
| การให้อภัย สิทธิฟ้องหย่า และค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิฟ้องหย่าและผลของการให้อภัยต่อเหตุแห่งการหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยศาลวางหลักว่า แม้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะมีเหตุฟ้องหย่าโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่หากปรากฏพฤติการณ์ภายหลังว่าได้ให้อภัยแก่การกระทำดังกล่าวแล้ว สิทธิฟ้องหย่าย่อมสิ้นสุดลง ขณะเดียวกัน ศาลยังวินิจฉัยถึงสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในการฟ้องหย่าเมื่อมีการอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ตลอดจนหลักเกณฑ์การกำหนดค่าเลี้ยงชีพเมื่อการหย่าเกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญในคดีครอบครัวที่ใช้เป็นบรรทัดฐานได้อย่างชัดเจน ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เป็นคดีหย่าที่คู่สมรสต่างฝ่ายต่างยื่นฟ้องซึ่งกันและกัน โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งรวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คู่สมรสมีความขัดแย้งกันมาเป็นเวลานาน มีการทะเลาะและแยกกันอยู่หลายช่วงเวลา แม้จะเคยกลับมาอยู่ร่วมกันชั่วคราว แต่ก็ไม่อาจประคับประคองชีวิตสมรสได้อย่างยั่งยืน ฝ่ายโจทก์อ้างว่าจำเลยละทิ้งร้างและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา ขณะที่จำเลยโต้แย้งว่า การแยกกันอยู่นั้นเกิดจากการถูกขับไล่ออกจากบ้าน และได้รับความยินยอมจากโจทก์ให้ไปบวชชี อีกทั้งโจทก์ยังคงให้การอุปการะเลี้ยงดูเป็นรายเดือนอย่างต่อเนื่อง ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงสำคัญว่า โจทก์ได้นำหญิงอื่นมาอยู่ร่วมบ้านและอยู่กินกันฉันสามีภรรยา มีบุตรร่วมกันและให้ใช้นามสกุลของโจทก์ ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่เข้าลักษณะการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัย ศาลฎีกาพิจารณาประเด็นสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ 1. โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยหรือไม่ 2. จำเลยมีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์หรือไม่ 3. จำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ หลักการให้อภัยและการสิ้นสิทธิฟ้องหย่า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยในอดีตอาจเข้าลักษณะเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ภายหลังแล้ว ปรากฏว่าโจทก์ยังไปมาหาสู่ ยังคงให้การอุปการะเลี้ยงดู และแสดงท่าทีเห็นชอบต่อการกระทำบางประการของจำเลย พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการให้อภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 ผลของการให้อภัยคือ สิทธิฟ้องหย่าในเหตุที่ได้ให้อภัยแล้ว ย่อมสิ้นสุดลง โจทก์จึงไม่อาจนำเหตุดังกล่าวมาฟ้องหย่าได้อีก แม้จะเป็นเหตุหย่าที่กฎหมายรับรองก็ตาม เหตุหย่าจากการอุปการะหญิงอื่นฉันภริยา ในส่วนของจำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์นำหญิงอื่นมาอยู่กินฉันสามีภรรยา มีบุตรร่วมกัน และแสดงออกโดยเปิดเผย ถือเป็นการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้อภัยแก่การกระทำดังกล่าว จำเลยจึงมีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า ศาลฎีกาวางหลักสำคัญเกี่ยวกับค่าเลี้ยงชีพว่า เมื่อการหย่าเกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายเดียว และอีกฝ่ายหนึ่งไม่ประกอบอาชีพหรือพึ่งพาการอุปการะเลี้ยงดูจากคู่สมรสมาโดยตลอด การหย่าย่อมทำให้ฝ่ายนั้นยากจนลง ดังนั้น คู่สมรสฝ่ายที่มิได้เป็นฝ่ายผิดย่อมมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 โดยคำนึงถึงฐานะ ความเป็นอยู่ และพฤติการณ์แห่งคดีเป็นสำคัญ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2536 เป็นแนวคำวินิจฉัยที่ตอกย้ำหลักกฎหมายครอบครัวสำคัญหลายประการ ได้แก่ การให้อภัยย่อมทำให้สิทธิฟ้องหย่าสิ้นสุด การอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่าที่ร้ายแรง และการกำหนดค่าเลี้ยงชีพต้องพิจารณาจากความผิดและผลกระทบต่อฐานะความเป็นอยู่ของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง แนวคิดเหล่านี้เป็นบรรทัดฐานที่ช่วยให้การพิจารณาคดีหย่ามีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์จดทะเบียนหย่าและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสินสมรส พร้อมทั้งให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ 4,000 บาท และยกฟ้องโจทก์ในสำนวนแรก 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียวและจำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพ 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน วินิจฉัยว่าโจทก์สิ้นสิทธิฟ้องหย่าเพราะได้ให้อภัยแล้ว ขณะที่จำเลยมีเหตุฟ้องหย่าและมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2536 โจทก์นำหญิงอื่นมาอยู่ในบ้านและมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยามีบุตรด้วยกัน 1 คนโดยโจทก์ให้ใช้นามสกุลโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาจำเลยจึงฟ้องหย่าโจทก์ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516(1) เดือนพฤษภาคม 2520 โจทก์จำเลยทะเลาะทุบตีกัน จำเลยไล่โจทก์ออกจากบ้าน แต่หลังจากนั้นโจทก์ยังไปมาหาสู่จำเลยและเคยรับจำเลยไปรับประทานอาหารด้วยกัน ประมาณปี 2523 โจทก์ไปรับจำเลยมาอยู่ด้วย 3-4 เดือน จำเลยถูกบิดาโจทก์ไล่ออกจากบ้าน จึงกลับไปอยู่บ้านเดิม แต่โจทก์ยังไปมาหาสู่จำเลยโดยให้เงินใช้เดือนละ 4,000บาท ในปี 2527 จำเลยบวชชีโจทก์ทราบก็พูดว่าบวชก็ดีและไปเยี่ยมจำเลยกับส่งเงินให้จำเลยเดือนละ 4,000 บาท เพิ่งจะงดส่งเงินนับแต่เดือนมกราคม 2529 เป็นต้นมา ดังนี้ แม้โจทก์จะมีเหตุหย่าจำเลยตามกฎหมายก็ตาม แต่พฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏถือได้ว่าโจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ย่อมหมดไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียวที่อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา จำเลยไม่ประกอบอาชีพอะไรโจทก์เคยให้จำเลยเป็นค่าใช้จ่ายเดือนละ 4,000 บาท ฉะนั้นการที่โจทก์จำเลยหย่ากันย่อมทำให้จำเลยยากจนลง จำเลยจึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1526 คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกและจำเลยให้สำนวนหลังว่า โจทก์ และให้เรียกจำเลยสำนวนแรกและโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลย โจทก์สำนวนแรกฟ้องว่า จำเลยจงใจละทิ้งร้างเกิน 1 ปี ไม่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูบุตร และกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์และบุตรเดือดร้อนและอับอาย ขอให้พิพากษาหย่าขาดจากกัน จำเลยให้การว่า โจทก์และบิดาโจทก์ขับไล่จำเลยออกจากบ้านและคัดชื่อออกจากทะเบียนบ้าน จำเลยจึงไปบวชชีเพื่อรักษาจิตใจโดยโจทก์ยินยอม และโจทก์ส่งเงินให้เดือนละ 4,000 บาท การกระทำไม่ใช่การทิ้งร้าง ขอให้ยกฟ้อง โจทก์สำนวนหลังฟ้องว่า จำเลยหาเรื่องทะเลาะทุบตี ไล่โจทก์ออกจากบ้าน ถอนชื่อออกจากทะเบียนบ้าน ต่อมานำหญิงอื่นมาอยู่ในบ้านและยกย่องเลี้ยงดูฉันสามีภรรยา ทำให้โจทก์เดือดร้อนไม่มีปัจจัยจำเป็น ขอให้พิพากษาหย่าขาด ให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 21961 และ 21962 ซึ่งเป็นสินสมรสให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง และให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาทตลอดชีวิต จำเลยให้การว่า เหตุหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว ไม่ทำให้โจทก์ยากจนลง จึงไม่มีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงชีพ ที่ดินดังกล่าวซื้อด้วยเงินที่บิดาจำเลยให้โดยเสน่หา 82,000 บาท เป็นสินส่วนตัวไม่ใช่สินสมรส โจทก์ไม่มีสิทธิแบ่ง ขอให้พิพากษาหย่าขาด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าขาด ให้โจทก์ไปจดทะเบียนหย่าภายใน 15 วัน ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนด 21961 และ 21962 ให้จำเลยครึ่งหนึ่ง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา และให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ 4,000 บาทนับแต่วันจดทะเบียนหย่าจนตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะมีสามีใหม่ พร้อมยกฟ้องโจทก์ในสำนวนแรก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นแรก โจทก์อ้างเหตุหย่าว่าถูกจำเลยไล่ออกจากบ้านเมื่อ 20 พฤษภาคม 2520 และจำเลยหนีไปบวชชีเกิน 1 ปีโดยไม่ยินยอม แต่พยานบุตรของคู่ความเบิกความว่า หลังแยกกันอยู่โจทก์ยังไปมาหาสู่ เคยรับจำเลยไปรับประทานอาหาร รับจำเลยมาอยู่ด้วยชั่วคราว และยังส่งเงินให้จำเลยเดือนละ 4,000 บาท รวมทั้งทราบเรื่องบวชชีแล้วกล่าวว่า “บวชก็ดี” และยังไปเยี่ยมพร้อมส่งเงินต่อเนื่อง จึงถือว่าโจทก์ให้อภัยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์หมดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 ประเด็นต่อมา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเดือนมกราคม 2529 โจทก์นำหญิงอื่นมาอยู่กินฉันสามีภรรยา มีบุตรและให้ใช้นามสกุลโจทก์ เป็นการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และไม่ปรากฏว่าจำเลยให้อภัย จำเลยจึงมีเหตุฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(1) ประเด็นสุดท้าย การหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว จำเลยไม่ประกอบอาชีพ เป็นแม่บ้าน โจทก์เคยให้เงินเดือนละ 4,000 บาท การหย่าทำให้จำเลยยากจนลง จำเลยจึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสอง พิพากษายืน คำถามที่พบบ่อย 1. คำถาม: คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักเรื่อง “การให้อภัย” ส่งผลต่อสิทธิฟ้องหย่าอย่างไร คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เหตุการณ์บางอย่างจะเข้าลักษณะเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย แต่หากภายหลังปรากฏพฤติการณ์ว่าได้ “ให้อภัย” แล้ว สิทธิฟ้องหย่าในเหตุนั้นย่อมสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 2. คำถาม: การให้อภัยต้องทำเป็นหนังสือหรือกล่าวคำให้อภัยโดยตรงหรือไม่ คำตอบ: ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือหรือกล่าวคำให้อภัยโดยตรง การให้อภัยพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อม เช่น ยังไปมาหาสู่ ยังติดต่อสัมพันธ์ฉันคู่สมรส ยังให้การอุปการะเลี้ยงดู หรือแสดงท่าทีเห็นชอบต่อการกระทำภายหลัง ซึ่งศาลอาจถือได้ว่าเป็นการให้อภัย 3. คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์สิ้นสิทธิฟ้องหย่า แม้โจทก์อ้างว่าถูกไล่ออกจากบ้านและจำเลยบวชชีเกิน 1 ปี คำตอบ: เพราะข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังเหตุที่โจทก์อ้างเป็นเหตุหย่าเกิดขึ้น โจทก์ยังไปมาหาสู่จำเลย เคยรับประทานอาหารร่วมกัน เคยรับจำเลยมาอยู่ด้วยชั่วคราว และยังส่งเงินเลี้ยงดูเดือนละ 4,000 บาท อีกทั้งเมื่อทราบว่าจำเลยบวชชีกลับกล่าวเห็นชอบและยังเยี่ยมพร้อมส่งเงินต่อเนื่อง จึงถือว่าโจทก์ได้ให้อภัยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าจึงหมดไปตามมาตรา 1518 4. คำถาม: การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่าตามบทบัญญัติใด คำตอบ: เป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) ซึ่งครอบคลุมถึงการนำหญิงอื่นมาอยู่กินฉันสามีภรรยาในลักษณะเปิดเผย และการยกย่องเลี้ยงดูเสมือนภริยา 5. คำถาม: ในคดีนี้ข้อเท็จจริงใดทำให้ศาลรับฟังว่าเข้าข่ายอุปการะหญิงอื่นฉันภริยา คำตอบ: ศาลรับฟังว่าโจทก์นำนางสาวลัดดามาอยู่ในบ้านและอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยา มีบุตรร่วมกัน 1 คน และให้บุตรใช้นามสกุลของโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าเป็นการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาตามมาตรา 1516(1) 6. คำถาม: หากฝ่ายที่ถูกกระทำได้ให้อภัยแล้ว ยังสามารถฟ้องหย่าด้วยเหตุเดิมภายหลังได้หรือไม่ คำตอบ: โดยหลักเมื่อให้อภัยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าในเหตุนั้นย่อมสิ้นสุดลง ไม่อาจนำเหตุเดิมที่ให้อภัยแล้วกลับมาฟ้องหย่าได้ เว้นแต่มีเหตุหย่าอื่นเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งต้องพิจารณาแยกตามข้อเท็จจริง 7. คำถาม: ทำไมจำเลยจึงมีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์ได้ แม้โจทก์จะอ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดก่อน คำตอบ: เพราะเหตุหย่าที่จำเลยอ้างเป็นเหตุใหม่และเป็นความผิดของโจทก์เอง คือการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และไม่ปรากฏว่าจำเลยให้อภัย การกระทำของโจทก์จึงเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) ทำให้จำเลยมีสิทธิฟ้องหย่าได้โดยชอบ 8. คำถาม: หลักเกณฑ์การให้ “ค่าเลี้ยงชีพ” หลังหย่าตามคดีนี้คืออะไร คำตอบ: ศาลวางหลักว่า เมื่อการหย่าเกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายเดียว และอีกฝ่ายหนึ่งไม่ประกอบอาชีพหรือพึ่งพาการอุปการะเลี้ยงดูมาโดยตลอด การหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลง จึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 9. คำถาม: ศาลฎีกาให้เหตุผลเรื่อง “ยากจนลง” อย่างไรจึงให้ค่าเลี้ยงชีพ คำตอบ: ศาลรับฟังว่าจำเลยไม่ประกอบอาชีพ เป็นแม่บ้าน และโจทก์เคยให้เงินเป็นค่าใช้จ่ายเดือนละ 4,000 บาท เมื่อหย่ากันย่อมทำให้จำเลยยากจนลงแน่นอน จึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 10. คำถาม: ค่าเลี้ยงชีพที่ศาลกำหนดในคดีนี้ต้องจ่ายถึงเมื่อใด คำตอบ: ศาลกำหนดให้จ่ายค่าเลี้ยงชีพเป็นรายเดือนนับแต่วันจดทะเบียนหย่าไปจนตลอดชีวิตของผู้มีสิทธิ หรือจนกว่าจะมีสามีใหม่ ทั้งนี้เป็นไปตามคำพิพากษาและพฤติการณ์แห่งคดี 11. คำถาม: สรุปสาระสำคัญของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2536 คืออะไร คำตอบ: สาระสำคัญคือ (1) แม้มีเหตุหย่าตามกฎหมาย แต่หากได้ให้อภัยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าในเหตุนั้นสิ้นสุดตามมาตรา 1518 (2) การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) หากไม่ปรากฏการให้อภัย (3) เมื่อหย่าเพราะความผิดฝ่ายเดียวและอีกฝ่ายยากจนลง ย่อมมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 |




