ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิผู้เสียหายเรียกค่าสินไหมในคดีอาญาทำได้เพียงใด และผู้ร่วมรับผิดทางแพ่งสามารถถูกเรียกเข้ามาในคดีอาญาได้หรือไม่ พร้อมหลักความรับผิดของลูกหนี้ร่วม

ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้อย่างไร, ผู้เสียหายสามารถเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้หรือไม่, การเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญามีเงื่อนไขอย่างไร, ผู้ร่วมรับผิดทางแพ่งสามารถถูกเรียกในคดีอาญาได้หรือไม่, ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิดหลายคน, หลักลูกหนี้ร่วมตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, ความรับผิดของผู้ทำละเมิดเมื่อเกิดความเสียหายอันเดียวกัน, ผู้เสียหายฟ้องคดีแพ่งใหม่หลังคดีอาญาได้หรือไม่, ความรับผิดของผู้ขับรถประมาททั้งสองฝ่าย, ผู้ทำละเมิด 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้เสียหายในการยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาบังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมถึงขอบเขตของการใช้สิทธิดังกล่าวว่าผู้เสียหายสามารถขอให้บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ผู้กระทำความผิดเข้ามาร่วมรับผิดในคดีอาญาได้หรือไม่ อีกทั้งยังวินิจฉัยหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ทำละเมิดหลายคน เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายเพียงรายเดียวและผู้เสียหายมิได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย ศาลได้อธิบายความแตกต่างระหว่างการรับผิดของผู้กระทำความผิดในคดีอาญากับบุคคลที่อาจต้องร่วมรับผิดในทางแพ่ง ตลอดจนหลักลูกหนี้ร่วมและการแบ่งภาระความรับผิดระหว่างผู้ทำละเมิด ซึ่งเป็นหลักกฎหมายสำคัญสำหรับการเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาและคดีละเมิดที่เกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์โดยตรง 

ข้อเท็จจริงและประเด็นแห่งคดี

คดีนี้เกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส พร้อมทั้งมีความผิดตามกฎหมายจราจร โดยจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ต่อมาผู้เสียหายในฐานะผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหลายรายการ ได้แก่ ค่าทนทุกขเวทนา ค่ารักษาพยาบาลที่ผ่านมา ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ค่าเสียความสามารถในการประกอบอาชีพ และค่าอุปการะเลี้ยงดูมารดา รวมทั้งสิ้นหลายล้านบาท แต่ขอให้ศาลบังคับชำระเพียงบางส่วนพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 

ระหว่างการพิจารณาคดี ผู้ร้องยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกบริษัทประกันภัย เจ้าของรถ นายจ้าง และตัวการของผู้ขับรถอีกฝ่ายเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่ง โดยเห็นว่าบุคคลดังกล่าวอาจต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องด้วย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วม แต่ภายหลังผู้ร้องถอนคำร้องสำหรับบริษัทประกันภัยรายหนึ่ง เนื่องจากได้รับการชดใช้ค่าสินไหมตามสัญญาประกันภัยแล้ว ส่วนจำเลยร่วมรายอื่นยังคงต่อสู้คดีต่อไป 

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในคดีอาญา และกำหนดให้จำเลยทั้งสองรวมทั้งจำเลยร่วมบางรายร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง ต่อมาจำเลยบางรายและจำเลยร่วมบางรายอุทธรณ์ ทำให้เกิดประเด็นสำคัญว่าศาลสามารถเรียกบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ผู้กระทำความผิดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่งที่พิจารณารวมกับคดีอาญาได้หรือไม่ และหากผู้กระทำละเมิดต่างฝ่ายต่างประมาทจนก่อให้เกิดความเสียหายเดียวกัน ผู้กระทำละเมิดแต่ละคนจะต้องรับผิดเพียงตามส่วนแห่งความประมาทของตนเอง หรือจะต้องร่วมกันรับผิดทั้งหมดในฐานะลูกหนี้ร่วมตามกฎหมายแพ่ง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ในคดีนี้ 

คำวินิจฉัยของศาลเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในการเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา

ประเด็นสำคัญประการแรกที่ศาลฎีกาวินิจฉัย คือ ขอบเขตการใช้สิทธิของผู้เสียหายในการยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาบังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยศาลอธิบายว่า สิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะเพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง ดังนั้น การใช้สิทธินี้จึงต้องอยู่ภายในขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่อาจขยายไปถึงบุคคลอื่นที่มิใช่ผู้กระทำความผิด แม้ว่าบุคคลนั้นอาจมีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดในทางแพ่งก็ตาม เพราะการดำเนินคดีอาญาและการเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศาลสั่งบังคับผู้กระทำความผิดรับผิดในผลแห่งการกระทำของตนโดยตรง มิใช่เป็นกระบวนการรวมข้อพิพาททางแพ่งทั้งหมดที่อาจเกี่ยวข้องเข้ามาพิจารณาในคราวเดียว 

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า บุคคลที่ผู้ร้องขอให้เรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ได้แก่ เจ้าของรถ นายจ้าง และตัวการของผู้ขับรถ รวมทั้งบุคคลอื่นที่อาจต้องรับผิดในทางแพ่ง ล้วนมิใช่ผู้กระทำความผิดในคดีอาญานี้ แม้อาจมีฐานะเป็นผู้ร่วมรับผิดตามกฎหมายแพ่งในภายหลัง แต่ความรับผิดดังกล่าวมิได้เกิดจากการกระทำความผิดของบุคคลเหล่านั้นโดยตรง จึงไม่อยู่ในขอบเขตของการพิจารณาคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา ศาลจึงเห็นว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจเรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่งที่พิจารณารวมกับคดีอาญา และคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ให้ยกคำร้องในส่วนดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบแล้ว 

ศาลยังอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อบุคคลภายนอกมิใช่ผู้กระทำความผิดโดยตรง ผู้เสียหายยังคงมีสิทธินำคดีไปฟ้องบุคคลเหล่านั้นเป็นคดีแพ่งต่างหากได้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด การที่ศาลไม่อนุญาตให้เรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีอาญา มิได้หมายความว่าผู้เสียหายหมดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากบุคคลเหล่านั้น แต่เป็นเพียงการกำหนดช่องทางการใช้สิทธิให้เป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ทั้งศาลยังวินิจฉัยด้วยว่า ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ศาลต้องระบุไว้ในคำพิพากษาว่าผู้เสียหายยังมีสิทธิไปฟ้องเป็นคดีแพ่งใหม่ ดังนั้น แม้คำพิพากษาจะมิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้ง สิทธิในการฟ้องคดีแพ่งก็ยังคงมีอยู่ตามกฎหมายเช่นเดิม 

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ทำละเมิดหลายคนและหลักลูกหนี้ร่วม

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งของคดี คือ การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าตนมีความประมาทน้อยกว่าจำเลยที่ 1 จึงควรรับผิดชดใช้ค่าเสียหายน้อยกว่า ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่า แม้ผู้ขับรถทั้งสองต่างฝ่ายต่างประมาท และมิใช่การร่วมกันกระทำละเมิดในลักษณะที่มีการตกลงร่วมกันก่อให้เกิดความเสียหาย แต่เมื่อการกระทำของทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องซึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายเลย อีกทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายอันเดียวกันและเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกการชำระได้ ผู้ทำละเมิดทุกคนย่อมต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหายในฐานะลูกหนี้ร่วมตามกฎหมายแพ่ง การที่ฝ่ายหนึ่งจะมีความประมาทมากหรือน้อยกว่ากัน จึงไม่อาจนำมาใช้ลดความรับผิดต่อผู้เสียหายได้ 

ศาลฎีกาอธิบายต่อว่า หลักลูกหนี้ร่วมมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้เสียหายให้สามารถได้รับการชดใช้ค่าเสียหายครบถ้วน โดยไม่ต้องรับภาระพิสูจน์หรือแบ่งแยกสัดส่วนความรับผิดของผู้ทำละเมิดแต่ละคนในชั้นเรียกค่าเสียหาย เมื่อผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากการกระทำของผู้ทำละเมิดหลายคนซึ่งต่างเป็นเหตุให้เกิดผลเดียวกัน ผู้เสียหายจึงมีสิทธิเรียกให้ผู้ทำละเมิดคนใดคนหนึ่งหรือทุกคนร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดได้ ส่วนการแบ่งภาระความรับผิดระหว่างผู้ทำละเมิดแต่ละคน เป็นเรื่องที่ผู้ทำละเมิดต้องไปดำเนินการระหว่างกันเองภายหลัง ไม่กระทบต่อสิทธิของผู้เสียหายที่จะได้รับการเยียวยาอย่างครบถ้วนตามจำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง 

การวินิจฉัยเกี่ยวกับค่าเสียหายและหลักการกำหนดค่าสินไหมทดแทน

นอกจากประเด็นเรื่องสิทธิในการเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมและหลักความรับผิดของผู้ทำละเมิดหลายคนแล้ว ศาลฎีกายังได้วินิจฉัยถึงประเด็นการกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เหมาะสม โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจำนวนค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้สูงเกินกว่าความเสียหายที่ผู้ร้องได้รับ และเห็นว่าผู้ร้องควรได้รับค่าเสียหายไม่เกินจำนวนที่จำเลยกล่าวอ้าง อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า การกำหนดค่าสินไหมทดแทนต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดที่ปรากฏในสำนวน ทั้งสภาพความรุนแรงของการบาดเจ็บ ผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนความสามารถในการประกอบอาชีพที่สูญเสียไป ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาประกอบกันโดยละเอียดแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงจำนวนค่าเสียหายดังกล่าว 

จากข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟัง ผู้ร้องได้รับอันตรายสาหัสจากอุบัติเหตุจนกระดูกสันหลังบริเวณคอหัก ต้องเข้ารับการผ่าตัดและใส่โลหะดามกระดูก ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ทำให้แขนและขาทั้งสองข้างเป็นอัมพาต อีกทั้งกระดูกต้นขาขวาหักต้องเข้ารับการผ่าตัดเพิ่มเติม ผู้ร้องไม่สามารถเดินได้ ต้องใช้รถเข็นในการดำรงชีวิต แขนขวาสามารถยกได้เพียงบางส่วน ส่วนแขนซ้ายทำได้เพียงขยับแต่ไม่สามารถยกขึ้นได้ และยังต้องเข้ารับการทำกายภาพบำบัดรวมทั้งเดินทางไปรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความเสียหายมิได้จำกัดอยู่เพียงค่ารักษาพยาบาลในช่วงแรกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และค่าใช้จ่ายในการรักษาในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ 

ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบประกอบคำร้อง ไม่ว่าจะเป็นผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ใบรับรองแพทย์ รายการรักษาพยาบาล ใบสั่งยา ใบเสร็จรับเงิน รวมทั้งหลักฐานเกี่ยวกับการทำงานและรายได้ก่อนเกิดเหตุ ซึ่งแสดงว่าผู้ร้องประกอบอาชีพเป็นพนักงานในตำแหน่งหัวหน้างานและมีรายได้ประจำก่อนประสบอุบัติเหตุ แม้ว่าความเสียหายบางรายการจะไม่มีเอกสารพิสูจน์ได้ครบถ้วนทุกจำนวน แต่ศาลเห็นว่าจากพยานหลักฐานทั้งหมดสามารถรับฟังได้ว่าผู้ร้องได้รับความเสียหายจริง และมีเหตุสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ตามความเหมาะสมแห่งพฤติการณ์ของคดี โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับหลักฐานทางเอกสารของค่าใช้จ่ายทุกรายการเพียงอย่างเดียว 

ศาลชั้นต้นจึงกำหนดค่าเสียหายในหลายองค์ประกอบ ได้แก่ ค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน ค่ารักษาพยาบาลที่ผ่านมา ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต และค่าเสียหายจากการสูญเสียความสามารถในการประกอบการงาน จากนั้นนำจำนวนเงินที่ผู้ร้องได้รับชดใช้มาแล้วจากจำเลยทั้งสอง บริษัทประกันภัย และผู้รับประกันภัยภาคบังคับมาหักออกจากยอดค่าเสียหายรวม คงเหลือจำนวนเงินที่จำเลยต้องร่วมกันรับผิดชำระแก่ผู้ร้อง ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเป็นจำนวนที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะลดจำนวนค่าสินไหมทดแทนลงตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา 

คำพิพากษานี้จึงแสดงให้เห็นว่า การกำหนดค่าสินไหมทดแทนมิได้พิจารณาเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบในอนาคตที่เกิดจากการบาดเจ็บ ความจำเป็นในการรักษาอย่างต่อเนื่อง การสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพ และความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินอันเกิดจากการได้รับอันตรายสาหัส ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกันเพื่อกำหนดค่าเสียหายที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี และเมื่อเห็นว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจโดยรอบคอบและสอดคล้องกับพยานหลักฐานแล้ว ศาลฎีกาย่อมไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงจำนวนค่าเสียหายดังกล่าว 

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ได้รับจากคำพิพากษา

คำพิพากษานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญประการแรกว่า การใช้สิทธิของผู้เสียหายในการเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาเป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายจากผู้กระทำความผิดภายในกระบวนพิจารณาคดีอาญาเดียวกัน จึงมีขอบเขตจำกัดเฉพาะค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรงเท่านั้น บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ผู้กระทำความผิด แม้อาจมีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดในทางแพ่งตามกฎหมาย ก็ไม่อาจถูกเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่งที่พิจารณารวมกับคดีอาญาได้ เพราะความรับผิดของบุคคลดังกล่าวมิได้เกิดจากการกระทำความผิดอาญาโดยตรง หากผู้เสียหายประสงค์จะใช้สิทธิต่อบุคคลเหล่านั้น ย่อมต้องดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งแยกต่างหากตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นการแบ่งขอบเขตของการดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งให้ชัดเจนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย 

หลักกฎหมายสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การแยกความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิของผู้เสียหายกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ทำละเมิดด้วยกันเอง แม้ว่าผู้ทำละเมิดแต่ละคนจะมีระดับความประมาทแตกต่างกัน แต่เมื่อการกระทำของทุกฝ่ายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอันเดียวกันแก่ผู้เสียหาย และผู้เสียหายมิได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายนั้น ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิได้รับการชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดจากผู้ทำละเมิดทุกคนในฐานะลูกหนี้ร่วม โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าผู้ทำละเมิดแต่ละคนควรรับผิดเป็นสัดส่วนเท่าใด การแบ่งภาระความรับผิดตามระดับความประมาทเป็นเรื่องภายในระหว่างผู้ทำละเมิดแต่ละคน ซึ่งอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือดำเนินการตามกฎหมายต่อกันภายหลังได้ แต่ไม่อาจนำมาเป็นเหตุจำกัดสิทธิของผู้เสียหายในการได้รับการชดใช้ค่าเสียหายอย่างครบถ้วน 

คำพิพากษานี้ยังแสดงให้เห็นถึงหลักการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนของศาลว่า มิได้พิจารณาเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต แต่พิจารณาผลกระทบทั้งหมดที่เกิดจากการได้รับอันตรายสาหัส ทั้งในด้านร่างกาย การดำรงชีวิต การรักษาพยาบาลในอนาคต และความสามารถในการประกอบอาชีพที่ลดลง โดยศาลใช้พยานหลักฐานทุกประเภทประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นผลการตรวจของแพทย์ ใบรับรองแพทย์ หลักฐานค่าใช้จ่าย หลักฐานเกี่ยวกับรายได้ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพร่างกายของผู้เสียหาย เพื่อกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง การที่ผู้เสียหายไม่มีหลักฐานแสดงค่าใช้จ่ายครบทุกจำนวน จึงมิได้เป็นเหตุให้ศาลปฏิเสธการกำหนดค่าเสียหายในส่วนที่ศาลเห็นว่าเกิดขึ้นจริงตามพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดี 

ในอีกด้านหนึ่ง คำพิพากษานี้ยังสะท้อนหลักความมั่นคงของกระบวนพิจารณาคดี กล่าวคือ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยถูกต้องตามหลักกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาย่อมไม่เปลี่ยนแปลงคำพิพากษาโดยปราศจากเหตุอันสมควร ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม หรือประเด็นจำนวนค่าสินไหมทดแทน หากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาพยานหลักฐานโดยละเอียดและใช้ดุลพินิจภายในกรอบของกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาย่อมยืนยันผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความแน่นอนของสิทธิหน้าที่ของคู่ความ และสร้างมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน 

คำพิพากษานี้จึงมีคุณค่าในทางวิชาการและทางปฏิบัติอย่างยิ่ง เพราะวางหลักสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตการใช้สิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา หลักการแยกความรับผิดระหว่างผู้กระทำความผิดกับบุคคลภายนอก หลักลูกหนี้ร่วมของผู้ทำละเมิดหลายคน และหลักการกำหนดค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายอันเกิดจากอุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดอันตรายสาหัส ซึ่งล้วนเป็นหลักกฎหมายที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพิจารณาคดีที่มีลักษณะใกล้เคียงกันได้ภายใต้ข้อเท็จจริงของแต่ละคดี 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและความผิดตามกฎหมายจราจร โดยลงโทษจำคุกและปรับจำเลยทั้งสอง ลดโทษเนื่องจากรับสารภาพ และรอการลงโทษจำคุกพร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติและให้ทำกิจกรรมบริการสังคม ในส่วนแพ่งให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องจำนวน 3,108,840 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยยกคำขอในส่วนที่เหลือนอกจากนั้น 

2 ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่ง โดยเห็นว่าการเรียกจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เข้ามาในคดีอาญาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนดังกล่าว และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 สำหรับประเด็นอื่นทั้งในส่วนอาญาและจำนวนค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่แก้เป็นพับ 

3 ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาต้องเป็นการเรียกจากผู้กระทำความผิดโดยตรงเท่านั้น บุคคลภายนอกที่อาจต้องร่วมรับผิดในทางแพ่งไม่อาจถูกเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีดังกล่าวได้ และผู้เสียหายยังคงมีสิทธิฟ้องบุคคลเหล่านั้นเป็นคดีแพ่งใหม่ต่างหาก นอกจากนี้ศาลยังวินิจฉัยว่าผู้ทำละเมิดซึ่งต่างฝ่ายต่างประมาทและก่อให้เกิดความเสียหายอันเดียวกันแก่ผู้เสียหายต้องร่วมกันรับผิดทั้งหมดในฐานะลูกหนี้ร่วม ไม่อาจกำหนดให้ฝ่ายที่ประมาทน้อยกว่ารับผิดน้อยกว่าอีกฝ่ายต่อผู้เสียหายได้ ส่วนการกำหนดค่าสินไหมทดแทนของศาลชั้นต้นเป็นจำนวนที่เหมาะสมกับพยานหลักฐานและความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว จึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักกฎหมายสำคัญว่า สิทธิของผู้เสียหายในการเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาเป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะและมีขอบเขตจำกัดเฉพาะผู้กระทำความผิดโดยตรงเท่านั้น บุคคลซึ่งมิได้เป็นผู้กระทำความผิด แม้อาจต้องร่วมรับผิดในทางแพ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ก็ไม่อาจถูกนำเข้าสู่กระบวนพิจารณาคดีอาญาในฐานะจำเลยร่วมได้ ผู้เสียหายต้องใช้สิทธิเรียกร้องต่อบุคคลดังกล่าวโดยการฟ้องคดีแพ่งต่างหาก ทั้งนี้เพื่อรักษาขอบเขตของกระบวนพิจารณาคดีอาญาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

ในส่วนของความรับผิดจากละเมิด คำพิพากษาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อผู้ทำละเมิดหลายคนต่างเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอันเดียวกันแก่ผู้เสียหาย และผู้เสียหายมิได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้ทำละเมิดทุกคนย่อมต้องร่วมกันรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วม ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกให้ผู้ทำละเมิดคนใดคนหนึ่งหรือทุกคนร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดได้ ส่วนการแบ่งภาระความรับผิดตามระดับความประมาทเป็นเรื่องระหว่างผู้ทำละเมิดด้วยกันเอง ไม่อาจนำมาใช้จำกัดสิทธิของผู้เสียหายในการได้รับการชดใช้ความเสียหายอย่างครบถ้วน

คำพิพากษานี้ยังสะท้อนหลักการกำหนดค่าสินไหมทดแทนว่า ศาลต้องพิจารณาความเสียหายโดยรวมจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมด ทั้งความรุนแรงของการบาดเจ็บ ผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในอดีตและอนาคต ตลอดจนการสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพ เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง อันเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายให้ได้รับความเป็นธรรมตามหลักกฎหมายทั้งในทางอาญาและทางแพ่ง 

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับขอบเขตการใช้สิทธิของผู้เสียหายในการยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาบังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และหลักความรับผิดของผู้ทำละเมิดหลายคนเมื่อก่อให้เกิดความเสียหายอันเดียวกันแก่ผู้เสียหาย โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาสามารถเรียกได้เฉพาะจากผู้กระทำความผิดโดยตรงเท่านั้น ส่วนบุคคลภายนอกที่อาจต้องร่วมรับผิดในทางแพ่งไม่อาจถูกเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีดังกล่าวได้ ขณะเดียวกัน เมื่อผู้ทำละเมิดหลายคนต่างเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอันเดียวกัน ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกให้ผู้ทำละเมิดทุกคนร่วมกันรับผิดทั้งหมดในฐานะลูกหนี้ร่วม โดยไม่อาจลดความรับผิดของผู้ทำละเมิดคนหนึ่งเพราะมีความประมาทน้อยกว่าอีกฝ่ายได้ 

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสรุป

1 สิทธิผู้เสียหายในการเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา

แก่นสำคัญของคดีอยู่ที่หลักว่า ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาบังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้เฉพาะความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรงเท่านั้น หากเป็นบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ผู้กระทำความผิด แม้อาจต้องร่วมรับผิดในทางแพ่ง ก็ไม่อาจถูกเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีอาญา ผู้เสียหายต้องใช้สิทธิฟ้องบุคคลดังกล่าวเป็นคดีแพ่งต่างหากตามกฎหมาย 

2 หลักลูกหนี้ร่วมของผู้ทำละเมิดหลายคน

เมื่อผู้ทำละเมิดหลายคนต่างเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอันเดียวกันแก่ผู้เสียหาย และผู้เสียหายมิได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้ทำละเมิดทุกคนต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายทั้งหมดในฐานะลูกหนี้ร่วม ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าเสียหายทั้งหมดจากผู้ทำละเมิดทุกคนได้ โดยไม่ต้องแบ่งตามระดับความประมาทของแต่ละคน ส่วนการแบ่งภาระความรับผิดระหว่างผู้ทำละเมิดเป็นเรื่องที่ผู้ทำละเมิดต้องดำเนินการกันเองภายหลัง ไม่กระทบต่อสิทธิของผู้เสียหายในการได้รับการชดใช้ค่าเสียหายครบถ้วน 

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291

บทบัญญัตินี้เป็นหลักกฎหมายที่ใช้รองรับความรับผิดของผู้ทำละเมิดหลายคนในกรณีที่ความเสียหายเกิดจากการกระทำของบุคคลมากกว่าหนึ่งคน โดยมุ่งคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายให้ได้รับการเยียวยาอย่างครบถ้วน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการกระทำของบุคคลแต่ละคนล้วนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายเดียวกัน แม้บุคคลเหล่านั้นจะมิได้ร่วมกันกระทำละเมิดในลักษณะที่มีการตกลงหรือสมคบกันมาก่อน แต่หากการกระทำของแต่ละฝ่ายล้วนมีส่วนก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ผู้เสียหาย กฎหมายย่อมถือว่าผู้ทำละเมิดทุกคนต้องรับผิดร่วมกันต่อผู้เสียหาย หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้ผู้เสียหายต้องรับภาระพิสูจน์หรือแบ่งแยกความรับผิดของผู้ทำละเมิดแต่ละรายก่อนจะได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งยังป้องกันมิให้ผู้ทำละเมิดใช้เหตุว่าตนมีส่วนผิดน้อยกว่าผู้อื่นมาเป็นข้ออ้างเพื่อลดความรับผิดต่อผู้เสียหาย ในคดีนี้ศาลฎีการับฟังว่าผู้ขับรถทั้งสองฝ่ายต่างประมาทจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุและความเสียหายอันเดียวกันแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้มีส่วนทำให้เกิดเหตุ จึงมีสิทธิได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวนจากผู้ทำละเมิดทุกคนตามหลักความรับผิดร่วมที่กฎหมายบัญญัติไว้ ส่วนการแบ่งสัดส่วนภาระความรับผิดระหว่างผู้ทำละเมิดมิใช่ประเด็นที่ผู้เสียหายต้องรับภาระเกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องที่ผู้ทำละเมิดแต่ละคนจะไปดำเนินการกันเองตามสิทธิที่กฎหมายรับรองไว้ 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 301

บทบัญญัตินี้กำหนดหลักลูกหนี้ร่วมในกรณีที่หนี้มีลักษณะไม่อาจแบ่งแยกจากกันชำระได้ เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายเป็นความเสียหายอันเดียวกัน ผู้ทำละเมิดทุกคนย่อมมีฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ผู้เสียหายจึงมีสิทธิเรียกให้ผู้ทำละเมิดคนใดคนหนึ่งหรือทุกคนร่วมกันชำระหนี้ได้ทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องเรียกตามสัดส่วนแห่งความผิดของแต่ละคน หลักการดังกล่าวมุ่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้เสียหายให้สามารถได้รับการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาความยุ่งยากในการพิสูจน์ระดับความรับผิดของผู้ทำละเมิดแต่ละราย ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าตนมีความประมาทน้อยกว่าจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจนำเหตุนี้มาใช้ลดความรับผิดต่อผู้ร้องได้ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายอันเดียวกันและเป็นหนี้ที่แบ่งแยกจากกันชำระมิได้ ผู้ทำละเมิดทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดทั้งหมดต่อผู้ร้องในฐานะลูกหนี้ร่วม ส่วนการรับผิดมากน้อยเพียงใดระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นความสัมพันธ์ภายในระหว่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งไม่กระทบต่อสิทธิของผู้เสียหายที่จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายครบถ้วนตามที่ศาลกำหนด 

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1

บทบัญญัตินี้เป็นกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาบังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในคดีอาญาได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระของผู้เสียหายในการต้องฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหากและเพื่อให้การเยียวยาความเสียหายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สิทธิดังกล่าวมีขอบเขตจำกัดเฉพาะค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรงเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ผู้กระทำความผิด แม้บุคคลนั้นจะอาจต้องรับผิดในทางแพ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายก็ตาม ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เจ้าของรถ นายจ้าง ตัวการ และบุคคลอื่นที่ผู้ร้องขอให้เรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม มิใช่ผู้กระทำความผิดในคดีอาญา จึงไม่อาจถูกเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่งที่พิจารณารวมกับคดีอาญาได้ ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องต่อบุคคลดังกล่าวโดยการฟ้องคดีแพ่งใหม่ต่างหาก ทั้งยังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ศาลต้องระบุไว้ในคำพิพากษาว่าผู้เสียหายยังมีสิทธิฟ้องคดีใหม่ เพราะสิทธิดังกล่าวยังคงมีอยู่ตามกฎหมายโดยไม่จำเป็นต้องบัญญัติย้ำไว้ในคำพิพากษาอีกครั้ง 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม ผู้เสียหายสามารถเรียกเจ้าของรถ นายจ้าง หรือบุคคลที่อาจต้องร่วมรับผิดทางแพ่งเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีอาญาเพื่อให้ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่

คำตอบ 

ผู้เสียหายไม่อาจใช้สิทธิตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อเรียกเจ้าของรถ นายจ้าง ตัวการ หรือบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ผู้กระทำความผิดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่งที่พิจารณารวมกับคดีอาญาได้ แม้ว่าบุคคลดังกล่าวอาจต้องร่วมรับผิดในทางแพ่งก็ตาม เนื่องจากสิทธิของผู้เสียหายในการยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญามีขอบเขตเฉพาะความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรงเท่านั้น หากบุคคลใดมิใช่ผู้กระทำความผิดในคดีอาญา ศาลย่อมไม่มีอำนาจเรียกบุคคลนั้นเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การที่ศาลไม่รับบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีอาญา มิได้ทำให้สิทธิของผู้เสียหายในการเรียกค่าเสียหายจากบุคคลดังกล่าวสิ้นสุดลง ผู้เสียหายยังสามารถนำข้อพิพาทดังกล่าวไปฟ้องเป็นคดีแพ่งใหม่ได้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยการดำเนินคดีแพ่งดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิอีกช่องทางหนึ่งที่แยกต่างหากจากการใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา จึงต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายแพ่งและวิธีพิจารณาความแพ่งต่อไป 

2 คำถาม หากผู้ขับรถทั้งสองฝ่ายต่างประมาท แต่ฝ่ายหนึ่งประมาทน้อยกว่า จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายน้อยกว่าหรือไม่

คำตอบ 

ตามหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ เมื่อผู้ทำละเมิดหลายคนต่างเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอันเดียวกันแก่ผู้เสียหาย และผู้เสียหายมิได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้ทำละเมิดทุกคนต้องร่วมกันรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมต่อผู้เสียหายทั้งหมด แม้ว่าระดับความประมาทของแต่ละคนจะไม่เท่ากันก็ตาม ศาลจะไม่นำระดับความประมาทมาใช้กำหนดให้ผู้เสียหายได้รับค่าเสียหายจากแต่ละคนแตกต่างกัน เพราะกฎหมายมุ่งคุ้มครองผู้เสียหายให้ได้รับการเยียวยาอย่างครบถ้วนก่อน ส่วนความรับผิดมากน้อยเพียงใดระหว่างผู้ทำละเมิดแต่ละคน เป็นเรื่องความสัมพันธ์ภายในระหว่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งผู้ทำละเมิดสามารถใช้สิทธิเรียกร้องหรือแบ่งภาระกันภายหลังตามกฎหมายได้ แต่ไม่อาจนำเหตุนี้มาใช้ลดสิทธิของผู้เสียหายในการได้รับค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนตามที่ศาลกำหนดไว้ได้ 

3 คำถาม ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายในคดีนี้

คำตอบ 

ศาลพิจารณาค่าสินไหมทดแทนจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดที่ปรากฏในสำนวน มิได้พิจารณาเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบจากการได้รับอันตรายสาหัสในระยะยาว ทั้งสภาพร่างกายหลังเกิดเหตุ ความจำเป็นในการรักษาพยาบาลต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายในอนาคต การสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพ ตลอดจนความเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน โดยศาลรับฟังผลการตรวจของแพทย์ ใบรับรองแพทย์ หลักฐานค่ารักษาพยาบาล หลักฐานรายได้และการทำงานของผู้เสียหาย รวมทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำรงชีวิตภายหลังได้รับบาดเจ็บ แม้ว่าค่าเสียหายบางรายการจะไม่มีหลักฐานเป็นเอกสารครบทุกจำนวน ศาลก็สามารถใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้เหมาะสมกับพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีได้ หากเห็นว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายจริงและมีเหตุอันสมควรให้ได้รับการเยียวยา 

4 คำถาม หากผู้เสียหายได้รับเงินชดใช้จากบริษัทประกันภัยหรือจากผู้กระทำละเมิดบางส่วนแล้ว ยังสามารถเรียกค่าเสียหายส่วนที่เหลือได้หรือไม่

คำตอบ 

การที่ผู้เสียหายได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนจากผู้กระทำละเมิดหรือจากบริษัทประกันภัย มิได้ทำให้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่ยังไม่ได้รับสิ้นสุดลง ศาลจะนำจำนวนเงินที่ผู้เสียหายได้รับแล้วมาหักออกจากค่าเสียหายทั้งหมดที่ศาลเห็นสมควรกำหนดตามพยานหลักฐาน จากนั้นจึงกำหนดจำนวนเงินคงเหลือที่ผู้กระทำละเมิดยังต้องร่วมกันรับผิดชำระแก่ผู้เสียหาย หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาครบถ้วนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่ทำให้ได้รับเงินซ้ำซ้อนเกินกว่าความเสียหาย และในขณะเดียวกันก็ไม่ตัดสิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกค่าเสียหายส่วนที่ยังคงเหลือจากผู้ที่ต้องร่วมรับผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้การพิจารณาจะเป็นไปตามจำนวนความเสียหายที่ศาลรับฟังได้จากพยานหลักฐานในแต่ละกรณี 

บทสรุป

คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นแนววินิจฉัยที่แสดงให้เห็นถึงการกำหนดขอบเขตของสิทธิผู้เสียหายในการเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาไว้อย่างชัดเจน โดยศาลวินิจฉัยว่า การใช้สิทธิดังกล่าวต้องเป็นการเรียกร้องต่อผู้กระทำความผิดโดยตรงเท่านั้น ไม่อาจขยายไปถึงบุคคลภายนอกที่อาจต้องร่วมรับผิดในทางแพ่ง แม้ว่าบุคคลนั้นจะมีฐานะเป็นเจ้าของรถ นายจ้าง หรือบุคคลที่อาจต้องรับผิดตามกฎหมายแพ่งก็ตาม หากผู้เสียหายประสงค์จะใช้สิทธิต่อบุคคลดังกล่าว ย่อมต้องดำเนินการฟ้องเป็นคดีแพ่งใหม่ต่างหาก ซึ่งเป็นการแบ่งขอบเขตของกระบวนพิจารณาคดีอาญาและคดีแพ่งให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดแจ้ง 

ในอีกด้านหนึ่ง คำพิพากษานี้ยังกำหนดหลักสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ทำละเมิดหลายคน โดยยืนยันว่า เมื่อผู้ทำละเมิดต่างฝ่ายต่างประมาทและการกระทำของทุกฝ่ายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอันเดียวกันแก่ผู้เสียหาย ผู้ทำละเมิดทุกคนต้องร่วมกันรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วม ผู้เสียหายจึงมีสิทธิเรียกให้ผู้ทำละเมิดทุกคนร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดได้ โดยไม่ต้องแบ่งตามระดับความประมาทของแต่ละฝ่าย ส่วนการแบ่งภาระความรับผิดระหว่างผู้ทำละเมิดเป็นเรื่องภายในระหว่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุลดสิทธิของผู้เสียหายในการได้รับการชดใช้ค่าเสียหายอย่างครบถ้วนตามกฎหมาย 

นอกจากนี้ คำพิพากษายังสะท้อนหลักการกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่ให้ความสำคัญกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงของการบาดเจ็บ ผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ความจำเป็นในการรักษาพยาบาลในอนาคต การสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพ และความเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน โดยศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกัน เพื่อกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของคดี และเมื่อเห็นว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว ศาลฎีกาย่อมไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงจำนวนค่าเสียหายดังกล่าว 

สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย คำพิพากษานี้มีความสำคัญในฐานะแนวทางในการแยกประเด็นระหว่างการเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญากับการใช้สิทธิฟ้องคดีแพ่ง การวิเคราะห์สถานะของบุคคลที่จะต้องรับผิดตามกฎหมาย และการประยุกต์ใช้หลักลูกหนี้ร่วมในกรณีที่ผู้ทำละเมิดหลายคนก่อให้เกิดความเสียหายอันเดียวกันแก่ผู้เสียหาย ซึ่งล้วนเป็นหลักกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการดำเนินคดีและการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในทางปฏิบัติอย่างยิ่ง 

สาระสำคัญของคำพิพากษานี้มิได้อยู่เพียงการกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนหรือการวินิจฉัยข้อพิพาทเฉพาะคดีเท่านั้น หากแต่เป็นการวางหลักกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตการใช้สิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา หลักการแยกความรับผิดของผู้กระทำความผิดกับบุคคลภายนอก และหลักลูกหนี้ร่วมของผู้ทำละเมิดหลายคน อันเป็นแนวทางสำคัญในการตีความและบังคับใช้กฎหมายทั้งในทางอาญาและทางแพ่งต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะคดีอุบัติเหตุทางรถยนต์และคดีละเมิดที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ซึ่งจำเป็นต้องวินิจฉัยให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายและคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7004/2559

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนนั้น ต้องเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเพียงบุคคลภายนอกที่อาจจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในส่วนแพ่งเท่านั้น ไม่ใช่เป็นผู้กระทำความผิดคดีนี้ที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง ผู้ร้องจึงไม่อาจขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เข้ามาในคดีเพื่อให้ร่วมรับผิดในส่วนแพ่งได้ ผู้ร้องชอบที่จะนำคดีไปฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคดีแพ่งใหม่ต่างหากจากคดีนี้

จำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถกระบะกับจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถโดยสารประจำทางที่ผู้ร้องนั่งโดยสารมาด้วยต่างประมาทด้วยกัน มิใช่เป็นการร่วมกันกระทำละเมิด เมื่อผู้ร้องมิได้มีส่วนทำความผิดด้วยและความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายอันเดียวกัน เป็นหนี้อันจะแบ่งแยกจากกันชำระมิได้ ผู้ทำละเมิดทุกคนต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างลูกหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 301 ประกอบมาตรา 291 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายทั้งหมดต่อผู้ร้อง ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ประมาทน้อยกว่าจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายน้อยกว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ด้วยกันเอง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานายพิสิทธิ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าทนทุกขเวทนาและค่ารักษาพยาบาล ในช่วงแรกที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 500,000 บาท ค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลหลังจากออกจากโรงพยาบาลเดือนละ 55,000 บาท ถึงเดือนพฤศจิกายน 2555 เป็นเงิน 350,000 บาท ค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลในอนาคตเดือนละ 55,000 บาท อีก 20 เดือน เป็นเงิน 1,100,000 บาท ค่าเสียความสามารถประกอบการงาน 6,300,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูมารดา 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 8,550,000 บาท แต่ขอเรียกเพียง 7,150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เรียก บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัทพัทลุงทักษิณขนส่ง จำกัด นางวาสนา ซึ่งเป็นเจ้าของรถคันที่จำเลยที่ 2 ขับ และเป็นตัวการของจำเลยที่ 2 กับนางชินณัฎฐา ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้เรียกจำเลยร่วมดังกล่าวว่าจำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โดยลำดับ

จำเลยร่วมทั้งสี่ให้การขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาผู้ร้องขอถอนคำร้องในส่วนจำเลยร่วมที่ 1 เนื่องจากจำเลยร่วมที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้องตามสัญญาประกันภัยแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีในส่วนอาญาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี และปรับ 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี และปรับ 14,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี ตามเงื่อนไขและเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงินให้แก่ผู้ร้อง 3,108,840 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 จำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าเป็นจำเลยร่วม และยกคำพิพากษาในส่วนแพ่งที่เกี่ยวข้องกับจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีในส่วนอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับอันตรายสาหัส คดีถึงที่สุดไปแล้ว สำหรับคดีในส่วนแพ่งผู้ร้องได้รับชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 50,000 บาท จากจำเลยที่ 2 จำนวน 50,000 บาท จากจำเลยร่วมที่ 1 นอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาลอีก 450,000 บาท จากบริษัทเอเชียประกันภัย 1950 จำกัด ผู้รับประกันภัยภาคบังคับรถกระบะของจำเลยที่ 2 จำนวน 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 750,000 บาท ผู้ร้องขอถอนคำร้องในส่วนจำเลยร่วมที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่งตามคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจเรียกจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่งตามคำร้องของผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนนั้น ต้องเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเพียงบุคคลภายนอกที่อาจจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในส่วนแพ่งเท่านั้น ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดคดีนี้ที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง ผู้ร้องจึงไม่อาจขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เข้ามาในคดีเพื่อให้ร่วมรับผิดในส่วนแพ่งได้ ผู้ร้องชอบที่จะนำคดีไปฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคดีแพ่งใหม่ต่างหากจากคดีนี้ ทั้งไม่มีกฎหมายบังคับให้ศาลต้องกล่าวหรือแสดงในคำพิพากษาว่าไม่ตัดสิทธิผู้ร้องที่จะไปฟ้องเป็นคดีใหม่ดังที่ผู้ร้องฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่งตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นของผู้ร้องเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องน้อยกว่าจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ประมาทน้อยกว่าจำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถกระบะกับจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถโดยสารประจำทางที่ผู้ร้องนั่งโดยสารมาด้วยต่างประมาทด้วยกัน มิใช่เป็นการร่วมกันกระทำละเมิด เมื่อผู้ร้องมิได้มีส่วนทำความผิดด้วยและความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายอันเดียวกัน เป็นหนี้อันจะแบ่งแยกจากกันชำระมิได้ ผู้ทำละเมิดทุกคนต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างลูกหนี้ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 301 ประกอบมาตรา 291 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายทั้งหมดต่อผู้ร้อง ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ประมาทน้อยกว่าจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายน้อยกว่าจำเลยที่ 1 หาได้ไม่ ส่วนจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ด้วยกันเอง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปว่า ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดสูงเกินไปหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับน่าจะไม่เกิน 1,300,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้ผู้ร้อง 3,108,840 บาท นั้นสูงเกินไป เห็นว่า ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส กระดูกสันหลังระดับคอข้อที่ 5 หัก ต้องผ่าตัดดามกระดูกด้วยโลหะบริเวณคอ มีผลต่อระบบประสาทบริเวณกระดูกสันหลัง ทำให้แขนขาทั้งสองข้างเป็นอัมพาต และกระดูกต้นขาขวาหัก ต้องผ่าตัดใส่โลหะดามกระดูก ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง ทั้งผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องไม่สามารถขยับขาได้ต้องนั่งรถเข็น ปัจจุบันเพียงยกแขนขวาได้ แต่ไม่สุด ส่วนแขนซ้ายเพียงขยับได้ แต่ยกไม่ได้ ต้องทำกายภาพบำบัดและไปโรงพยาบาลทุกวัน นอกจากนี้ยังนำสืบแสดงรายการรักษาตามใบรับรองแพทย์ ค่าใช้จ่ายในการรักษาตามใบสั่งยาและใบเสร็จรับเงิน รวมทั้งหลักฐานที่บริษัทคริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) รับรองว่า ผู้ร้องเป็นพนักงานของบริษัทในตำแหน่งหัวหน้างานโครงสร้างและสถาปัตย์ 4 เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ในอัตราจ้างเดือนละ 24,510 บาท จริง แม้ค่าเสียหายบางรายการผู้ร้องไม่มีหลักฐานมาแสดง แต่ศาลชั้นต้นได้พิจารณาโดยละเอียดแล้วและเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 500,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 300,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต 1,000,000 บาท ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงาน 2,058,840 บาท ให้ผู้ร้อง รวมเป็นเงิน 3,858,840 บาท และคิดหักค่าเสียหายที่ผู้ร้องได้รับมาบางส่วนแล้วเป็นเงิน 750,000 บาท ออก คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดแก่ผู้ร้อง 3,108,840 บาท นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว หาใช่เป็นจำนวนที่สูงเกินความเป็นจริงดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหายของผู้ร้องจำนวนดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้เพียงใด  การฟ้องคดีผิดช่องทางอาจทำให้เสียเวลาและไม่ได้รับผลตามที่ต้องการ  ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาบังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้เฉพาะผู้กระทำความผิดโดยตรง บุคคลภายนอกที่อาจต้องร่วมรับผิดในทางแพ่ง เช่น เจ้าของรถ นายจ้าง หรือตัวการ ไม่อาจถูกเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีอาญาได้




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา

ฟ้องคดีอาญาไม่ระบุสถานที่เกิดเหตุ ศาลต้องยกฟ้องทันทีหรือสั่งแก้ฟ้องก่อน หลักเกณฑ์การใช้มาตรา 158 และมาตรา 161 ในคดีฉ้อโกงและแชร์ลูกโซ่
ฟ้องคดีประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้หรือไม่ หากผู้ตายมีส่วนประมาทเอง ผู้สืบสันดานมีอำนาจฟ้องหรือไม่ และฎีกาที่ไม่เปลี่ยนผลคดีมีผลอย่างไร
ฟ้องไม่ระบุมาตรา 83 ศาลลงโทษได้หรือไม่ หลักห้ามฎีกาข้อเท็จจริงและอำนาจศาลในการปรับบทกฎหมายอาญา
ฎีกาในคดีอาญาทำอย่างไรให้ถูกต้อง ศาลยกคำร้องเพราะไม่ขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย ผลของการยื่นฎีกาผิดขั้นตอนตามวิธีพิจารณาความอาญา
ฎีกาคดีแจ้งความเท็จและข้อจำกัดสิทธิฎีกาในคดีอาญา เมื่อศาลยกฟ้องทั้งสองศาล การอนุญาตฎีกาเฉพาะข้อเท็จจริงมีผลเพียงใด
สิทธิรับคืนหลักประกันในคดีอาญาเมื่อจำเลยเสียชีวิต ใครมีสิทธิแท้จริงระหว่างผู้จัดการมรดกกับผู้รับพินัยกรรม
คำสั่งไต่สวนมูลฟ้องเป็นที่สุด อุทธรณ์ไม่ได้เมื่อเป็นดุลพินิจศาลเกี่ยวกับพยานหลักฐานและการดำเนินกระบวนพิจารณา
คำพิพากษาคดีอาญาก่อนผูกพันคดีแพ่งหรือไม่ในคดีละเมิดจากอุบัติเหตุรถชน และความรับผิดของทายาทผู้รับมรดก
ข้อจำกัดอำนาจศาลในการสั่งคืนทรัพย์เมื่อไม่มีคำขอและไม่อยู่ในมาตรา 43
ประเด็นการตีความหมิ่นประมาทโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
นับโทษจำคุกผิดแก้ได้ไหม? คดีถึงที่สุดแล้วขอเปลี่ยนโทษได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไรตามกฎหมายอาญา
ไม่ไปเกณฑ์ทหารมีความผิดเสมอไหม? หากติดคุกอยู่จะถือว่าหลีกเลี่ยงหน้าที่หรือไม่ พร้อมคำตอบตามหลักกฎหมายอาญา
ฟ้องรัฐเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่? เมื่อศาลอาญายกฟ้องแล้ว คดีแพ่งยังเรียกละเมิดได้หรือเปล่า
สิทธิผู้เสียหายในคดีมรดกคือใคร ฟ้องได้หรือไม่เมื่อถูกตัดสิทธิในพินัยกรรม สิทธิผู้เสียหายในคดีทรัพย์มรดกและการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม
แข่งรถในทางมีโทษอะไรบ้าง? อุทธรณ์แล้วฎีกาได้ไหม และเมื่อไรคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ยอมความคดีแพ่ง แต่คดีอาญายังไม่จบ! ศาลฎีกาชี้ชัด ต้องยอมความอาญาโดยชัดแจ้งเท่านั้น
คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ & โรแมนซ์สแกม (ฎีกา 1207/2567)
สิทธิคดีอาญาระงับ, สิทธิคดีแพ่งหลังจำเลยถึงแก่ความตาย (ฎีกา 2232/2567)
ฟ้องต่างข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ยกฟ้องจำเลยฐานยักยอก,ป.วิ.อ. มาตรา 158, (ฎีกา 2427/2567)
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)-ฎีกา 6820/2567
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)ป.วิ.อ. มาตรา 84 (ฎีกา 6820/2567)
(ฎีกา 324/2568) สิทธิฟ้อง, โจทก์ร่วม, อุบัติเหตุจราจร
(ฎีกาที่ 3462/2567): อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและฟอกเงิน
(ฎีกาที่ 3672/2567): การทำร้ายร่างกายและการตีความการเพิ่มโทษในชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567: คดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน และประเด็นความชอบด้วยกฎหมายในคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567 การลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม และการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567: คดีลักทรัพย์-ขาดเจตนาทุจริต แต่ยังมีหน้าที่คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา – ความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยานกับบทบาทของพนักงานสอบสวน(ฎีกาที่ 8082/2567)
อำนาจฟ้องในคดีอาญาเมื่อสอบสวนโดยตำรวจผิดพื้นที่: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2568
การถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน, ความผิดฐานฟ้องเท็จ, มูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
โจทก์ร่วมในคดีอาญา, การใช้สิทธิผู้เสียหายแทนโจทก์ร่วมเดิม, การสืบสิทธิในคดีอาญา,
อัยการมีอำนาจฟ้องคดีทุจริตแทนอัยการสูงสุดได้หรือไม่ การแก้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร
ศาลลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด, อุทธรณ์คำพิพากษา, ขอให้เพิ่มโทษ,
อำนาจฟ้อง, คู่ความในคดี, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย,
การพิจารณาคดีไต่สวนมูลฟ้อง, คำสั่งศาลที่เด็ดขาด,
ถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจพนักงานสอบสวน & ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริงคดีอาวุธปืน (ฎีกา 1016/2567)
บันดาลโทสะลดโทษคดีทำร้ายร่างกาย & อำนาจศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย (ฎีกา 1109/2567)
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1(ฎีกาที่ 4687/2566)
ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม
แก้ไขโทษของความผิดถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยห้ามฎีกา
ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
อำนาจสอบสวนของกองปราบปราม
คำให้การชั้นสอบสวนแทนการสืบพยานในชั้นพิจารณา
ลดมาตราส่วนโทษในความผิดต้องห้ามฎีกา
ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด
คำรับสารภาพมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 157
พยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ
การกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอมสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ
ผู้เสียหายไม่มาเบิกความเป็นพยานในศาล
ผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย(บุตร)
ความรับผิดในทางแพ่ง-ผู้เสียหายโดยนิตินัย
การบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด
กรณีไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง-พิมพ์คำฟ้องโจทก์
คดีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญายื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้
ศาลชั้นต้นยกอายุความมายกคำร้อง ม.44/1 ไม่ชอบ
ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา | เรียกค่าเสียหาย
นายแพทย์กระทำอนาจารคนไข้อายุกว่า 15 ปี จำคุก 3 ปี ปรับ 20,000 บาท
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่แทนการยื่นอุทธรณ์
ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์
โจทก์ขอให้ลงโทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
แก้ไขคำพิพากษาที่อ่านแล้ว
จำคุกไม่เกิน5ปีห้ามคู่ความฎีกาข้อเท็จจริง
ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกายกฟ้อง
ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามอุทธรณ์
การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง
ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิด
พิพากษาถึงข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง
เพื่อการอนาจารเป็นเจตนาพิเศษ | การบรรยายฟ้อง
ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ | คดีถึงที่สุด
ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า
คำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวห้ามอุทธรณ์
มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา
อำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้อุทธรณ์-ฎีกา
ฎีกาไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์-ฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คดีขาดอายุความจึงชอบที่ศาลจะยกฟ้อง
คดีถึงที่สุดเมื่อครบกำหนดยื่นฎีกา
การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ต้องห้ามฎีกาเพราะไม่ได้อุทธรณ์ไว้
ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อย-จำคุกไม่เกินห้าปีห้ามฎีกา
กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม
โจทก์ฟ้องผิดวันจำเลยหลงต่อสู้