายความว่าศาลจะกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนที่ผู้เสียหายเรียกร้องเสมอไป ผู้เสียหายยังมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่าการกระทำของจำเลยทำให้ทรัพย์สินเสียหายเพียงใด หากไม่สามารถพิสูจน์จำนวนความเสียหายได้แน่นอน ศาลย่อมกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรกได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรก โดยต้องแยกความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ออกจากความเสียหายที่มีมูลหนี้เกิดจากสัญญาเช่า มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งกำหนดขอบเขตการเรียกค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายในคดีอาญา และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรก ซึ่งใช้ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิด ผู้เสียหายอาจยื่นคำร้องในคดีอาญาขอให้จำเลยชดใช้ความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ในคดีนี้คือค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาและดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าว มูลหนี้ละเมิดกับมูลหนี้ตามสัญญา ความเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณามีมูลจากการกระทำละเมิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ส่วนค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าที่เกิดจากสัญญาสื่อโฆษณามีมูลหนี้จากสัญญาเช่า จึงไม่อยู่ในขอบเขตคำร้องค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นความสำคัญของการพิจารณา “มูลแห่งความรับผิด” ของค่าเสียหายแต่ละรายการในการยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 แม้ความเสียหายหลายรายการจะเกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสียหายทั้งหมดจะสามารถนำมาเรียกร้องในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาได้ เมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณา มูลคดีส่วนแพ่งจากการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิด ค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กและดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดจึงอยู่ในขอบเขตที่พิจารณาได้ตามมาตรา 44/1 แต่ค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าที่มีมูลหนี้เกิดจากสัญญาเช่าเป็นความรับผิดอีกมูลหนึ่ง การเรียกให้จำเลยรับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามบทบัญญัติดังกล่าว อีกประเด็นสำคัญคือภาระการพิสูจน์จำนวนความเสียหาย การมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนไม่ได้ทำให้ผู้เสียหายพ้นจากหน้าที่นำสืบพิสูจน์ความเสียหายของตน ในคดีนี้ แม้การรื้อถอนของจำเลยอาจทำให้โครงเหล็กเสียหายไปบ้าง แต่โจทก์ร่วมต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดขึ้นเพียงใด ขณะที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโครงเหล็กผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานาน มีการเสื่อมสภาพตามการใช้งาน และโจทก์ร่วมจะต้องรื้อทรัพย์สินออกจากอาคารพาณิชย์อยู่แล้วเพราะคู่กรณีไม่ประสงค์ทำสัญญาเช่ากันต่อไป เมื่อทางนำสืบของโจทก์ร่วมมีเพียงคำเบิกความโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุนให้ทราบจำนวนความเสียหายที่แน่นอน ศาลจึงกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรกได้ คำพิพากษานี้จึงมีประโยชน์ในการแยกประเด็นการพิจารณาออกเป็นสองขั้นตอน กล่าวคือ ขั้นแรกต้องพิจารณาว่าค่าเสียหายที่เรียกร้องมีมูลจากการกระทำความผิดและอยู่ในขอบเขตของมาตรา 44/1 หรือไม่ และเมื่ออยู่ในขอบเขตดังกล่าวแล้ว ขั้นต่อไปจึงพิจารณาว่าผู้เสียหายสามารถนำสืบพิสูจน์จำนวนความเสียหายได้เพียงใด หากพิสูจน์จำนวนไม่ได้แน่นอน ศาลย่อมกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ผู้เสียหายในคดีทำให้เสียทรัพย์เรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากผู้เสียหายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ในคดีนี้ความเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาเป็นมูลละเมิดที่เกิดจากความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ จึงอยู่ในขอบเขตของค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 2. คำถาม ค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าตามสัญญาเช่าเรียกรวมในคำร้องค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ในกรณีนี้ เพราะค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าที่โจทก์ร่วมเรียกร้องมีมูลหนี้เกิดจากสัญญาเช่า มิใช่ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ การเรียกให้รับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามมาตรา 44/1 3. คำถาม ผู้เสียหายต้องพิสูจน์จำนวนความเสียหายจากการรื้อถอนทรัพย์สินหรือไม่ คำตอบ ต้องพิสูจน์ ผู้เรียกร้องค่าเสียหายมีหน้าที่นำสืบว่าการรื้อถอนของจำเลยทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของตนเพียงใด ในคดีนี้โจทก์ร่วมมีเพียงคำเบิกความโดยไม่ปรากฏหลักฐานสนับสนุนว่าเกิดความเสียหายแก่โครงเหล็กหรือทรัพย์สินของโจทก์ร่วมเพียงใดแน่ 4. คำถาม หากพิสูจน์จำนวนค่าเสียหายไม่ได้แน่นอน ศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ คำตอบ ได้ ในคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรก และศาลฎีกาเห็นว่าการกำหนดค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4751/2568 ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน เพราะ...ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหาย และจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้" และมาตรา 44/1 วรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่ง จะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์" เมื่อคดีนี้มีการกระทำความผิดในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ มูลคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการกระทำละเมิด ดังนั้น มูลหนี้ละเมิดที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ย่อมเป็นค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุ และดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าวเท่านั้น แต่ที่โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าเกี่ยวกับสัญญาสื่อโฆษณา ซึ่งมีมูลหนี้อันเกิดขึ้นจากสัญญาเช่าพื้นที่ว่างเปล่าของผนังอาคารพาณิชย์ระหว่างผู้ให้เช่ากับโจทก์ร่วมมาด้วยจึงเป็นการมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ดังนั้นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ระหว่างพิจารณา บริษัท บ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 4,162,545 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จำเลยให้การปฏิเสธแต่ก่อนสืบพยานจำเลยถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า โครงสร้างเหล็กที่จำเลยรื้อถอนสามารถนำไปประกอบขึ้นใหม่ได้ หากสร้างขึ้นใหม่โดยใช้วัสดุใหม่ที่ขนาดเท่าเดิม ค่าก่อสร้างรวมอุปกรณ์ไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้า ป้ายโครงเหล็กเดิมยังสามารถนำกลับไปติดตั้งใหม่ได้ หักมูลค่าเหล็กเดิมแล้วจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมไม่เกิน 150,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 นางสาวนันทวรรณ ซึ่งไม่ใช่เจ้าของอาคารพาณิชย์ได้ทำสัญญาให้เช่าที่ว่างเปล่าของผนังอาคารพาณิชย์กับโจทก์ร่วมเป็นเวลา 3 ปี หลังจากหมดสัญญาแล้ว เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ได้ทำสัญญาเช่าขึ้นเป็น 2 ฉบับ มีกำหนดฉบับละ 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 และตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีข้อสัญญาว่า ในกรณีถ้าเกิดมีการซื้อขายสถานที่ที่ให้เช่าเกิดขึ้น ผู้ให้เช่าจะต้องแจ้งให้กับผู้เช่าล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน หากผู้ให้เช่าประพฤติและปฏิบัติตนผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดนี้ ให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันสิ้นสุดลงตามกฎหมายทันที ผู้เช่ามีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายต่าง ๆ ได้ ในระหว่างนั้นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 จำเลยซื้ออาคารพาณิชย์ดังกล่าวมาจากนางรัตนกนก ผู้เป็นเจ้าของ ขณะที่ซื้อมามีโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุซึ่งมีขนาดใหญ่ของโจทก์ร่วมติดตั้งอยู่ชั้นบนสุดอาคารพาณิชย์ดังกล่าว ก่อนที่จำเลยจะรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาของโจทก์ร่วมออกไป จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ร่วมให้รื้อถอนก่อนแล้ว ต่อมาโจทก์ร่วมมีหนังสือแจ้งการรื้อถอนแก่จำเลยและหนังสือเข้าพื้นที่อาคารเพื่อรื้อถอนป้ายโฆษณา และระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2563 นางสาวเทอดนรีกานต์ พนักงานของโจทก์ร่วมเป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมในการเจรจาเกี่ยวกับการรื้อถอนป้ายโฆษณากับจำเลยทางแอปพลิเคชันไลน์ ในระหว่างนั้นโจทก์ร่วมนำเงินค่าเช่า 60,000 บาท ไปวางไว้ที่กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ต่อมาจำเลยไม่ยอมทำสัญญาเช่ากับโจทก์ร่วม โดยก่อนหน้านั้นโจทก์ร่วมได้รื้อถอนจอภาพแอลอีดีที่ใช้โฆษณาไปก่อนแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้แก่โจทก์ร่วมนั้นเหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะ...ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ทั้งนี้คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหายและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้" และมาตรา 44/1 วรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์" เมื่อคดีนี้มีการกระทำความผิดในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ของจำเลย มูลคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการกระทำละเมิด ดังนั้น มูลหนี้ละเมิดที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ย่อมเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการรื้อโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุ และดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าวเท่านั้น แต่ที่โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าเกี่ยวกับสัญญาสื่อโฆษณาซึ่งมีมูลหนี้อันเกิดขึ้นจากสัญญาเช่ามาด้วย จึงเป็นการมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ดังนั้น การฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับค่าเสียหายที่เกิดจากการรื้อโครงสร้างเหล็กป้ายโฆษณานั้น เห็นว่า การก่อสร้างโครงสร้างเหล็กป้ายโฆษณาขึ้นมาใหม่นั้นจะต้องเป็นการสร้างเพื่อติดตั้งป้ายโฆษณาขึ้นมาเพื่อหาประโยชน์จากการเช่าโดยต้องใช้ในงานการโฆษณาเป็นเวลานาน ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เนื่องจากโดยสภาพเป็นโครงเหล็กที่มีขนาดใหญ่มาก จึงต้องมีวิธีติดตั้งที่ละเอียดรอบคอบและด้วยความระมัดระวัง เพื่อมิให้ก่อความเสียหายแก่ผู้อื่นและอาคารข้างเคียง ทั้งต้องมีความปลอดภัยต่ออาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร มิฉะนั้นอาจไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ การติดตั้งต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องจักรและเครื่องมือขนาดใหญ่ แตกต่างจากการติดตั้งป้ายขนาดเล็กโดยทั่วไป โดยเฉพาะต้องทำให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและต้องอยู่ในความควบคุมและดูแลของวิศวกร ดังนั้น การก่อสร้างและติดตั้งโครงเหล็กป้ายโฆษณาจึงมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากกว่าการรื้อถอนมากเพราะการรื้อถอนไม่จำเป็นต้องทำโครงสร้างให้แข็งแรงเพื่อให้ใช้งานได้เป็นเวลานานเหมือนการติดตั้ง ทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับโครงเหล็กขณะติดตั้งย่อมมีสภาพเป็นโครงเหล็กใหม่เพื่อให้มีความแข็งแรงคงทนต่อการใช้งาน แต่เมื่อได้มีการใช้งานมานานแล้วย่อมต้องมีการเสื่อมสภาพไปตามการใช้งาน เนื่องจากต้องตากแดดตากฝนทำให้เกิดการกัดกร่อนเป็นเวลานานหลายปี หากไม่ได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี ซึ่งได้ความจากนางสาวเทอดนรีกานต์ว่ามีการติดตั้งป้ายมาตั้งแต่ปี 2558 ตรงกับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เป็นเวลา 9 ปีเศษ ดังนั้น ราคาเหล็กที่รื้อจากโครงสร้างป้ายจึงเป็นเหล็กที่เก่าตามสภาพที่ผ่านการใช้งานมานาน ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมจะต้องรื้อทรัพย์สินของตนออกไปจากอาคารพาณิชย์ เพราะจำเลยและโจทก์ร่วมไม่ประสงค์ทำสัญญาเช่ากันอีกต่อไปอยู่แล้วตามที่ปรากฏบทสนทนาของนางสาวเทอดนรีกานต์กับจำเลยผ่านแอปพลิเคชันไลน์ แม้การรื้อถอนของจำเลยย่อมอาจจะทำให้โครงเหล็กเสียหายไปบ้าง แต่การฟ้องเรียกค่าเสียหายโจทก์ร่วมมีหน้าที่ที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ว่าการรื้อถอนของจำเลยทำให้เกิดความเสียหายแก่โครงเหล็กป้ายโฆษณาของโจทก์ร่วมเพียงใด แต่จากทางนำสืบของโจทก์ร่วมคงมีแต่คำเบิกความลอย ๆ ไม่ปรากฏหลักฐานสนับสนุนว่าเกิดความเสียหายแก่โครงเหล็กหรือทรัพย์สินของโจทก์ร่วมเพียงใดแน่ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ตามควรแห่งพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรกมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




