ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




(ฎีกา 2794/2567) – หนังสือยินยอมคู่สมรส & หนี้อนาคต (มาตรา 1490)

ภาพสำนักงานทนายความพีสิริ พร้อมหัวข้อคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2794/2567 หนังสือยินยอมคู่สมรส & หนี้อนาคต มาตรา 1490 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ายินยอมล่วงหน้าไม่เป็นสัตยาบัน คู่สมรสไม่ต้องร่วมรับผิด

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ


บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความ หนังสือยินยอมคู่สมรส ว่าจะถือเป็น “สัตยาบัน” สำหรับหนี้ในอนาคตได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การให้สัตยาบันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) ต้องมีหนี้เกิดขึ้นแล้วก่อน จึงจะยืนยันรับรองได้ หนังสือยินยอมที่ทำไว้ล่วงหน้าไม่อาจผูกพันหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังได้ คู่สมรสจึงไม่ต้องรับผิดร่วมในหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลัง


ข้อเท็จจริงของคดี

1. สัญญากู้ยืมเงิน

o จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ 2 ครั้ง คือ

18 พฤษภาคม 2558 จำนวน 600,000 บาท (มีจำเลยที่ 2–4 ค้ำประกัน)

3 มิถุนายน 2558 จำนวน 2,800,000 บาท (มีจำเลยที่ 2 และที่ 4–6 ค้ำประกัน)

o จำเลยที่ 1 ผิดนัด ไม่ชำระหนี้

2. หนังสือยินยอมคู่สมรส

o จำเลยที่ 7 (ภริยา) เคยทำหนังสือยินยอมให้สามีกู้เงินตั้งแต่ปี 2548

o ต่อมา จำเลยที่ 1 และ 7 หย่ากันในปี 2561

3. การดำเนินคดี

o โจทก์ฟ้องเรียกเงินกว่า 2.8 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย

o ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และ 7 ร่วมชำระหนี้

o ศาลอุทธรณ์แก้ ยกฟ้องจำเลยที่ 7

o โจทก์ฎีกา


ประเด็นที่ต้องวินิจฉัย

หนังสือยินยอมคู่สมรสที่จำเลยที่ 7 ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2548 จะถือเป็น สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) และผูกพันต่อหนี้กู้ยืมที่เกิดขึ้นในปี 2558 ได้หรือไม่


คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1. ความหมายของ “สัตยาบัน”

o พจนานุกรมราชบัณฑิตฯ 2554 อธิบายว่า สัตยาบันคือ “การยืนยันรับรองความตกลงหรือนิติกรรม”

o บุคคลจะให้สัตยาบันได้ ต้องมีนิติกรรมหรือหนี้เกิดขึ้นก่อนแล้ว

2. การให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4)

o สามีหรือภริยาจะรับรองหนี้ของอีกฝ่ายได้ก็ต่อเมื่อมีหนี้เกิดขึ้นแล้ว

o การให้ความยินยอมล่วงหน้า โดยที่ยังไม่มีหนี้ ไม่ถือเป็นสัตยาบัน

3. การใช้บังคับในคดีนี้

o หนังสือยินยอมปี 2548 ไม่อาจผูกพันหนี้กู้ปี 2558

o จำเลยที่ 7 ไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้ตามฟ้อง

4. การแก้ไขคำพิพากษาศาลล่าง

o ศาลฎีกาแก้ตัวเลขหนี้และดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามคำฟ้อง

o สรุปให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระ 2,840,878.01 บาท พร้อมดอกเบี้ย

o หากไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 รับผิดแทน 2,394,081.54 บาท

o ยืนตามศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 7


การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

ประเด็นหลัก:

ศาลชี้ชัดว่า หนังสือยินยอมคู่สมรสไม่ใช่ “สัญญาล่วงหน้า” ที่ผูกพันหนี้ในอนาคต แต่เป็นเพียงการให้สัตยาบันต่อหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว

ผลทางกฎหมาย:

o หากสามีภริยาทำหนังสือยินยอมทั่วไป ไม่สามารถนำมาอ้างเป็นสัตยาบันในหนี้ใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังได้

o การตีความนี้ป้องกันมิให้คู่สมรสต้องรับผิดในหนี้ที่ตนไม่ได้เกี่ยวข้องหรือยินยอมโดยตรงในขณะเกิดหนี้

ข้อควรระวัง:

ธนาคารหรือเจ้าหนี้ควรขอให้คู่สมรสลงนามยินยอมใหม่ทุกครั้งที่มีการกู้ยืม ไม่ใช่ใช้หนังสือยินยอมเก่า


สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1. หนังสือยินยอมคู่สมรสมีผลเป็นสัตยาบันเฉพาะหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น

2. หนี้อนาคตไม่ผูกพันคู่สมรส แม้จะมีหนังสือยินยอมที่ทำไว้ก่อน

3. คู่สมรสจะต้องรับผิดร่วมกันในหนี้ก็ต่อเมื่อหนี้นั้นเกี่ยวข้องกับครอบครัวตามมาตรา 1490 (1) หรือมีการให้สัตยาบันชัดเจนภายหลังหนี้เกิดขึ้น


IRAC Analysis

Issue:

หนังสือยินยอมคู่สมรสที่ทำไว้ล่วงหน้าจะถือเป็นสัตยาบันสำหรับหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังได้หรือไม่

Rule:

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) – คู่สมรสอาจให้สัตยาบันแก่หนี้ที่อีกฝ่ายก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว

Application:

หนังสือยินยอมปี 2548 ทำก่อนหนี้กู้ปี 2558

การให้สัตยาบันต้องมีหนี้เกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถทำล่วงหน้าได้

ดังนั้น จำเลยที่ 7 ไม่ต้องรับผิดร่วมในหนี้

Conclusion:

หนังสือยินยอมคู่สมรสไม่ใช่สัตยาบันล่วงหน้า หนี้กู้ยืมปี 2558 ไม่ผูกพันจำเลยที่ 7 ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์


English Summary 

The Supreme Court Decision No. 2794/2024 concerns whether a spousal consent letter can be treated as ratification of future debts under Section 1490(4) of the Civil and Commercial Code. The Court ruled that ratification requires the debt to exist first; therefore, prior consent cannot bind future loans. The spouse (Defendant No. 7) was not liable for debts incurred later by her husband.


ภาพคู่สมรสมีปัญหาความสัมพันธ์ สื่อถึงคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2794/2567 ประเด็นหนังสือยินยอมคู่สมรส หนี้อนาคต และการให้สัตยาบันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 ศาลวินิจฉัยว่าหนังสือยินยอมล่วงหน้าไม่ผูกพันหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลัง

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2794/2567


เมื่อ ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) มิได้ให้นิยามหรือคำจำกัดความของคำว่าสัตยาบันไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องพิจารณาความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ซึ่งพอสรุปได้ว่า สัตยาบัน คือ การยืนยันรับรองความตกลงหรือการรับรองนิติกรรม และเป็นที่เข้าใจกันได้ว่า บุคคลจะยืนยันรับรองความตกลงหรือรับรองนิติกรรมใดได้ ย่อมต้องมีข้อตกลงหรือนิติกรรมเช่นนั้นเกิดขึ้นเสียก่อนแล้วจึงให้สัตยาบัน การให้สัตยาบันของสามีหรือภริยาแก่หนี้ที่อีกฝ่ายก่อขึ้นตามมาตรา 1490 (4) ย่อมมีลักษณะเฉกเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ต้องมีหนี้เกิดขึ้นเสียก่อนสามีหรือภริยาถึงจะให้สัตยาบันได้ การให้ความยินยอมในขณะที่ยังไม่มีความตกลง ไม่มีนิติกรรมหรือไม่มีหนี้เกิดขึ้น ย่อมไม่ต้องด้วยความหมายของการให้สัตยาบัน โจทก์ไม่อาจถือเอาหนังสือยินยอมคู่สมรสที่จำเลยที่ 7 ทำไว้ต่อโจทก์ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2548 มาเป็นการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นในภายหลังเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 และวันที่ 3 มิถุนายน 2558 ได้ กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4)


โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้เป็นเงิน 317,019.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ของต้นเงิน 264,845.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้เป็นเงิน 2,523,858.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ของต้นเงิน 2,108,364.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 และที่ 7 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ


ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 7 ร่วมกันชำระเงิน 2,840,878.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.1 ต่อปี ของต้นเงิน 2,425,384.45 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 23 มีนาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ชำระแทนเป็นเงิน 2,446,255.69 บาท จำเลยที่ 5 และที่ 6 ชำระแทนเป็นเงิน 2,126,906.53 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,500 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของจำเลยที่ 7 ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงิน 600,000 บาท จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกัน และเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงิน 2,800,000 บาท จากโจทก์ ยินยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.4 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับเงินกู้จนกว่าจะชำระเสร็จ หากโจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลง จำเลยที่ 1 ยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดขึ้นใหม่ โดยผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน งวดละไม่ต่ำกว่า 21,270 บาท รวม 200 งวด โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นผู้ค้ำประกัน ส่วนจำเลยที่ 7 เคยทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการที่จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ ภายหลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งเจ็ดเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 7 จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561


คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า หนังสือยินยอมคู่สมรส ผูกพันจำเลยที่ 7 ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ในหนี้อนาคตที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 7 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2545 และในระหว่างสมรสได้ความจากคำเบิกความของนายบุญศรี พยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 7 ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมคู่สมรส ยอมให้จำเลยที่ 1 คู่สมรสของตนกู้เงินโจทก์ ดังนั้น การให้ความยินยอมของจำเลยที่ 7 ตามหนังสือยินยอมคู่สมรสดังกล่าว ถือเป็นการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวในการกู้เงินของจำเลยที่ 1 ในคราวนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) แต่การให้ความยินยอมของจำเลยที่ 7 จะเป็นการให้ความยินยอมหรือสัตยาบันต่อการกู้เงินตามฟ้องอันเป็นเหตุการณ์ในอนาคตด้วยหรือไม่ คงต้องพิจารณาความหมายของคำว่า สัตยาบัน ตามมาตรา 1490 (4) เป็นสำคัญ เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้ให้นิยามหรือคำจำกัดความของคำว่าสัตยาบันไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องพิจารณาความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ที่ให้ความหมายประการหนึ่งว่า "การยืนยันรับรองความตกลงระหว่างประเทศที่ได้กระทำขึ้นไว้" และความหมายอีกประการหนึ่ง คือ "การรับรองนิติกรรมที่เป็นโมฆียะอันเป็นผลให้นิติกรรมนั้นสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก" จึงพอสรุปได้ว่า สัตยาบัน คือ การยืนยันรับรองความตกลงหรือการรับรองนิติกรรม และเป็นที่เข้าใจกันได้ว่า บุคคลจะยืนยันรับรองความตกลงหรือรับรองนิติกรรมใดได้ ย่อมต้องมีข้อตกลงหรือนิติกรรมเช่นนั้นเกิดขึ้นเสียก่อนแล้วจึงให้สัตยาบันได้ ดังนั้น การให้สัตยาบันของสามีหรือภริยาแก่หนี้ที่อีกฝ่ายก่อขึ้นตามมาตรา 1490 (4) ย่อมมีลักษณะเฉกเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ต้องมีหนี้เกิดขึ้นเสียก่อน สามีหรือภริยาถึงจะให้สัตยาบันได้ การให้ความยินยอมในขณะที่ยังไม่มีความตกลง ไม่มีนิติกรรมหรือไม่มีหนี้เกิดขึ้น ย่อมไม่ต้องด้วยความหมายของการให้สัตยาบัน โจทก์ไม่อาจถือเอาหนังสือยินยอมคู่สมรสที่จำเลยที่ 7 ทำไว้ต่อโจทก์ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2548 มาเป็นการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นในภายหลังเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 และวันที่ 3 มิถุนายน 2558 ได้ กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างมาว่า หนี้ตามคำฟ้องเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว อันเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 7 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) นั้น ข้อเท็จจริงของหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว เป็นเรื่องนอกเหนือไปจากคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ นับเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อจำเลยที่ 7 มิได้ให้สัตยาบันแก่หนี้พิพาทที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นในระหว่างเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 7 ตามมาตรา 1490 (4) จำเลยที่ 7 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น


อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5.1 ต่อปี ของต้นเงิน 2,425,384.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ชำระแทนเป็นเงิน 2,446,255.69 บาท นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระตามสัญญากู้ยืมเงินสินเชื่อประเภทเงินกู้เพื่อเหตุฉุกเฉิน เป็นต้นเงิน 264,845.81 บาท และมีหนี้ค้างชำระตามสัญญากู้ยืมเงินสินเชื่อประเภทสามัญ เป็นต้นเงิน 2,108,364.49 บาท จึงรวมเป็นต้นเงินค้างชำระ 2,373,210.30 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยจากต้นเงิน 2,425,384.45 บาท จึงไม่ถูกต้องและเกินคำขอของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้ต้องรับผิดดอกเบี้ยหกสิบวันนับแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดคิดเป็นเงิน 20,871.24 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับต้นเงิน 2,373,210.30 บาท แล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 4 จะต้องชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,394,081.54 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ชำระแทนเป็นเงิน 2,446,255.69 บาท จึงไม่ถูกต้องเช่นกัน ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7


พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,840,878.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.1 ต่อปี ของต้นเงิน 2,373,210.30 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ชำระแทนเป็นเงิน 2,394,081.54 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ


 

การวิเคราะห์กฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2794/2567 ศาลชี้หนังสือยินยอมคู่สมรสไม่ใช่สัญญาล่วงหน้า ไม่ผูกพันหนี้อนาคต แต่เป็นเพียงสัตยาบันหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว ผลทางกฎหมายและข้อควรระวังตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490




ลูกหนี้ร่วม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4155/2567 หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาจากสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ และการให้สัตยาบันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4)
ลูกหนี้ร่วมกันต่างคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน
ภริยาลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญากู้ยืมเงินทำให้หนี้ตามสัญญาเป็นหนี้ร่วม