ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับเมื่อใด หากแยกฟ้องหลายคดีจากการกระทำเดียวกันถือเป็นกรรมเดียวหรือไม่ หลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับเมื่อใด การแยกฟ้องหลายคดีจากการกระทำเดียวกัน กรรมเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) คำพิพากษาถึงที่สุดกับสิทธิฟ้องคดี หลักการฟ้องซ้ำในคดีอาญา เจตนาเดียวกับการกระทำต่อเนื่อง ความผิดที่เกี่ยวพันกันในคดีอาญา การดำเนินคดีหลายฐานความผิดจากเหตุการณ์เดียว หลักการระงับสิทธินำคดีอาญามาฟ้อง การวินิจฉัยเรื่องกรรมเดียวของศาลฎีกา การใช้มาตรา 39 (4) ในคดีอาญา การคุ้มครองจำเลยจากการถูกดำเนินคดีซ้ำ เสร็จเด็ดขาด 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเกี่ยวกับการระงับสิทธินำคดีอาญามาฟ้องเมื่อศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วในความผิดที่ได้ฟ้อง โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่า แม้พนักงานอัยการจะแยกดำเนินคดีออกเป็นหลายคดีและกล่าวหาจำเลยในความผิดคนละฐาน แต่หากข้อเท็จจริงทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกัน เกิดจากการกระทำเดียวกัน มีเจตนาเดียวกัน และเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน การดำเนินคดีดังกล่าวย่อมถือเป็นการดำเนินคดีในเรื่องเดียวกัน เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีที่แยกฟ้องภายหลังย่อมระงับไปตามกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่แสดงให้เห็นหลักการตีความคำว่า การกระทำอันเดียวกัน กรรมเดียว และการคุ้มครองมิให้บุคคลต้องถูกดำเนินคดีซ้ำในเรื่องเดียวกัน อันเป็นหลักประกันสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา 

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่น โดยกล่าวหาว่าจำเลยข่มขู่ผู้เสียหายให้กลับไปคืนดีและคบหากันดังเดิม หากผู้เสียหายไม่ยินยอม จำเลยจะนำภาพเปลือยของผู้เสียหายที่ตนเคยถ่ายและเก็บไว้ไปเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก ทั้งยังขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาที่จำเลยเคยถูกพิพากษามาแล้วก่อนหน้านี้ 

อย่างไรก็ตาม ก่อนเกิดคดีนี้ โจทก์เคยดำเนินคดีอาญาต่อจำเลยแล้ว โดยกล่าวหาว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย บังคับให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้า ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายภาพผู้เสียหายในสภาพเปลือยกาย ครอบครองภาพอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กไว้ในโทรศัพท์ และต่อมาส่งต่อภาพดังกล่าวผ่านโปรแกรมเมสเซนเจอร์ให้แก่บุคคลอื่นหลายครั้ง ซึ่งคดีดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว 

สำหรับคดีที่ฟ้องภายหลัง แม้ข้อกล่าวหาจะเป็นความผิดอีกฐานหนึ่งและเหตุการณ์การข่มขู่จะเกิดขึ้นต่างวันและเวลาจากการส่งต่อภาพเปลือย แต่พฤติการณ์ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายคนเดียวกัน โดยการข่มขู่ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดี และอาศัยภาพเปลือยที่จำเลยมีไว้และเคยส่งต่อแล้วเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกับการกระทำที่ศาลเคยวินิจฉัยในคดีก่อนอย่างใกล้ชิด 

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังรับฟังว่า จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกับคดีแรก และในชั้นสอบสวนโจทก์ย่อมทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ขณะนั้นแล้ว แต่กลับเลือกแยกดำเนินคดีออกเป็นอีกคดีหนึ่งในภายหลัง ทั้งที่ข้อเท็จจริงทั้งหมดเกิดจากเจตนาเดียวกันและเกี่ยวพันกันอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของปัญหาข้อกฎหมายว่าการฟ้องคดีภายหลังดังกล่าวยังสามารถดำเนินการได้หรือไม่ภายหลังคดีแรกมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว 

คำวินิจฉัยของศาลและการวิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย

ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ระงับไปแล้วหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) โดยศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมดของทั้งสองคดี มิใช่พิจารณาเฉพาะชื่อฐานความผิดหรือวันที่เกิดเหตุ หากแต่พิจารณาถึงความเชื่อมโยงของพฤติการณ์ เจตนาของผู้กระทำ และวัตถุประสงค์ของการกระทำทั้งหมดประกอบกัน 

ศาลฎีกาวางหลักว่า บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่บัญญัติว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องนั้น มีเจตนารมณ์เพื่อใช้กับกรณีที่การกระทำก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน แม้ภายหลังจะมีการกล่าวหาว่าการกระทำนั้นเข้าข่ายความผิดหลายฐาน หรือมีการแยกฟ้องเป็นหลายคดี หากข้อเท็จจริงยังเป็นการกระทำเดียวกันที่มีความต่อเนื่องและเกี่ยวพันกัน ก็ไม่อาจนำมาฟ้องซ้ำได้อีก 

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลย ศาลเห็นว่า การถ่ายภาพเปลือย การครอบครองภาพ การส่งต่อภาพ และการข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพเพื่อบังคับให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดี มิใช่เหตุการณ์ที่แยกขาดจากกันโดยเด็ดขาด แต่เป็นพฤติการณ์ที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันตลอด โดยการข่มขู่ในคดีนี้อาศัยภาพเปลือยซึ่งเป็นผลจากการกระทำที่ได้ถูกดำเนินคดีและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว อีกทั้งการข่มขู่ยังมีจุดมุ่งหมายเดียวกับการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนหน้า คือเพื่อบังคับให้ผู้เสียหายกลับมาคบหากับจำเลยดังเดิม จึงถือว่าทั้งสองคดีมีมูลเหตุจากการกระทำเดียวกันและเป็นส่วนหนึ่งของเจตนาเดียวกัน 

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งว่า จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกับคดีแรก และในระหว่างการสอบสวนโจทก์ย่อมทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์การข่มขู่ทั้งหมดแล้ว แต่ไม่ได้ดำเนินคดีในคราวเดียวกัน ทั้งที่สามารถกล่าวอ้างฐานความผิดดังกล่าวรวมไว้ในคดีเดิมได้ การแยกดำเนินคดีในภายหลังจึงไม่ใช่กรณีที่เพิ่งค้นพบข้อเท็จจริงใหม่ หากแต่เป็นการนำพฤติการณ์ที่ทราบอยู่แล้วมาฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งภายหลังจากคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด 

ศาลจึงวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะกำหนดฐานความผิดในทั้งสองคดีแตกต่างกัน และเหตุการณ์บางส่วนจะเกิดขึ้นต่างวันต่างเวลา แต่เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมแล้ว การกระทำทั้งหมดมีผู้เสียหายคนเดียวกัน มีวัตถุประสงค์เดียวกัน มีเจตนาต่อเนื่องเดียวกัน และเชื่อมโยงกันโดยไม่อาจแยกออกจากกันได้ในทางข้อเท็จจริงและทางกฎหมาย จึงต้องถือว่าเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกันและเป็นความผิดกรรมเดียว ผลคือ เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง 

ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่พิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และเมื่อประเด็นดังกล่าวเป็นเหตุให้ผลของคดียุติลงแล้ว ประเด็นฎีกาข้ออื่นจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อ เพราะไม่อาจทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงได้ 

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย

หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความคำว่า "สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ซึ่งศาลฎีกาวางหลักว่า บทบัญญัติดังกล่าวมิได้พิจารณาเพียงว่าคดีหลังกล่าวหาความผิดคนละฐานกับคดีก่อนหรือไม่ หากแต่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่เป็นต้นกำเนิดของการกระทำทั้งหมดว่าเป็นการกระทำอันหนึ่งอันเดียวกันหรือเป็นพฤติการณ์ที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันจนไม่อาจแยกออกจากกันได้ หากเป็นเช่นนั้น แม้จะแยกฟ้องเป็นหลายคดีหรือกล่าวหาหลายฐานความผิด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีภายหลังก็ย่อมระงับไปเมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว 

การวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาว่าจะเป็นกรรมเดียวหรือไม่นั้น ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงโดยรวม มิใช่ยึดถือเพียงช่วงเวลาที่เกิดเหตุหรือชื่อฐานความผิดเป็นเกณฑ์ เพราะแม้การส่งต่อภาพเปลือยกับการข่มขู่จะเกิดขึ้นต่างวันและเวลาตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่การข่มขู่ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยอาศัยภาพเปลือยที่จำเลยเคยถ่าย ครอบครอง และส่งต่อมาก่อนแล้ว อีกทั้งมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการกดดันให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดีและคบหากับจำเลยดังเดิม จึงเป็นการกระทำที่มีความเชื่อมโยงต่อเนื่องทั้งในด้านข้อเท็จจริงและเจตนาของผู้กระทำ 

ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในวันที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน โจทก์ย่อมทราบพฤติการณ์ทั้งหมดเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยแล้ว จึงสามารถกล่าวอ้างฐานความผิดทั้งหมดรวมไว้ในคดีเดียวกันได้ตั้งแต่ต้น การเลือกดำเนินคดีเพียงบางฐานความผิดก่อน แล้วจึงนำข้อเท็จจริงที่ทราบอยู่แล้วมาฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งภายหลัง ย่อมไม่สอดคล้องกับหลักการของมาตรา 39 (4) ซึ่งมุ่งป้องกันมิให้มีการดำเนินคดีซ้ำในเรื่องเดียวกัน อันจะก่อให้เกิดภาระแก่จำเลยเกินสมควรและกระทบต่อความมั่นคงแน่นอนของกระบวนการยุติธรรม 

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดร่วมกัน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการส่งต่อภาพเปลือยและการข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพมิใช่การกระทำที่แยกเป็นอิสระต่อกัน แต่เป็นพฤติการณ์ที่สืบเนื่องจากการกระทำเดียวกัน มีผู้เสียหายรายเดียวกัน มีวัตถุประสงค์เดียวกัน และเกิดจากเจตนาเดียวกันอย่างต่อเนื่อง จึงต้องถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว แม้โจทก์จะแยกดำเนินคดีออกเป็นสองสำนวนและกล่าวหาความผิดต่างฐานกันก็ตาม ผลทางกฎหมายจึงเป็นว่า เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีที่แยกฟ้องภายหลังย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย 

แนววินิจฉัยนี้สะท้อนให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่า การวินิจฉัยเรื่องการระงับสิทธินำคดีอาญามาฟ้องต้องพิจารณาจากสาระของการกระทำมากกว่ารูปแบบของคำฟ้อง กล่าวคือ หากการกระทำทั้งหมดมีต้นเหตุเดียวกัน เชื่อมโยงกันด้วยเจตนาเดียวกัน และเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์เดียวกัน การแบ่งแยกข้อกล่าวหาออกเป็นหลายฐานความผิดหรือหลายสำนวนย่อมไม่อาจทำให้เกิดสิทธิฟ้องคดีใหม่ได้ เพราะจะขัดต่อหลักกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองมิให้บุคคลต้องถูกดำเนินคดีอาญาซ้ำในเรื่องเดียวกันหลังจากมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว อันเป็นหลักประกันสำคัญของความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณาคดีอาญา 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการข่มขู่ผู้เสียหายที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้ เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่แล้วในสำนวนคดีก่อน และโจทก์สามารถกล่าวอ้างความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และมาตรา 309 รวมไว้ในคดีเดิมได้ตั้งแต่แรก อีกทั้งในชั้นพิจารณาคดีก่อนก็ปรากฏว่าการกระทำทั้งหมดเกิดจากเจตนาเดียวกันและเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกัน เมื่อคดีเดิมมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่อาจนำข้อเท็จจริงเดียวกันมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้อีก เพราะจะทำให้จำเลยต้องถูกดำเนินคดีในเรื่องเดียวกันซ้ำสองครั้ง อันขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยของกฎหมาย จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวตรวจสำนวนแล้วเห็นพ้องกับเหตุผลของศาลชั้นต้นว่า การดำเนินคดีครั้งนี้เป็นการนำข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกับคดีเดิมมาฟ้องใหม่ ทั้งที่คดีเดิมได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะแยกฟ้องเป็นคนละคดีและกล่าวหาความผิดคนละฐาน อีกทั้งเหตุการณ์บางส่วนจะเกิดขึ้นต่างวันและเวลากัน แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว การกระทำของจำเลยมีผู้เสียหายคนเดียวกัน มีเจตนาเดียวกัน และมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน โดยการข่มขู่ในคดีนี้อาศัยภาพเปลือยที่จำเลยเคยถ่าย ครอบครอง และส่งต่อซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในคดีเดิม เพื่อบังคับให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดี จึงเป็นการกระทำในเรื่องเดียวกันและเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่า การวินิจฉัยว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากสาระของข้อเท็จจริงและความสัมพันธ์ของการกระทำทั้งหมด มิใช่พิจารณาเพียงว่ามีการตั้งข้อหาเป็นคนละฐานความผิดหรือแยกฟ้องเป็นคนละสำนวน หากการกระทำทั้งหมดเกิดจากเจตนาเดียวกัน มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน และมุ่งไปสู่ผลเดียวกัน ย่อมถือเป็นการกระทำในเรื่องเดียวกัน เมื่อศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในส่วนที่เกี่ยวพันกับการกระทำนั้นย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองมิให้บุคคลต้องถูกดำเนินคดีอาญาซ้ำในเรื่องเดียวกัน สร้างความแน่นอนของคำพิพากษา และป้องกันการแบ่งแยกดำเนินคดีหลายครั้งจากข้อเท็จจริงชุดเดียว อันเป็นหลักประกันสำคัญของความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่พนักงานอัยการแยกฟ้องจำเลยเป็นหลายคดี แม้จะกล่าวหาคนละฐานความผิดและเหตุการณ์บางส่วนเกิดขึ้นต่างวันและเวลา แต่หากข้อเท็จจริงทั้งหมดเกิดจากเจตนาเดียวกัน มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน และเป็นการกระทำในเรื่องเดียวกัน เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีที่แยกฟ้องภายหลังย่อมระงับไปตามกฎหมาย

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความสั้น ๆ

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4)

หลักกฎหมายนี้กำหนดว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว ย่อมไม่อาจนำการกระทำในเรื่องเดียวกันมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้อีก แม้จะเปลี่ยนฐานความผิดหรือแยกสำนวนฟ้องก็ตาม หากข้อเท็จจริงยังเป็นการกระทำเดียวกันที่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน

กรรมเดียวและเจตนาต่อเนื่อง

ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมว่า การกระทำทั้งหมดมีผู้เสียหายคนเดียวกัน มีวัตถุประสงค์เดียวกัน และเกิดจากเจตนาเดียวกันอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ละพฤติการณ์จะเกิดต่างวันและเวลาหรือถูกกล่าวหาเป็นคนละฐานความผิด ก็ยังถือเป็นการกระทำในเรื่องเดียวกัน ส่งผลให้ไม่อาจดำเนินคดีซ้ำภายหลังได้ 

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4)

บทบัญญัตินี้กำหนดหลักว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้บุคคลต้องถูกดำเนินคดีอาญาซ้ำจากการกระทำในเรื่องเดียวกัน อันเป็นหลักประกันสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การพิจารณาว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวม ความต่อเนื่องของพฤติการณ์ และเจตนาของผู้กระทำ ไม่ใช่อาศัยเพียงชื่อฐานความผิดหรือวันที่เกิดเหตุ หากการกระทำทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกันจนถือเป็นกรรมเดียว เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธิในการนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีใหม่ย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย ทั้งยังเป็นการคุ้มครองจำเลยมิให้ต้องรับภาระต่อสู้คดีหลายครั้งจากข้อเท็จจริงชุดเดียว และทำให้คำพิพากษาที่ถึงที่สุดมีความมั่นคงแน่นอนในทางกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

หากพนักงานอัยการแยกฟ้องจำเลยเป็นหลายคดี โดยกล่าวหาความผิดคนละฐาน แต่ข้อเท็จจริงทั้งหมดเกิดจากเหตุการณ์เดียวกัน จะสามารถดำเนินคดีได้ทุกคดีหรือไม่

คำตอบ

การแยกฟ้องเป็นหลายคดีไม่ได้หมายความว่าพนักงานอัยการจะมีสิทธิดำเนินคดีได้ทุกคดีเสมอไป เพราะศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมว่าการกระทำทั้งหมดเป็นการกระทำในเรื่องเดียวกันหรือไม่ หากแม้ข้อกล่าวหาจะเป็นคนละฐานความผิด หรือเหตุการณ์บางส่วนจะเกิดขึ้นต่างวันและเวลาตามที่ระบุในคำฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าการกระทำทั้งหมดมีผู้เสียหายรายเดียวกัน มีวัตถุประสงค์เดียวกัน และเกิดจากเจตนาเดียวกันอย่างต่อเนื่องจนไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำนั้นย่อมอาจถือเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อคดีแรกได้รับการวินิจฉัยจนมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีที่แยกฟ้องภายหลังย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ดังนั้น การพิจารณาว่าจะฟ้องได้หรือไม่นั้น ศาลจะวิเคราะห์จากความสัมพันธ์ของข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเฉพาะชื่อฐานความผิดหรือจำนวนสำนวนคดีเท่านั้น 

2. คำถาม

การที่เหตุการณ์เกิดขึ้นต่างวันและเวลาจะทำให้ถือว่าเป็นคนละคดีและสามารถฟ้องแยกกันได้เสมอหรือไม่

คำตอบ

การเกิดเหตุคนละวันหรือคนละเวลาไม่ใช่เกณฑ์เด็ดขาดที่จะทำให้ถือว่าเป็นคนละคดี เพราะศาลจะพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าพฤติการณ์แต่ละช่วงเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำที่มีความต่อเนื่องกันหรือไม่ หากการกระทำภายหลังเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำก่อนหน้า ใช้วิธีการหรือวัตถุเดียวกันในการดำเนินการ มีผู้เสียหายรายเดียวกัน และมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน การกระทำทั้งหมดก็อาจถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันได้ แม้จะเกิดขึ้นต่างวันต่างเวลาก็ตาม คดีนี้ศาลเห็นว่าการข่มขู่ผู้เสียหายอาศัยภาพเปลือยที่จำเลยเคยถ่าย ครอบครอง และส่งต่อมาก่อน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดี จึงเป็นพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันและเป็นความผิดกรรมเดียว ส่งผลให้เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีหลังจึงระงับไปตามกฎหมาย 

3. คำถาม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) มีหลักการสำคัญอย่างไร และเหตุใดจึงทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป

คำตอบ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) กำหนดหลักว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในเรื่องเดียวกันย่อมระงับไป หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษา คุ้มครองบุคคลมิให้ต้องถูกดำเนินคดีซ้ำจากข้อเท็จจริงชุดเดียว และรักษาความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การวินิจฉัยว่าคดีใดเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่นั้น ศาลมิได้พิจารณาเพียงชื่อฐานความผิดหรือจำนวนสำนวนคดี แต่จะพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมดว่ามีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ มีผู้เสียหายรายเดียวกันหรือไม่ และการกระทำทั้งหมดเกิดจากเจตนาเดียวกันหรือไม่ หากข้อเท็จจริงแสดงว่าการกระทำเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ แม้จะมีการฟ้องเป็นหลายคดี สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีภายหลังก็ย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย เพราะถือว่าเป็นการดำเนินคดีในเรื่องเดียวกันที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว 

4. คำถาม

เหตุใดศาลจึงเห็นว่าการข่มขู่ผู้เสียหายในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำเดียวกับคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว

คำตอบ

ศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมแล้วเห็นว่า การข่มขู่ผู้เสียหายในคดีนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระจากคดีก่อน แต่เป็นการอาศัยภาพเปลือยที่จำเลยเคยถ่าย ครอบครอง และส่งต่อซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในคดีเดิม มาใช้เป็นเครื่องมือกดดันผู้เสียหายให้กลับมาคืนดีและคบหากับจำเลยดังเดิม จึงเป็นพฤติการณ์ที่ต่อเนื่องจากการกระทำเดิม ทั้งยังมีผู้เสียหายรายเดียวกันและมีวัตถุประสงค์เดียวกัน ศาลจึงเห็นว่าการกระทำทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วยเจตนาเดียว มิใช่การกระทำที่แยกขาดออกจากกัน แม้โจทก์จะกำหนดข้อกล่าวหาเป็นอีกฐานความผิดและแยกยื่นฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งก็ตาม เมื่อคดีเดิมได้รับการพิพากษาจนถึงที่สุดแล้ว การนำข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกับการกระทำเดียวกันมาฟ้องอีกครั้งจึงเป็นกรณีที่สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) 

5. คำถาม

หลักการที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้มีความสำคัญต่อการดำเนินคดีอาญาในอนาคตอย่างไร

คำตอบ

แนววินิจฉัยในคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีอาญา เพราะแสดงให้เห็นว่าศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่แท้จริงของการกระทำมากกว่ารูปแบบของคำฟ้อง หากข้อเท็จจริงทั้งหมดมีความเกี่ยวพันกัน เกิดจากเจตนาเดียวกัน และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจนถือเป็นเรื่องเดียวกัน การแยกกล่าวหาเป็นหลายฐานความผิดหรือการแยกฟ้องเป็นหลายสำนวน ย่อมไม่ทำให้เกิดสิทธิในการดำเนินคดีซ้ำได้เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว หลักการดังกล่าวช่วยสร้างมาตรฐานให้หน่วยงานผู้ดำเนินคดีรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องไว้ในคดีเดียวเท่าที่กฎหมายเปิดโอกาส ลดความเสี่ยงที่จำเลยจะต้องต่อสู้คดีหลายครั้งจากข้อเท็จจริงชุดเดียว และทำให้การใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการคุ้มครองสิทธิของบุคคลและสร้างความมั่นคงแน่นอนให้แก่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา

บทสรุป

คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) โดยชี้ให้เห็นว่า การพิจารณาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากสาระของข้อเท็จจริงและความเชื่อมโยงของการกระทำทั้งหมด มิใช่พิจารณาเพียงว่ามีการตั้งข้อหาเป็นคนละฐานความผิด หรือมีการแยกฟ้องเป็นคนละคดี หากข้อเท็จจริงแสดงว่าการกระทำทั้งหมดเกิดจากเจตนาเดียวกัน มีผู้เสียหายรายเดียวกัน มีวัตถุประสงค์เดียวกัน และเป็นพฤติการณ์ที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันจนถือเป็นการกระทำในเรื่องเดียวกัน แม้เหตุการณ์บางช่วงจะเกิดขึ้นต่างวันและเวลาหรือมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน ก็อาจถือเป็นความผิดกรรมเดียวได้ เมื่อคดีแรกมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีที่แยกฟ้องภายหลังย่อมระงับไปตามกฎหมาย 

แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองมิให้บุคคลต้องถูกดำเนินคดีซ้ำในเรื่องเดียวกัน สร้างความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาที่ถึงที่สุด และกำหนดมาตรฐานให้การดำเนินคดีอาญาต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาที่เกี่ยวเนื่องกันไว้ในคราวเดียวเท่าที่สามารถกระทำได้ มิให้มีการแบ่งแยกข้อกล่าวหาเป็นหลายสำนวนจากข้อเท็จจริงชุดเดียวจนก่อให้เกิดภาระแก่จำเลยเกินสมควร ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการทำความเข้าใจหลักการเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ หลักกรรมเดียว และการตีความประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีอาญาและการคุ้มครองสิทธิของคู่ความในกระบวนการยุติธรรม 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1343/2569 

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ.45/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในคดีนี้ และบังคับล่อลวงให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออก แล้วใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปผู้เสียหายในขณะเปลือยกายและไม่สวมใส่เสื้อผ้าหลายรูป จำเลยครอบครองภาพอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กของผู้เสียหายไว้ โดยเก็บไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย ต่อมาจำเลยส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าวผ่านช่องทางโปรแกรมเมสเซนเจอร์หลายรูป ไปให้บุคคลอื่นหลายครั้ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามข่มขืนใจผู้เสียหายโดยจำเลยข่มขู่บังคับให้ผู้เสียหายกลับไปคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิม หากผู้เสียหายไม่ยอมกลับไปคืนดี จำเลยจะนำภาพโป๊เปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยได้ถ่ายไว้และมีไว้ในครอบครองของจำเลย อันเป็นความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นไปเผยแพร่ประจานในเฟซบุ๊ก แม้โจทก์จะแยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นสองคดีเป็นความผิดคนละฐานความผิดและเกิดขึ้นต่างวันและเวลากัน แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองคดีเป็นกรณีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน และมูลเหตุคดีนี้มาจากการกระทำอันเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ในความผิดฐานส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิมตามที่จำเลยได้ข่มขู่ผู้เสียหายไว้ การกระทำของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน และเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาต่อเนื่องเชื่อมโยงกับในคดีก่อน ย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว ดังนั้น เมื่อการกระทำตามฟ้องศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 309 และนับโทษจำคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น ว่า พนักงานสอบสวนและผู้เสียหายได้ใช้สิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยในเรื่องนี้เป็นคดีดังกล่าวแล้ว และได้บรรยายข้อเท็จจริงแห่งคดีโดยอาศัยเหตุข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแก่จำเลยแล้ว หากแต่โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างความผิดต่อกฎหมายและบทมาตราที่จะขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 309 ซึ่งสามารถทำได้ในคราวที่ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีดังกล่าว และในชั้นสอบคำให้การจำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์นำสืบก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดตามที่โจทก์กล่าวอ้างในสำนวนนี้ล้วนแต่มีเหตุอาศัยเจตนาเดียวกันของจำเลยที่ได้กระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว จึงต้องห้ามมิให้โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 เพราะหากจะให้โจทก์ยื่นคำฟ้องจำเลยเข้ามาอีกย่อมจะทำให้จำเลยถูกดำเนินคดีในเรื่องเดียวกันสองครั้งอันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย และเป็นแนวทางให้เจ้าพนักงานของรัฐแยกดำเนินคดีกับจำเลยในเรื่องเดียวกันในแต่ละกระทงความผิดอันเป็นสร้างภาระการต่อสู้คดีให้แก่จำเลย จึงให้ยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามข่มขืนใจเป็นอันระงับไปหรือไม่ เห็นว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ.45/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในคดีนี้ และบังคับล่อลวงให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออก แล้วใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปผู้เสียหายในขณะเปลือยกายและไม่สวมใส่เสื้อผ้าหลายรูป จำเลยครอบครองภาพอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กของผู้เสียหายไว้ โดยเก็บไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย ต่อมาจำเลยส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าวผ่านช่องทางโปรแกรมเมสเซนเจอร์หลายรูป ไปให้บุคคลอื่นหลายครั้ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามข่มขืนใจผู้เสียหาย โดยจำเลยข่มขู่บังคับให้ผู้เสียหายกลับไปคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิม หากผู้เสียหายไม่ยอมกลับไปคืนดี จำเลยจะนำภาพโป๊เปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยได้ถ่ายไว้และมีไว้ในครอบครองของจำเลย อันเป็นความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น ไปเผยแพร่ประจานในเฟซบุ๊ก แม้โจทก์จะแยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นสองคดีเป็นความผิดคนละฐานความผิดและเกิดขึ้นต่างวันและเวลากัน แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองคดีเป็นกรณีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน และมูลเหตุคดีนี้มาจากการกระทำอันเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ในความผิดฐานส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิมตามที่จำเลยได้ข่มขู่ผู้เสียหายไว้และเมื่อจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 15 สิงหาคม 2566 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับคดีแรกและจากการสอบสวนโจทก์ก็ต้องทราบพฤติการณ์ตั้งแต่นั้นแล้วถึงการกระทำความผิดดังกล่าวที่กระทำโดยเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน และเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาต่อเนื่องเชื่อมโยงกับในคดีก่อน ย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว ดังนั้น เมื่อการกระทำตามฟ้องศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับเมื่อใด  การแยกฟ้องหลายคดีจากการกระทำที่มีเจตนาเดียวกัน อาจทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามกฎหมาย  แม้โจทก์จะแยกฟ้องจำเลยเป็นคนละคดีและกล่าวหาความผิดคนละฐาน แต่ศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นสำคัญ  ทนายลีนนท์ โทร.0859604258




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา

สิทธิผู้เสียหายเรียกค่าสินไหมในคดีอาญาทำได้เพียงใด และผู้ร่วมรับผิดทางแพ่งสามารถถูกเรียกเข้ามาในคดีอาญาได้หรือไม่ พร้อมหลักความรับผิดของลูกหนี้ร่วม
ฟ้องคดีอาญาไม่ระบุสถานที่เกิดเหตุ ศาลต้องยกฟ้องทันทีหรือสั่งแก้ฟ้องก่อน หลักเกณฑ์การใช้มาตรา 158 และมาตรา 161 ในคดีฉ้อโกงและแชร์ลูกโซ่
ฟ้องคดีประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้หรือไม่ หากผู้ตายมีส่วนประมาทเอง ผู้สืบสันดานมีอำนาจฟ้องหรือไม่ และฎีกาที่ไม่เปลี่ยนผลคดีมีผลอย่างไร
ฟ้องไม่ระบุมาตรา 83 ศาลลงโทษได้หรือไม่ หลักห้ามฎีกาข้อเท็จจริงและอำนาจศาลในการปรับบทกฎหมายอาญา
ฎีกาในคดีอาญาทำอย่างไรให้ถูกต้อง ศาลยกคำร้องเพราะไม่ขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย ผลของการยื่นฎีกาผิดขั้นตอนตามวิธีพิจารณาความอาญา
ฎีกาคดีแจ้งความเท็จและข้อจำกัดสิทธิฎีกาในคดีอาญา เมื่อศาลยกฟ้องทั้งสองศาล การอนุญาตฎีกาเฉพาะข้อเท็จจริงมีผลเพียงใด
สิทธิรับคืนหลักประกันในคดีอาญาเมื่อจำเลยเสียชีวิต ใครมีสิทธิแท้จริงระหว่างผู้จัดการมรดกกับผู้รับพินัยกรรม
คำสั่งไต่สวนมูลฟ้องเป็นที่สุด อุทธรณ์ไม่ได้เมื่อเป็นดุลพินิจศาลเกี่ยวกับพยานหลักฐานและการดำเนินกระบวนพิจารณา
คำพิพากษาคดีอาญาก่อนผูกพันคดีแพ่งหรือไม่ในคดีละเมิดจากอุบัติเหตุรถชน และความรับผิดของทายาทผู้รับมรดก
ข้อจำกัดอำนาจศาลในการสั่งคืนทรัพย์เมื่อไม่มีคำขอและไม่อยู่ในมาตรา 43
ประเด็นการตีความหมิ่นประมาทโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
นับโทษจำคุกผิดแก้ได้ไหม? คดีถึงที่สุดแล้วขอเปลี่ยนโทษได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไรตามกฎหมายอาญา
ไม่ไปเกณฑ์ทหารมีความผิดเสมอไหม? หากติดคุกอยู่จะถือว่าหลีกเลี่ยงหน้าที่หรือไม่ พร้อมคำตอบตามหลักกฎหมายอาญา
ฟ้องรัฐเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่? เมื่อศาลอาญายกฟ้องแล้ว คดีแพ่งยังเรียกละเมิดได้หรือเปล่า
สิทธิผู้เสียหายในคดีมรดกคือใคร ฟ้องได้หรือไม่เมื่อถูกตัดสิทธิในพินัยกรรม สิทธิผู้เสียหายในคดีทรัพย์มรดกและการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม
แข่งรถในทางมีโทษอะไรบ้าง? อุทธรณ์แล้วฎีกาได้ไหม และเมื่อไรคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ยอมความคดีแพ่ง แต่คดีอาญายังไม่จบ! ศาลฎีกาชี้ชัด ต้องยอมความอาญาโดยชัดแจ้งเท่านั้น
คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ & โรแมนซ์สแกม (ฎีกา 1207/2567)
สิทธิคดีอาญาระงับ, สิทธิคดีแพ่งหลังจำเลยถึงแก่ความตาย (ฎีกา 2232/2567)
ฟ้องต่างข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ยกฟ้องจำเลยฐานยักยอก,ป.วิ.อ. มาตรา 158, (ฎีกา 2427/2567)
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)-ฎีกา 6820/2567
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)ป.วิ.อ. มาตรา 84 (ฎีกา 6820/2567)
(ฎีกา 324/2568) สิทธิฟ้อง, โจทก์ร่วม, อุบัติเหตุจราจร
(ฎีกาที่ 3462/2567): อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและฟอกเงิน
(ฎีกาที่ 3672/2567): การทำร้ายร่างกายและการตีความการเพิ่มโทษในชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567: คดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน และประเด็นความชอบด้วยกฎหมายในคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567 การลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม และการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567: คดีลักทรัพย์-ขาดเจตนาทุจริต แต่ยังมีหน้าที่คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา – ความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยานกับบทบาทของพนักงานสอบสวน(ฎีกาที่ 8082/2567)
อำนาจฟ้องในคดีอาญาเมื่อสอบสวนโดยตำรวจผิดพื้นที่: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2568
การถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน, ความผิดฐานฟ้องเท็จ, มูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
โจทก์ร่วมในคดีอาญา, การใช้สิทธิผู้เสียหายแทนโจทก์ร่วมเดิม, การสืบสิทธิในคดีอาญา,
อัยการมีอำนาจฟ้องคดีทุจริตแทนอัยการสูงสุดได้หรือไม่ การแก้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร
ศาลลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด, อุทธรณ์คำพิพากษา, ขอให้เพิ่มโทษ,
อำนาจฟ้อง, คู่ความในคดี, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย,
การพิจารณาคดีไต่สวนมูลฟ้อง, คำสั่งศาลที่เด็ดขาด,
ถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจพนักงานสอบสวน & ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริงคดีอาวุธปืน (ฎีกา 1016/2567)
บันดาลโทสะลดโทษคดีทำร้ายร่างกาย & อำนาจศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย (ฎีกา 1109/2567)
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1(ฎีกาที่ 4687/2566)
ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม
แก้ไขโทษของความผิดถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยห้ามฎีกา
ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
อำนาจสอบสวนของกองปราบปราม
คำให้การชั้นสอบสวนแทนการสืบพยานในชั้นพิจารณา
ลดมาตราส่วนโทษในความผิดต้องห้ามฎีกา
ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด
คำรับสารภาพมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 157
พยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ
การกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอมสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ
ผู้เสียหายไม่มาเบิกความเป็นพยานในศาล
ผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย(บุตร)
ความรับผิดในทางแพ่ง-ผู้เสียหายโดยนิตินัย
การบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด
กรณีไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง-พิมพ์คำฟ้องโจทก์
คดีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญายื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้
ศาลชั้นต้นยกอายุความมายกคำร้อง ม.44/1 ไม่ชอบ
ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา | เรียกค่าเสียหาย
นายแพทย์กระทำอนาจารคนไข้อายุกว่า 15 ปี จำคุก 3 ปี ปรับ 20,000 บาท
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่แทนการยื่นอุทธรณ์
ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์
โจทก์ขอให้ลงโทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
แก้ไขคำพิพากษาที่อ่านแล้ว
จำคุกไม่เกิน5ปีห้ามคู่ความฎีกาข้อเท็จจริง
ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกายกฟ้อง
ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามอุทธรณ์
การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง
ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิด
พิพากษาถึงข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง
เพื่อการอนาจารเป็นเจตนาพิเศษ | การบรรยายฟ้อง
ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ | คดีถึงที่สุด
ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า
คำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวห้ามอุทธรณ์
มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา
อำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้อุทธรณ์-ฎีกา
ฎีกาไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์-ฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คดีขาดอายุความจึงชอบที่ศาลจะยกฟ้อง
คดีถึงที่สุดเมื่อครบกำหนดยื่นฎีกา
การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ต้องห้ามฎีกาเพราะไม่ได้อุทธรณ์ไว้
ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อย-จำคุกไม่เกินห้าปีห้ามฎีกา
กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม