ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ เรียกค่าเสียโอกาสทางการค้าจากสัญญาเช่ารวมในคำร้องได้หรือไม่

เรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา, คดีทำให้เสียทรัพย์เรียกค่าเสียหาย, คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา, ค่าเสียหายจากการรื้อถอนป้ายโฆษณา, ค่าเสียโอกาสทางการค้าจากสัญญาเช่า, เรียกค่าเสียหายตามสัญญาในคดีอาญา, ผู้เสียหายยื่นคำร้องค่าสินไหมทดแทน, ความเสียหายในทางทรัพย์สินจากความผิด, มูลหนี้ละเมิดกับมูลหนี้ตามสัญญา, การพิสูจน์จำนวนค่าเสียหาย, ศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามพฤติการณ์, ค่าเสียหายจากโครงเหล็กป้ายโฆษณา, การรื้อถอนทรัพย์สินของผู้เช่า,หน้าที่นำสืบพิสูจน์ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตการเรียกค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ โดยเฉพาะกรณีที่ความเสียหายเกี่ยวข้องทั้งมูลหนี้ละเมิดและมูลหนี้ตามสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคดีมีการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณา มูลคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการกระทำละเมิด ความเสียหายที่เรียกร้องในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาได้จึงเป็นค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาและดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าว ส่วนค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าที่มีมูลหนี้เกิดจากสัญญาเช่าเป็นคำขอประการอื่นที่มิใช่ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย จึงไม่อยู่ในขอบเขตของคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นอกจากนี้ ผู้เสียหายที่เรียกค่าเสียหายยังมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่าการกระทำของจำเลยทำให้ทรัพย์สินเสียหายเพียงใด

สาระสำคัญที่สุดของคดี

ผู้เสียหายยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้เมื่อได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย

ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาทำให้มูลคดีส่วนแพ่งเป็นการกระทำละเมิด

ค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาและดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดอยู่ในขอบเขตของคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

ค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าที่มีมูลหนี้เกิดจากสัญญาเช่าไม่ใช่คำขอบังคับให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

ผู้เสียหายมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่าการรื้อถอนของจำเลยทำให้ทรัพย์สินของตนเสียหายเพียงใด

หากพยานหลักฐานไม่สามารถแสดงจำนวนความเสียหายได้แน่นอน ศาลอาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

คำถามที่น่าสนใจ

1. ผู้เสียหายในคดีทำให้เสียทรัพย์เรียกค่าเสียโอกาสทางการค้าที่มีมูลจากสัญญาเช่ารวมในคำร้องค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่

2. ความเสียหายประเภทใดถือเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยตามมาตรา 44/1

3. หากผู้เสียหายพิสูจน์จำนวนความเสียหายของทรัพย์ไม่ได้แน่นอน ศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามพฤติการณ์ได้หรือไม่

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ระหว่างพิจารณา บริษัทผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 4,162,545 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการทำสัญญาให้เช่าที่ว่างเปล่าของผนังอาคารพาณิชย์แก่โจทก์ร่วม ต่อมาจำเลยซื้ออาคารพาณิชย์ดังกล่าว ขณะที่ซื้อมีโครงเหล็กป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ของโจทก์ร่วมติดตั้งอยู่ชั้นบนสุดของอาคาร ก่อนจำเลยรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ร่วมให้รื้อถอน และมีการเจรจาเกี่ยวกับการรื้อถอนป้ายโฆษณาระหว่างพนักงานของโจทก์ร่วมกับจำเลย ต่อมาจำเลยไม่ยอมทำสัญญาเช่ากับโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมได้รื้อถอนจอภาพแอลอีดีที่ใช้โฆษณาไปก่อนแล้ว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ส่วนคดีแพ่งจำเลยให้การว่าโครงสร้างเหล็กที่รื้อถอนสามารถนำไปประกอบขึ้นใหม่ได้ หากสร้างขึ้นใหม่โดยใช้วัสดุใหม่ขนาดเท่าเดิม ค่าก่อสร้างรวมอุปกรณ์ไม่เกิน 200,000 บาท ป้ายโครงเหล็กเดิมยังสามารถนำกลับไปติดตั้งใหม่ได้ และเมื่อหักมูลค่าเหล็กเดิมแล้วจำเลยควรรับผิดต่อโจทก์ร่วมไม่เกิน 150,000 บาท

คำวินิจฉัยและหลักกฎหมาย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 กำหนดว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพราะได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้

คำร้องดังกล่าวให้ถือว่าเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง แต่คำร้องจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์

เมื่อคดีนี้มีการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ มูลคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการกระทำละเมิด มูลหนี้ละเมิดที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินย่อมเป็นค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุ และดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าว

ส่วนค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าเกี่ยวกับสัญญาสื่อโฆษณาที่โจทก์ร่วมเรียกร้องนั้น มีมูลหนี้เกิดจากสัญญาเช่าพื้นที่ว่างเปล่าของผนังอาคารพาณิชย์ จึงเป็นคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ การฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามมาตรา 44/1 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การพิสูจน์ค่าเสียหายและการกำหนดค่าสินไหมทดแทน

สำหรับค่าเสียหายจากการรื้อโครงสร้างเหล็กป้ายโฆษณา ศาลฎีกาพิจารณาว่า การก่อสร้างโครงสร้างเหล็กป้ายโฆษณาขึ้นใหม่เพื่อใช้ในการโฆษณาเป็นเวลานานย่อมมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เนื่องจากเป็นโครงเหล็กขนาดใหญ่ ต้องติดตั้งด้วยความละเอียดรอบคอบและระมัดระวังเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและอาคารข้างเคียง ต้องมีความปลอดภัยต่ออาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร ใช้อุปกรณ์ เครื่องจักรและเครื่องมือขนาดใหญ่ และต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักวิชาการภายใต้การควบคุมและดูแลของวิศวกร

อย่างไรก็ตาม โครงเหล็กขณะติดตั้งย่อมเป็นโครงเหล็กใหม่เพื่อให้มีความแข็งแรงคงทนต่อการใช้งาน แต่เมื่อผ่านการใช้งานมานานย่อมมีการเสื่อมสภาพตามการใช้งาน เนื่องจากต้องตากแดดตากฝนและเกิดการกัดกร่อนเป็นเวลาหลายปี ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่ามีการติดตั้งป้ายมาตั้งแต่ปี 2558 โครงเหล็กที่รื้อจึงเป็นเหล็กเก่าตามสภาพที่ผ่านการใช้งานมานาน

ทั้งยังเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมจะต้องรื้อทรัพย์สินของตนออกจากอาคารพาณิชย์ เพราะจำเลยและโจทก์ร่วมไม่ประสงค์ทำสัญญาเช่ากันอีกต่อไปอยู่แล้ว แม้การรื้อถอนของจำเลยอาจทำให้โครงเหล็กเสียหายไปบ้าง แต่โจทก์ร่วมซึ่งฟ้องเรียกค่าเสียหายมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่าการรื้อถอนของจำเลยทำให้เกิดความเสียหายแก่โครงเหล็กป้ายโฆษณาของโจทก์ร่วมเพียงใด

ทางนำสืบของโจทก์ร่วมมีเพียงคำเบิกความโดยไม่ปรากฏหลักฐานสนับสนุนว่าเกิดความเสียหายแก่โครงเหล็กหรือทรัพย์สินของโจทก์ร่วมเพียงใดแน่ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรก จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

มาตรา 44/1 เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์เรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้ โดยไม่ต้องแยกไปดำเนินคดีส่วนแพ่งสำหรับความเสียหายที่อยู่ภายในขอบเขตของบทบัญญัติดังกล่าว แต่กฎหมายกำหนดขอบเขตของคำร้องไว้ว่า ต้องเป็นคำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญา

คดีนี้จึงต้องแยกมูลแห่งความเสียหายแต่ละส่วนออกจากกัน แม้ความเสียหายจะเกี่ยวข้องกับป้ายโฆษณาและการใช้พื้นที่เดียวกันก็ตาม ความเสียหายจากการรื้อโครงเหล็กมีมูลจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ส่วนค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าที่เกิดจากสัญญาสื่อโฆษณามีมูลหนี้จากสัญญาเช่า จึงไม่อยู่ในขอบเขตของคำร้องตามมาตรา 44/1

สำหรับจำนวนค่าสินไหมทดแทน ผู้เรียกร้องยังมีหน้าที่พิสูจน์ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินของตน ในคดีนี้ศาลฎีกานำสภาพของโครงเหล็ก ระยะเวลาที่ผ่านการใช้งาน ความเสื่อมสภาพ ข้อเท็จจริงที่โจทก์ร่วมจะต้องรื้อทรัพย์สินออกจากอาคารอยู่แล้ว และพยานหลักฐานเกี่ยวกับความเสียหายมาประกอบการพิจารณา เมื่อโจทก์ร่วมไม่สามารถนำสืบให้ทราบได้แน่นอนว่าการรื้อถอนทำให้ทรัพย์สินเสียหายเพียงใด การกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดจึงเหมาะสมแล้ว

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเรียกค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าที่มีมูลหนี้เกิดจากสัญญาเช่าไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามมาตรา 44/1 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนค่าเสียหายจากการรื้อโครงเหล็ก โจทก์ร่วมไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้แน่นอนว่าเกิดความเสียหายเพียงใด การกำหนดค่าสินไหมทดแทนของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การเรียกค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ต้องพิจารณาว่าความเสียหายที่เรียกร้องนั้นเป็นความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาหรือไม่ หากเป็นความรับผิดที่มีมูลจากสัญญา แม้จะเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงหรือทรัพย์สินเดียวกับคดีอาญา ก็ไม่อาจนำมารวมเป็นคำขอตามมาตรา 44/1 ได้

นอกจากนี้ การที่ความเสียหายอยู่ในขอบเขตของคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาไม่ได้หมายความว่าศาลจะกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนที่ผู้เสียหายเรียกร้องเสมอไป ผู้เสียหายยังมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่าการกระทำของจำเลยทำให้ทรัพย์สินเสียหายเพียงใด หากไม่สามารถพิสูจน์จำนวนความเสียหายได้แน่นอน ศาลย่อมกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรกได้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรก โดยต้องแยกความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ออกจากความเสียหายที่มีมูลหนี้เกิดจากสัญญาเช่า

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งกำหนดขอบเขตการเรียกค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายในคดีอาญา และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรก ซึ่งใช้ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ 

ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิด

ผู้เสียหายอาจยื่นคำร้องในคดีอาญาขอให้จำเลยชดใช้ความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ในคดีนี้คือค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาและดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าว

มูลหนี้ละเมิดกับมูลหนี้ตามสัญญา

ความเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณามีมูลจากการกระทำละเมิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ส่วนค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าที่เกิดจากสัญญาสื่อโฆษณามีมูลหนี้จากสัญญาเช่า จึงไม่อยู่ในขอบเขตคำร้องค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นความสำคัญของการพิจารณา “มูลแห่งความรับผิด” ของค่าเสียหายแต่ละรายการในการยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 แม้ความเสียหายหลายรายการจะเกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสียหายทั้งหมดจะสามารถนำมาเรียกร้องในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาได้

เมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณา มูลคดีส่วนแพ่งจากการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิด ค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กและดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดจึงอยู่ในขอบเขตที่พิจารณาได้ตามมาตรา 44/1 แต่ค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าที่มีมูลหนี้เกิดจากสัญญาเช่าเป็นความรับผิดอีกมูลหนึ่ง การเรียกให้จำเลยรับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามบทบัญญัติดังกล่าว

อีกประเด็นสำคัญคือภาระการพิสูจน์จำนวนความเสียหาย การมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนไม่ได้ทำให้ผู้เสียหายพ้นจากหน้าที่นำสืบพิสูจน์ความเสียหายของตน ในคดีนี้ แม้การรื้อถอนของจำเลยอาจทำให้โครงเหล็กเสียหายไปบ้าง แต่โจทก์ร่วมต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดขึ้นเพียงใด ขณะที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโครงเหล็กผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานาน มีการเสื่อมสภาพตามการใช้งาน และโจทก์ร่วมจะต้องรื้อทรัพย์สินออกจากอาคารพาณิชย์อยู่แล้วเพราะคู่กรณีไม่ประสงค์ทำสัญญาเช่ากันต่อไป

เมื่อทางนำสืบของโจทก์ร่วมมีเพียงคำเบิกความโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุนให้ทราบจำนวนความเสียหายที่แน่นอน ศาลจึงกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรกได้

คำพิพากษานี้จึงมีประโยชน์ในการแยกประเด็นการพิจารณาออกเป็นสองขั้นตอน กล่าวคือ ขั้นแรกต้องพิจารณาว่าค่าเสียหายที่เรียกร้องมีมูลจากการกระทำความผิดและอยู่ในขอบเขตของมาตรา 44/1 หรือไม่ และเมื่ออยู่ในขอบเขตดังกล่าวแล้ว ขั้นต่อไปจึงพิจารณาว่าผู้เสียหายสามารถนำสืบพิสูจน์จำนวนความเสียหายได้เพียงใด หากพิสูจน์จำนวนไม่ได้แน่นอน ศาลย่อมกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

ผู้เสียหายในคดีทำให้เสียทรัพย์เรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ หากผู้เสียหายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ในคดีนี้ความเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาเป็นมูลละเมิดที่เกิดจากความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ จึงอยู่ในขอบเขตของค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1

2. คำถาม

ค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าตามสัญญาเช่าเรียกรวมในคำร้องค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่ได้ในกรณีนี้ เพราะค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าที่โจทก์ร่วมเรียกร้องมีมูลหนี้เกิดจากสัญญาเช่า มิใช่ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ การเรียกให้รับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามมาตรา 44/1

3. คำถาม

ผู้เสียหายต้องพิสูจน์จำนวนความเสียหายจากการรื้อถอนทรัพย์สินหรือไม่

คำตอบ

ต้องพิสูจน์ ผู้เรียกร้องค่าเสียหายมีหน้าที่นำสืบว่าการรื้อถอนของจำเลยทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของตนเพียงใด ในคดีนี้โจทก์ร่วมมีเพียงคำเบิกความโดยไม่ปรากฏหลักฐานสนับสนุนว่าเกิดความเสียหายแก่โครงเหล็กหรือทรัพย์สินของโจทก์ร่วมเพียงใดแน่

4. คำถาม

หากพิสูจน์จำนวนค่าเสียหายไม่ได้แน่นอน ศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ ในคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรก และศาลฎีกาเห็นว่าการกำหนดค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4751/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน เพราะ...ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหาย และจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้" และมาตรา 44/1 วรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่ง จะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์" เมื่อคดีนี้มีการกระทำความผิดในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ มูลคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการกระทำละเมิด ดังนั้น มูลหนี้ละเมิดที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ย่อมเป็นค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุ และดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าวเท่านั้น แต่ที่โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าเกี่ยวกับสัญญาสื่อโฆษณา ซึ่งมีมูลหนี้อันเกิดขึ้นจากสัญญาเช่าพื้นที่ว่างเปล่าของผนังอาคารพาณิชย์ระหว่างผู้ให้เช่ากับโจทก์ร่วมมาด้วยจึงเป็นการมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ดังนั้นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358

ระหว่างพิจารณา บริษัท บ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 4,162,545 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การปฏิเสธแต่ก่อนสืบพยานจำเลยถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า โครงสร้างเหล็กที่จำเลยรื้อถอนสามารถนำไปประกอบขึ้นใหม่ได้ หากสร้างขึ้นใหม่โดยใช้วัสดุใหม่ที่ขนาดเท่าเดิม ค่าก่อสร้างรวมอุปกรณ์ไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้า ป้ายโครงเหล็กเดิมยังสามารถนำกลับไปติดตั้งใหม่ได้ หักมูลค่าเหล็กเดิมแล้วจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมไม่เกิน 150,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 นางสาวนันทวรรณ ซึ่งไม่ใช่เจ้าของอาคารพาณิชย์ได้ทำสัญญาให้เช่าที่ว่างเปล่าของผนังอาคารพาณิชย์กับโจทก์ร่วมเป็นเวลา 3 ปี หลังจากหมดสัญญาแล้ว เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ได้ทำสัญญาเช่าขึ้นเป็น 2 ฉบับ มีกำหนดฉบับละ 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 และตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีข้อสัญญาว่า ในกรณีถ้าเกิดมีการซื้อขายสถานที่ที่ให้เช่าเกิดขึ้น ผู้ให้เช่าจะต้องแจ้งให้กับผู้เช่าล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน หากผู้ให้เช่าประพฤติและปฏิบัติตนผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดนี้ ให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันสิ้นสุดลงตามกฎหมายทันที ผู้เช่ามีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายต่าง ๆ ได้ ในระหว่างนั้นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 จำเลยซื้ออาคารพาณิชย์ดังกล่าวมาจากนางรัตนกนก ผู้เป็นเจ้าของ ขณะที่ซื้อมามีโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุซึ่งมีขนาดใหญ่ของโจทก์ร่วมติดตั้งอยู่ชั้นบนสุดอาคารพาณิชย์ดังกล่าว ก่อนที่จำเลยจะรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาของโจทก์ร่วมออกไป จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ร่วมให้รื้อถอนก่อนแล้ว ต่อมาโจทก์ร่วมมีหนังสือแจ้งการรื้อถอนแก่จำเลยและหนังสือเข้าพื้นที่อาคารเพื่อรื้อถอนป้ายโฆษณา และระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2563 นางสาวเทอดนรีกานต์ พนักงานของโจทก์ร่วมเป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมในการเจรจาเกี่ยวกับการรื้อถอนป้ายโฆษณากับจำเลยทางแอปพลิเคชันไลน์ ในระหว่างนั้นโจทก์ร่วมนำเงินค่าเช่า 60,000 บาท ไปวางไว้ที่กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ต่อมาจำเลยไม่ยอมทำสัญญาเช่ากับโจทก์ร่วม โดยก่อนหน้านั้นโจทก์ร่วมได้รื้อถอนจอภาพแอลอีดีที่ใช้โฆษณาไปก่อนแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้แก่โจทก์ร่วมนั้นเหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะ...ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ทั้งนี้คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหายและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้" และมาตรา 44/1 วรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์" เมื่อคดีนี้มีการกระทำความผิดในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ของจำเลย มูลคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการกระทำละเมิด ดังนั้น มูลหนี้ละเมิดที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ย่อมเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการรื้อโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุ และดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าวเท่านั้น แต่ที่โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าเกี่ยวกับสัญญาสื่อโฆษณาซึ่งมีมูลหนี้อันเกิดขึ้นจากสัญญาเช่ามาด้วย จึงเป็นการมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ดังนั้น การฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับค่าเสียหายที่เกิดจากการรื้อโครงสร้างเหล็กป้ายโฆษณานั้น เห็นว่า การก่อสร้างโครงสร้างเหล็กป้ายโฆษณาขึ้นมาใหม่นั้นจะต้องเป็นการสร้างเพื่อติดตั้งป้ายโฆษณาขึ้นมาเพื่อหาประโยชน์จากการเช่าโดยต้องใช้ในงานการโฆษณาเป็นเวลานาน ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เนื่องจากโดยสภาพเป็นโครงเหล็กที่มีขนาดใหญ่มาก จึงต้องมีวิธีติดตั้งที่ละเอียดรอบคอบและด้วยความระมัดระวัง เพื่อมิให้ก่อความเสียหายแก่ผู้อื่นและอาคารข้างเคียง ทั้งต้องมีความปลอดภัยต่ออาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร มิฉะนั้นอาจไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ การติดตั้งต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องจักรและเครื่องมือขนาดใหญ่ แตกต่างจากการติดตั้งป้ายขนาดเล็กโดยทั่วไป โดยเฉพาะต้องทำให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและต้องอยู่ในความควบคุมและดูแลของวิศวกร ดังนั้น การก่อสร้างและติดตั้งโครงเหล็กป้ายโฆษณาจึงมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากกว่าการรื้อถอนมากเพราะการรื้อถอนไม่จำเป็นต้องทำโครงสร้างให้แข็งแรงเพื่อให้ใช้งานได้เป็นเวลานานเหมือนการติดตั้ง ทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับโครงเหล็กขณะติดตั้งย่อมมีสภาพเป็นโครงเหล็กใหม่เพื่อให้มีความแข็งแรงคงทนต่อการใช้งาน แต่เมื่อได้มีการใช้งานมานานแล้วย่อมต้องมีการเสื่อมสภาพไปตามการใช้งาน เนื่องจากต้องตากแดดตากฝนทำให้เกิดการกัดกร่อนเป็นเวลานานหลายปี หากไม่ได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี ซึ่งได้ความจากนางสาวเทอดนรีกานต์ว่ามีการติดตั้งป้ายมาตั้งแต่ปี 2558 ตรงกับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เป็นเวลา 9 ปีเศษ ดังนั้น ราคาเหล็กที่รื้อจากโครงสร้างป้ายจึงเป็นเหล็กที่เก่าตามสภาพที่ผ่านการใช้งานมานาน ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมจะต้องรื้อทรัพย์สินของตนออกไปจากอาคารพาณิชย์ เพราะจำเลยและโจทก์ร่วมไม่ประสงค์ทำสัญญาเช่ากันอีกต่อไปอยู่แล้วตามที่ปรากฏบทสนทนาของนางสาวเทอดนรีกานต์กับจำเลยผ่านแอปพลิเคชันไลน์ แม้การรื้อถอนของจำเลยย่อมอาจจะทำให้โครงเหล็กเสียหายไปบ้าง แต่การฟ้องเรียกค่าเสียหายโจทก์ร่วมมีหน้าที่ที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ว่าการรื้อถอนของจำเลยทำให้เกิดความเสียหายแก่โครงเหล็กป้ายโฆษณาของโจทก์ร่วมเพียงใด แต่จากทางนำสืบของโจทก์ร่วมคงมีแต่คำเบิกความลอย ๆ ไม่ปรากฏหลักฐานสนับสนุนว่าเกิดความเสียหายแก่โครงเหล็กหรือทรัพย์สินของโจทก์ร่วมเพียงใดแน่ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ตามควรแห่งพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรกมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

เรียกค่าเสียหายในคดีอาญาผิดมูลหนี้ อาจทำให้ศาลไม่รับวินิจฉัยค่าเสียหายส่วนนั้น  คดีนี้พนักงานอัยการฟ้องจำเลยฐานทำให้เสียทรัพย์จากการรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณา บริษัทผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์และขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน มาตรา 44/1 เปิดให้ผู้เสียหายเรียกความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย เมื่อความผิดเกิดจากการรื้อโครงเหล็ก มูลคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดจึงเป็นการกระทำละเมิด




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา

ติดป้ายหาเสียงเลือกตั้งผิดสถานที่ในวันเดียวกันหลายเขต เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม เมื่อผู้สมัครและพื้นที่กระทำความผิดแตกต่างกัน
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับเมื่อใด หากแยกฟ้องหลายคดีจากการกระทำเดียวกันถือเป็นกรรมเดียวหรือไม่ หลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
สิทธิผู้เสียหายเรียกค่าสินไหมในคดีอาญาทำได้เพียงใด และผู้ร่วมรับผิดทางแพ่งสามารถถูกเรียกเข้ามาในคดีอาญาได้หรือไม่ พร้อมหลักความรับผิดของลูกหนี้ร่วม
ฟ้องคดีอาญาไม่ระบุสถานที่เกิดเหตุ ศาลต้องยกฟ้องทันทีหรือสั่งแก้ฟ้องก่อน หลักเกณฑ์การใช้มาตรา 158 และมาตรา 161 ในคดีฉ้อโกงและแชร์ลูกโซ่
ฟ้องคดีประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้หรือไม่ หากผู้ตายมีส่วนประมาทเอง ผู้สืบสันดานมีอำนาจฟ้องหรือไม่ และฎีกาที่ไม่เปลี่ยนผลคดีมีผลอย่างไร
ฟ้องไม่ระบุมาตรา 83 ศาลลงโทษได้หรือไม่ หลักห้ามฎีกาข้อเท็จจริงและอำนาจศาลในการปรับบทกฎหมายอาญา
ฎีกาในคดีอาญาทำอย่างไรให้ถูกต้อง ศาลยกคำร้องเพราะไม่ขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย ผลของการยื่นฎีกาผิดขั้นตอนตามวิธีพิจารณาความอาญา
ฎีกาคดีแจ้งความเท็จและข้อจำกัดสิทธิฎีกาในคดีอาญา เมื่อศาลยกฟ้องทั้งสองศาล การอนุญาตฎีกาเฉพาะข้อเท็จจริงมีผลเพียงใด
สิทธิรับคืนหลักประกันในคดีอาญาเมื่อจำเลยเสียชีวิต ใครมีสิทธิแท้จริงระหว่างผู้จัดการมรดกกับผู้รับพินัยกรรม
คำสั่งไต่สวนมูลฟ้องเป็นที่สุด อุทธรณ์ไม่ได้เมื่อเป็นดุลพินิจศาลเกี่ยวกับพยานหลักฐานและการดำเนินกระบวนพิจารณา
คำพิพากษาคดีอาญาก่อนผูกพันคดีแพ่งหรือไม่ในคดีละเมิดจากอุบัติเหตุรถชน และความรับผิดของทายาทผู้รับมรดก
ข้อจำกัดอำนาจศาลในการสั่งคืนทรัพย์เมื่อไม่มีคำขอและไม่อยู่ในมาตรา 43
ประเด็นการตีความหมิ่นประมาทโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
นับโทษจำคุกผิดแก้ได้ไหม? คดีถึงที่สุดแล้วขอเปลี่ยนโทษได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไรตามกฎหมายอาญา
ไม่ไปเกณฑ์ทหารมีความผิดเสมอไหม? หากติดคุกอยู่จะถือว่าหลีกเลี่ยงหน้าที่หรือไม่ พร้อมคำตอบตามหลักกฎหมายอาญา
ฟ้องรัฐเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่? เมื่อศาลอาญายกฟ้องแล้ว คดีแพ่งยังเรียกละเมิดได้หรือเปล่า
สิทธิผู้เสียหายในคดีมรดกคือใคร ฟ้องได้หรือไม่เมื่อถูกตัดสิทธิในพินัยกรรม สิทธิผู้เสียหายในคดีทรัพย์มรดกและการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม
แข่งรถในทางมีโทษอะไรบ้าง? อุทธรณ์แล้วฎีกาได้ไหม และเมื่อไรคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ยอมความคดีแพ่ง แต่คดีอาญายังไม่จบ! ศาลฎีกาชี้ชัด ต้องยอมความอาญาโดยชัดแจ้งเท่านั้น
คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ & โรแมนซ์สแกม (ฎีกา 1207/2567)
สิทธิคดีอาญาระงับ, สิทธิคดีแพ่งหลังจำเลยถึงแก่ความตาย (ฎีกา 2232/2567)
ฟ้องต่างข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ยกฟ้องจำเลยฐานยักยอก,ป.วิ.อ. มาตรา 158, (ฎีกา 2427/2567)
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)-ฎีกา 6820/2567
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)ป.วิ.อ. มาตรา 84 (ฎีกา 6820/2567)
(ฎีกา 324/2568) สิทธิฟ้อง, โจทก์ร่วม, อุบัติเหตุจราจร
(ฎีกาที่ 3462/2567): อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและฟอกเงิน
(ฎีกาที่ 3672/2567): การทำร้ายร่างกายและการตีความการเพิ่มโทษในชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567: คดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน และประเด็นความชอบด้วยกฎหมายในคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567 การลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม และการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567: คดีลักทรัพย์-ขาดเจตนาทุจริต แต่ยังมีหน้าที่คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา – ความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยานกับบทบาทของพนักงานสอบสวน(ฎีกาที่ 8082/2567)
อำนาจฟ้องในคดีอาญาเมื่อสอบสวนโดยตำรวจผิดพื้นที่: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2568
การถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน, ความผิดฐานฟ้องเท็จ, มูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
โจทก์ร่วมในคดีอาญา, การใช้สิทธิผู้เสียหายแทนโจทก์ร่วมเดิม, การสืบสิทธิในคดีอาญา,
อัยการมีอำนาจฟ้องคดีทุจริตแทนอัยการสูงสุดได้หรือไม่ การแก้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร
ศาลลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด, อุทธรณ์คำพิพากษา, ขอให้เพิ่มโทษ,
อำนาจฟ้อง, คู่ความในคดี, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย,
การพิจารณาคดีไต่สวนมูลฟ้อง, คำสั่งศาลที่เด็ดขาด,
ถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจพนักงานสอบสวน & ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริงคดีอาวุธปืน (ฎีกา 1016/2567)
บันดาลโทสะลดโทษคดีทำร้ายร่างกาย & อำนาจศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย (ฎีกา 1109/2567)
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1(ฎีกาที่ 4687/2566)
ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม
แก้ไขโทษของความผิดถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยห้ามฎีกา
ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
อำนาจสอบสวนของกองปราบปราม
คำให้การชั้นสอบสวนแทนการสืบพยานในชั้นพิจารณา
ลดมาตราส่วนโทษในความผิดต้องห้ามฎีกา
ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด
คำรับสารภาพมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 157
พยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ
การกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอมสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ
ผู้เสียหายไม่มาเบิกความเป็นพยานในศาล
ผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย(บุตร)
ความรับผิดในทางแพ่ง-ผู้เสียหายโดยนิตินัย
การบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด
กรณีไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง-พิมพ์คำฟ้องโจทก์
คดีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญายื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้
ศาลชั้นต้นยกอายุความมายกคำร้อง ม.44/1 ไม่ชอบ
ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา | เรียกค่าเสียหาย
นายแพทย์กระทำอนาจารคนไข้อายุกว่า 15 ปี จำคุก 3 ปี ปรับ 20,000 บาท
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่แทนการยื่นอุทธรณ์
ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์
โจทก์ขอให้ลงโทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
แก้ไขคำพิพากษาที่อ่านแล้ว
จำคุกไม่เกิน5ปีห้ามคู่ความฎีกาข้อเท็จจริง
ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกายกฟ้อง
ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามอุทธรณ์
การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง
ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิด
พิพากษาถึงข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง
เพื่อการอนาจารเป็นเจตนาพิเศษ | การบรรยายฟ้อง
ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ | คดีถึงที่สุด
ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า
คำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวห้ามอุทธรณ์
มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา
อำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้อุทธรณ์-ฎีกา
ฎีกาไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์-ฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คดีขาดอายุความจึงชอบที่ศาลจะยกฟ้อง
คดีถึงที่สุดเมื่อครบกำหนดยื่นฎีกา
การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ต้องห้ามฎีกาเพราะไม่ได้อุทธรณ์ไว้
ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อย-จำคุกไม่เกินห้าปีห้ามฎีกา