
| สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับเมื่อใด หากแยกฟ้องหลายคดีจากการกระทำเดียวกันถือเป็นกรรมเดียวหรือไม่ หลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเกี่ยวกับการระงับสิทธินำคดีอาญามาฟ้องเมื่อศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วในความผิดที่ได้ฟ้อง โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่า แม้พนักงานอัยการจะแยกดำเนินคดีออกเป็นหลายคดีและกล่าวหาจำเลยในความผิดคนละฐาน แต่หากข้อเท็จจริงทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกัน เกิดจากการกระทำเดียวกัน มีเจตนาเดียวกัน และเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน การดำเนินคดีดังกล่าวย่อมถือเป็นการดำเนินคดีในเรื่องเดียวกัน เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีที่แยกฟ้องภายหลังย่อมระงับไปตามกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่แสดงให้เห็นหลักการตีความคำว่า การกระทำอันเดียวกัน กรรมเดียว และการคุ้มครองมิให้บุคคลต้องถูกดำเนินคดีซ้ำในเรื่องเดียวกัน อันเป็นหลักประกันสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่น โดยกล่าวหาว่าจำเลยข่มขู่ผู้เสียหายให้กลับไปคืนดีและคบหากันดังเดิม หากผู้เสียหายไม่ยินยอม จำเลยจะนำภาพเปลือยของผู้เสียหายที่ตนเคยถ่ายและเก็บไว้ไปเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก ทั้งยังขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาที่จำเลยเคยถูกพิพากษามาแล้วก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนเกิดคดีนี้ โจทก์เคยดำเนินคดีอาญาต่อจำเลยแล้ว โดยกล่าวหาว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย บังคับให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้า ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายภาพผู้เสียหายในสภาพเปลือยกาย ครอบครองภาพอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กไว้ในโทรศัพท์ และต่อมาส่งต่อภาพดังกล่าวผ่านโปรแกรมเมสเซนเจอร์ให้แก่บุคคลอื่นหลายครั้ง ซึ่งคดีดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สำหรับคดีที่ฟ้องภายหลัง แม้ข้อกล่าวหาจะเป็นความผิดอีกฐานหนึ่งและเหตุการณ์การข่มขู่จะเกิดขึ้นต่างวันและเวลาจากการส่งต่อภาพเปลือย แต่พฤติการณ์ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายคนเดียวกัน โดยการข่มขู่ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดี และอาศัยภาพเปลือยที่จำเลยมีไว้และเคยส่งต่อแล้วเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกับการกระทำที่ศาลเคยวินิจฉัยในคดีก่อนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ศาลฎีกายังรับฟังว่า จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกับคดีแรก และในชั้นสอบสวนโจทก์ย่อมทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ขณะนั้นแล้ว แต่กลับเลือกแยกดำเนินคดีออกเป็นอีกคดีหนึ่งในภายหลัง ทั้งที่ข้อเท็จจริงทั้งหมดเกิดจากเจตนาเดียวกันและเกี่ยวพันกันอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของปัญหาข้อกฎหมายว่าการฟ้องคดีภายหลังดังกล่าวยังสามารถดำเนินการได้หรือไม่ภายหลังคดีแรกมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คำวินิจฉัยของศาลและการวิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ระงับไปแล้วหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) โดยศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมดของทั้งสองคดี มิใช่พิจารณาเฉพาะชื่อฐานความผิดหรือวันที่เกิดเหตุ หากแต่พิจารณาถึงความเชื่อมโยงของพฤติการณ์ เจตนาของผู้กระทำ และวัตถุประสงค์ของการกระทำทั้งหมดประกอบกัน ศาลฎีกาวางหลักว่า บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่บัญญัติว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องนั้น มีเจตนารมณ์เพื่อใช้กับกรณีที่การกระทำก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน แม้ภายหลังจะมีการกล่าวหาว่าการกระทำนั้นเข้าข่ายความผิดหลายฐาน หรือมีการแยกฟ้องเป็นหลายคดี หากข้อเท็จจริงยังเป็นการกระทำเดียวกันที่มีความต่อเนื่องและเกี่ยวพันกัน ก็ไม่อาจนำมาฟ้องซ้ำได้อีก เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลย ศาลเห็นว่า การถ่ายภาพเปลือย การครอบครองภาพ การส่งต่อภาพ และการข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพเพื่อบังคับให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดี มิใช่เหตุการณ์ที่แยกขาดจากกันโดยเด็ดขาด แต่เป็นพฤติการณ์ที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันตลอด โดยการข่มขู่ในคดีนี้อาศัยภาพเปลือยซึ่งเป็นผลจากการกระทำที่ได้ถูกดำเนินคดีและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว อีกทั้งการข่มขู่ยังมีจุดมุ่งหมายเดียวกับการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนหน้า คือเพื่อบังคับให้ผู้เสียหายกลับมาคบหากับจำเลยดังเดิม จึงถือว่าทั้งสองคดีมีมูลเหตุจากการกระทำเดียวกันและเป็นส่วนหนึ่งของเจตนาเดียวกัน ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งว่า จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกับคดีแรก และในระหว่างการสอบสวนโจทก์ย่อมทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์การข่มขู่ทั้งหมดแล้ว แต่ไม่ได้ดำเนินคดีในคราวเดียวกัน ทั้งที่สามารถกล่าวอ้างฐานความผิดดังกล่าวรวมไว้ในคดีเดิมได้ การแยกดำเนินคดีในภายหลังจึงไม่ใช่กรณีที่เพิ่งค้นพบข้อเท็จจริงใหม่ หากแต่เป็นการนำพฤติการณ์ที่ทราบอยู่แล้วมาฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งภายหลังจากคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด ศาลจึงวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะกำหนดฐานความผิดในทั้งสองคดีแตกต่างกัน และเหตุการณ์บางส่วนจะเกิดขึ้นต่างวันต่างเวลา แต่เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมแล้ว การกระทำทั้งหมดมีผู้เสียหายคนเดียวกัน มีวัตถุประสงค์เดียวกัน มีเจตนาต่อเนื่องเดียวกัน และเชื่อมโยงกันโดยไม่อาจแยกออกจากกันได้ในทางข้อเท็จจริงและทางกฎหมาย จึงต้องถือว่าเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกันและเป็นความผิดกรรมเดียว ผลคือ เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่พิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และเมื่อประเด็นดังกล่าวเป็นเหตุให้ผลของคดียุติลงแล้ว ประเด็นฎีกาข้ออื่นจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อ เพราะไม่อาจทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความคำว่า "สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ซึ่งศาลฎีกาวางหลักว่า บทบัญญัติดังกล่าวมิได้พิจารณาเพียงว่าคดีหลังกล่าวหาความผิดคนละฐานกับคดีก่อนหรือไม่ หากแต่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่เป็นต้นกำเนิดของการกระทำทั้งหมดว่าเป็นการกระทำอันหนึ่งอันเดียวกันหรือเป็นพฤติการณ์ที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันจนไม่อาจแยกออกจากกันได้ หากเป็นเช่นนั้น แม้จะแยกฟ้องเป็นหลายคดีหรือกล่าวหาหลายฐานความผิด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีภายหลังก็ย่อมระงับไปเมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว การวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาว่าจะเป็นกรรมเดียวหรือไม่นั้น ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงโดยรวม มิใช่ยึดถือเพียงช่วงเวลาที่เกิดเหตุหรือชื่อฐานความผิดเป็นเกณฑ์ เพราะแม้การส่งต่อภาพเปลือยกับการข่มขู่จะเกิดขึ้นต่างวันและเวลาตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่การข่มขู่ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยอาศัยภาพเปลือยที่จำเลยเคยถ่าย ครอบครอง และส่งต่อมาก่อนแล้ว อีกทั้งมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการกดดันให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดีและคบหากับจำเลยดังเดิม จึงเป็นการกระทำที่มีความเชื่อมโยงต่อเนื่องทั้งในด้านข้อเท็จจริงและเจตนาของผู้กระทำ ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในวันที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน โจทก์ย่อมทราบพฤติการณ์ทั้งหมดเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยแล้ว จึงสามารถกล่าวอ้างฐานความผิดทั้งหมดรวมไว้ในคดีเดียวกันได้ตั้งแต่ต้น การเลือกดำเนินคดีเพียงบางฐานความผิดก่อน แล้วจึงนำข้อเท็จจริงที่ทราบอยู่แล้วมาฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งภายหลัง ย่อมไม่สอดคล้องกับหลักการของมาตรา 39 (4) ซึ่งมุ่งป้องกันมิให้มีการดำเนินคดีซ้ำในเรื่องเดียวกัน อันจะก่อให้เกิดภาระแก่จำเลยเกินสมควรและกระทบต่อความมั่นคงแน่นอนของกระบวนการยุติธรรม เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดร่วมกัน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการส่งต่อภาพเปลือยและการข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพมิใช่การกระทำที่แยกเป็นอิสระต่อกัน แต่เป็นพฤติการณ์ที่สืบเนื่องจากการกระทำเดียวกัน มีผู้เสียหายรายเดียวกัน มีวัตถุประสงค์เดียวกัน และเกิดจากเจตนาเดียวกันอย่างต่อเนื่อง จึงต้องถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว แม้โจทก์จะแยกดำเนินคดีออกเป็นสองสำนวนและกล่าวหาความผิดต่างฐานกันก็ตาม ผลทางกฎหมายจึงเป็นว่า เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีที่แยกฟ้องภายหลังย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย แนววินิจฉัยนี้สะท้อนให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่า การวินิจฉัยเรื่องการระงับสิทธินำคดีอาญามาฟ้องต้องพิจารณาจากสาระของการกระทำมากกว่ารูปแบบของคำฟ้อง กล่าวคือ หากการกระทำทั้งหมดมีต้นเหตุเดียวกัน เชื่อมโยงกันด้วยเจตนาเดียวกัน และเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์เดียวกัน การแบ่งแยกข้อกล่าวหาออกเป็นหลายฐานความผิดหรือหลายสำนวนย่อมไม่อาจทำให้เกิดสิทธิฟ้องคดีใหม่ได้ เพราะจะขัดต่อหลักกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองมิให้บุคคลต้องถูกดำเนินคดีอาญาซ้ำในเรื่องเดียวกันหลังจากมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว อันเป็นหลักประกันสำคัญของความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณาคดีอาญา สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการข่มขู่ผู้เสียหายที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้ เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่แล้วในสำนวนคดีก่อน และโจทก์สามารถกล่าวอ้างความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และมาตรา 309 รวมไว้ในคดีเดิมได้ตั้งแต่แรก อีกทั้งในชั้นพิจารณาคดีก่อนก็ปรากฏว่าการกระทำทั้งหมดเกิดจากเจตนาเดียวกันและเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกัน เมื่อคดีเดิมมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่อาจนำข้อเท็จจริงเดียวกันมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้อีก เพราะจะทำให้จำเลยต้องถูกดำเนินคดีในเรื่องเดียวกันซ้ำสองครั้ง อันขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยของกฎหมาย จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวตรวจสำนวนแล้วเห็นพ้องกับเหตุผลของศาลชั้นต้นว่า การดำเนินคดีครั้งนี้เป็นการนำข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกับคดีเดิมมาฟ้องใหม่ ทั้งที่คดีเดิมได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะแยกฟ้องเป็นคนละคดีและกล่าวหาความผิดคนละฐาน อีกทั้งเหตุการณ์บางส่วนจะเกิดขึ้นต่างวันและเวลากัน แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว การกระทำของจำเลยมีผู้เสียหายคนเดียวกัน มีเจตนาเดียวกัน และมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน โดยการข่มขู่ในคดีนี้อาศัยภาพเปลือยที่จำเลยเคยถ่าย ครอบครอง และส่งต่อซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในคดีเดิม เพื่อบังคับให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดี จึงเป็นการกระทำในเรื่องเดียวกันและเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่า การวินิจฉัยว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากสาระของข้อเท็จจริงและความสัมพันธ์ของการกระทำทั้งหมด มิใช่พิจารณาเพียงว่ามีการตั้งข้อหาเป็นคนละฐานความผิดหรือแยกฟ้องเป็นคนละสำนวน หากการกระทำทั้งหมดเกิดจากเจตนาเดียวกัน มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน และมุ่งไปสู่ผลเดียวกัน ย่อมถือเป็นการกระทำในเรื่องเดียวกัน เมื่อศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในส่วนที่เกี่ยวพันกับการกระทำนั้นย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองมิให้บุคคลต้องถูกดำเนินคดีอาญาซ้ำในเรื่องเดียวกัน สร้างความแน่นอนของคำพิพากษา และป้องกันการแบ่งแยกดำเนินคดีหลายครั้งจากข้อเท็จจริงชุดเดียว อันเป็นหลักประกันสำคัญของความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่พนักงานอัยการแยกฟ้องจำเลยเป็นหลายคดี แม้จะกล่าวหาคนละฐานความผิดและเหตุการณ์บางส่วนเกิดขึ้นต่างวันและเวลา แต่หากข้อเท็จจริงทั้งหมดเกิดจากเจตนาเดียวกัน มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน และเป็นการกระทำในเรื่องเดียวกัน เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีที่แยกฟ้องภายหลังย่อมระงับไปตามกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความสั้น ๆ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หลักกฎหมายนี้กำหนดว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว ย่อมไม่อาจนำการกระทำในเรื่องเดียวกันมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้อีก แม้จะเปลี่ยนฐานความผิดหรือแยกสำนวนฟ้องก็ตาม หากข้อเท็จจริงยังเป็นการกระทำเดียวกันที่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน กรรมเดียวและเจตนาต่อเนื่อง ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมว่า การกระทำทั้งหมดมีผู้เสียหายคนเดียวกัน มีวัตถุประสงค์เดียวกัน และเกิดจากเจตนาเดียวกันอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ละพฤติการณ์จะเกิดต่างวันและเวลาหรือถูกกล่าวหาเป็นคนละฐานความผิด ก็ยังถือเป็นการกระทำในเรื่องเดียวกัน ส่งผลให้ไม่อาจดำเนินคดีซ้ำภายหลังได้ หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) บทบัญญัตินี้กำหนดหลักว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้บุคคลต้องถูกดำเนินคดีอาญาซ้ำจากการกระทำในเรื่องเดียวกัน อันเป็นหลักประกันสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การพิจารณาว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวม ความต่อเนื่องของพฤติการณ์ และเจตนาของผู้กระทำ ไม่ใช่อาศัยเพียงชื่อฐานความผิดหรือวันที่เกิดเหตุ หากการกระทำทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกันจนถือเป็นกรรมเดียว เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธิในการนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีใหม่ย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย ทั้งยังเป็นการคุ้มครองจำเลยมิให้ต้องรับภาระต่อสู้คดีหลายครั้งจากข้อเท็จจริงชุดเดียว และทำให้คำพิพากษาที่ถึงที่สุดมีความมั่นคงแน่นอนในทางกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม หากพนักงานอัยการแยกฟ้องจำเลยเป็นหลายคดี โดยกล่าวหาความผิดคนละฐาน แต่ข้อเท็จจริงทั้งหมดเกิดจากเหตุการณ์เดียวกัน จะสามารถดำเนินคดีได้ทุกคดีหรือไม่ คำตอบ การแยกฟ้องเป็นหลายคดีไม่ได้หมายความว่าพนักงานอัยการจะมีสิทธิดำเนินคดีได้ทุกคดีเสมอไป เพราะศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมว่าการกระทำทั้งหมดเป็นการกระทำในเรื่องเดียวกันหรือไม่ หากแม้ข้อกล่าวหาจะเป็นคนละฐานความผิด หรือเหตุการณ์บางส่วนจะเกิดขึ้นต่างวันและเวลาตามที่ระบุในคำฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าการกระทำทั้งหมดมีผู้เสียหายรายเดียวกัน มีวัตถุประสงค์เดียวกัน และเกิดจากเจตนาเดียวกันอย่างต่อเนื่องจนไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำนั้นย่อมอาจถือเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อคดีแรกได้รับการวินิจฉัยจนมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีที่แยกฟ้องภายหลังย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ดังนั้น การพิจารณาว่าจะฟ้องได้หรือไม่นั้น ศาลจะวิเคราะห์จากความสัมพันธ์ของข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเฉพาะชื่อฐานความผิดหรือจำนวนสำนวนคดีเท่านั้น 2. คำถาม การที่เหตุการณ์เกิดขึ้นต่างวันและเวลาจะทำให้ถือว่าเป็นคนละคดีและสามารถฟ้องแยกกันได้เสมอหรือไม่ คำตอบ การเกิดเหตุคนละวันหรือคนละเวลาไม่ใช่เกณฑ์เด็ดขาดที่จะทำให้ถือว่าเป็นคนละคดี เพราะศาลจะพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าพฤติการณ์แต่ละช่วงเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำที่มีความต่อเนื่องกันหรือไม่ หากการกระทำภายหลังเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำก่อนหน้า ใช้วิธีการหรือวัตถุเดียวกันในการดำเนินการ มีผู้เสียหายรายเดียวกัน และมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน การกระทำทั้งหมดก็อาจถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันได้ แม้จะเกิดขึ้นต่างวันต่างเวลาก็ตาม คดีนี้ศาลเห็นว่าการข่มขู่ผู้เสียหายอาศัยภาพเปลือยที่จำเลยเคยถ่าย ครอบครอง และส่งต่อมาก่อน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดี จึงเป็นพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันและเป็นความผิดกรรมเดียว ส่งผลให้เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีหลังจึงระงับไปตามกฎหมาย 3. คำถาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) มีหลักการสำคัญอย่างไร และเหตุใดจึงทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป คำตอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) กำหนดหลักว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในเรื่องเดียวกันย่อมระงับไป หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษา คุ้มครองบุคคลมิให้ต้องถูกดำเนินคดีซ้ำจากข้อเท็จจริงชุดเดียว และรักษาความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การวินิจฉัยว่าคดีใดเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่นั้น ศาลมิได้พิจารณาเพียงชื่อฐานความผิดหรือจำนวนสำนวนคดี แต่จะพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมดว่ามีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ มีผู้เสียหายรายเดียวกันหรือไม่ และการกระทำทั้งหมดเกิดจากเจตนาเดียวกันหรือไม่ หากข้อเท็จจริงแสดงว่าการกระทำเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ แม้จะมีการฟ้องเป็นหลายคดี สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีภายหลังก็ย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย เพราะถือว่าเป็นการดำเนินคดีในเรื่องเดียวกันที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว 4. คำถาม เหตุใดศาลจึงเห็นว่าการข่มขู่ผู้เสียหายในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำเดียวกับคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว คำตอบ ศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมแล้วเห็นว่า การข่มขู่ผู้เสียหายในคดีนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระจากคดีก่อน แต่เป็นการอาศัยภาพเปลือยที่จำเลยเคยถ่าย ครอบครอง และส่งต่อซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในคดีเดิม มาใช้เป็นเครื่องมือกดดันผู้เสียหายให้กลับมาคืนดีและคบหากับจำเลยดังเดิม จึงเป็นพฤติการณ์ที่ต่อเนื่องจากการกระทำเดิม ทั้งยังมีผู้เสียหายรายเดียวกันและมีวัตถุประสงค์เดียวกัน ศาลจึงเห็นว่าการกระทำทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วยเจตนาเดียว มิใช่การกระทำที่แยกขาดออกจากกัน แม้โจทก์จะกำหนดข้อกล่าวหาเป็นอีกฐานความผิดและแยกยื่นฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งก็ตาม เมื่อคดีเดิมได้รับการพิพากษาจนถึงที่สุดแล้ว การนำข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกับการกระทำเดียวกันมาฟ้องอีกครั้งจึงเป็นกรณีที่สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) 5. คำถาม หลักการที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้มีความสำคัญต่อการดำเนินคดีอาญาในอนาคตอย่างไร คำตอบ แนววินิจฉัยในคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีอาญา เพราะแสดงให้เห็นว่าศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่แท้จริงของการกระทำมากกว่ารูปแบบของคำฟ้อง หากข้อเท็จจริงทั้งหมดมีความเกี่ยวพันกัน เกิดจากเจตนาเดียวกัน และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจนถือเป็นเรื่องเดียวกัน การแยกกล่าวหาเป็นหลายฐานความผิดหรือการแยกฟ้องเป็นหลายสำนวน ย่อมไม่ทำให้เกิดสิทธิในการดำเนินคดีซ้ำได้เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว หลักการดังกล่าวช่วยสร้างมาตรฐานให้หน่วยงานผู้ดำเนินคดีรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องไว้ในคดีเดียวเท่าที่กฎหมายเปิดโอกาส ลดความเสี่ยงที่จำเลยจะต้องต่อสู้คดีหลายครั้งจากข้อเท็จจริงชุดเดียว และทำให้การใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการคุ้มครองสิทธิของบุคคลและสร้างความมั่นคงแน่นอนให้แก่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) โดยชี้ให้เห็นว่า การพิจารณาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากสาระของข้อเท็จจริงและความเชื่อมโยงของการกระทำทั้งหมด มิใช่พิจารณาเพียงว่ามีการตั้งข้อหาเป็นคนละฐานความผิด หรือมีการแยกฟ้องเป็นคนละคดี หากข้อเท็จจริงแสดงว่าการกระทำทั้งหมดเกิดจากเจตนาเดียวกัน มีผู้เสียหายรายเดียวกัน มีวัตถุประสงค์เดียวกัน และเป็นพฤติการณ์ที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันจนถือเป็นการกระทำในเรื่องเดียวกัน แม้เหตุการณ์บางช่วงจะเกิดขึ้นต่างวันและเวลาหรือมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน ก็อาจถือเป็นความผิดกรรมเดียวได้ เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีที่แยกฟ้องภายหลังย่อมระงับไปตามกฎหมาย แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองมิให้บุคคลต้องถูกดำเนินคดีซ้ำในเรื่องเดียวกัน สร้างความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาที่ถึงที่สุด และกำหนดมาตรฐานให้การดำเนินคดีอาญาต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาที่เกี่ยวเนื่องกันไว้ในคราวเดียวเท่าที่สามารถกระทำได้ มิให้มีการแบ่งแยกข้อกล่าวหาเป็นหลายสำนวนจากข้อเท็จจริงชุดเดียวจนก่อให้เกิดภาระแก่จำเลยเกินสมควร ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการทำความเข้าใจหลักการเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ หลักกรรมเดียว และการตีความประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีอาญาและการคุ้มครองสิทธิของคู่ความในกระบวนการยุติธรรม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1343/2569 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ.45/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในคดีนี้ และบังคับล่อลวงให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออก แล้วใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปผู้เสียหายในขณะเปลือยกายและไม่สวมใส่เสื้อผ้าหลายรูป จำเลยครอบครองภาพอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กของผู้เสียหายไว้ โดยเก็บไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย ต่อมาจำเลยส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าวผ่านช่องทางโปรแกรมเมสเซนเจอร์หลายรูป ไปให้บุคคลอื่นหลายครั้ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามข่มขืนใจผู้เสียหายโดยจำเลยข่มขู่บังคับให้ผู้เสียหายกลับไปคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิม หากผู้เสียหายไม่ยอมกลับไปคืนดี จำเลยจะนำภาพโป๊เปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยได้ถ่ายไว้และมีไว้ในครอบครองของจำเลย อันเป็นความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นไปเผยแพร่ประจานในเฟซบุ๊ก แม้โจทก์จะแยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นสองคดีเป็นความผิดคนละฐานความผิดและเกิดขึ้นต่างวันและเวลากัน แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองคดีเป็นกรณีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน และมูลเหตุคดีนี้มาจากการกระทำอันเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ในความผิดฐานส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิมตามที่จำเลยได้ข่มขู่ผู้เสียหายไว้ การกระทำของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน และเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาต่อเนื่องเชื่อมโยงกับในคดีก่อน ย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว ดังนั้น เมื่อการกระทำตามฟ้องศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 309 และนับโทษจำคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น ว่า พนักงานสอบสวนและผู้เสียหายได้ใช้สิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยในเรื่องนี้เป็นคดีดังกล่าวแล้ว และได้บรรยายข้อเท็จจริงแห่งคดีโดยอาศัยเหตุข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแก่จำเลยแล้ว หากแต่โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างความผิดต่อกฎหมายและบทมาตราที่จะขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 309 ซึ่งสามารถทำได้ในคราวที่ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีดังกล่าว และในชั้นสอบคำให้การจำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์นำสืบก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดตามที่โจทก์กล่าวอ้างในสำนวนนี้ล้วนแต่มีเหตุอาศัยเจตนาเดียวกันของจำเลยที่ได้กระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว จึงต้องห้ามมิให้โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 เพราะหากจะให้โจทก์ยื่นคำฟ้องจำเลยเข้ามาอีกย่อมจะทำให้จำเลยถูกดำเนินคดีในเรื่องเดียวกันสองครั้งอันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย และเป็นแนวทางให้เจ้าพนักงานของรัฐแยกดำเนินคดีกับจำเลยในเรื่องเดียวกันในแต่ละกระทงความผิดอันเป็นสร้างภาระการต่อสู้คดีให้แก่จำเลย จึงให้ยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามข่มขืนใจเป็นอันระงับไปหรือไม่ เห็นว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ.45/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในคดีนี้ และบังคับล่อลวงให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออก แล้วใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปผู้เสียหายในขณะเปลือยกายและไม่สวมใส่เสื้อผ้าหลายรูป จำเลยครอบครองภาพอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กของผู้เสียหายไว้ โดยเก็บไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย ต่อมาจำเลยส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าวผ่านช่องทางโปรแกรมเมสเซนเจอร์หลายรูป ไปให้บุคคลอื่นหลายครั้ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามข่มขืนใจผู้เสียหาย โดยจำเลยข่มขู่บังคับให้ผู้เสียหายกลับไปคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิม หากผู้เสียหายไม่ยอมกลับไปคืนดี จำเลยจะนำภาพโป๊เปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยได้ถ่ายไว้และมีไว้ในครอบครองของจำเลย อันเป็นความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น ไปเผยแพร่ประจานในเฟซบุ๊ก แม้โจทก์จะแยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นสองคดีเป็นความผิดคนละฐานความผิดและเกิดขึ้นต่างวันและเวลากัน แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองคดีเป็นกรณีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน และมูลเหตุคดีนี้มาจากการกระทำอันเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ในความผิดฐานส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิมตามที่จำเลยได้ข่มขู่ผู้เสียหายไว้และเมื่อจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 15 สิงหาคม 2566 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับคดีแรกและจากการสอบสวนโจทก์ก็ต้องทราบพฤติการณ์ตั้งแต่นั้นแล้วถึงการกระทำความผิดดังกล่าวที่กระทำโดยเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน และเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาต่อเนื่องเชื่อมโยงกับในคดีก่อน ย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว ดังนั้น เมื่อการกระทำตามฟ้องศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน
|




