
| ฟ้องหย่าเพราะคู่สมรสกระทำเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงเรียกค่าเลี้ยงชีพได้หรือไม่ และทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่าระหว่างสามีภริยาที่มีความขัดแย้งรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยประเด็นสำคัญของคดีมิได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการหย่าขาดจากกันเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการพิจารณาว่าพฤติการณ์ของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเข้าลักษณะเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงหรือไม่ การเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคดี สิทธิในการใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรเติบโตจนบรรลุนิติภาวะ ตลอดจนปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรส ทั้งที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และบัญชีเงินฝากของคู่สมรส คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยอย่างละเอียดถึงขอบเขตสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสภายหลังความสัมพันธ์สมรสแตกสลาย โดยเฉพาะหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกระทำที่ถือว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุหย่าได้ตามกฎหมาย รวมทั้งหลักเกณฑ์การพิจารณาว่าคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้ก่อเหตุแห่งการหย่าสามารถเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าได้หรือไม่ ตลอดจนการพิจารณาว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นบ่อยในคดีครอบครัวและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย ข้อเท็จจริงและความเป็นมาของคดี โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอเมริกัน ส่วนจำเลยเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งสองได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายต่างประเทศก่อน ต่อมาจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยและมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ระยะแรกของการสมรสดำเนินไปตามปกติ แต่ต่อมาเกิดปัญหาความขัดแย้งและทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างต่อเนื่องจนมีการกล่าวหากันและแจ้งความเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกาย ภายหลังโจทก์ย้ายออกจากที่พักอาศัยเดิมและแยกกันอยู่กับจำเลย โดยบุตรยังคงอยู่กับจำเลย ต่อมาทั้งสองฝ่ายมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรและสิทธิในการเยี่ยมเยียนบุตร จนต้องมีการดำเนินคดีหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ต่อมาจำเลยได้มีพฤติการณ์หลายประการที่เกี่ยวข้องกับการคัดค้านการขอสัญชาติของโจทก์ รวมถึงการดำเนินการต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง สถานะ สิทธิ และความเป็นอยู่ของโจทก์ โดยโจทก์เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่มุ่งร้ายและเป็นปฏิปักษ์ต่อความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอย่างร้ายแรงจนไม่อาจดำรงชีวิตสมรสร่วมกันต่อไปได้ จึงยื่นฟ้องขอหย่า นอกจากปัญหาเรื่องเหตุหย่าแล้ว คดียังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินหลายประเภท ทั้งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาระหว่างสมรส บัญชีเงินฝากหลายบัญชีที่อยู่ในชื่อของคู่สมรสแต่ละฝ่าย ตลอดจนข้อเรียกร้องเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูของจำเลยและบุตร รวมทั้งประเด็นเรื่องอำนาจปกครองบุตรภายหลังการหย่า เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา จึงเกิดประเด็นสำคัญหลายประการ ได้แก่ การมีเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ ทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งกัน สิทธิในการใช้อำนาจปกครองบุตรยังมีอยู่หรือไม่เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว และจำเลยมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ศาลฎีกาได้วางหลักกฎหมายไว้อย่างชัดเจนและมีความสำคัญต่อการพิจารณาคดีครอบครัวโดยทั่วไป การวินิจฉัยเรื่องเหตุหย่าและการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ประเด็นสำคัญที่สุดประการแรกของคดีนี้คือการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเข้าลักษณะเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย ศาลฎีกาได้พิจารณาพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างคู่สมรสโดยละเอียด และเห็นว่าข้อเท็จจริงที่รับฟังได้มีน้ำหนักเพียงพอที่จะถือได้ว่าความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาระหว่างคู่ความได้แตกสลายลงจนไม่อาจกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อีก ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการที่จำเลยมีหนังสือคัดค้านการขอสัญชาติไทยของโจทก์ โดยเห็นว่าการกระทำดังกล่าวมิใช่เพียงการร้องเรียนเพื่อปกป้องสิทธิของตนหรือของครอบครัวตามปกติ หากแต่เป็นการดำเนินการที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและสถานะของโจทก์อย่างร้ายแรง อีกทั้งยังปรากฏว่ามีการนำบุตรเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังได้ยังปรากฏว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการที่ทำให้เกิดการตรวจสอบเกี่ยวกับพฤติกรรมของโจทก์ในฐานะบิดา โดยมีการกล่าวอ้างถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของโจทก์ต่อบุตรจนเกิดการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แม้จำเลยจะปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการดังกล่าว แต่ศาลเห็นว่าพฤติการณ์โดยรวมไม่สอดคล้องกับคำอธิบายของจำเลย และมีเหตุผลเพียงพอให้เชื่อได้ว่าการตรวจสอบดังกล่าวเกิดขึ้นจากการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับจำเลย ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่าการกระทำเหล่านี้มิใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวหรือเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นพฤติการณ์ที่ดำเนินต่อเนื่องหลายครั้งตลอดระยะเวลาหนึ่ง และล้วนส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ภาพลักษณ์ สถานะทางสังคม สิทธิ และความเป็นอยู่ของโจทก์โดยตรง การกระทำดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการคุกคามและสร้างความเดือดร้อนให้แก่คู่สมรสอีกฝ่ายเกินกว่าที่บุคคลทั่วไปในฐานะสามีภริยาจะพึงยอมรับได้ ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับเจตนาที่แฝงอยู่เบื้องหลังการกระทำของจำเลย โดยเห็นว่าพฤติการณ์หลายประการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งหมายในการทำลายสิทธิและผลประโยชน์ของโจทก์มากกว่าการปกป้องประโยชน์ของครอบครัวหรือบุตร ทั้งยังเป็นการกระทำที่ขาดความยับยั้งชั่งใจและขาดความคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่คู่สมรสอีกฝ่าย เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงที่ว่าคู่สมรสทั้งสองมีปัญหาความขัดแย้งสะสมมาเป็นเวลานาน มีการแยกกันอยู่ มีการดำเนินคดีระหว่างกันหลายเรื่อง และมีความขัดแย้งเกี่ยวกับบุตรอย่างต่อเนื่อง ศาลจึงเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสได้เสื่อมสลายลงอย่างรุนแรงจนหมดพื้นฐานแห่งความรัก ความไว้วางใจ และความปรารถนาดีที่คู่สมรสพึงมีต่อกัน ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงมิได้จำกัดเฉพาะการใช้กำลังประทุษร้ายหรือการกระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายทางร่างกายเท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำที่มุ่งทำลายสิทธิ ชื่อเสียง สถานะ หรือความสงบสุขในการดำรงชีวิตของคู่สมรสอีกฝ่ายด้วย หากการกระทำนั้นมีความร้ายแรงเพียงพอและทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายได้รับความเดือดร้อนเกินสมควรเมื่อพิจารณาตามสภาพฐานะและความเป็นอยู่ฉันสามีภริยา ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร และไม่อาจดำรงชีวิตคู่ต่อไปได้ จึงเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย ส่งผลให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้โดยชอบ แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองความสัมพันธ์แห่งการสมรสซึ่งต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน ความไว้วางใจ และความปรารถนาดีต่อกัน หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีพฤติการณ์ที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความมุ่งร้ายและทำลายสิทธิของอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่องจนความสัมพันธ์ไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้ ย่อมถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย แม้การกระทำนั้นจะมิใช่การใช้ความรุนแรงทางกายก็ตาม ทั้งนี้เพราะสาระสำคัญของการสมรสอยู่ที่การอยู่ร่วมกันด้วยความสมัครใจ ความไว้วางใจ และการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เมื่อองค์ประกอบพื้นฐานดังกล่าวหมดสิ้นลงอย่างสิ้นเชิง การสมรสย่อมไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองได้อีกต่อไป และการให้คู่สมรสทั้งสองหย่าขาดจากกันย่อมเป็นทางออกที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของคดีมากที่สุด. การวินิจฉัยเรื่องสินสมรสและหลักเกณฑ์การแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส ภายหลังจากศาลวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าแล้ว ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งของคดีคือการพิจารณาว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันระหว่างคู่สมรส โดยเฉพาะที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 4 แปลง ซึ่งจำเลยโต้แย้งว่าไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่ตนซื้อด้วยเงินของตนเอง แต่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเงินของบุคคลอื่น จึงไม่ควรถือเป็นสินสมรส ศาลฎีกาได้พิจารณาพฤติการณ์เกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินทั้งสี่แปลงโดยละเอียด พบว่าภายหลังการจดทะเบียนสมรสแล้ว จำเลยเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อที่ดินดังกล่าวทั้งหมดด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าประมูล การทำสัญญาซื้อ การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน และการยินยอมให้หักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้เงินกู้ โดยเอกสารและข้อเท็จจริงต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ดำเนินการในฐานะเจ้าของทรัพย์สินมาตั้งแต่ต้น แม้จำเลยจะอ้างว่ามีบุคคลอื่นเป็นผู้ให้เงินสำหรับไถ่ถอนภาระที่เกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว แต่ศาลเห็นว่าคำอธิบายดังกล่าวมีลักษณะเลื่อนลอยและขัดต่อเหตุผลหลายประการ กล่าวคือ หากมีการให้เงินจำนวนดังกล่าวจริง ย่อมไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะไม่นำเงินไปใช้เพื่อปลดภาระของทรัพย์สินในทันที แต่กลับนำไปใช้ในเรื่องอื่นก่อน ทั้งที่ยังต้องรับภาระดอกเบี้ยจากการกู้ยืมต่อไป นอกจากนี้ ศาลยังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการฟ้องหย่าและฟ้องแบ่งสินสมรสแล้ว ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการโอนทรัพย์สินดังกล่าว อีกทั้งคำอธิบายเกี่ยวกับเหตุผลในการถือครองหรือการใช้ประโยชน์จากที่ดินก็ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานโดยรวม ศาลฎีกาจึงรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงด้วยเงินของตนเอง และทรัพย์สินดังกล่าวได้มาในระหว่างระยะเวลาที่การสมรสยังคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส จึงมีลักษณะเป็นสินสมรสที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีสิทธิร่วมกันตามกฎหมาย ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในชื่อของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตาม ศาลฎีกายังได้ยืนยันหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า การพิจารณาว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสต้องพิจารณาจากช่วงเวลาที่ได้มาซึ่งทรัพย์สินและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่งที่มาของทรัพย์สินเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเฉพาะผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของในเอกสารทางทะเบียนเท่านั้น เพราะระบบสินสมรสของกฎหมายไทยตั้งอยู่บนหลักการที่ว่าทรัพย์สินที่คู่สมรสร่วมกันสร้างฐานะขึ้นมาในระหว่างการสมรสย่อมถือเป็นทรัพย์สินร่วมของครอบครัว สำหรับประเด็นเกี่ยวกับบัญชีเงินฝาก ศาลฎีกาพิจารณาว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้อย่างชัดเจนว่าบัญชีเงินฝากหลายบัญชีซึ่งอยู่ในชื่อของโจทก์และจำเลยเป็นสินสมรส และได้มีคำขอให้แบ่งทรัพย์สินดังกล่าวไว้ตั้งแต่ต้น ขณะที่จำเลยมิได้โต้แย้งโดยเฉพาะว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวไม่ใช่สินสมรส จึงถือว่าข้อเท็จจริงในส่วนนี้เป็นที่ยุติว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรส ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์มิได้กำหนดให้แบ่งบัญชีเงินฝากบางส่วนที่มีการกล่าวอ้างไว้ในคำฟ้องทั้งที่ไม่มีข้อโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว เป็นการวินิจฉัยที่ยังไม่ครบถ้วน ด้วยเหตุนี้จึงมีการแก้ไขคำพิพากษาให้มีการแบ่งบัญชีเงินฝากที่เป็นสินสมรสทั้งหมดระหว่างคู่สมรสคนละกึ่งหนึ่ง เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและคำขอของคู่ความ แนววินิจฉัยในส่วนนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า เมื่อทรัพย์สินเป็นสินสมรสแล้ว คู่สมรสแต่ละฝ่ายย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน หลักดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมในชีวิตสมรส เพราะการสร้างฐานะครอบครัวมิได้เกิดจากรายได้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมีส่วนร่วมของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อม ศาลฎีกายังได้กล่าวถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในชั้นบังคับคดี โดยเห็นสมควรกำหนดรายละเอียดของทรัพย์สินที่ต้องแบ่งให้ชัดเจน เพื่อป้องกันข้อพิพาทในภายหลัง และกำหนดให้การแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับทรัพย์ที่ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน นอกจากนี้ศาลยังวางหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า หากยังมีสินสมรสอื่นที่มิได้ถูกนำมาฟ้องหรือมิได้มีการฟ้องแย้งเข้ามาในคดีนี้ การพิพากษาคดีดังกล่าวย่อมไม่เป็นการตัดสิทธิของคู่สมรสฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการนำคดีใหม่มาฟ้องเพื่อขอแบ่งสินสมรสส่วนที่เหลือได้ในภายหลัง หลักกฎหมายที่ปรากฏจากคดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแบ่งทรัพย์สินภายหลังการหย่า เพราะแสดงให้เห็นว่าศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่แท้จริงเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สิน มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบภายนอกหรือชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เท่านั้น หากทรัพย์สินได้มาในระหว่างการสมรสและไม่มีเหตุยกเว้นตามกฎหมาย ทรัพย์สินนั้นย่อมมีสถานะเป็นสินสมรสที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งอย่างเท่าเทียมกันตามหลักความยุติธรรมของกฎหมายครอบครัว. การวินิจฉัยเรื่องอำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดู และผลทางกฎหมายภายหลังการหย่า อีกประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยในคดีนี้คือเรื่องอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ โดยเดิมคู่ความต่างโต้แย้งกันว่าใครควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ภายหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายมีข้อพิพาทและแยกกันอยู่มาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่คดีอยู่ในชั้นฎีกา บุตรของคู่ความมีอายุเกินยี่สิบปีแล้วและได้บรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย ส่งผลให้สถานะความเป็นผู้เยาว์สิ้นสุดลง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว ย่อมไม่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาอีกต่อไป สิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับอำนาจปกครองจึงสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายทันที ไม่ว่าจะเคยมีข้อพิพาทระหว่างบิดามารดาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาก่อนเพียงใดก็ตาม เมื่อไม่มีสภาพแห่งข้อพิพาทเหลืออยู่แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไปว่าบิดาหรือมารดาควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวที่ถือว่าอำนาจปกครองเป็นสิทธิและหน้าที่ที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้เยาว์ เมื่อบุคคลนั้นบรรลุนิติภาวะและสามารถจัดการกิจการของตนเองได้ตามกฎหมาย เหตุแห่งการใช้อำนาจปกครองย่อมหมดไปโดยอัตโนมัติ ดังนั้นแม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดในขณะที่บุตรยังเป็นผู้เยาว์ แต่หากบุตรบรรลุนิติภาวะก่อนที่คดีจะถึงที่สุด ปัญหาเรื่องอำนาจปกครองก็ย่อมหมดความสำคัญลง สำหรับประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าในช่วงหลังบุตรได้พักอาศัยอยู่กับโจทก์มาโดยตลอดตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณา และต่อมาบุตรได้บรรลุนิติภาวะในระหว่างการดำเนินคดี เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว หน้าที่ตามกฎหมายในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรในฐานะผู้เยาว์ย่อมสิ้นสุดลงด้วย โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในลักษณะที่จำเลยร้องขออีกต่อไป ในส่วนของค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพระหว่างคู่สมรสนั้น ศาลฎีกาได้วางหลักกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยแยกพิจารณาระหว่าง “ค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า” กับ “ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างที่ยังมิได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด” ออกจากกันอย่างชัดเจน เนื่องจากสิทธิทั้งสองประเภทมีที่มาและเงื่อนไขทางกฎหมายแตกต่างกัน ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดในเหตุแห่งการหย่า เมื่อเป็นเช่นนี้ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าจากโจทก์ เพราะกฎหมายกำหนดให้สิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นได้เฉพาะกรณีที่ฝ่ายผู้เรียกร้องมิใช่ฝ่ายที่ต้องรับผิดในเหตุแห่งการหย่า และการหย่านั้นทำให้ตนตกอยู่ในภาวะยากจนหรือขาดรายได้เพียงพอแก่การดำรงชีพ แม้จำเลยจะไม่มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า แต่ศาลฎีกาได้อธิบายต่อไปว่า ในช่วงเวลาก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่า คู่สมรสยังคงมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามกฎหมาย ดังนั้นโดยหลักแล้วจำเลยยังสามารถเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูในช่วงเวลาดังกล่าวได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะทางเศรษฐกิจ ความจำเป็นในการดำรงชีพ และความสามารถในการชำระเงินของอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลพิจารณาข้อเท็จจริงโดยละเอียดแล้ว กลับปรากฏว่าจำเลยยังคงมีรายได้และฐานะทางการเงินที่มั่นคงพอสมควร มีทรัพย์สินและเงินเก็บของตนเอง อีกทั้งเคยมีรายได้จากการทำงานเป็นระยะเวลายาวนาน นอกจากนี้ยังปรากฏว่าโจทก์ยังคงรับภาระเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยของจำเลยมาโดยตลอด จึงไม่ปรากฏว่าจำเลยตกอยู่ในภาวะขัดสนหรือมีความจำเป็นต้องได้รับการอุปการะเพิ่มเติมจากโจทก์ ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับหลักการที่ว่าการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูมิใช่สิทธิที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาควบคู่กันทั้งความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะทางการเงินของผู้รับ และพฤติการณ์โดยรวมแห่งคดี หากคู่สมรสฝ่ายที่เรียกร้องยังมีความสามารถในการดำรงชีพได้ด้วยตนเองและมีฐานะไม่ด้อยกว่าอีกฝ่าย ก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะกำหนดให้มีการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มเติม ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับผลแห่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ไม่กำหนดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย และวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า เนื่องจากเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดในเหตุแห่งการหย่า อีกทั้งข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าจำเลยอยู่ในฐานะที่ยากจนหรือขาดความสามารถในการเลี้ยงดูตนเอง แนววินิจฉัยในส่วนนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อคดีครอบครัว เพราะแสดงให้เห็นว่าการเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพหรือค่าอุปการะเลี้ยงดูมิได้พิจารณาเฉพาะสถานะความเป็นคู่สมรสเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาความรับผิดในเหตุแห่งการหย่า ฐานะทางเศรษฐกิจของคู่ความแต่ละฝ่าย และความจำเป็นที่แท้จริงในการดำรงชีพประกอบกันด้วย กฎหมายมิได้มีวัตถุประสงค์ให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์จากการกระทำผิดของตนเอง แต่มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองคู่สมรสที่สุจริตและได้รับผลกระทบจากการหย่าอย่างเป็นธรรมตามพฤติการณ์แห่งคดีแต่ละเรื่อง. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย โดยไม่รับฟังว่ามีเหตุหย่าตามที่โจทก์กล่าวอ้าง อีกทั้งไม่กำหนดให้มีการแบ่งสินสมรสหรือกำหนดสิทธิเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรตามที่คู่ความร้องขอ นอกจากนี้ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแก่จำเลยจำนวน 100,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าคู่ความมีเหตุหย่าตามกฎหมาย ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน กำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร และให้แบ่งสินสมรสระหว่างคู่ความเป็นคนละกึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 4 แปลงซึ่งศาลเห็นว่าเป็นสินสมรส ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามหลักการสำคัญของศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย จึงให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และรับฟังว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 4 แปลงเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งกันคนละครึ่ง นอกจากนี้ศาลฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมให้แบ่งบัญชีเงินฝากของคู่ความที่เป็นสินสมรสอีกหลายบัญชีคนละกึ่งหนึ่งด้วย สำหรับประเด็นอำนาจปกครองบุตร ศาลเห็นว่าบุตรได้บรรลุนิติภาวะแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยว่าใครควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองต่อไป ส่วนคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพของจำเลย ศาลไม่กำหนดให้โจทก์ชำระ เนื่องจากจำเลยเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดในเหตุแห่งการหย่าและไม่ปรากฏว่ามีฐานะด้อยกว่าโจทก์อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งเป็นพับ และไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะฟ้องแบ่งสินสมรสอื่นที่มิได้ถูกนำมาพิจารณาในคดีนี้เป็นคดีใหม่ในภายหลังได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายมิได้ตั้งอยู่เพียงสถานะทางทะเบียนเท่านั้น แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความไว้วางใจ ความสุจริตใจ และความเคารพในสิทธิของกันและกัน หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีพฤติการณ์มุ่งทำลายสิทธิ ชื่อเสียง สถานะ หรือความสงบสุขในการดำรงชีวิตของอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่องจนเกินกว่าที่บุคคลในฐานะคู่สมรสจะพึงยอมรับได้ การกระทำนั้นย่อมอาจเป็นเหตุหย่าได้ แม้จะมิใช่การใช้กำลังประทุษร้ายหรือการกระทำทางกายโดยตรงก็ตาม ในส่วนของทรัพย์สิน ศาลได้ตอกย้ำหลักสำคัญว่าการพิจารณาว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้มาเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือรูปแบบทางทะเบียนเท่านั้น หากทรัพย์สินได้มาในระหว่างสมรสและไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย ย่อมเป็นสินสมรสที่คู่สมรสมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเท่าเทียมกัน คดียังสะท้อนหลักการสำคัญเกี่ยวกับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าว่า กฎหมายมุ่งคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่สุจริตและได้รับผลกระทบจากการหย่า มิได้มีวัตถุประสงค์ให้คู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้ก่อเหตุแห่งการหย่าได้รับประโยชน์จากการกระทำของตนเอง ดังนั้นผู้ที่เป็นฝ่ายต้องรับผิดในเหตุแห่งการหย่าจึงไม่อาจอ้างสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าได้ตามหลักกฎหมาย นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นว่าอำนาจปกครองบุตรเป็นสิทธิและหน้าที่ที่มีอยู่เพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์เท่านั้น เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว สิทธิและหน้าที่ดังกล่าวย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย ไม่ว่าระหว่างบิดามารดาจะยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอยู่หรือไม่ก็ตาม สาระสำคัญของแนววินิจฉัยนี้จึงอยู่ที่การคุ้มครองความเป็นธรรมระหว่างคู่สมรส การรักษาหลักความสุจริตในการใช้สิทธิทางกฎหมาย และการยืนยันว่ากฎหมายครอบครัวมิได้มุ่งเพียงแก้ไขข้อพิพาทระหว่างคู่ความเท่านั้น แต่ยังมุ่งรักษาดุลยภาพแห่งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของสมาชิกในครอบครัวตามหลักความยุติธรรมอีกด้วย. ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การกระทำของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเข้าลักษณะเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุหย่าหรือไม่ และเมื่อคู่สมรสฝ่ายนั้นเป็นผู้ก่อเหตุแห่งการหย่าแล้ว ยังมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าได้หรือไม่ รวมทั้งการพิจารณาว่าทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสซึ่งอยู่ในชื่อของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถือเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งกันหรือไม่ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่จำเลยมีพฤติการณ์หลายประการที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง สถานะ สิทธิ และความเป็นอยู่ของโจทก์อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ไม่อาจดำรงชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยาได้อีกต่อไป เป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย และทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ 2. สินสมรสที่ได้มาระหว่างสมรส ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและบัญชีเงินฝากที่ได้มาระหว่างการสมรส แม้บางรายการจะอยู่ในชื่อของคู่สมรสเพียงฝ่ายเดียว ก็ยังคงเป็นสินสมรสหากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าได้มาในระหว่างสมรสและไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย คู่สมรสอีกฝ่ายจึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งคนละครึ่ง แยกตามกฎหมายและมาตรา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 มาตรา 1526 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการหย่า ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าคู่สมรสทุกคนที่หย่ากันจะมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ แต่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างเคร่งครัดว่าต้องเป็นกรณีที่เหตุแห่งการหย่าเกิดจากความผิดของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว และการหย่านั้นทำให้ผู้เรียกร้องยากจนลงหรือไม่มีรายได้เพียงพอจากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดในเหตุแห่งการหย่า เมื่อเป็นเช่นนี้จำเลยจึงไม่อาจอาศัยมาตรา 1526 เพื่อเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าได้ เพราะขาดคุณสมบัติสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด หลักสำคัญของมาตรานี้คือ กฎหมายมิได้มุ่งให้ผู้ที่เป็นฝ่ายก่อเหตุแห่งการหย่าได้รับประโยชน์จากการกระทำของตนเอง แต่ต้องการคุ้มครองคู่สมรสที่สุจริตและได้รับผลกระทบจากการหย่าโดยแท้จริง จึงต้องพิจารณาทั้งเรื่องความรับผิดในเหตุแห่งการหย่าและสภาพความเป็นอยู่ภายหลังการหย่าประกอบกัน อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้จำเลยจะไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า แต่ยังสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในช่วงก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดได้ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวสถานะความเป็นสามีภริยายังไม่สิ้นสุดลงตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคนละสิทธิกับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 มาตรา 1564 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหน้าที่ของบิดามารดาในการอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรผู้เยาว์ หลักการสำคัญของมาตรานี้คือ ผู้เยาว์ยังไม่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้อย่างสมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองจากบิดามารดาทั้งในด้านความเป็นอยู่ การศึกษา สุขภาพ และพัฒนาการในทุกด้าน ในคดีนี้มีข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร แต่ระหว่างที่คดีอยู่ในชั้นฎีกา บุตรของคู่ความได้บรรลุนิติภาวะแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า เมื่อบุตรพ้นสภาพผู้เยาว์ หน้าที่ตามมาตรา 1564 ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ย่อมสิ้นสุดลงตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่ต้องรับภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในฐานะผู้เยาว์อีกต่อไป หลักสำคัญที่ได้จากคดีนี้คือ สิทธิของบุตรในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1564 เป็นสิทธิที่ผูกพันอยู่กับสถานะความเป็นผู้เยาว์ เมื่อผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะแล้ว สิทธิและหน้าที่ในส่วนนี้ย่อมสิ้นสุดลง เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติเป็นกรณีพิเศษ แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1564 มิใช่ภาระที่มีตลอดชีวิต แต่เป็นหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้ที่ยังไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เมื่อเหตุแห่งการคุ้มครองหมดไป หน้าที่ดังกล่าวก็ย่อมสิ้นสุดลงเช่นเดียวกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 มาตรา 1598/38 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้มีสิทธิได้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีเป็นสำคัญ หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมมากกว่าการกำหนดตัวเลขตายตัว ในคดีนี้ศาลฎีกาอธิบายว่า แม้สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจะเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรอง แต่การกำหนดจำนวนเงินหรือการกำหนดให้มีการชำระหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในแต่ละคดี โดยศาลมีดุลพินิจพิจารณาจากฐานะทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายประกอบกัน เมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงในคดีแล้ว ศาลพบว่าจำเลยยังมีรายได้ มีทรัพย์สิน มีเงินเก็บ และมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มิได้ด้อยกว่าโจทก์อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งโจทก์ยังคงรับภาระเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยของจำเลยมาโดยตลอด จึงไม่ปรากฏว่าจำเลยอยู่ในภาวะที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติม ด้วยเหตุนี้ แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ แต่เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 1598/38 แล้ว ศาลเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรกำหนดให้โจทก์ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย สาระสำคัญของมาตรานี้จึงอยู่ที่การสร้างความสมดุลระหว่างสิทธิของผู้เรียกร้องกับภาระของผู้มีหน้าที่ต้องให้ โดยมุ่งให้การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นไปตามความจำเป็นและความเป็นธรรมของแต่ละกรณี มิใช่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงเพราะมีการร้องขอต่อศาลเท่านั้น. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตามกฎหมายหมายความว่าอย่างไร คำตอบ การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงเป็นเหตุหย่าประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรองไว้ โดยศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมว่าการกระทำของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งส่งผลกระทบต่ออีกฝ่ายอย่างรุนแรงจนไม่อาจดำรงชีวิตสมรสร่วมกันต่อไปได้หรือไม่ ในคดีนี้ศาลรับฟังว่าจำเลยมีพฤติการณ์หลายประการที่ส่งผลต่อชื่อเสียง สถานะ สิทธิ และความเป็นอยู่ของโจทก์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังนำบุตรเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างคู่สมรส จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาสิ้นสุดลงในทางความเป็นจริง ศาลจึงเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทั่วไปของชีวิตครอบครัว แต่เป็นการกระทำที่ร้ายแรงถึงขั้นทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายได้รับความเดือดร้อนเกินสมควรและไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้อีกต่อไป จึงเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย 2. คำถาม หากคู่สมรสเป็นฝ่ายก่อเหตุแห่งการหย่า จะยังมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าได้หรือไม่ คำตอบ หลักกฎหมายเกี่ยวกับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่ากำหนดให้สิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นได้เฉพาะกรณีที่ผู้เรียกร้องมิได้เป็นฝ่ายต้องรับผิดในเหตุแห่งการหย่า และการหย่านั้นทำให้ตนได้รับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจนไม่มีรายได้เพียงพอสำหรับการดำรงชีพตามสมควร ในคดีนี้ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ ดังนั้นจำเลยจึงเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดในเหตุแห่งการหย่า เมื่อขาดคุณสมบัติสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าได้ แม้ว่าจะเคยเป็นคู่สมรสกันมาก่อนก็ตาม หลักดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่สุจริต มิใช่เพื่อให้ผู้ก่อเหตุแห่งการหย่าได้รับประโยชน์จากการกระทำของตนเอง 3. คำถาม ค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่ากับค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคดีแตกต่างกันอย่างไร คำตอบ ค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าและค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคดีเป็นสิทธิที่มีลักษณะแตกต่างกัน แม้จะเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือทางการเงินระหว่างคู่สมรสก็ตาม ค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันแล้ว โดยต้องพิจารณาความรับผิดในเหตุแห่งการหย่าและฐานะทางเศรษฐกิจของผู้เรียกร้องประกอบกัน ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคดีเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นในช่วงที่ความเป็นสามีภริยายังไม่สิ้นสุดลงตามกฎหมาย ดังนั้นแม้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะไม่มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า ก็อาจยังมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในช่วงก่อนที่คดีจะถึงที่สุดได้ ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาความจำเป็นในการดำรงชีพ ความสามารถในการชำระเงิน และพฤติการณ์โดยรวมของแต่ละคดีเป็นสำคัญ 4. คำถาม ที่ดินที่อยู่ในชื่อคู่สมรสเพียงฝ่ายเดียวจะถือเป็นสินสมรสหรือไม่ คำตอบ การพิจารณาว่าที่ดินเป็นสินสมรสหรือไม่ มิได้พิจารณาจากชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากช่วงเวลาที่ได้มาซึ่งทรัพย์สินและแหล่งที่มาของทรัพย์สินเป็นสำคัญ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาในระหว่างการสมรสและไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย ย่อมถือเป็นสินสมรส แม้ว่าจะมีชื่อคู่สมรสเพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ก็ตาม ในคดีนี้ศาลรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้ดำเนินการซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงในระหว่างสมรส และไม่ปรากฏเหตุที่ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวหลุดพ้นจากสถานะสินสมรส ศาลจึงวินิจฉัยว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งกันคนละครึ่งตามหลักกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองความเป็นธรรมระหว่างคู่สมรส 5. คำถาม บัญชีเงินฝากที่อยู่ในชื่อของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถเป็นสินสมรสได้หรือไม่ คำตอบ บัญชีเงินฝากสามารถเป็นสินสมรสได้เช่นเดียวกับทรัพย์สินประเภทอื่น หากเงินที่อยู่ในบัญชีนั้นได้มาในระหว่างการสมรสและไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย การที่บัญชีเงินฝากอยู่ในชื่อของคู่สมรสเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวกลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัวโดยอัตโนมัติ ในคดีนี้โจทก์ได้ระบุไว้ในคำฟ้องว่าบัญชีเงินฝากหลายบัญชีของทั้งสองฝ่ายเป็นสินสมรสและขอให้มีการแบ่งกัน ขณะที่จำเลยมิได้โต้แย้งสถานะของบัญชีเงินฝากดังกล่าว ศาลจึงรับฟังว่าเงินฝากเหล่านั้นเป็นสินสมรส และแก้ไขคำพิพากษาให้มีการแบ่งบัญชีเงินฝากที่เป็นสินสมรสทั้งหมดระหว่างคู่สมรสคนละกึ่งหนึ่ง หลักดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าศาลพิจารณาสาระสำคัญของทรัพย์สินมากกว่ารูปแบบภายนอกหรือชื่อผู้ถือบัญชี 6. คำถาม เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว อำนาจปกครองของบิดามารดายังมีอยู่หรือไม่ คำตอบ อำนาจปกครองเป็นสิทธิและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้เยาว์ ดังนั้นเมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว สภาพความเป็นผู้เยาว์ย่อมสิ้นสุดลงและอำนาจปกครองของบิดามารดาก็สิ้นสุดลงตามกฎหมายด้วย ในคดีนี้แม้คู่ความจะมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรมาเป็นเวลานาน แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บุตรได้บรรลุนิติภาวะแล้ว ศาลจึงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยต่อไปว่าฝ่ายใดควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง เพราะสิทธิและหน้าที่ดังกล่าวหมดไปโดยผลของกฎหมายแล้ว หลักการนี้แสดงให้เห็นว่าอำนาจปกครองมีขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ มิใช่เพื่อประโยชน์ของบิดาหรือมารดา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560 การที่อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งบรรลุนิติภาวะ โจทก์ย่อมหมดหน้าที่ที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 บัญญัติว่า ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ การที่จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ อันเป็นความผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าได้ อย่างไรก็ตามจำเลยสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้องจนถึงศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ และสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู ถึงแม้จำเลยจะมิได้ขอมา ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวและแบ่งสินสมรสให้โจทก์จำเลยคนละครึ่ง จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ฟ้องแย้ง และแก้ไขฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ชำระค่าเช่าบ้านพักอาศัยเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2553 เป็นต้นไป ค่าเล่าเรียนบุตรผู้เยาว์ปีละ 1,200,000 บาท ตั้งแต่ปีการศึกษา 2554 เป็นต้นไป ทุกปี ซึ่งค่าเล่าเรียนอาจเพิ่มขึ้นตามระดับการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ ปีละร้อยละ 10 ถึง 15 ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของจำเลยและบุตรผู้เยาว์ เดือนละประมาณ 150,000 บาท นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 เป็นต้นไป และค่าซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในครอบครัวและรับส่งบุตรผู้เยาว์เป็นเงิน 1,700,000 บาท ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแก่จำเลย 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง อ. ให้แบ่งสินสมรสของโจทก์และจำเลยให้ได้ส่วนเท่ากัน โดยให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 พร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 4 แปลง แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกัน จำเลยเป็นคนสัญชาติไทย จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2536 และจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายของประเทศไทยที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อปี 2541 โจทก์กับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อเด็กหญิง อ. ผู้เยาว์ เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 อาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 14/2 ต่อมาปี 2547 โจทก์กับจำเลยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน โจทก์จำเลยต่างแจ้งความเป็นหลักฐานกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายกัน ต่อมากลางปี 2549 โจทก์ขนย้ายของออกแยกไปอยู่ที่อื่น โดยบุตรผู้เยาว์ยังคงอาศัยอยู่กับจำเลย ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีแพ่งจำเลยเพื่อขอใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่ผู้เดียวตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 246/2550 คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลพิพากษายกฟ้อง และฟ้องเพื่อขอให้ศาลระบุเวลาเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ให้ชัดเจน เพราะถูกจำเลยกีดกัน ในคดีหมายเลขแดงที่ 1806/2551 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลมีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิพบและเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ในเวลาที่เหมาะสม วันที่ 20 สิงหาคม 2552 จำเลยมีหนังสือคัดค้านการอนุมัติสัญชาติให้แก่โจทก์ วันที่ 2 มีนาคม 2553 โจทก์แจ้งความว่า จำเลยกักขังหน่วงเหนี่ยวบุตรผู้เยาว์ที่คอนโดมิเนียม จากนั้น โจทก์ได้พาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่อาศัยกับโจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาขอให้บุตรผู้เยาว์มาพักอาศัยกับโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ จำเลย และบุตรผู้เยาว์เข้าตรวจสภาพจิตที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องโจทก์โดยให้บุตรผู้เยาว์ไปพักอาศัยอยู่กับโจทก์ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2553 สำหรับในประเด็นอำนาจฟ้อง เมื่อจำเลยไม่ฎีกาในประเด็นนี้ จึงฟังได้ว่า เมื่อการสมรสได้ทำถูกต้องตามแบบที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแห่งประเทศที่สมรส ได้แก่ ประเทศไทย และสหรัฐอเมริกาแล้ว ถือว่าการสมรสสมบูรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกับแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 20 สำหรับเหตุหย่านั้น โจทก์นำสืบได้ว่ากฎหมายแห่งรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อันเป็นประเทศแห่งสัญชาติของโจทก์ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นกฎหมายประเทศแห่งสัญชาติของจำเลยยอมให้หย่าได้ตามที่โจทก์นำสืบ ดังนั้น เหตุหย่าจึงให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า โจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำฟ้องขอให้ศาลสยามมีคำพิพากษาให้หย่าได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 27 ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้หย่าขาดจากกันได้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (6) ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของการกระทำของจำเลยแม้จะเกิดจากความไม่พอใจในพฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นสามี และมีความหึงหวง หรือเข้าใจว่าโจทก์ใช้อิทธิพลในการปิดคดีต่าง ๆ แม้ไม่เป็นการหมิ่นประมาทก็ตาม แต่การทำหนังสือคัดค้านเพื่อขอให้ยับยั้งการให้สัญชาติของโจทก์นั้น มิได้เป็นเพียงการร้องขอความเป็นธรรมเพื่อปกป้องสิทธิในครอบครัวตนเองหรือให้ผู้บังคับบัญชาโจทก์ตักเตือนความประพฤติแต่อย่างใด ตามที่จำเลยอ้าง และท้ายที่สุดก็ทำให้โจทก์ไม่ได้รับการอนุมัติสัญชาติและนำผู้เยาว์มาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง โดยจำเลยเบิกความรับว่าเป็นผู้ลงชื่อบุตรผู้เยาว์ท้ายหนังสือ โดยอ้างว่าขออนุญาตบุตรผู้เยาว์แล้ว ทั้งที่บุตรผู้เยาว์เบิกความว่า ทราบว่าจำเลยไม่อยากให้โจทก์ได้สัญชาติไทย เคยจะช่วยจำเลย แต่ก็ไม่ได้ช่วย สุดท้ายไม่ทราบว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร ไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าวมาก่อน จึงเป็นการกระทำที่มีเจตนาไม่สุจริตแก่โจทก์ซึ่งเป็นสามี รวมถึงการแจ้งสถานเอกอัครราชทูตว่า โจทก์ดูแลบุตรผู้เยาว์ไม่ดี มีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสมกับบุตรผู้เยาว์ จนสถานเอกอัครราชทูตส่งเจ้าหน้าที่ชื่อนาง Sharon มาตรวจสอบความเป็นอยู่ของบุตรผู้เยาว์ แม้จำเลยฎีกาอ้างว่าไม่เคยไปแจ้งสถานเอกอัครราชทูต ให้กระทำการเช่นนั้น จำเลยมีหนทางอื่นที่จะทำได้ เช่น ยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งข้อฎีกาของจำเลยข้อนี้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้าง ไม่เคยให้การหรือนำสืบไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งขัดต่อเหตุผลว่า หากจำเลยมิได้ทำ เหตุใดสถานเอกอัครราชทูตจึงส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบความเป็นอยู่ของบุตรผู้เยาว์ เหตุใดเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจึงต้องทำหนังสือชี้แจงจ่าหน้าซองถึงจำเลย คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้แจ้งให้ตรวจสอบเอง พฤติการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการกระทำตามอำเภอใจ ปราศจากความไตร่ตรองถึงความเหมาะสมทั้งที่จำเลยเองก็มีการศึกษาที่ดี ไม่มีเหตุผลอันสมควร ทำให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าต้องการทำลายทั้งชื่อเสียง ภาพลักษณ์ สถานะ และที่สำคัญคือสิทธิที่โจทก์พึงได้รับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งกระทบต่อความเป็นอยู่ อิสระในการใช้ชีวิต ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร เป็นการคุกคามโจทก์อย่างต่อเนื่องและหลายครั้ง โดยปราศจากความรัก ความปรารถนาดีต่อกันที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้ การกระทำของจำเลยเป็นปฎิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ถึงขนาดที่ทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลโดยละเอียดชัดแจ้งถึงเหตุหย่าระหว่างโจทก์จำเลยนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ถึงขนาดทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินสมควร โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าอื่นตามฟ้องดังคำแก้ฎีกาของโจทก์อีกหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 เป็นสินสมรสหรือไม่ เห็นว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประทศไทย เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541 จำเลยทำสัญญาซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงจากกรมบังคับคดีและทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2545 โดยตกลงยินยอมให้หักบัญชีเงินเดือนที่ได้รับจากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่จำเลยทำงานอยู่ โดยจำเลยเป็นผู้ดำเนินการซื้อเองตั้งแต่ต้น ได้แก่ ประมูล ทำสัญญา กู้เงิน หักเงินเดือน จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงอ้างว่า นางอำไพให้เงินก้อนมาไถ่ถอนจำนองตั้งแต่ปี 2542 แต่โจทก์ไม่ยอมออกจากบ้าน และไม่ชำระค่าใช้จ่ายในบ้านทำให้จำเลยต้องนำเงินมารดาไปใช้จ่ายในบ้านก่อนนั้น ฟังดูเลื่อนลอยว่า เหตุใดจำเลยจึงไม่นำเงินดังกล่าวไปไถ่ถอนจำนองปิดบัญชี กลับนำไปใช้อย่างอื่นก่อน ทั้งที่จำเลยมีรายได้พอจะเสียค่าใช้จ่ายในบ้าน และยอมเสียดอกเบี้ยไปเพื่อเหตุใด อีกทั้งจำเลยเพิ่งมาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงนี้แก่นางอำไพภายหลังโจทก์ฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสในคดีนี้จึงเป็นพิรุธ ทั้งการที่อ้างว่านางอำไพต้องการที่ดินดังกล่าวไปก่อสร้างโกดังเก็บสินค้าเนื่องจากมีโรงงานอยู่ใกล้ที่ดินนี้ แต่สุดท้ายหลังจากซื้อแล้วนางอำไพก็ไม่ได้ก่อสร้างโกดังแต่อย่างใด โดยจำเลยเบิกความอ้างว่า นางอำไพเพิ่งทราบภายหลังจากไปตรวจสอบที่ดินว่า เป็นที่ดินตาบอด ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะจึงไม่สร้างโกดังสินค้า ซึ่งขัดต่อเหตุผล ว่าเหตุใดนางอำไพซึ่งมีธุรกิจการค้า มีโรงงานผลิตสินค้าประเภทอะลูมิเนียม มีบัญชีเงินฝากและที่ดินมากมาย จึงไม่ซื้อที่ดินเองและไม่ตรวจสอบที่ดินให้ดีก่อนว่าเป็นที่ดินมีสภาพเช่นไร ต่างจากที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งโจทก์เองก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า เป็นเงินของนางอำไพเป็นผู้ซื้อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวด้วยเงินตนเอง เมื่อที่ดินทั้งสี่แปลงได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 โจทก์มีสิทธิกึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามว่า บัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เลขที่ 001 43861x xxx และ 001 43861x xxx สาขากรุงเทพ ที่เป็นชื่อบัญชีของโจทก์ โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นสินสมรส แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเป็นการไม่ชอบหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า บัญชีเงินฝากในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 7 บัญชี และบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 1 บัญชีของจำเลย กับบัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) 1 บัญชีของโจทก์ เป็นสินสมรส และขอแบ่งสินสมรสดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งเฉพาะประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและอำนาจปกครอง ไม่ได้โต้แย้งว่าบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวไม่เป็นสินสมรส ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่า เงินฝากดังกล่าวซึ่งรวมเงินฝากในธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เป็นสินสมรส ซึ่งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ขอให้แบ่งสินสมรสดังกล่าวให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่พิพากษาให้แบ่งสินสมรสในส่วนนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยประการนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า โจทก์หรือจำเลยสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 บัญญัติว่า "บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา" เมื่อความปรากฏว่านางสาว อ. บุตรของโจทก์จำเลย เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 เมื่อนับถึงระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางสาว อ. อายุ 20 ปีเศษแล้ว ซึ่งบรรลุนิติภาวะ และพ้นสภาพแห่งความเป็นผู้เยาว์ และไม่จำต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา อำนาจปกครองของโจทก์จำเลยย่อมหมดไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1580 ดังนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่า อำนาจปกครองควรอยู่กับโจทก์หรือจำเลย ดังที่จำเลยฎีกา ยกฎีกาของจำเลยประการนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรผู้เยาว์หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งถึงบรรลุนิติภาวะในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ย่อมหมดหน้าที่ที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์อีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 บัญญัติไว้ว่า ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงแต่ฝ่ายเดียว และการหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ คดีนี้เมื่อวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ อันเป็นความผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังจากการหย่าได้ แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้องและจนถึงศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ ตามฟ้องแย้งจำเลยขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่เดือนมีนาคม 2553 แต่ฎีกาของจำเลยกลับขอให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่เดือนสิงหาคม 2549 ย้อนขึ้นไปนับแต่เดือนที่โจทก์ออกจากบ้าน อย่างไรก็ตามสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู ถึงมิได้ขอ ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายที่จำเลยเรียกรวมกันมามีค่าใช้จ่ายในส่วนของบุตรผู้เยาว์รวมมาด้วยหลายรายการ ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งบรรลุนิติภาวะ จึงไม่จำต้องกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้โจทก์ต้องชำระอีกแล้วนั้น จึงเหลือค่าใช้จ่ายไม่กี่รายการที่ไม่ใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยนั้น ก็ยังปรากฏว่าโจทก์ยังคงจ่ายค่าที่อยู่อาศัยให้จำเลยมาตลอด ในส่วนของค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่รวมของผู้เยาว์ ก็ไม่ปรากฏว่าจำนวนมากเกินกว่าที่จำเลยจะจ่ายได้ เพราะจำเลยมีกิจการของครอบครัวเดิม มีเงินเก็บ มีรายได้จากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จนเกษียณ เมื่อคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว ฐานะของจำเลยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโจทก์ กรณีจึงเห็นควรไม่กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เพื่อไม่ให้มีปัญหาในชั้นบังคับคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุให้ชัดแจ้งว่า เงินฝากในธนาคารที่มีชื่อโจทก์จำเลยตามฟ้องรวม 9 บัญชี กับที่ดินมีโฉนด 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง การแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 นอกจากนี้ได้ความจากพยานหลักฐานว่า การรับเงินเดือนของโจทก์มีการให้จ่ายเงินในต่างประเทศบางส่วน และมีการโอนเงินจากประเทศไทยไปต่างประเทศ ดังนั้น หากมีสินสมรสอื่นนอกจากที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่จำเลยไม่ได้ฟ้องแย้งเข้ามา ก็ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะฟ้องเรียกร้องขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีใหม่อีกต่างหาก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรสคือ บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) เลขที่ 101 287 xxx x เลขที่ 101 563 xxx x เลขที่ 101727 xxx x เลขที่ 196 210 xxx x เลขที่ 225 029 xxx x เลขที่ 225 200 xxx x และเลขที่ 198 451 xxx x ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่ 588 100 xxx x ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี และบัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เลขที่ 001 43861x xxx และ 001 43861x xxx ที่มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ ให้แก่โจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 พร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 4 แปลง ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยฟ้องแบ่งสินสมรสนอกจากที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง
|




