
| สิทธิรับคืนหลักประกันในคดีอาญาเมื่อจำเลยเสียชีวิต ใครมีสิทธิแท้จริงระหว่างผู้จัดการมรดกกับผู้รับพินัยกรรม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในทางปฏิบัติว่า เมื่อจำเลยในคดีอาญาถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณา อันทำให้คดีอาญาระงับและสัญญาประกันตัวสิ้นสุดลงตามกฎหมาย หลักประกันที่ใช้ในการปล่อยชั่วคราวควรคืนให้แก่ผู้ใด ระหว่างผู้จัดการมรดกซึ่งมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดก กับบุคคลซึ่งอ้างสิทธิเป็นผู้รับพินัยกรรมในทรัพย์ดังกล่าว โดยคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับมรดก รวมทั้งปัญหาการใช้ดุลพินิจของศาลในการรอผลคดีอื่นที่มีผลต่อสิทธิในทรัพย์ อันเป็นแนวทางสำคัญในการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับหลักประกันในคดีอาญา ข้อเท็จจริง คดีเริ่มจากโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดเกี่ยวกับเช็คหลายสำนวน และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 4 โดยใช้สมุดบัญชีเงินฝากเป็นหลักประกัน ต่อมาระหว่างเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย ศาลจึงจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยดังกล่าวและถือว่าสัญญาประกันสิ้นสุด ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกยื่นคำร้องขอคืนหลักประกัน ขณะเดียวกันผู้คัดค้านอ้างสิทธิเป็นผู้รับพินัยกรรมและยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันเช่นกัน ทำให้เกิดข้อพิพาทว่าใครมีสิทธิรับคืนทรัพย์ดังกล่าว ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัย ประเด็นแรก คือ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ถึงที่สุด เนื่องจากเป็นเรื่องกระบวนพิจารณาทางอาญาและไม่มีบทบัญญัติห้ามฎีกา ประเด็นที่สอง คือ ใครเป็นผู้ควรได้รับหลักประกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดก แต่เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์ และมีคดีเกี่ยวกับการตั้งผู้จัดการมรดกอยู่ระหว่างพิจารณา จึงยังไม่อาจชี้ขาดได้แน่ชัด ประเด็นสุดท้าย ศาลเห็นว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจให้รอผลคดีมรดกก่อนเป็นการชอบแล้ว วิเคราะห์หลักกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 118 เมื่อความรับผิดตามสัญญาประกันสิ้นสุด ต้องคืนหลักประกันแก่ “ผู้ที่ควรรับไป” ซึ่งมิใช่เพียงผู้ยื่นประกันเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาสิทธิในทรัพย์ตามกฎหมายแพ่งด้วย ส่วน ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) กำหนดให้คดีอาญาระงับเมื่อจำเลยตาย ส่งผลให้สัญญาประกันสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ เจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 118 มุ่งคุ้มครองสิทธิในทรัพย์ของผู้เกี่ยวข้อง มิให้ศาลคืนหลักประกันโดยขาดการพิจารณาว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง ขณะเดียวกันกฎหมายมรดก (ป.พ.พ. 1719) มุ่งให้ผู้จัดการมรดกรวบรวมทรัพย์เพื่อแบ่งแก่ทายาท แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อพิพาทที่ยังไม่ยุติ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสอดคล้องกันว่า เมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์ ศาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และอาจรอผลคดีอื่นที่มีผลผูกพัน เพื่อป้องกันการคืนทรัพย์ให้บุคคลที่ไม่มีสิทธิแท้จริง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้รอผลคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกก่อน แล้วจึงพิจารณาคืนหลักประกัน เนื่องจากยังมีข้อพิพาทเรื่องสิทธิในทรัพย์ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้คืนหลักประกันแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการรอผลคดีมรดกเป็นการใช้ดุลพินิจที่ถูกต้อง เพราะยังไม่อาจวินิจฉัยได้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้มีสิทธิรับทรัพย์ ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการคืนหลักประกันในคดีอาญามิใช่เป็นเพียงการคืนให้ผู้ยื่นประกันหรือผู้จัดการมรดกโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาถึงสิทธิในทรัพย์ตามกฎหมายแพ่งอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับพินัยกรรมหรือสถานะผู้จัดการมรดก ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจเพื่อชะลอการคืนทรัพย์ไว้ก่อนเพื่อป้องกันความเสียหายและคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียอย่างแท้จริง อันเป็นการผสานหลักกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่งเข้าด้วยกันอย่างมีดุลยภาพ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความคำว่า “ผู้ที่ควรรับไป” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 118 และผลของการระงับคดีอาญาเมื่อจำเลยถึงแก่ความตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ด้านล่างนี้คือ 2 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ผู้ที่ควรรับไป หมายถึงบุคคลที่มีสิทธิในทรัพย์ตามกฎหมายอย่างแท้จริง มิใช่เพียงผู้ครอบครองหรือผู้จัดการมรดกโดยตำแหน่ง หากมีข้อพิพาทต้องรอให้สิทธิชัดเจนก่อน 2. การระงับคดีอาญาเมื่อจำเลยตาย เมื่อจำเลยเสียชีวิต คดีอาญาย่อมระงับและสัญญาประกันสิ้นสุด แต่การคืนทรัพย์ยังต้องพิจารณาสิทธิในทางแพ่งประกอบ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-เมื่อจำเลยในคดีอาญาเสียชีวิต หลักประกันต้องคืนให้ผู้จัดการมรดกเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องคืนให้ผู้จัดการมรดกเสมอไป แม้ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ตามกฎหมายในการรวบรวมทรัพย์ของผู้ตายเข้าสู่กองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 แต่หลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 118 กำหนดให้คืนแก่ “ผู้ที่ควรรับไป” ซึ่งหมายถึงผู้มีสิทธิในทรัพย์โดยแท้จริง ดังนั้น หากมีบุคคลอื่นอ้างสิทธิ เช่น ผู้รับพินัยกรรม หรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์ ศาลต้องพิจารณาข้อเท็จจริงโดยละเอียด และอาจชะลอการคืนทรัพย์ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริง 2. คำถาม-ศาลสามารถรอผลคดีอื่นก่อนสั่งคืนหลักประกันได้หรือไม่ คำตอบ ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการรอผลคดีอื่นได้ หากคดีดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อการพิจารณาว่าใครเป็นผู้มีสิทธิรับหลักประกัน เช่น คดีเกี่ยวกับการตั้งผู้จัดการมรดก หรือข้อพิพาทเกี่ยวกับพินัยกรรม หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การคืนทรัพย์เป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม หากศาลรีบคืนหลักประกันโดยยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่แน่ชัด อาจทำให้เกิดข้อพิพาทซ้ำซ้อนหรือความเสียหายแก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริงได้ ดังนั้น การรอผลคดีอื่นจึงถือเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมตามหลักกฎหมาย 3. คำถาม-ผู้รับพินัยกรรมมีสิทธิขอคืนหลักประกันในคดีอาญาได้หรือไม่ คำตอบ ผู้รับพินัยกรรมอาจมีสิทธิขอคืนหลักประกันได้ หากทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันนั้นเป็นทรัพย์ที่ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกให้โดยชัดแจ้ง และพินัยกรรมดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย อย่างไรก็ดี การอ้างสิทธิดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลต้องคืนทรัพย์ให้ทันที หากยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความมีผลของพินัยกรรม สถานะของผู้จัดการมรดก หรือการเพิกถอนคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกเดิม ศาลย่อมต้องพิจารณาความชัดเจนแห่งสิทธิเป็นสำคัญ เพราะการคืนหลักประกันเป็นการจัดการทรัพย์ที่อาจกระทบสิทธิของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นโดยตรง ดังนั้น ผู้รับพินัยกรรมต้องพิสูจน์สิทธิของตนให้แน่นอนเสียก่อน 4. คำถาม-เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่เห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์ที่สั่งคืนหลักประกันให้ผู้ร้อง คำตอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ เพราะเห็นว่าขณะนั้นยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับบุคคลผู้มีสิทธิรับทรัพย์อย่างชัดแจ้ง กล่าวคือ แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลในขณะยื่นคำร้อง แต่ผู้คัดค้านก็อ้างว่าตนเป็นผู้รับพินัยกรรมและได้ดำเนินคดีขอถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก พร้อมทั้งขอให้ตนได้รับแต่งตั้งแทน คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างพิจารณา จึงยังไม่อาจสรุปได้แน่นอนว่าใครเป็นผู้ที่ควรได้รับสมุดบัญชีเงินฝากซึ่งเป็นหลักประกัน การที่ศาลอุทธรณ์สั่งคืนให้ผู้ร้องทันทีจึงเป็นการวินิจฉัยล่วงหน้าเกินกว่าข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รอฟังผลคดีมรดกก่อนนั้นชอบด้วยเหตุผลและชอบด้วยกฎหมายมากกว่า 5. คำถาม-เมื่อจำเลยตายในระหว่างพิจารณา คดีอาญาและสัญญาประกันมีผลอย่างไร คำตอบ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ส่งผลให้คดีอาญาสิ้นสุดลงเฉพาะตัวจำเลยผู้นั้น และหากจำเลยดังกล่าวเป็นบุคคลที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยมีหลักประกัน ความรับผิดตามสัญญาประกันย่อมหมดไปโดยเหตุอื่นตามกฎหมายด้วย เมื่อความรับผิดตามสัญญาประกันสิ้นสุดลง ศาลจึงมีหน้าที่ต้องคืนหลักประกันตามมาตรา 118 อย่างไรก็ตาม แม้หน้าที่คืนจะเกิดขึ้นแล้ว แต่การกำหนดว่าใครเป็นผู้รับคืนยังต้องอาศัยการพิจารณาสิทธิในทรัพย์โดยละเอียด หากมีข้อพิพาทเรื่องมรดกหรือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น ศาลย่อมต้องใช้ดุลพินิจอย่างระมัดระวังและไม่จำเป็นต้องคืนแก่ผู้ร้องขอคนแรกทันที 6. คำถาม-คำว่า “ผู้ที่ควรรับไป” ตามมาตรา 118 มีความหมายอย่างไร คำตอบ คำว่า “ผู้ที่ควรรับไป” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 118 เป็นถ้อยคำที่กว้างและมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายมิได้ใช้คำว่า “ผู้ประกัน” หรือ “เจ้าของหลักประกัน” โดยตรง แต่เปิดช่องให้ศาลพิจารณาสิทธิในทรัพย์ตามข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด คำดังกล่าวจึงหมายถึงบุคคลที่มีสิทธิสมบูรณ์หรือมีฐานะทางกฎหมายที่ดีที่สุดในการรับทรัพย์คืน ณ เวลาที่ศาลจะมีคำสั่ง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของทรัพย์เดิม ผู้จัดการมรดก ทายาทโดยธรรม หรือผู้รับพินัยกรรม ทั้งนี้หากสิทธิของแต่ละฝ่ายยังไม่ยุติ ศาลย่อมไม่อาจชี้ขาดได้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ที่ควรรับไป และอาจมีคำสั่งให้รอผลคดีอื่นก่อนเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย 7. คำถาม-ผู้จัดการมรดกมีอำนาจเพียงใดในการติดตามทรัพย์ของผู้ตายกลับคืนสู่กองมรดก คำตอบ ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการรวบรวม ดูแล จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ทายาทหรือผู้มีสิทธิตามพินัยกรรม โดยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจดำเนินการต่าง ๆ เท่าที่จำเป็นเพื่อให้การจัดการมรดกเสร็จสิ้น รวมถึงการติดตามทวงคืนทรัพย์ที่เป็นของผู้ตายหรือการยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันที่เป็นทรัพย์ของผู้ตายด้วย อย่างไรก็ดี อำนาจดังกล่าวมิใช่อำนาจเด็ดขาดเหนือข้อพิพาททั้งหมด หากมีบุคคลอื่นโต้แย้งสิทธิโดยมีมูล เช่น อ้างพินัยกรรมหรือคำสั่งศาลอื่นที่เกี่ยวข้อง ศาลก็ยังต้องตรวจสอบว่าผู้จัดการมรดกนั้นเป็นผู้มีอำนาจอยู่จริงหรือไม่ และทรัพย์นั้นควรเข้าสู่กองมรดกทั้งหมดหรือมีผู้รับเฉพาะทรัพย์เป็นการเฉพาะราย 8. คำถาม-คดีนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อการปฏิบัติงานของทนายความและผู้เกี่ยวข้อง คำตอบ คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะเป็นแนววินิจฉัยที่ชัดเจนว่า ข้อพิพาทเรื่องการคืนหลักประกันในคดีอาญาอาจเกี่ยวพันกับสิทธิในทางมรดกได้โดยตรง และไม่อาจพิจารณาแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง ทนายความต้องตระหนักว่า แม้กฎหมายอาญาจะกำหนดให้คืนหลักประกันเมื่อคดีสิ้นสุดหรือสัญญาประกันหมดไป แต่การร้องขอคืนหลักประกันยังต้องเตรียมพยานหลักฐานในทางแพ่งและมรดกให้พร้อมด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีข้ออ้างเรื่องพินัยกรรม การตั้งผู้จัดการมรดก หรือคำร้องถอนผู้จัดการมรดกเดิม คดีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวกับทรัพย์ของผู้ตายในคดีอาญาต้องประสานความเข้าใจทั้งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายแพ่งอย่างรอบด้าน สรุป คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า การคืนหลักประกันในคดีอาญาไม่ใช่เรื่องทางธุรการหรือผลสืบเนื่องอัตโนมัติจากการสิ้นสุดคดีเท่านั้น แต่เป็นการใช้อำนาจศาลเพื่อจัดการทรัพย์ที่อาจมีบุคคลหลายฝ่ายอ้างสิทธิแข่งขันกันอยู่ กฎหมายจึงใช้ถ้อยคำว่า “ผู้ที่ควรรับไป” เพื่อเปิดโอกาสให้ศาลตรวจสอบสิทธิในทางสารบัญญัติอย่างรอบคอบ ไม่จำกัดเพียงความเป็นผู้ยื่นหลักประกันในทางรูปแบบ ในกรณีที่ผู้ประกันหรือเจ้าของหลักประกันถึงแก่ความตาย ปัญหาย่อมไม่สิ้นสุดเพียงการชี้ว่าทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นมรดก หากแต่ต้องพิจารณาต่อไปอีกว่าผู้ใดมีอำนาจจัดการมรดก ผู้ใดเป็นทายาทหรือผู้รับพินัยกรรม และมีข้อพิพาทใดที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอื่นหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นเลือกจะรอผลคดีมรดกก่อน จึงเป็นการใช้อำนาจดุลพินิจบนพื้นฐานแห่งความระมัดระวัง เพื่อมิให้เกิดการคืนทรัพย์โดยคลาดเคลื่อนแล้วก่อให้เกิดข้อพิพาทซ้ำซ้อนหรือความเสียหายแก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริง นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า แม้เรื่องคืนหลักประกันจะเกิดขึ้นในคดีอาญา แต่เมื่อข้อพิพาทขยายไปถึงสิทธิในทรัพย์มรดก ศาลจำต้องประสานการใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเข้ากับกฎหมายแพ่งว่าด้วยมรดกอย่างกลมกลืน มิใช่แยกพิจารณาโดยเด็ดขาดจากกัน แนววินิจฉัยนี้จึงมีคุณูปการต่อการปฏิบัติงานของศาล ทนายความ ผู้จัดการมรดก และผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินของผู้ตายอย่างยิ่ง สาระสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การยืนยันว่า สิทธิในการรับคืนหลักประกันหลังการสิ้นสุดสัญญาประกัน ไม่ได้ขึ้นกับสถานะทางกระบวนพิจารณาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับฐานสิทธิในทรัพย์ตามกฎหมายโดยแท้จริง การมีคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกย่อมทำให้มีอำนาจรวบรวมทรัพย์ แต่ยังไม่ตัดสิทธิของบุคคลอื่นซึ่งอ้างสิทธิจำเพาะในทรัพย์นั้นตามพินัยกรรมหรือฐานกฎหมายอื่น เมื่อสิทธิยังไม่เป็นที่ยุติ ศาลย่อมมีอำนาจชะลอการคืนทรัพย์ไว้ก่อน คดีนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้อ้างอิงในบทความหรือคำอธิบายกฎหมายเรื่อง การคืนหลักประกันในคดีอาญา, สิทธิผู้จัดการมรดก, ข้อพิพาทเกี่ยวกับพินัยกรรม, และการใช้ดุลพินิจของศาลในกรณีที่มีกระบวนคดีหลายศาลเกี่ยวพันกัน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3478/2564 คดีนี้ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยนำสมุดบัญชีเงินฝากประจำธนาคารเป็นหลักประกัน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 4 ในระหว่างพิจารณา แต่ในระหว่างการเลื่อนคดีไปเพื่อนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 สัญญาประกันตัวจำเลยที่ 4 เป็นอันสิ้นสุดลง ศาลชั้นต้นต้องคืนหลักประกันแก่ผู้ประกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 118 แต่เมื่อจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ประกันถึงแก่ความตาย ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลและผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับมรดกหลักประกันดังกล่าวตามพินัยกรรมต่างยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น การพิจารณาคำร้องดังกล่าวย่อมเป็นกรณีพิจารณาความเกี่ยวกับสัญญาประกันตัวจำเลยที่ 4 ในคดีอาญา และเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาทางอาญา การใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. ภาค 4 ลักษณะ 1 และลักษณะ 2 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติว่าเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งหรือคำพิพากษาเป็นอย่างไรแล้ว ให้คำสั่งหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นถึงที่สุดแต่ประการใด ผู้คัดค้านจึงชอบที่จะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้คืนหลักประกันให้แก่ผู้ร้องได้ ป.วิ.อ. มาตรา 118 บัญญัติว่า "เมื่อคดีถึงที่สุดหรือความรับผิดตามสัญญาประกันหมดไปตามมาตรา 116 หรือโดยเหตุอื่น ให้คืนหลักประกันแก่ผู้ที่ควรรับไป" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตายอันเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) สัญญาประกันตัวจำเลยที่ 4 เป็นอันสิ้นสุดลง ศาลจึงชอบที่จะคืนหลักประกันให้แก่ผู้ที่ควรรับไป แม้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 4 ตามคำสั่งศาลมีหน้าที่ตามกฎหมายในการรวบรวมทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 4 ผู้ตายรวมเข้าไว้ในกองมรดกผู้ตายรวมถึงการขอคืนหลักประกันของจำเลยที่ 4 ผู้ตายเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 แต่เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันดังกล่าวด้วย โดยอ้างว่าจำเลยที่ 4 ทำพินัยกรรมยกมรดกเป็นสมุดบัญชีเงินฝากประจำดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้าน และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกและผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 4 ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดเพชรบุรี กรณีจึงยังฟังได้ไม่แน่นอนว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเป็นผู้ที่ควรได้รับสมุดบัญชีเงินฝากประจำอันเป็นหลักประกันไปจากศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นผู้สั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวใช้ดุลพินิจให้รอฟังคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรีในคดีดังกล่าว จึงชอบแล้ว ฎีกาย่อ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 รวม 3 สำนวน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งรวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน และให้เรียกจำเลยในสำนวนดังกล่าวว่า จำเลยที่ 4 โดยศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 4 ระหว่างพิจารณา โดยใช้สมุดบัญชีเงินฝากประจำเป็นหลักประกันรวม 2,250,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ ศาลจึงเลื่อนการอ่านคำพิพากษาเพื่อให้ผ่อนชำระหนี้ ระหว่างนั้นจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกยื่นคำร้องขอคืนหลักประกัน ศาลชั้นต้นจึงจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 และพิจารณาคำร้องดังกล่าว ขณะเดียวกันผู้คัดค้านยื่นคำร้องอ้างสิทธิเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรม และได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีเพื่อขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและแต่งตั้งตนแทน ศาลชั้นต้นเห็นว่ามีข้อพิพาทเรื่องสิทธิในทรัพย์มรดก จึงให้รอฟังคำสั่งของศาลจังหวัดเพชรบุรีก่อน ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้คืนหลักประกันแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญญาประกันในคดีอาญา การอุทธรณ์ฎีกาต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. และไม่มีบทบัญญัติให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถึงที่สุด ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิฎีกาได้ สำหรับประเด็นว่าใครเป็นผู้ควรได้รับหลักประกัน ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 แต่เมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์และสถานะผู้จัดการมรดกยังไม่ยุติ จึงยังไม่อาจวินิจฉัยได้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ที่ควรได้รับหลักประกัน การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจให้รอผลคดีมรดกก่อนจึงชอบแล้ว ฎีกาฉบับเต็ม คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83 รวม 3 สำนวน เป็นคดีหมายเลขดำที่ 6920/2550 คดีหมายเลขดำที่ 6921/2550 และคดีหมายเลขดำที่ 6922/2550 ของศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 8015/2552 คดีหมายเลขดำที่ 8016/2552 และคดีหมายเลขดำที่ 8017/2552 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 4 ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ตีราคาประกันแต่ละสำนวนรวมกัน 2,250,000 บาท โดยจำเลยที่ 4 นำสมุดบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 4 ซึ่งมีเงินฝาก 2,300,000 บาท เป็นหลักประกันจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพทั้งสามสำนวนและจำเลยในสำนวนอื่นให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาเพื่อให้จำเลยนี้และจำเลยอื่นผ่อนชำระหนี้ ในระหว่างการเลื่อนการอ่านคำพิพากษา วันที่ 16 ธันวาคม 2562 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 และผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ขอคืนหลักประกันที่เป็นสมุดบัญชีเงินฝากประจำดังกล่าว ศาลชั้นต้นนัดพร้อมคู่ความเพื่อสอบถามหรือนัดฟังคำพิพากษา โจทก์แถลงรับว่าจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตายแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (ที่ถูก เฉพาะจำเลยที่ 4) วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้รับมรดกเงินฝากประจำดังกล่าวและเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของจำเลยที่ 4 และยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีขอถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 4 และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของจำเลยที่ 4 คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลจังหวัดเพชรบุรี ขอให้สั่งคืนหลักประกันสมุดบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 4 ให้แก่ผู้คัดค้านศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณียังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงเห็นสมควรรอคำสั่งของศาลจังหวัดเพชรบุรีในการไต่สวนดังกล่าว หากศาลมีคำสั่งประการใด ให้ผู้มีส่วนได้เสียดังกล่าวแจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนหลักประกันให้แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของผู้ร้องก่อนว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยนำสมุดบัญชีเงินฝากประจำธนาคารเป็นหลักประกัน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 4 ในระหว่างพิจารณา แต่ในระหว่างการเลื่อนคดีไปเพื่อนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 สัญญาประกันตัวจำเลยที่ 4 เป็นอันสิ้นสุดลง ศาลชั้นต้นต้องคืนหลักประกันแก่ผู้ประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 118 แต่เมื่อจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ประกันถึงแก่ความตาย ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลและผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับมรดกหลักประกันดังกล่าวตามพินัยกรรมต่างยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น การพิจารณาคำร้องดังกล่าวย่อมเป็นกรณีพิจารณาความเกี่ยวกับสัญญาประกันตัวจำเลยที่ 4 ในคดีอาญา และเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาทางอาญาการใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 4 ลักษณะ 1 และลักษณะ 2 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติว่าเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งหรือคำพิพากษาเป็นอย่างไรแล้ว ให้คำสั่งหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นถึงที่สุดแต่ประการใด ผู้คัดค้านจึงชอบที่จะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้คืนหลักประกันให้แก่ผู้ร้องได้ นอกจากนั้น ฎีกาของผู้คัดค้านที่ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้รับมรดกและเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของจำเลยที่ 4 มีสิทธิขอคืนหลักประกัน แต่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 4 และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รอผลคดีดังกล่าวก่อนพิจารณาสั่งเรื่องคืนหลักประกันจึงชอบแล้ว นั้น ถือได้ว่าฎีกาของผู้คัดค้านโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งแล้ว จึงชอบที่ศาลฎีกาจะรับฎีกาดังกล่าวไว้พิจารณาได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ผู้ร้องเป็นผู้ที่ควรได้รับหลักประกันคืนจากศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 118 บัญญัติว่า "เมื่อคดีถึงที่สุดหรือความรับผิดตามสัญญาประกันหมดไปตามมาตรา 116 หรือโดยเหตุอื่น ให้คืนหลักประกันแก่ผู้ที่ควรรับไป" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตายอันเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) สัญญาประกันตัวจำเลยที่ 4 เป็นอันสิ้นสุดลง ศาลจึงชอบที่จะคืนหลักประกันให้แก่ผู้ที่ควรรับไป แม้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 4 ตามคำสั่งศาลมีหน้าที่ตามกฎหมายในการรวบรวมทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 4 ผู้ตายรวมเข้าไว้ในกองมรดกผู้ตายรวมถึงการขอคืนหลักประกันของจำเลยที่ 4 ผู้ตายเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 แต่เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันดังกล่าวด้วย โดยอ้างว่าจำเลยที่ 4 ทำพินัยกรรมยกมรดกเป็นสมุดบัญชีเงินฝากประจำดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้าน และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกและผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 4 ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดเพชรบุรี กรณีจึงยังฟังได้ไม่แน่นอนว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเป็นผู้ที่ควรได้รับสมุดบัญชีเงินฝากประจำอันเป็นหลักประกันไปจากศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นผู้สั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวใช้ดุลพินิจให้รอฟังคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรีในคดีดังกล่าว จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนหลักประกันแก่ผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น |



