
| เรียกค่าทดแทนชู้สาว บุคคลที่สามแสดงตนโดยเปิดเผย
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่สามซึ่งแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับคู่สมรสของผู้อื่น อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลวินิจฉัยถึงหลักเกณฑ์การพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาว การแสดงออกต่อสาธารณชน ความเสียหายต่อชื่อเสียงและสถานะทางสังคมของผู้เสียหาย รวมถึงการพิจารณาอายุความในการฟ้องคดีเรียกค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยวางแนวทางสำคัญให้ใช้เป็นบรรทัดฐานในคดีชู้สาวและคดีครอบครัวต่อไป ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 มีสถานะทางสังคมและหน้าที่การงานในระดับสูง ต่อมาปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงาน โดยมีการพักอาศัยร่วมกัน แต่งกายอยู่ในลักษณะสามีภรรยา ไปไหนมาไหนร่วมกัน และแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปในลักษณะชู้สาวอย่างต่อเนื่อง โจทก์ได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ในสังคมและหน้าที่การงาน ประเด็นข้อพิพาทสำคัญ คดีนี้มีประเด็นสำคัญว่า 1. จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของโจทก์หรือไม่ 2. การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในฐานะภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 3. จำนวนค่าทดแทนที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด 4. คดีขาดอายุความตามกฎหมายหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยทั้งสองมิใช่เพียงเพื่อนร่วมงาน หากแต่เป็นความสัมพันธ์ฉันชู้สาวที่มีการแสดงออกต่อสาธารณชน โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 พักอาศัยร่วมบ้านเดียวกัน และร่วมกิจกรรมในฐานะคู่ชีวิต อันเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ต้องห้ามตามทำนองคลองธรรม หลักกฎหมายที่ศาลวางไว้ ศาลฎีกาวางหลักว่า การที่บุคคลที่สามแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับคู่สมรสของผู้อื่น ถือเป็นการละเมิดสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเสียหายเชิงทรัพย์สินโดยตรง การกำหนดค่าทดแทน ศาลเห็นว่าการกำหนดค่าทดแทนต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี สถานะทางสังคมของคู่สมรส ความร้ายแรงของการกระทำ และผลกระทบต่อชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของผู้เสียหาย ศาลล่างกำหนดค่าทดแทนจำนวน 50,000 บาท ถือว่าเหมาะสมแล้ว ประเด็นอายุความ แม้โจทก์จะทราบถึงความสัมพันธ์ตั้งแต่ปีแรก ๆ แต่เนื่องจากการกระทำเป็นการกระทำต่อเนื่องและยังไม่สิ้นสุด จึงถือว่ายังไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1529 การฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่ความสัมพันธ์ยังดำรงอยู่ย่อมชอบด้วยกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำว่า ความรับผิดของบุคคลที่สามในคดีชู้สาวไม่ได้จำกัดเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่รวมถึงการแสดงตนโดยเปิดเผยในลักษณะที่ละเมิดศักดิ์ศรีของคู่สมรส การกระทำต่อเนื่องย่อมส่งผลต่ออายุความ และศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวางในการกำหนดค่าทดแทนตามความเหมาะสมแห่งคดี สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ เนื่องจากแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของโจทก์ กำหนดค่าทดแทนจำนวน 50,000 บาท และยกฟ้องจำเลยที่ 1 2. ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยเหตุผลและข้อกฎหมาย จึงพิพากษายืน 3. ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ไม่ขาดอายุความ และจำนวนค่าทดแทนที่กำหนดไว้เหมาะสมแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 981/2535 พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 อยู่ร่วมเรือนเดียวกันและมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 อย่างเปิดเผย โดยเป็นที่ประจักษ์ทั่วไปว่าบุคคลทั้งสองมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวต่อกันจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่าโจทก์เคยไปพบบิดาของจำเลยที่ 2 ขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 ไปบ้านจำเลยที่ 2 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้แสดงโดยเปิดเผยว่าตนมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อจำเลยที่ 2 แสดงตนแก่บุคคลทั่วไปว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1ในทำนองชู้สาวจึงเป็นเรื่องที่ผิดทำนองคลองธรรมอยู่ในตัวและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ผู้ซึ่งเป็นภรรยาโดยตรง ซึ่งโจทก์ก็แสดงให้เห็นว่ามีฐานะทางสังคมที่ดี เมื่อมีพฤติการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นผู้บังคับบัญชาของโจทก์มีทัศนะต่อโจทก์ในทางไม่ดี ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความราบรื่นในชีวิตสมรสของโจทก์ และความผาสุกในครอบครัว ซึ่งถูกกระทบกระเทือนอยู่แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523วรรคสอง ค่าทดแทนเป็นจำนวนเท่าใดนั้น ศาลมีอำนาจกำหนดค่าทดแทนตามควรแห่งพฤติการณ์และสถานะของคู่สมรสประกอบกัน โจทก์ได้ทราบถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองกลางปี 2525แต่คำฟ้องและชั้นนำสืบพยานหลักฐานของโจทก์ยืนยันความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดมาถึงปี 2528 มิได้หยุดการกระทำและสิ้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเรียกค่าทดแทนภายในปี 2528คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1529
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 มีการศึกษาปริญญาโทและรับราชการตำแหน่งหัวหน้ากองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก จำเลยที่ 1 เดิมรับราชการที่กรมการแพทย์ทหารบก ต่อมาลาออกไปทำงานบริษัทโอซูก้า จำกัด ซึ่งจำเลยที่ 2 ทำงานที่เดียวกัน กลางปี 2525 โจทก์ได้ยินว่าจำเลยที่ 1 ไปติดพันจำเลยที่ 2 ต่อมาต้นปี 2528 โจทก์ติดตามไปพบจำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้านจำเลยที่ 2 โดยทั้งสองแต่งกายลักษณะอยู่กินกันฉันสามีภรรยา จำเลยที่ 1 ขู่ให้โจทก์ไปจดทะเบียนหย่าแต่โจทก์ไม่ยอม จึงหาเหตุฟ้องหย่า โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ผิดหน้าที่สามี และจำเลยที่ 2 แสดงออกว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงและสถานภาพทางสังคม ขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ 200,000 บาท และจำเลยที่ 2 ชดใช้ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ต่างเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานไม่เคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ค่าทดแทนที่เรียกสูงเกินสมควร หากมีไม่เกิน 5,000 บาท และคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมบางส่วนและค่าทนายความ 1,500 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาว โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 เคยกล่าวต่อผู้อื่นว่าโจทก์ไม่ใช่ภรรยา ภรรยาที่แท้จริงคือจำเลยที่ 2 และโจทก์ติดตามพบจำเลยที่ 1 อยู่บ้านจำเลยที่ 2 ในลักษณะพักอาศัยร่วมกัน มีภาพถ่ายยืนยัน อีกทั้งมีสำเนาคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ในคดีหย่าว่าได้มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 แล้ว ข้ออ้างว่าเป็นการกล่าวประชดฟังไม่ขึ้นเพราะเป็นคำเบิกความต่อศาล นอกจากนี้พยานอื่นเบิกความว่าทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกัน นอนร่วมเตียง และจำเลยที่ 2 ไปบ้านมารดาจำเลยที่ 1 ในวันสำคัญ อีกทั้งจำเลยที่ 2 ยอมให้จำเลยที่ 1 อยู่ร่วมเรือนและมีความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยจนเป็นที่ประจักษ์ทั่วไป จึงถือว่าจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 เรื่องค่าทดแทน ศาลเห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 2 แสดงตนเช่นนี้เป็นเรื่องผิดทำนองคลองธรรมและก่อความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นภรรยาโดยตรง โจทก์มีสถานะทางสังคมดีและถูกมองไม่ดีจากผู้บังคับบัญชา อีกทั้งชีวิตสมรสและความผาสุกครอบครัวถูกกระทบกระเทือน จึงมีสิทธิได้ค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง จำนวน 50,000 บาทที่ศาลล่างกำหนดเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง ส่วนอายุความ แม้โจทก์ทราบความสัมพันธ์ตั้งแต่กลางปี 2525 แต่คำฟ้องและพยานยืนยันว่าความสัมพันธ์ต่อเนื่องถึงปี 2528 มิได้หยุดหรือสิ้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องภายในปี 2528 จึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 พิพากษายืน คำถามที่พบบ่อย 1. คำถาม: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 981/2535 วางหลักเรื่องการเรียกค่าทดแทนจากชู้อย่างไร? คำตอบ: ศาลวางหลักว่า เมื่อคู่สมรสเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย หากบุคคลที่สามแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับคู่สมรสของผู้อื่น ย่อมเป็นการผิดทำนองคลองธรรมและก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่สมรสโดยตรง ผู้เสียหายจึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่สามได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง 2. คำถาม: องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้บุคคลที่สามต้องรับผิดค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง คืออะไร? คำตอบ: องค์ประกอบสำคัญคือ (1) ผู้เสียหายเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย (2) บุคคลที่สามมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับคู่สมรสของผู้เสียหาย และ (3) บุคคลที่สามได้แสดงตนโดยเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกว่าอยู่ในความสัมพันธ์ดังกล่าว ซึ่งโดยสภาพย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อคู่สมรสผู้เสียหาย 3. คำถาม: คำว่า “แสดงตนโดยเปิดเผย” ในคดีชู้สาวตามแนวคำพิพากษานี้หมายถึงอะไร? คำตอบ: หมายถึงพฤติการณ์ที่บุคคลที่สามยินยอมหรือมีส่วนร่วมให้บุคคลทั่วไปรับรู้ความสัมพันธ์ในลักษณะประหนึ่งเป็นคู่ครอง เช่น ยินยอมให้อีกฝ่ายอยู่ร่วมเรือนเดียวกัน ไปไหนมาไหนร่วมกัน นอนร่วมเตียง หรือมีพฤติการณ์เป็นที่ประจักษ์ทั่วไปว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว จนทำให้บุคคลภายนอกรับรู้ได้ 4. คำถาม: ในคดีนี้ ศาลฎีกาอาศัยพยานหลักฐานอะไรในการรับฟังว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันจริง? คำตอบ: ศาลพิจารณาจากพยานบุคคลและพยานเอกสารประกอบกัน เช่น คำเบิกความของโจทก์และพยานที่พบพฤติการณ์การอยู่ร่วมบ้านในลักษณะสามีภรรยา ภาพถ่ายที่แสดงการแต่งกายและการพักอาศัยในบ้านเดียวกัน รวมถึงสำเนาคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ในคดีหย่าที่รับว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้สำคัญ 5. คำถาม: หากฝ่ายสามีเป็นผู้แสดงออกถึงความสัมพันธ์เป็นส่วนใหญ่ ชู้ยังต้องรับผิดได้หรือไม่? คำตอบ: ต้องรับผิดได้ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าชู้ยินยอมหรือมีส่วนร่วมในพฤติการณ์ที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าเป็นความสัมพันธ์ฉันชู้สาว เช่น ยินยอมให้อีกฝ่ายพักอาศัยร่วมบ้าน ใช้ชีวิตร่วมกันต่อบุคคลภายนอก หรือมีการไปมาหาสู่ในลักษณะคู่ครอง ศาลย่อมถือว่าเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยได้ 6. คำถาม: ศาลพิจารณาความเสียหายในคดีชู้สาวตามคำพิพากษานี้อย่างไร? คำตอบ: ศาลเห็นว่าเมื่อมีการแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับคู่สมรสของผู้อื่น ย่อมก่อความเสียหายแก่คู่สมรสผู้เสียหายโดยตรงอยู่แล้ว โดยเฉพาะต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และสถานะทางสังคม รวมทั้งกระทบต่อความราบรื่นในชีวิตสมรสและความผาสุกของครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญ 7. คำถาม: การกำหนดจำนวนค่าทดแทน ศาลใช้หลักเกณฑ์ใด? คำตอบ: ศาลมีอำนาจกำหนดค่าทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์แห่งคดี โดยพิจารณาความร้ายแรงของการกระทำ ระดับการแสดงตนโดยเปิดเผย ระยะเวลาความต่อเนื่องของพฤติการณ์ ตลอดจนสถานะของคู่สมรสและผลกระทบต่อชื่อเสียงของผู้เสียหาย เมื่อศาลล่างกำหนดจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาย่อมไม่เปลี่ยนแปลงดุลพินิจโดยไม่มีเหตุจำเป็น 8. คำถาม: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 981/2535 วินิจฉัยเรื่องอายุความไว้อย่างไร? คำตอบ: ศาลวินิจฉัยว่า แม้ผู้เสียหายจะทราบความสัมพันธ์ตั้งแต่ช่วงแรก แต่หากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยืนยันว่าความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวเกิดขึ้นต่อเนื่อง มิได้หยุดการกระทำและสิ้นไป การฟ้องคดีภายในช่วงที่การกระทำนั้นยังดำรงอยู่ย่อมไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 9. คำถาม: หากทราบเรื่องชู้มานาน แต่ความสัมพันธ์ยังต่อเนื่องอยู่ จะเริ่มนับอายุความอย่างไร? คำตอบ: แนวคำพิพากษานี้สะท้อนว่าในการอ้างขาดอายุความ ต้องพิจารณาว่าการกระทำได้หยุดและสิ้นไปแล้วหรือไม่ หากความสัมพันธ์หรือพฤติการณ์การแสดงตนยังเกิดขึ้นต่อเนื่องอยู่ การฟ้องภายในช่วงเวลาที่การกระทำยังดำรงอยู่ย่อมไม่ถือว่าขาดอายุความตามมาตรา 1529 10. คำถาม: คดีนี้ศาลมีคำพิพากษาอย่างไรในที่สุด? คำตอบ: ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลกำหนด และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 |




