ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




หย่าเพราะสามีมีหญิงอื่น ภริยามีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหรือไม่ ศาลพิจารณาอย่างไรเมื่อการหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลงและไม่สามารถดำรงชีพได้ตามปกติ

หย่าแล้วมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหรือไม่, การหย่าทำให้คู่สมรสยากจนลง, ภริยามีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากสามี, สามีมีหญิงอื่นต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพหรือไม่, หลักเกณฑ์การกำหนดค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า, สิทธิของคู่สมรสที่ถูกฟ้องหย่า, ค่าเลี้ยงชีพตามกฎหมายครอบครัว, การพิจารณาฐานะทางเศรษฐกิจของคู่สมรส, การเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า, ความผิดของฝ่ายที่เป็นเหตุแห่งการหย่า, การอุปการะเลี้ยงดูภายหลังหย่า, คู่สมรสสูงอายุเรียกค่าเลี้ยงชีพได้หรือไม่, การกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงชีพโดยศาล,  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าระหว่างสามีภริยา โดยมีประเด็นสำคัญว่าการหย่าซึ่งเกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งและส่งผลให้อีกฝ่ายหนึ่งประสบความยากลำบากในการดำรงชีพ จะก่อให้เกิดสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพตามกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ศาลได้พิจารณาถึงประวัติชีวิตสมรสที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน ภาระการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส ฐานะทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ปัญหาหนี้สิน ความเจ็บป่วย และความสามารถในการประกอบอาชีพของแต่ละฝ่าย รวมทั้งพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาจนเป็นเหตุให้ศาลมีคำพิพากษาให้หย่า

นอกจากนี้คดียังมีประเด็นสำคัญในทางวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับความชัดแจ้งของอุทธรณ์และอำนาจของศาลฎีกาในการยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า การพิจารณาว่าการหย่าทำให้คู่สมรสฝ่ายใดยากจนลงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมทั้งด้านอายุ สุขภาพ ความสามารถในการหารายได้ ภาระค่าใช้จ่าย และฐานะทางเศรษฐกิจของคู่ความในช่วงเวลาที่การหย่าเกิดขึ้น มิใช่พิจารณาเฉพาะฐานะในอดีตหรือรายได้ระหว่างสมรสเพียงอย่างเดียว เมื่อปรากฏว่าการหย่าเกิดจากความผิดของฝ่ายผู้ฟ้องหย่า และอีกฝ่ายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถดำรงชีพได้อย่างปกติ ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับเป็นสำคัญ อันเป็นแนวทางสำคัญในการคุ้มครองคู่สมรสที่ได้รับผลกระทบจากการหย่าและขาดความสามารถในการเลี้ยงดูตนเองภายหลังสิ้นสุดความสัมพันธ์สมรส 

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้เดิมเป็นคดีที่ศาลชั้นต้นพิจารณารวมกับอีกสำนวนหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับคู่ความเดียวกัน แต่ภายหลังคดีอีกสำนวนถึงที่สุดโดยไม่มีการฎีกา เหลือเพียงประเด็นเรื่องค่าเลี้ยงชีพที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายและใช้ชีวิตสมรสร่วมกันเป็นระยะเวลายาวนานประมาณ 25 ปี ระหว่างสมรสทั้งสองฝ่ายร่วมกันประกอบธุรกิจหลายประเภทและมีความเกี่ยวพันกันทั้งในด้านทรัพย์สิน หนี้สิน และการดำเนินกิจการต่าง ๆ มาโดยตลอด 

เมื่อเริ่มต้นชีวิตสมรส โจทก์มีอายุประมาณ 23 ปีเศษ ประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างทำอาหารอยู่ต่างประเทศและยังไม่ได้ประกอบธุรกิจเป็นของตนเอง ขณะที่จำเลยมีอายุประมาณ 42 ปี ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสมาคมและมีฐานะทางการเงินมั่นคงกว่าโจทก์อย่างชัดเจน ศาลฎีการับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในครอบครัว รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมโจทก์ให้สามารถพัฒนาความรู้ความสามารถในวิชาชีพเชฟจนประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง และมีรายได้สูงในเวลาต่อมา 

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการใช้ชีวิตสมรสปรากฏว่าความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสมีปัญหามาเป็นเวลานาน โดยโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นและแสดงออกโดยเปิดเผยเสมือนเป็นภริยา ทั้งยังยอมรับในการเบิกความว่าหลังจากอยู่กินกับจำเลยได้ประมาณ 1 ปี ตนมีหญิงอื่นมาตลอดรวม 4 คน พฤติการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ข้อพิพาทภายในครอบครัวและเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเหตุแห่งการหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งประเด็นดังกล่าวคู่ความมิได้อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 

นอกจากปัญหาเรื่องหญิงอื่นแล้ว ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ประกอบธุรกิจหลายประเภทโดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบ รวมทั้งมีการกู้ยืมเงินจากบุคคลภายนอกจนเกิดปัญหาหนี้สินและมีหนังสือจากกรมบังคับคดีเกี่ยวกับการบังคับคดีมายังบ้านพักอาศัยของคู่สมรส ปัญหาดังกล่าวสร้างความกังวลและความเครียดแก่จำเลยเป็นอย่างมาก จนต่อมาจำเลยเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียูและต้องรักษาอาการอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ส่งผลให้สุขภาพร่างกายและความสามารถในการประกอบอาชีพลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

ต่อมาความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสเสื่อมลงอย่างรุนแรงจนโจทก์ยื่นฟ้องขอหย่า ขณะที่จำเลยก็ยื่นฟ้องอีกสำนวนหนึ่งขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกันเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งขอให้โจทก์ดำเนินการไถ่ถอนบ้านและที่ดินที่จำนองไว้จากธนาคาร รวมทั้งขอให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพเป็นจำนวน 50,000,000 บาท โดยอ้างว่าตนอยู่ในภาวะสูงอายุ เจ็บป่วย และไม่สามารถหารายได้ได้เช่นเดิม ขณะที่โจทก์มีรายได้สูงและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าอย่างชัดเจน 

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน และกำหนดเรื่องการไถ่ถอนทรัพย์สินตามรายละเอียดในคำพิพากษา แต่ยกคำขอเรื่องค่าเลี้ยงชีพของจำเลย ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแก้ไขคำพิพากษาเฉพาะในส่วนภาระการไถ่ถอนทรัพย์สิน โดยให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการไถ่ถอนเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังมิได้ให้ค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย ส่งผลให้จำเลยฎีกาเฉพาะประเด็นสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญเพียงประการเดียวที่ขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ 

เมื่อพิจารณาสถานะของคู่ความในช่วงเวลาที่เกิดการหย่า ศาลฎีกาพบว่าขณะนั้นโจทก์มีอายุประมาณ 47 ปี เป็นเชฟที่มีชื่อเสียงและมีรายได้สูง สามารถอุปการะเลี้ยงดูผู้อื่นได้ ขณะที่จำเลยมีอายุประมาณ 66 ปี อยู่ในวัยเกษียณ ไม่มีรายได้ประจำ ประกอบกับมีโรคประจำตัวจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถประกอบอาชีพหรือสร้างรายได้ได้เช่นเดิม จึงเกิดข้อพิพาทสำคัญว่าการหย่าที่เกิดจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียวในสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นการหย่าที่ทำให้จำเลยยากจนลงจนมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพตามกฎหมายหรือไม่ และหากมีสิทธิจะสมควรกำหนดจำนวนและระยะเวลาเพียงใด ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัยในลำดับต่อไป 

ประเด็นอุทธรณ์และปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัย

แม้คดีนี้จะมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการหย่า การจัดการทรัพย์สิน และภาระหนี้สินระหว่างคู่สมรสหลายประการ แต่เมื่อคดีมาถึงชั้นศาลฎีกา ประเด็นที่ยังคงเหลือให้วินิจฉัยมีเพียงประการเดียว คือ จำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ภายหลังการหย่าหรือไม่ และหากมีสิทธิได้รับ ศาลควรกำหนดค่าเลี้ยงชีพเป็นจำนวนเท่าใดและเป็นระยะเวลาเพียงใด ทั้งนี้เนื่องจากประเด็นเรื่องเหตุหย่าและประเด็นเรื่องการไถ่ถอนทรัพย์สินบางส่วนได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลล่างโดยไม่มีการโต้แย้งในชั้นฎีกาอีกต่อไป 

ก่อนที่ศาลฎีกาจะเข้าสู่วินิจฉัยเรื่องค่าเลี้ยงชีพ ศาลเห็นว่ามีปัญหาข้อกฎหมายสำคัญที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อน กล่าวคือ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเคยวินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเลี้ยงชีพไม่ชัดแจ้งเพียงพอ เนื่องจากไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตรงว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบรับฟังได้อย่างไรว่าการหย่าทำให้จำเลยยากจนลง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงไม่ได้รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ทำให้สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพของจำเลยไม่ได้รับการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์อย่างแท้จริง 

ศาลฎีกาพิเคราะห์อุทธรณ์ของจำเลยโดยละเอียดแล้วเห็นว่า แม้จำเลยจะไม่ได้ใช้ถ้อยคำทางกฎหมายที่ชัดเจนว่าการหย่าทำให้ตนยากจนลง แต่เนื้อหาอุทธรณ์ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับสภาพความเป็นอยู่ของจำเลย ไม่ว่าจะเป็นภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส การที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น ปัญหาชู้สาวที่ก่อให้เกิดความเครียดจนจำเลยป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ การที่จำเลยมีอายุมากกว่าโจทก์ประมาณ 20 ปี การไม่มีอาชีพและไม่มีรายได้ในปัจจุบัน รวมทั้งความยากลำบากในการดำรงชีพเมื่อไม่ได้รับการอุปการะจากโจทก์อีกต่อไป ข้อความเหล่านี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงโดยตรงกับประเด็นว่าการหย่าทำให้จำเลยยากจนลงหรือไม่ 

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า เมื่ออ่านอุทธรณ์ทั้งฉบับโดยรวมแล้ว ย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยกำลังโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นที่ว่า พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าการหย่าทำให้จำเลยยากจนลงและสมควรได้รับค่าเลี้ยงชีพ ดังนั้นอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่มีความชัดแจ้งเพียงพอตามกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

ประเด็นนี้มีความสำคัญในทางกระบวนพิจารณาอย่างยิ่ง เพราะศาลฎีกาไม่ได้พิจารณาเฉพาะรูปแบบของถ้อยคำที่ใช้ในอุทธรณ์เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับสาระสำคัญของข้อโต้แย้งด้วย กล่าวคือ หากเมื่ออ่านอุทธรณ์ทั้งหมดแล้วสามารถเข้าใจได้ว่าคู่ความกำลังโต้แย้งคำพิพากษาในประเด็นใด ศาลย่อมต้องพิจารณาประเด็นนั้นตามเนื้อหา ไม่ใช่ปฏิเสธการวินิจฉัยเพียงเพราะคู่ความมิได้ใช้ถ้อยคำทางกฎหมายอย่างครบถ้วนหรือเป็นทางการที่สุด 

นอกจากนี้ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปว่า ปัญหาว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยชอบหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้จำเลยจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอ้างในฎีกาโดยตรงก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อคู่ความทุกฝ่าย 

เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเกิดผลให้ต้องกลับมาพิจารณาเนื้อหาของข้อเรียกร้องเรื่องค่าเลี้ยงชีพต่อไป อย่างไรก็ตามโดยปกติแล้ว หากศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นใด ศาลฎีกาอาจส่งสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน แต่ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าศาลชั้นต้นได้สืบพยานเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้ว และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ปรากฏอยู่ในสำนวนอย่างเพียงพอ การส่งสำนวนกลับไปยังศาลอุทธรณ์จะทำให้คดีล่าช้าโดยไม่จำเป็น ดังนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความรวดเร็วในการพิจารณาคดี ศาลฎีกาจึงใช้ดุลพินิจวินิจฉัยประเด็นเรื่องสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพของจำเลยเสียเองโดยไม่ย้อนสำนวนกลับไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 

จากนั้นศาลฎีกาจึงเข้าสู่การพิจารณาปัญหาสำคัญของคดีโดยตรงว่า ภายใต้ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าการหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว ประกอบกับจำเลยมีอายุมาก อยู่ในวัยเกษียณ ไม่มีรายได้ประจำ และมีภาระด้านสุขภาพจากโรคเส้นเลือดในสมองตีบ การหย่าครั้งนี้ถือเป็นเหตุให้จำเลยยากจนลงตามความหมายของกฎหมายหรือไม่ และหากถือว่าเป็นเหตุให้ยากจนลง จำเลยจะมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์มากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคดีและเป็นประเด็นที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัยโดยละเอียดในลำดับต่อไป 

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าและหลักเกณฑ์การพิจารณาว่าการหย่าทำให้คู่สมรสยากจนลงหรือไม่

ภายหลังจากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ การหย่าในคดีนี้ทำให้จำเลยยากจนลงจนมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ โดยศาลฎีกาเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วว่าการหย่าครั้งนี้เกิดจากความผิดของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากโจทก์อุปการะเลี้ยงดู ยกย่อง และแสดงออกโดยเปิดเผยต่อบุคคลทั่วไปว่าหญิงอื่นเป็นภริยา อันเป็นเหตุหย่าที่ศาลชั้นต้นรับฟังและคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้ง จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่ผูกพันทุกฝ่ายในชั้นฎีกา 

ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายย้อนหลังตั้งแต่เริ่มสมรสจนถึงช่วงเวลาที่เกิดการหย่า โดยพบว่าในช่วงเริ่มต้นชีวิตสมรส จำเลยมีฐานะทางการเงินดีกว่าโจทก์อย่างมาก จำเลยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสมาคม มีรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขณะที่โจทก์ยังเป็นเพียงลูกจ้างทำอาหารอยู่ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาการสมรสที่ยาวนานกว่า 25 ปี จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในครอบครัว รวมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมให้โจทก์สามารถพัฒนาตนเองจนประสบความสำเร็จในวิชาชีพเชฟและกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จทางอาชีพและฐานะทางเศรษฐกิจของโจทก์อย่างชัดเจน 

ในทางกลับกัน เมื่อถึงช่วงเวลาที่โจทก์ยื่นฟ้องหย่า สถานะทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โจทก์ในขณะนั้นมีอายุประมาณ 47 ปี เป็นเชฟที่มีชื่อเสียงระดับโลก มีรายได้สูงและยังอยู่ในวัยทำงานที่สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้ต่อไปได้อีกเป็นเวลานาน ขณะที่จำเลยมีอายุประมาณ 66 ปี อยู่ในวัยเกษียณ ไม่มีรายได้ประจำ และไม่สามารถประกอบอาชีพได้เช่นเดิม ประกอบกับมีโรคประจำตัวจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบซึ่งต้องเข้ารับการรักษาและรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ส่งผลให้มีภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นและมีข้อจำกัดในการหารายได้ด้วยตนเอง 

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าปัญหาหนี้สินและปัญหาชู้สาวที่เกิดขึ้นจากพฤติการณ์ของโจทก์ เป็นสาเหตุสำคัญที่สร้างความเครียดแก่จำเลยจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ การเจ็บป่วยดังกล่าวมิใช่อาการชั่วคราว แต่เป็นโรคที่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่องและมีผลต่อคุณภาพชีวิตและความสามารถในการทำงานของจำเลยโดยตรง เมื่อพิจารณาประกอบกับอายุที่มากขึ้นของจำเลย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่สนับสนุนว่าจำเลยอยู่ในภาวะที่ต้องพึ่งพาการอุปการะเลี้ยงดูจากผู้อื่นมากกว่าที่จะสามารถพึ่งพาตนเองได้เหมือนในอดีต 

ศาลฎีกายังชี้ให้เห็นว่า การพิจารณาว่าการหย่าทำให้คู่สมรสยากจนลงหรือไม่นั้น ไม่อาจพิจารณาเฉพาะข้อเท็จจริงว่าในอดีตใครมีรายได้มากกว่าหรือใครเคยเป็นผู้อุปการะอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงในขณะที่การหย่าเกิดขึ้นด้วย แม้ในอดีตจำเลยจะเคยมีฐานะทางการเงินดีกว่าโจทก์และเป็นผู้สนับสนุนโจทก์มาโดยตลอด แต่เมื่อเวลาผ่านไป สถานะทางเศรษฐกิจ สุขภาพ อายุ และความสามารถในการหารายได้ของทั้งสองฝ่ายเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง การประเมินสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจึงต้องพิจารณาจากสภาพปัจจุบันเป็นสำคัญ มิใช่ยึดติดอยู่กับฐานะในอดีตเพียงอย่างเดียว 

จากข้อเท็จจริงทั้งหมด ศาลฎีกาเห็นว่าในขณะที่โจทก์ฟ้องหย่า จำเลยอยู่ในภาวะที่มีอายุมาก อยู่ในวัยเกษียณ ไม่มีรายได้ประจำ มีโรคประจำตัวที่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง และมีความยากลำบากในการประกอบอาชีพหรือสร้างรายได้ด้วยตนเอง ขณะที่โจทก์กลับมีชื่อเสียง มีรายได้สูง และสามารถอุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกระทำผิดในชีวิตสมรสกลับมาฟ้องหย่าในช่วงเวลาที่จำเลยกำลังประสบความยากลำบากเช่นนี้ ย่อมต้องถือว่าการหย่าดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยยากจนลงตามความหมายของกฎหมายแล้ว 

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ภายหลังการหย่าตามกฎหมาย โดยสิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน กล่าวคือ การหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว และผลของการหย่าทำให้จำเลยตกอยู่ในภาวะยากจนลงจนไม่สามารถดำรงชีพได้ตามปกติ เมื่อองค์ประกอบทั้งสองประการปรากฏครบถ้วน ศาลจึงมีอำนาจกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดี 

อย่างไรก็ตาม แม้ศาลจะรับฟังว่าจำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพ แต่ประเด็นสำคัญที่ยังต้องพิจารณาต่อไปคือ จำนวนค่าเลี้ยงชีพที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด ระยะเวลาการจ่ายควรยาวนานเพียงใด และศาลจะต้องนำปัจจัยใดมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเลี้ยงชีพ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้มีหน้าที่จ่ายและผู้มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้อย่างละเอียดในลำดับถัดไป 

หลักกฎหมายในการกำหนดค่าเลี้ยงชีพและเหตุผลที่ศาลฎีกากำหนดให้จ่ายเดือนละ 50,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี

เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า ประเด็นต่อมาคือจำนวนค่าเลี้ยงชีพที่เหมาะสมและระยะเวลาที่ควรกำหนดให้โจทก์รับผิดชอบ โดยศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า การกำหนดค่าเลี้ยงชีพมิใช่การชดใช้ค่าเสียหายหรือการลงโทษคู่สมรสฝ่ายที่กระทำผิด แต่เป็นมาตรการทางกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งได้รับผลกระทบจากการหย่าจนเกิดความยากลำบากในการดำรงชีพ ดังนั้นการกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงชีพจึงต้องพิจารณาอย่างสมดุลระหว่างความจำเป็นของผู้รับกับความสามารถของผู้ให้ โดยต้องอาศัยข้อเท็จจริงของแต่ละคดีเป็นสำคัญ 

ในการพิจารณาความสามารถของผู้ให้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับสถานะทางเศรษฐกิจของโจทก์เป็นอย่างมาก โดยปรากฏจากพยานหลักฐานว่าโจทก์เป็นเชฟที่มีฝีมือและมีชื่อเสียง มีรายได้ในระดับสูง อีกทั้งยังมีธุรกิจและกิจกรรมทางวิชาชีพที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเกี่ยวกับรายได้ของโจทก์ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีรายได้เป็นจำนวนหลายล้านบาทต่อปี และยังมีข้อเท็จจริงว่าก่อนเกิดคดีโจทก์เคยตกลงจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาทมาแล้วช่วงหนึ่ง แม้ภายหลังจะเลิกจ่ายก็ตาม ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโจทก์มีศักยภาพทางการเงินเพียงพอที่จะรับภาระค่าเลี้ยงชีพในอัตราดังกล่าวได้ 

ขณะเดียวกัน ศาลฎีกายังพิจารณาสถานะของจำเลยในฐานะผู้รับค่าเลี้ยงชีพอย่างละเอียด โดยพบว่าจำเลยมีอายุอยู่ในวัยสูงอายุ ไม่มีรายได้ประจำจากการประกอบอาชีพ และมีโรคประจำตัวที่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อความสามารถในการหารายได้ในอนาคต อีกทั้งเมื่อการหย่าเกิดขึ้น จำเลยย่อมต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพและการรักษาพยาบาลด้วยตนเอง จึงมีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือในรูปของค่าเลี้ยงชีพเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามสมควรแก่ฐานะ 

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามิได้พิจารณาเฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นคุณแก่จำเลยเท่านั้น แต่ยังนำข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้องมาประกอบการใช้ดุลพินิจด้วย โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินและผลประโยชน์ที่จำเลยจะได้รับภายหลังการหย่า จากข้อเท็จจริงปรากฏว่าระหว่างสมรสคู่ความได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินไว้ ซึ่งมีสาระสำคัญหลายประการที่เป็นประโยชน์แก่จำเลย ไม่ว่าจะเป็นการได้รับกรรมสิทธิ์ในบ้านพักอาศัยและสิทธิได้รับผลประโยชน์บางส่วนจากกิจการที่เกี่ยวข้องกับคู่ความ แม้ผลประโยชน์ดังกล่าวจะไม่แน่นอนและไม่สามารถคำนวณเป็นรายได้ประจำได้อย่างชัดเจน แต่ศาลเห็นว่ายังคงเป็นแหล่งรายได้หรือผลประโยชน์ที่สามารถช่วยเหลือการดำรงชีพของจำเลยได้ในระดับหนึ่ง จึงต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย 

อีกประเด็นหนึ่งที่ศาลให้ความสำคัญคือภาระของโจทก์เกี่ยวกับการไถ่ถอนที่ดินและบ้านพักอาศัยจากธนาคารผู้รับจำนอง ซึ่งตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว โจทก์เป็นผู้มีหน้าที่ดำเนินการไถ่ถอนแต่เพียงผู้เดียว ขณะที่ทรัพย์สินดังกล่าวจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยในที่สุด ศาลเห็นว่าภาระดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่สะท้อนว่าโจทก์ยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อประโยชน์ของจำเลยอยู่แล้ว จึงเป็นปัจจัยที่สามารถนำมาประกอบการกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงชีพให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่ายได้ 

สำหรับจำนวนเงินที่จำเลยเรียกร้องนั้น จำเลยขอค่าเลี้ยงชีพรวมเป็นเงิน 50,000,000 บาท ซึ่งคิดจากค่าเลี้ยงชีพในระยะเวลาที่ยาวนาน ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าจำนวนดังกล่าวสูงเกินสมควรเมื่อเทียบกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่มุ่งให้ความช่วยเหลือด้านการดำรงชีพ มิใช่เป็นการมอบทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ในลักษณะถาวรแก่คู่สมรสฝ่ายหนึ่ง อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงอายุของโจทก์และระยะเวลาที่โจทก์จะสามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้ต่อไปได้ด้วย 

ศาลฎีกาจึงเห็นว่าแม้โจทก์จะมีรายได้สูงและมีหน้าที่อุปการะจำเลยภายหลังการหย่า แต่ก็ไม่สมควรกำหนดภาระให้โจทก์ต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพไปตลอดชีวิตของจำเลย เพราะจะเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกินสมควรแก่ความสามารถของโจทก์ โดยเฉพาะเมื่อโจทก์เองก็มีอายุเข้าสู่วัยทำงานตอนปลายแล้ว ศาลจึงเลือกใช้แนวทางกำหนดค่าเลี้ยงชีพในลักษณะที่มีระยะเวลาจำกัด เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองจำเลยกับภาระของโจทก์ 

เมื่อพิจารณาปัจจัยทั้งหมดร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นอายุของจำเลย ปัญหาสุขภาพ ค่าครองชีพในปัจจุบัน ความสามารถในการหารายได้ของจำเลย รายได้และศักยภาพทางเศรษฐกิจของโจทก์ ผลประโยชน์ที่จำเลยจะได้รับจากข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สิน ตลอดจนภาระที่โจทก์ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ตกเป็นของจำเลย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท เป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมกับฐานะของทั้งสองฝ่ายและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายเรื่องค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า 

นอกจากนี้ศาลฎีกายังกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า หากภายในระยะเวลา 10 ปีดังกล่าว จำเลยสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตาย สิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพย่อมสิ้นสุดลงก่อนครบกำหนดเวลา เนื่องจากเหตุแห่งการได้รับค่าเลี้ยงชีพได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว หลักเกณฑ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่ามีลักษณะเป็นสิทธิที่ผูกพันอยู่กับความจำเป็นในการดำรงชีพของผู้รับ มิใช่สิทธิในทรัพย์สินที่โอนตกทอดหรือคงอยู่โดยไม่มีเงื่อนไขตลอดไป 

จากเหตุผลทั้งหมดนี้ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลล่าง โดยกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท มีกำหนด 10 ปี เว้นแต่จำเลยจะสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตายก่อนครบกำหนด และให้นับระยะเวลาการจ่ายค่าเลี้ยงชีพตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไป อันเป็นการรับรองสิทธิของคู่สมรสที่ได้รับผลกระทบจากการหย่าและอยู่ในภาวะยากลำบากให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยให้โจทก์และจำเลยร่วมกันรับผิดไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 9/9 จากธนาคารผู้รับจำนองในสัดส่วนเท่ากัน หากฝ่ายใดไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ส่วนคำขออื่นรวมถึงคำขอให้กำหนดค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนภาระการไถ่ถอนทรัพย์สิน โดยให้โจทก์เป็นผู้ไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 จากธนาคารผู้รับจำนองแต่เพียงผู้เดียว และกำหนดว่าคำพิพากษาดังกล่าวต้องไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีอยู่ตามมูลหนี้ นอกจากที่แก้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งและชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าการหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว และการหย่าทำให้จำเลยซึ่งมีอายุมาก ไม่มีรายได้ประจำ และมีโรคประจำตัว ตกอยู่ในภาวะยากลำบากในการดำรงชีพ จึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ พิพากษาแก้ให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เว้นแต่จำเลยสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตายภายในระยะเวลาดังกล่าว โดยให้นับตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าไม่ได้พิจารณาจากฐานะทางเศรษฐกิจในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาสภาพความเป็นจริงในขณะที่การหย่าเกิดขึ้นว่าคู่สมรสฝ่ายที่ขอค่าเลี้ยงชีพตกอยู่ในภาวะยากจนลงหรือไม่ และภาวะดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกับการหย่าหรือไม่ หากการหย่าเกิดจากความผิดของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง และผู้ขอค่าเลี้ยงชีพมีอายุสูง สุขภาพเสื่อมถอย ขาดรายได้ หรือไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเลี้ยงชีพเพื่อคุ้มครองการดำรงชีพของบุคคลดังกล่าวได้

อีกประการหนึ่ง คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญในทางวิธีพิจารณาความแพ่งว่า การพิจารณาความชัดแจ้งของอุทธรณ์ต้องคำนึงถึงเนื้อหาสาระของข้อโต้แย้งเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาแต่รูปแบบหรือถ้อยคำทางกฎหมายเท่านั้น หากสามารถเข้าใจได้ว่าคู่ความกำลังโต้แย้งคำพิพากษาในประเด็นใด ศาลย่อมต้องรับวินิจฉัยประเด็นนั้นตามเนื้อหาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวางหลักว่าการกำหนดค่าเลี้ยงชีพต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความจำเป็นของผู้รับกับความสามารถของผู้ให้ โดยพิจารณาอายุ สุขภาพ รายได้ ภาระหนี้สิน ทรัพย์สิน และผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายได้รับจากการแบ่งทรัพย์สินภายหลังการหย่า การกำหนดค่าเลี้ยงชีพจึงไม่ใช่การลงโทษคู่สมรสฝ่ายที่กระทำผิด แต่เป็นกลไกทางกฎหมายเพื่อป้องกันมิให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในภาวะขาดแคลนหรือไม่สามารถดำรงชีพได้อย่างสมควรภายหลังสิ้นสุดความสัมพันธ์สมรส 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า และการพิจารณาว่าการหย่าทำให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งยากจนลงตามความหมายของกฎหมายหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ในอดีตจำเลยจะเคยมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าโจทก์และเป็นผู้สนับสนุนโจทก์มาโดยตลอด แต่เมื่อเวลาผ่านไปสถานะทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และความสามารถในการหารายได้เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับการหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงถือว่าการหย่าครั้งนี้เป็นเหตุให้จำเลยยากจนลงและมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพตามกฎหมาย

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การหย่าทำให้คู่สมรสยากจนลง

ศาลพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงในขณะที่การหย่าเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงอายุ สุขภาพ รายได้ ความสามารถในการประกอบอาชีพ และความจำเป็นในการดำรงชีพของคู่สมรสฝ่ายที่ขอค่าเลี้ยงชีพ มิใช่พิจารณาเฉพาะฐานะทางเศรษฐกิจในอดีตเท่านั้น

2. สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า

เมื่อการหย่าเกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง และผลของการหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในภาวะยากลำบากในการดำรงชีพ คู่สมรสฝ่ายที่ได้รับผลกระทบย่อมมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพ โดยศาลจะกำหนดจำนวนและระยะเวลาตามความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับเป็นสำคัญ

มาตรากฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพของคู่สมรสภายหลังการหย่าในกรณีที่การหย่าทำให้ฝ่ายหนึ่งยากจนลง และเป็นบทกฎหมายหลักที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยให้จำเลยได้รับค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 50,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี 

ข้อ 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526

มาตรา 1526 เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์คุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการหย่า โดยหลักการสำคัญของกฎหมายมาตรานี้มิได้มุ่งลงโทษคู่สมรสฝ่ายที่เป็นเหตุแห่งการหย่า แต่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันมิให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งต้องตกอยู่ในภาวะขัดสนหรือไม่สามารถดำรงชีพได้ภายหลังการสิ้นสุดความสัมพันธ์สมรส หากการหย่านั้นทำให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งยากจนลง คู่สมรสฝ่ายนั้นย่อมมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากอีกฝ่ายหนึ่งได้

ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่าการหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากโจทก์อุปการะเลี้ยงดู ยกย่อง และแสดงออกโดยเปิดเผยว่าหญิงอื่นเป็นภริยา อันเป็นเหตุหย่าที่ศาลชั้นต้นรับฟังและยุติแล้ว เมื่อพิจารณาสถานะของจำเลยในช่วงเวลาที่เกิดการหย่า พบว่าจำเลยมีอายุอยู่ในวัยสูงอายุ ไม่มีรายได้ประจำ มีโรคประจำตัวจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบ และต้องรักษาอาการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โจทก์ยังมีอายุอยู่ในวัยทำงาน เป็นเชฟที่มีชื่อเสียงและมีรายได้สูง จึงเกิดความแตกต่างทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนระหว่างคู่สมรสทั้งสองฝ่าย

ศาลฎีกาเน้นว่า การพิจารณาว่าการหย่าทำให้คู่สมรสยากจนลงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในช่วงเวลาที่การหย่าเกิดขึ้น มิใช่พิจารณาจากฐานะทางเศรษฐกิจในอดีตเพียงอย่างเดียว แม้ในอดีตจำเลยจะเคยมีฐานะดีกว่าโจทก์และเป็นผู้สนับสนุนโจทก์มาโดยตลอด แต่เมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสุขภาพของทั้งสองฝ่ายเปลี่ยนแปลงไป โดยโจทก์กลายเป็นผู้มีรายได้สูง ส่วนจำเลยกลับไม่สามารถหารายได้ได้เช่นเดิม

จากเหตุผลดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการหย่าครั้งนี้เป็นเหตุให้จำเลยยากจนลงตามความหมายของมาตรา 1526 และจำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ ทั้งนี้สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพตามมาตราดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในทุกคดีหย่า แต่ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าการหย่าก่อให้เกิดความยากลำบากในการดำรงชีพอย่างแท้จริง และศาลจะต้องพิจารณาความสามารถของผู้ให้ควบคู่กับฐานะของผู้รับด้วย

สำหรับการกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงชีพ ศาลฎีกาอาศัยหลักในมาตรา 1526 ที่ให้อำนาจศาลกำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับเป็นสำคัญ ในคดีนี้ศาลเห็นว่าโจทก์มีรายได้และศักยภาพทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะจ่ายค่าเลี้ยงชีพได้ ขณะที่จำเลยมีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเพื่อการดำรงชีพ แต่ในขณะเดียวกันจำเลยก็ยังมีสิทธิได้รับผลประโยชน์บางประการจากข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส รวมทั้งได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินบางส่วนด้วย ศาลจึงกำหนดค่าเลี้ยงชีพในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย

คำวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่าหลักการสำคัญของมาตรา 1526 คือการสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองคู่สมรสที่ได้รับผลกระทบจากการหย่ากับการคำนึงถึงภาระและความสามารถของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมุ่งให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายภายหลังการสิ้นสุดความสัมพันธ์สมรส มิใช่เพื่อให้ฝ่ายใดได้รับประโยชน์เกินสมควรหรือถูกลงโทษเกินความจำเป็น 

ข้อ 2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 225

ประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งของคดีนี้มิได้เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องค่าเลี้ยงชีพ แต่ยังเกี่ยวข้องกับหลักการทางวิธีพิจารณาความแพ่งว่าศาลจะพิจารณาอุทธรณ์อย่างไร และศาลฎีกามีอำนาจเพียงใดในการยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเอง

มาตรา 225 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอุทธรณ์ โดยสาระสำคัญคืออุทธรณ์ต้องมีความชัดแจ้งเพียงพอที่จะทำให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายเข้าใจได้ว่าผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาในประเด็นใด และต้องการให้ศาลอุทธรณ์แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาในเรื่องใด

ในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพไม่ชัดแจ้งเพียงพอ จึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว แต่ศาลฎีกาเห็นแตกต่างออกไป โดยพิจารณาอุทธรณ์ทั้งฉบับและพบว่า แม้จำเลยจะไม่ได้ใช้ถ้อยคำโดยตรงว่าการหย่าทำให้ตนยากจนลง แต่จำเลยได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ อย่างละเอียด ทั้งเรื่องหนี้สิน ปัญหาชู้สาว สุขภาพ อายุ การไม่มีรายได้ และความยากลำบากในการดำรงชีพหลังการหย่า

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า เมื่ออ่านอุทธรณ์ทั้งฉบับแล้วสามารถเข้าใจได้ว่าจำเลยกำลังโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นเรื่องสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ อุทธรณ์ดังกล่าวย่อมถือเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งและชอบด้วยมาตรา 225 แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ

ส่วนมาตรา 142 (5) เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลยกปัญหาข้อกฎหมายบางประเภทขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอ้างก็ตาม โดยเฉพาะกรณีที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ในคดีนี้ จำเลยมิได้ยกประเด็นเรื่องความไม่ชอบของคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ขึ้นกล่าวในฎีกาโดยตรง แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามอำนาจของมาตรา 142 (5)

แนววินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะสะท้อนว่าศาลไม่ได้ผูกพันอยู่เฉพาะประเด็นที่คู่ความหยิบยกขึ้นเท่านั้น หากปรากฏว่ามีปัญหาข้อกฎหมายสำคัญที่ส่งผลต่อความถูกต้องของกระบวนพิจารณา ศาลย่อมมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบและแก้ไขได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย 

ข้อ 3. พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

มาตรา 182/1 วรรคสอง มีบทบาทสำคัญในคดีนี้ในฐานะบทบัญญัติที่เชื่อมโยงหลักการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้กับการพิจารณาคดีครอบครัวในศาลเยาวชนและครอบครัว

คดีนี้เป็นคดีครอบครัวที่เกี่ยวกับการหย่าและค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ดังนั้นแม้ศาลฎีกาจะอ้างอิงหลักตามมาตรา 142 (5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่การนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้ในคดีครอบครัวต้องอาศัยบทเชื่อมโยงตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ด้วย

ศาลฎีกาจึงอ้างมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 182/1 วรรคสอง เพื่อยืนยันอำนาจของศาลในการยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง แม้ว่าคู่ความจะมิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นฎีกาโดยตรงก็ตาม

สาระสำคัญของแนวคิดตามมาตรานี้คือ การพิจารณาคดีครอบครัวมิได้มุ่งเน้นเพียงการแข่งขันทางคดีระหว่างคู่ความ แต่ยังมุ่งคุ้มครองความเป็นธรรมและประโยชน์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องในความสัมพันธ์ทางครอบครัวด้วย ดังนั้นเมื่อปรากฏว่ามีข้อบกพร่องทางกฎหมายที่อาจกระทบต่อสิทธิของคู่ความหรือความถูกต้องของกระบวนพิจารณา ศาลจึงมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบและแก้ไขได้แม้ไม่มีการร้องขอ

ในคดีนี้ หากศาลฎีกาไม่ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเอง ผลก็คือจำเลยอาจไม่ได้รับการพิจารณาสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพทั้งที่ได้อุทธรณ์ประเด็นดังกล่าวไว้อย่างเพียงพอแล้ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของจำเลยโดยตรง ศาลฎีกาจึงใช้บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองความเป็นธรรมและทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามเจตนารมณ์ของระบบกฎหมายครอบครัว

แนววินิจฉัยนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า มาตรา 182/1 วรรคสอง มีบทบาทสำคัญในการเปิดโอกาสให้ศาลสามารถนำหลักการทางวิธีพิจารณาความแพ่งที่จำเป็นมาใช้กับคดีครอบครัวได้อย่างเหมาะสม และช่วยให้ศาลสามารถแก้ไขข้อบกพร่องที่กระทบต่อความยุติธรรมได้แม้คู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นโดยตรง อันเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสและรักษาความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณาคดีครอบครัวโดยรวม 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม การหย่าที่เกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำให้อีกฝ่ายมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ทุกกรณีหรือไม่

คำตอบ 

การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นผู้กระทำผิดจนเป็นเหตุแห่งการหย่า แต่ต้องพิจารณาประกอบด้วยว่าผลของการหย่าทำให้ผู้เรียกค่าเลี้ยงชีพตกอยู่ในภาวะยากจนลงหรือมีความยากลำบากในการดำรงชีพหรือไม่ คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีอายุอยู่ในวัยสูงอายุ ไม่มีรายได้ประจำ และมีโรคประจำตัวที่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โจทก์ยังมีรายได้สูงและสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ จึงถือว่าการหย่าทำให้จำเลยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ดังนั้นการพิจารณาสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจึงต้องอาศัยทั้งเรื่องความผิดอันเป็นเหตุหย่าและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายหลังการหย่าประกอบกัน มิใช่พิจารณาเฉพาะสาเหตุแห่งการหย่าเพียงประการเดียว 

2 คำถาม ศาลพิจารณาอย่างไรว่าการหย่าทำให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งยากจนลง

คำตอบ 

หลักการสำคัญที่ปรากฏในคดีนี้คือ ศาลจะพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงในช่วงเวลาที่การหย่าเกิดขึ้น มิใช่พิจารณาเฉพาะฐานะทางเศรษฐกิจในอดีต โดยจะพิจารณาปัจจัยหลายประการร่วมกัน เช่น อายุ สุขภาพ ความสามารถในการประกอบอาชีพ รายได้ที่มีอยู่ ภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ และโอกาสในการหารายได้ในอนาคต แม้ในอดีตจำเลยจะเคยมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าโจทก์และเป็นผู้สนับสนุนโจทก์มาโดยตลอด แต่เมื่อเวลาผ่านไปจำเลยมีอายุมากขึ้น เจ็บป่วย และไม่มีรายได้ประจำ ส่วนโจทก์กลับมีชื่อเสียงและมีรายได้สูงกว่าเดิม ศาลจึงเห็นว่าการหย่าทำให้จำเลยอยู่ในภาวะที่ต้องพึ่งพาการอุปการะเลี้ยงดูจากผู้อื่นและถือเป็นการยากจนลงตามความหมายของกฎหมาย 

3 คำถาม หากในอดีตผู้ขอค่าเลี้ยงชีพเคยมีฐานะดีกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง จะหมดสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพหรือไม่

คำตอบ 

ไม่จำเป็นต้องหมดสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพ เพราะหลักกฎหมายมิได้พิจารณาเฉพาะฐานะทางเศรษฐกิจในอดีต แต่ให้ความสำคัญกับสถานะของคู่สมรสในช่วงเวลาที่การหย่าเกิดขึ้นเป็นสำคัญ คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เนื่องจากจำเลยเคยมีฐานะทางการเงินมั่นคงและเป็นผู้สนับสนุนโจทก์ในช่วงเริ่มต้นชีวิตสมรส แต่เมื่อเวลาผ่านไปสถานะของทั้งสองฝ่ายเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โจทก์ประสบความสำเร็จในอาชีพและมีรายได้สูง ขณะที่จำเลยมีอายุเพิ่มขึ้น มีปัญหาสุขภาพ และไม่สามารถหารายได้ได้เช่นเดิม ศาลจึงไม่ได้นำข้อเท็จจริงในอดีตมาเป็นเหตุปฏิเสธสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ แต่กลับพิจารณาสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันว่าจำเลยกำลังประสบความยากลำบากในการดำรงชีพหรือไม่ 

4 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายทั้งที่ไม่ได้ใช้ถ้อยคำโดยตรงว่าการหย่าทำให้ยากจนลง

คำตอบ 

ศาลฎีกาวางหลักว่า การพิจารณาความชัดแจ้งของอุทธรณ์ต้องดูเนื้อหาสาระโดยรวม มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบของถ้อยคำที่ใช้เท่านั้น ในคดีนี้แม้จำเลยจะไม่ได้ระบุข้อความตรงตัวว่าการหย่าทำให้ตนยากจนลง แต่ในอุทธรณ์ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงหลายประการ เช่น อายุที่มากขึ้น การไม่มีอาชีพ โรคประจำตัว ภาระหนี้สิน ความยากลำบากในการดำรงชีพ และการขาดการอุปการะจากโจทก์ เมื่อพิจารณาเนื้อหาโดยรวมแล้วสามารถเข้าใจได้ว่าจำเลยกำลังโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าอุทธรณ์ดังกล่าวมีความชัดแจ้งเพียงพอตามกฎหมายและควรได้รับการวินิจฉัยในเนื้อหาต่อไป 

5 คำถาม ศาลสามารถยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่หากคู่ความไม่ได้ยกขึ้นอ้าง

คำตอบ 

โดยหลักทั่วไปศาลจะพิจารณาตามประเด็นที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กัน แต่หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความถูกต้องของกระบวนพิจารณา จึงสามารถยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้จำเลยจะมิได้ระบุเป็นข้อฎีกาโดยตรงก็ตาม หลักการดังกล่าวมีความสำคัญเพราะช่วยให้ศาลสามารถแก้ไขข้อบกพร่องที่กระทบต่อความยุติธรรมได้ และป้องกันไม่ให้คู่ความเสียสิทธิอันพึงได้รับเพียงเพราะข้อผิดพลาดทางกระบวนพิจารณา 

6 คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่กำหนดให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพตลอดชีวิตของจำเลย

คำตอบ 

แม้ศาลฎีกาจะรับฟังว่าจำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพ แต่การกำหนดค่าเลี้ยงชีพต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ควบคู่กับความจำเป็นของผู้รับด้วย ศาลเห็นว่าโจทก์มีรายได้และศักยภาพในการหารายได้สูงก็จริง แต่โจทก์เองก็มีอายุเข้าสู่วัยทำงานตอนปลายแล้ว หากกำหนดให้ต้องรับผิดชอบค่าเลี้ยงชีพไปจนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตาย อาจเป็นภาระที่ยาวนานเกินสมควรแก่ความสามารถของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยยังมีสิทธิได้รับผลประโยชน์บางส่วนจากข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินและได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินบางรายการด้วย ศาลจึงกำหนดระยะเวลา 10 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่สมดุลระหว่างการคุ้มครองจำเลยกับการไม่สร้างภาระเกินควรแก่โจทก์ 

7 คำถาม การได้รับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์จากการแบ่งทรัพย์สินหลังหย่ามีผลต่อการกำหนดค่าเลี้ยงชีพหรือไม่

คำตอบ 

มีผลอย่างมาก เพราะศาลต้องพิจารณาฐานะของผู้รับค่าเลี้ยงชีพอย่างรอบด้าน มิใช่พิจารณาเฉพาะรายได้ประจำเพียงอย่างเดียว ในคดีนี้ศาลนำข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยจะได้รับกรรมสิทธิ์ในบ้านพักอาศัยและมีโอกาสได้รับผลประโยชน์บางส่วนจากข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสมาประกอบการพิจารณาด้วย แม้ผลประโยชน์ดังกล่าวจะไม่แน่นอนหรือไม่ใช่รายได้ประจำ แต่ก็ถือเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่ช่วยลดภาระในการดำรงชีพของจำเลยได้ ศาลจึงนำปัจจัยเหล่านี้มาชั่งน้ำหนักร่วมกับอายุ สุขภาพ และรายได้ของคู่ความทั้งสองฝ่ายก่อนกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงชีพที่เหมาะสม 

8 คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้จากคดีนี้คืออะไร

คำตอบ 

หลักกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าต้องพิจารณาจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อการดำรงชีพของคู่สมรสฝ่ายที่ขอรับค่าเลี้ยงชีพ และต้องพิจารณาสภาพความเป็นจริงในขณะที่การหย่าเกิดขึ้นเป็นสำคัญ มิใช่ยึดติดกับฐานะทางเศรษฐกิจในอดีตเพียงอย่างเดียว หากการหย่าเกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งและส่งผลให้อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมีอายุสูง เจ็บป่วย หรือขาดความสามารถในการหารายได้ต้องตกอยู่ในภาวะยากลำบาก ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเลี้ยงชีพเพื่อคุ้มครองการดำรงชีพของบุคคลดังกล่าวได้ โดยต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับควบคู่กันไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1242/2567 

แม้จำเลยจะมิได้บรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ด้วยถ้อยคำที่ชัดแจ้งว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมารับฟังได้ความว่าการหย่าในคดีนี้ทำให้จำเลยยากจนลงก็ตาม แต่ในอุทธรณ์ของจำเลยกล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ อันเป็นพฤติกรรมของการใช้ชีวิตสมรสร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยว่ามีความเป็นมาอย่างไร หนี้สินในระหว่างสมรสเกิดขึ้นได้อย่างไร จำเลยต้องรับผิดชอบหนี้สินดังกล่าวเพียงใด และโจทก์อุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ปัญหาหนี้สินและเรื่องชู้สาวทำให้จำเลยเกิดความเครียดจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ทั้งจำเลยมีอายุมากกว่าโจทก์ 20 ปี ปัจจุบันจำเลยไม่ได้ประกอบอาชีพ แต่โจทก์ยังอยู่ในช่วงวัยทำงาน เมื่อโจทก์ไม่อุปการะเลี้ยงดูจำเลย ทำให้จำเลยมีความยากลำบากในการดำรงชีพ ซึ่งเป็นการยกเหตุผลตามที่จำเลยได้เบิกความมา จึงพอแปลปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยได้ว่า จำเลยยกข้อกล่าวอ้างดังกล่าวขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาแล้วนั้นรับฟังได้ว่าการหย่าทำให้จำเลยยากจนลงอย่างไรเพื่อขอเรียกค่าเลี้ยงชีพ อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้ง ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยให้ ย่อมเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

ปัญหาว่า การหย่าทำให้จำเลยยากจนลงอันเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลยในขณะที่โจทก์มีอายุ 47 ปี เป็นเชฟที่มีฝืมือและมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก มีรายได้สูง และสามารถอุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้เป็นอย่างดี ต่างจากจำเลยซึ่งมีอายุ 66 ปี อยู่ในวัยเกษียณ ไม่มีรายได้ประจำจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส ประกอบกับมีโรคประจำตัวต้องใช้เงินรักษาอาการเจ็บป่วยย่อมเกิดความยากลำบากในการดำรงชีพหรือประกอบอาชีพของตน จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยอีกฝ่ายอุปการะเลี้ยงดู ดังนี้ แม้ระหว่างสมรสจำเลยจะมีรายได้ดีกว่าโจทก์และเป็นผู้อุปการะสนับสนุนโจทก์มาโดยตลอด แต่เมื่อต่อมาพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของโจทก์และจำเลยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยปัจจุบันโจทก์กลับอยู่ในสภาพที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจำเลย โจทก์จึงมีหน้าที่อุปการะดูแลจำเลยยามเจ็บป่วยและไม่สามารถหารายได้ได้ดังเดิม เมื่อโจทก์มาฟ้องหย่าขาดจากจำเลยในช่วงเวลาที่จำเลยกำลังยากลำบากเช่นนี้โดยการหย่าเกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงต้องถือว่าการหย่านั้นเป็นเหตุให้จำเลยยากจนลงแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 นับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันถึงที่สุด

ส่วนค่าเลี้ยงชีพจะเห็นสมควรกำหนดให้เป็นจำนวนเพียงใดนั้น ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ศาลมีอำนาจกำหนดให้โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ จำเลยยังมีส่วนที่ได้รับผลประโยชน์อันเกิดจากการทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินกับโจทก์ แม้จะเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอนแต่ย่อมถือเป็นรายได้ที่เลี้ยงดูจำเลยได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้โจทก์ยังมีภาระต้องไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 9/9 จากธนาคารผู้รับจำนองเพียงคนเดียวซึ่งทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย อันเป็นพฤติการณ์ที่ศาลสามารถนำมาพิจารณาเพื่อประกอบการกำหนดค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยได้ ปัจจุบันโจทก์มีอายุ 50 ปีเศษ อยู่ในช่วงวัยทำงานตอนปลายเมื่อคำนึงถึงความสามารถของโจทก์ หากให้โจทก์รับผิดชอบในค่าเลี้ยงชีพจนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตายก็จะเป็นระยะเวลายาวนานเกินควรแก่ความสามารถของโจทก์ เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เว้นแต่จำเลยสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตายภายในระยะเวลาดังกล่าว

คดีสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2564 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ว่า โจทก์ และให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ว่า จำเลย แต่คดีดังกล่าวยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์สำนวนแรกฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน

จำเลยสำนวนแรกให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยสำนวนนี้ฟ้องขอให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์ไถ่ถอนบ้านเลขที่ตามฟ้องซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 จากธนาคารผู้รับจำนอง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว กับให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย 50,000,000 บาท

โจทก์สำนวนนี้ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์กับจำเลยรับผิดไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 9/9 จากธนาคารผู้รับจำนองตามส่วนเท่ากัน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 จากธนาคารผู้รับจำนองโดยจำเลยไม่ต้องร่วมรับผิดกับโจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีต่อมูลหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน เนื่องจากโจทก์ส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นและแสดงออกโดยเปิดเผยว่าหญิงนั้นเป็นภริยา ถือว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว คู่ความไม่อุทธรณ์ ประเด็นดังกล่าวเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ระหว่างสมรสเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2555 โจทก์กับจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สิน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้โจทก์ไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 จากธนาคารผู้รับจำนองโดยจำเลยไม่ต้องร่วมรับผิดกับโจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีต่อมูลหนี้ โจทก์และจำเลยไม่ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

มีปัญหาตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการเดียวว่า จำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ เพียงใด คดีนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในทำนองว่า อุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบไม่ชัดเจนว่าการหย่าทำให้จำเลยยากจนลงนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร ศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าการหย่าทำให้จำเลยยากจนลงนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้บรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ด้วยถ้อยคำที่ชัดแจ้งว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมารับฟังได้ความว่าการหย่าในคดีนี้ทำให้จำเลยยากจนลงก็ตาม แต่ในอุทธรณ์ของจำเลยกล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ อันเป็นพฤติการณ์ของการใช้ชีวิตสมรสร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยว่ามีความเป็นมาอย่างไร หนี้สินในระหว่างสมรสเกิดขึ้นได้อย่างไร จำเลยต้องรับผิดชอบหนี้สินดังกล่าวเพียงใด และโจทก์อุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ปัญหาหนี้สินและเรื่องชู้สาวทำให้จำเลยเกิดความเครียดจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ทั้งจำเลยมีอายุมากกว่าโจทก์ 20 ปี ปัจจุบันจำเลยไม่ได้ประกอบอาชีพแต่โจทก์ยังอยู่ในช่วงวัยทำงาน เมื่อโจทก์ไม่อุปการะเลี้ยงดูจำเลย ทำให้จำเลยมีความยากลำบากในการดำรงชีพที่ต้องพยายามหาเงินใช้รักษาอาการเจ็บป่วยด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการยกเหตุผลตามที่จำเลยได้เบิกความมา จึงพอแปลปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยได้ว่า จำเลยยกข้อกล่าวอ้างดังกล่าวขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาแล้วนั้นรับฟังได้ว่าการหย่าทำให้จำเลยยากจนลงอย่างไรเพื่อขอเรียกค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งศาลชั้นต้นมิได้กำหนดให้แก่จำเลยตามที่ขอ ประกอบกับไม่ปรากฏเหตุผลจากคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า เพราะเหตุใดพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่าการหย่านี้ทำให้จำเลยยากจนลง ย่อมเป็นเรื่องยากแก่จำเลยที่จะโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้อย่างละเอียดเช่นกัน เมื่อพิจารณาอุทธรณ์จำเลยทั้งฉบับแล้วสามารถเข้าใจได้ว่าจำเลยโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเหตุผลต่าง ๆ ดังที่ปรากฏในอุทธรณ์ของจำเลย เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าการหย่านั้นทำให้จำเลยยากจนลง อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้ง ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยให้ย่อมเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า การหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การหย่าทำให้จำเลยยากจนลงอันเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยในส่วนนี้ เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อความรวดเร็วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยก่อน ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2539 หลังจากโจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสแล้วได้ร่วมกันประกอบธุรกิจหลายอย่าง แต่โจทก์ไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูจำเลย โจทก์อุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาตั้งแต่ปี 2555 จนเป็นที่มาของการทำบันทึกข้อตกลง วันที่ 12 ตุลาคม 2560 โจทก์ขอหย่าขาดจากจำเลย จำเลยขอค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์เดือนละ 100,000 บาท โจทก์ตกลง แต่จ่ายให้ถึงสิ้นปี 2560 เท่านั้น ต่อมาปี 2562 จำเลยทราบว่าโจทก์อุปการะยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาอีก จำเลยจึงยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหญิงดังกล่าวและสามารถตกลงกันได้ อีกทั้งโจทก์ยังประกอบธุรกิจโดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบหลายอย่าง เช่น ก่อตั้งบริษัท ว. และบริษัท ส. และในปีเดียวกันได้มีหนังสือจากกรมบังคับคดีมาถึงจำเลยว่าโจทก์ไปกู้ยืมเงินบุคคลอื่นจนมีหมายมาขอยึดบ้านเป็นเหตุให้จำเลยมีความเครียดจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ (สโตรก) ต้องเข้าไปดูอาการในห้องไอ ซี ยู เป็นเวลา 2 วัน หลังจากนั้นไปตรวจอาการทุกเดือนและรับประทานยาตลอดชีวิต ขณะที่อยู่ร่วมกันจำเลยประกอบอาชีพที่ดีดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสมาคม ช. และสนับสนุนโจทก์ประกอบอาชีพหลากหลายจนโจทก์เป็นเชฟที่มีชื่อเสียง แต่โจทก์ไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูจำเลย จำเลยมีค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคหลอดเลือดในสมองตีบ และต้องรับผิดชอบชำระหนี้จำนอง โจทก์กับจำเลยอยู่กินด้วยกันมา 25 ปี โจทก์เข้ามาอยู่มีกระเป๋าใบเดียว จำเลยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกัน ก่อนสมรสกันโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างทำอาหารอยู่ที่ต่างประเทศไม่ได้ประกอบธุรกิจใด หลังจากสมรสกันแล้ว โจทก์กับจำเลยมีธุรกิจร้านอาหาร และรับจัดสวนชื่อบริษัท ก. จำเลยรับภาระชำระหนี้ค่าบ้านเลขที่ 9/9 มาโดยตลอด ปัจจุบันจำเลยอายุ 69 ปี ไม่ได้ประกอบอาชีพ ไม่มีเงินผ่อนชำระหนี้กับธนาคาร ส่วนโจทก์มีสถานะการเงินที่จะจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลย 50,000,000 บาท เนื่องจากมีรายได้จากธุรกิจ นอกจากนี้โจทก์ดำเนินการเปิดร้านอาหารหรือออกรายการโทรทัศน์ โดยโจทก์นำสืบเจือสมว่า ก่อนสมรสโจทก์ประกอบอาชีพเชฟทำอาหาร หลังจากสมรสแล้วโจทก์ทราบว่าจำเลยเป็นผู้จัดการสมาคม ช. จำเลยมีฐานะทางการเงินดีกว่าโจทก์ โจทก์ส่งเสียและอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภริยา เชิดหน้าชูตา ยกย่องหญิงอื่น ทั้งแสดงโดยเปิดเผยต่อบุคคลทั่วไปเสมือนว่าหญิงนั้นเป็นภริยา และโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หลังจากอยู่กินกับจำเลยได้ 1 ปี โจทก์มีหญิงอื่นมาตลอดรวมทั้งหมด 4 คน เห็นว่า ขณะที่โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน โจทก์มีอายุ 23 ปีเศษ ทำงานเป็นลูกจ้างทำอาหารอยู่ที่ต่างประเทศโดยไม่ได้ประกอบธุรกิจใด ส่วนจำเลยมีอายุ 42 ปี ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสมาคม ช. จำเลยจึงมีฐานะทางการเงินดีและมั่นคงกว่าโจทก์ ข้อเท็จจริงมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันเป็นเวลานานถึง 25 ปี ทรัพย์สินเงินทองของจำเลยจึงหมดไปกับค่าอุปการะเลี้ยงดูและหนี้สินที่โจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบธุรกิจ นอกจากนี้จำเลยยังส่งเสริมโจทก์ให้ประสบความสำเร็จในอาชีพเชฟที่มีฝืมือและมีชื่อเสียง แต่ปรากฏว่าขณะอยู่กินด้วยกันนอกจากโจทก์ไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูจำเลยแล้ว โจทก์ยังส่งเสียและอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นอย่างเชิดหน้าชูตา ยกย่องหญิงอื่นและแสดงโดยเปิดเผยต่อบุคคลทั่วไปเสมือนว่าหญิงนั้นเป็นภริยามาโดยตลอดถึง 4 คน และโจทก์ยังประกอบธุรกิจอื่นหลายอย่างโดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบ อีกทั้งโจทก์ยังไปกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นจนมีหมายบังคับคดียึดบ้านอันเป็นที่พักอาศัยร่วมกัน เชื่อได้ว่าปัญหาชู้สาวและปัญหาหนี้สินดังกล่าวย่อมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โจทก์กับจำเลยทะเลาะกันอย่างรุนแรงสร้างความเครียดแก่จำเลยจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ (สโตรก) ซึ่งอาการเจ็บป่วยดังกล่าวย่อมต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง การที่โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลยในปี 2563 ในขณะที่โจทก์มีอายุ 47 ปี เป็นเชฟที่มีฝืมือและมีชื่อเสียง มีรายได้สูงและสามารถอุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้เป็นอย่างดีแตกต่างจากจำเลยซึ่งมีอายุ 66 ปี อยู่ในวัยเกษียณ ไม่มีรายได้ประจำจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส ประกอบกับมีโรคประจำตัวต้องใช้เงินรักษาอาการเจ็บป่วยย่อมเกิดความยากลำบากในการดำรงชีพหรือประกอบอาชีพของตน จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยอีกฝ่ายอุปการะเลี้ยงดู ดังนี้ แม้ระหว่างสมรสจำเลยจะมีรายได้ดีกว่าโจทก์และเป็นผู้อุปการะสนับสนุนโจทก์มาโดยตลอด แต่เมื่อต่อมาพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของโจทก์และจำเลยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยปัจจุบันโจทก์กลับอยู่ในสภาพที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจำเลย โจทก์จึงมีหน้าที่อุปการะดูแลจำเลยยามเจ็บป่วยและไม่สามารถหารายได้ได้ดังเดิม ฉะนั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องหย่าขาดจากจำเลยในช่วงเวลาที่จำเลยกำลังยากลำบากเช่นนี้ โดยการหย่าเกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงต้องถือว่าการหย่านั้นเป็นเหตุให้จำเลยยากจนลงแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ซึ่งจำเลยมีสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันถึงที่สุด ส่วนค่าเลี้ยงชีพจะเห็นสมควรกำหนดให้เป็นจำนวนเพียงใดนั้น ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ศาลมีอำนาจกำหนดให้โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ เมื่อพิเคราะห์จากอายุ และปัญหาสุขภาพของจำเลย ตลอดจนค่าครองชีพในสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงรายได้ของโจทก์ ประกอบกับจำเลยยังมีส่วนที่จะได้รับผลประโยชน์อันเกิดจากการทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินกับโจทก์ด้วย ซึ่งมีสาระสำคัญว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 9/9 กับได้รับผลประโยชน์ที่จะเกิดจากร้านอาหาร T อันเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลย แต่ให้โจทก์ได้รับผลประโยชน์ร้อยละ 25 ส่วนบรรดาหนี้สินทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยนำมาใช้ในการดำเนินกิจการ โจทก์จะเป็นผู้รับภาระทั้งสิ้น และบรรดาลิขสิทธิ์หรือผลประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับจากการบริหารกิจการที่จะเกิดในอนาคตให้จำเลยได้รับผลประโยชน์ร้อยละ 60 ทุกกรณี จากผลประโยชน์ที่จำเลยจะได้รับตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว แม้จะเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอนแต่ย่อมถือเป็นรายได้ที่จะเลี้ยงดูจำเลยได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้โจทก์ยังมีภาระต้องไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 9/9 จากธนาคารผู้รับจำนองเพียงคนเดียว ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย อันเป็นพฤติการณ์ที่ศาลสามารถนำมาพิจารณาเพื่อประกอบการกำหนดค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยได้ เมื่อพิจารณาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของโจทก์ประจำปี 2562 ระบุรายได้ปีละ 3,648,200 บาท และคำเบิกความของจำเลยที่ว่า วันที่ 12 ตุลาคม 2560 โจทก์ขอหย่าขาดจากจำเลย จำเลยขอค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์เดือนละ 100,000 บาท แต่โจทก์ได้เสนอให้เดือนละ 50,000 บาท โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น แสดงว่าโจทก์มีรายได้ต่อเดือนไม่น้อยกว่า 300,000 บาท และมีความสามารถจ่ายค่าเลี้ยงชีพจำเลยได้ในอัตราเดือนละ 50,000 บาท อย่างไรก็ตามปัจจุบันโจทก์มีอายุ 50 ปีเศษ อยู่ในช่วงวัยทำงานตอนปลายเมื่อคำนึงถึงความสามารถของโจทก์ หากให้โจทก์รับผิดชอบในค่าเลี้ยงชีพจนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตาย ก็จะเป็นระยะเวลายาวนานเกินควรแก่ความสามารถของโจทก์ ค่าเลี้ยงชีพที่จำเลยขอมาเป็นเวลา 20 ปี รวมเป็นเงิน 50,000,000 บาท จึงสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เว้นแต่จำเลยสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตายภายในระยะเวลาดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท มีกำหนด 10 ปี เว้นแต่จำเลยสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตายภายในระยะเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ให้นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีนี้ศาลวินิจฉัยว่าการหย่าเกิดจากความผิดของสามีที่อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ภรรยามีอายุมาก อยู่ในวัยเกษียณ ไม่มีรายได้ประจำ และมีโรคประจำตัวต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง แม้ในอดีตภรรยาจะเคยมีฐานะทางการเงินดีกว่าสามีและเป็นผู้สนับสนุนสามีมาโดยตลอด  แต่เมื่อฐานะทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายเปลี่ยนแปลงไปและการหย่าทำให้ภรรยายากลำบากในการดำรงชีพ ศาลจึงเห็นว่าภรรยามีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าตามกฎหมาย




ฟ้องหย่า

ฟ้องหย่าเพราะคู่สมรสกระทำเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงเรียกค่าเลี้ยงชีพได้หรือไม่ และทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่
สามีอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาและร่วมประเวณีเป็นอาจิณเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ พร้อมสิทธิเรียกค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าอุปการะบุตรตามกฎหมายครอบครัว
ฟ้องหย่าแยกกันอยู่เกิน 3 ปีทำได้หรือไม่ และโอนทรัพย์สินระหว่างสมรสโดยไม่ยินยอมมีผลอย่างไร
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสประพฤติชั่ว ด่าว่าหยาบคายและข่มขู่ทำร้าย
ผลของบันทึกข้อตกลงที่ไม่ครบองค์ประกอบสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อสิทธิฟ้องหย่า ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้สาว
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาในคดีหย่าเมื่อศาลดำเนินคดีผิดองค์คณะและผิดระเบียบ
ฟ้องหย่า–ค่าทดแทนชู้สาว เมื่อคู่สมรสคืนดีและทำสัญญาประนีประนอม
การหย่าจากการประพฤติเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงและการแบ่งสินสมรส
ข้อตกลงหย่าในบันทึกประจำวันมีผลเป็นการหย่าโดยความยินยอมตามกฎหมายหรือไม่
การร้องเรียนสามี–ละทิ้งร้าง–ทำร้ายบุพการี ไม่เป็นเหตุหย่า
ข้อพิพาทฟ้องหย่าที่ศาลยกฟ้อง กับสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส
การให้อภัย สิทธิฟ้องหย่า และค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า
ฟ้องหย่า ละทิ้งร้าง และการเป็นปฏิปักษ์(ฎีกา 1932/2536)
ฟ้องหย่าเมื่อสามีอุปการะหญิงอื่น อายุความไม่ขาด
การแจ้งความโดยสุจริตไม่เป็นเหตุหย่า หมิ่นประมาทคู่สมรส
การแจ้งความของภรรยาเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่า-ฎีกา 2109/2567
คดีหย่าต่างชาติ & ค่าเลี้ยงดู, สิทธิเลี้ยงดูสิ้นสุดเมื่อการสมรสสิ้นสุด
คดีหย่า & สิทธิฟ้องไม่สิ้นสุด, สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสมีหญิงอื่น
(ฎีกาที่ 3236/2567) : การร้องขอให้เพิกถอนการหย่าเพื่อเลี่ยงการถูกบังคับคดี ศาลย้ำหลักการใช้สิทธิโดยสุจริต
กฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงต้องนำสืบ
สิทธิหย่า ค่าเลี้ยงชีพ และการแบ่งสินสมรสในคดีสมรสต่างชาติ